แนะนำวิธีการเดินจงกรม โดยคุณประสาน พุทธกุลสมศิริ

ที่จริง เดินจงกรมนะ เดินสบายๆ เดินแบบเราเคยเดินอย่างไรก็เดินอย่างนั้น เดินด้วยความรู้สึกตัว เวลาเดินจงกรม เดินแบบเวลาเราเดินชอปปิ้ง เดินยังไงนะ เราก็เดินอย่างนั้นล่ะ เราเมื่อยแล้วเราไขว้หลังก็ได้ เราเปลี่ยนท่าบ้าง เอามือมากอดอกบ้างก็ไม่มีปัญหา สำคัญว่าเรามีสติหรือเปล่า

 

หมายถึงว่าการเดินจงกรมนี่ก็ไม่ใช่เดินก้าวย่างๆ ไปช้าๆ อย่างนั้นไม่ใช่ ใช่ไหมคะ

เดินด้วยความรู้สึกตัวนี่ล่ะ คือเดินจงกรมแล้ว

 

เพราะฉะนั้นเราก็ใช้วิธีนี้ไปเรื่อยๆ ก็ปรับตัวเองไป รู้เนื้อรู้ตัวตลอดเวลา ถูกไหมคะ

มันสำคัญที่รู้สึกตัวหรือเปล่า มีสติหรือเปล่า ไม่ได้สำคัญที่เดินท่าไหน

ก็รู้เท่าที่รู้ได้ เอาใจมาคลอเคลียอยู่กับร่างกาย สบาย ไปเรื่อย สักช่วงหนึ่ง ถ้าหลักนะ คือ ถ้าเข้าใจหลักว่าคำบริกรรมหรือลมหายใจเป็นแค่เครื่องหมาย เวลาเราเดินนะเราใช้หลักนี้ก็ได้ ใช้การเคลื่อนเป็นเครื่องหมาย เวลาเราเดิน ถ้าเราเดินสบายเนี่ย เราจะรู้สึกได้ว่าร่างกายมันเคลื่อน อย่างถ้าเราเดินทอดน่องบ้าง เดินแบบไม่เกร็งนะ ไม่ต้องสวยมาก ไม่ใช่แคทวอล์ค ไม่ใช่โยธวาทิต ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น เดินแบบเดินมาทั้งชีวิตน่ะ เดินแบบที่ยังไม่ได้่มาเรียนธรรมะ เดินยังไงก็เดินอย่างนั้น เดินอย่างนั้นแล้วแค่เอาใจนะไปอยู่ที่การเคลื่อน ไม่ได้จับไว้ที่การเคลื่อนแน่นๆ การเคลื่อนมันรู้สึกด้วยใจ อย่างเราทดลองเอามือไว้ข้างหลัง เราแบมือกำมือเราไม่ต้องมอง มันจะรู้สึกได้ว่ามีมวลขยับ มันรู้ด้วยใจ เราจะรู้สึกว่าการเคลื่อนของใจ การเคลื่อนของร่างกายนี่จริงๆ มันรู้ได้ด้วยใจ ตาไม่ต้องเห็น ไม่ได้จ้องลงไป ไม่ได้จับไว้ที่อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่ง ทีนี้เราเดินไป ร่างกายเราโยกไปโยกมา ถ้าเราไม่จับอะไรไว้แน่นๆ นะเราจะรู้สึกว่าใจนี่จะคลอเคลียอยู่กับมวลบางอย่าง อย่างสมมติว่าสะโพกหรือน้ำหนักมันเคลื่อน ร่างกายมันโยก ทุกคนทดลองก็ได้ ลองนั่งโยกไปโยกมา โยกไปโยกมาสบายๆ ไม่บังคับตัวเอง ใจไม่เครียด ไม่แน่น นึกออกเปล่า ใจไม่แน่น ไม่ได้จ้องอะไร มันรู้อยู่ในทีว่ามีมวลขยับอยู่ รู้สึกไหมแล้วก็รับรู้อย่างอื่นได้ด้วย ถ้ามีผัสสะอะไรแรงกว่านี้ มันน่าสนใจมากกว่าการเคลื่อนของกายนะ มันก็ไปรับรู้อย่างนั้น แล้วเสร็จแล้วพอไปรับรู้อย่างนั้นก็คือ มันหลงไปแล้ว มันหลงไปแล้วก็รู้เมื่อไรก็เมื่อนั้นล่ะ รู้ว่าหลงไปแล้ว ก็ไม่ต้องทำอะไร ก็เหมือนเดิม ก็เอาใจมาคลอเคลียอยู่กายอีก ให้กายนี้เป็นเป้า เป็นเครื่องหมาย ทำอย่างนั้นแหละ

 

ขอกราบอนุญาตคุณประสานให้ความเมตตาญาติธรรม สอนวิธีการเดินจงกรมด้วยค่ะ

เดินจงกรมนะจริงๆ ง่าย เมื่อกี้อธิบายไปแล้ว ตลอดชีวิตนะเคยเดินอย่างไรก็เดินอย่างนั้น ถามว่าไขว้หลังได้ไหม ได้ แกว่งแขวนได้ไหม ได้ สำคัญคือมีสติรู้สึกตัว วิ่งได้ไหมเหรอ… มันก็พอได้อยู่ แต่ถ้าเร็วมากมันจะหลง มันจะจับอะไรไม่ค่อยได้ หลักนะ ตะกี้สอนให้พวกเราโยก โยกไปโยกมา รู้สึกไหมเราไม่ได้ปฏิบัติ คือพอเราไม่เป็นนักปฏิบัตินะ เราแค่รู้สึกถึงร่างกายที่โยก น้ำหนักนะ มวลมันโคลงไปโคลงมา ใจมันสบาย สักช่วงหนึ่งใจมันต้องแอบไปคิด คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขณะที่แอบไปคิดนี่คือหลงไปแล้ว หลงไปแล้วก็แล้วกัน รู้เมื่อไรก็มาคลอเคลียอยู่ที่ร่างกาย วิธีการเดินจงกรม เคยเดินอย่างไรก็เดินอย่างนั้น ผมจะเดินให้ดู เดินไปห้องน้ำ เดินไปทำงานก็เดินจงกรมได้ เมื่อไรก็ตามที่เราเดินด้วยรู้สึกตัว เมื่อนั้นคือเดินจงกรม มีหลักอยู่แค่ว่า ที่หัวทางจงกรมกับที่ปลายทางจงกรมเราต้องหยุด หยุดนิดหนึ่ง หยุดเพื่ออะไร คือบางทีเราเดินถ้าเราถึงหัวทางจงกรมหรือปลายทางจงกรมถ้าเราไม่หยุด เวลาเราจะหมุนตัว บางทีหมุนแล้วจิตมันเคลื่อน จิตมันกระเด็นออกไป ยกเว้นพวกที่เพ่งแรงๆ นะ พวกนั้นไม่กระเด็น มันเพ่งจนเต็มที่แล้วยังไงก็ไม่กระเด็น

(เดินให้ดู)

เริ่มต้นนี่ ยืนด้วยความรู้สึกตัว จะอยู่ท่าไหนก็ได้ แขน ขา มือ อยู่ตรงนี้ก็ได้ มันไม่มีข้อบังคับ เดินด้วยความรู้สึกตัวนี่ เริ่มต้นให้ยืนก่อน ยืนด้วยความรู้สึกตัวสบาย สมมตินี่คือหัวทางจงกรม ก็ยืน ทำความรู้สึกตัว คุณจะยืนหนึ่งนาทีหรือครึ่งนาทีหรือ นานแค่ไหนก็แล้วแต่ ยืนมีความรู้สึกตัวสบาย รู้สึกว่ามีความรู้เนื้อรู้ตัวดีแล้ว ก็เริ่มเดิน ซ้ายก็ได้ ขวาก็ได้ ก้าวสั้นก้าวยาวไม่มีปัญหาทั้งสิ้น ก็เดินไปสบายๆ มีความรู้สึกตัวอยู่ เห็นกายเคลื่อน ถามว่า มือห้อยอย่างนี้ สมมติว่าเดินมาหลายรอบแล้ว แกว่งหลายรอบแล้วเมื่อย ถามว่า ทำอย่างนี้ได้ไหม (ล้วงกระเป๋าให้ดู) ได้

พอสุดทางจงกรมปุ๊บเราก็ยืน รู้เนื้อรู้ตัวสบายๆ เสร็จแล้วเราก็หมุนกลับ หมุนกลับเนี่ย ยืนก่อน ยืนทำความรู้สึกตัวก่อนสักช่วงหนึ่ง สบาย เสร็จแล้วเราค่อยเดิน เวลาเดินก็ เดินสบายน่ะ ก็แค่เดินรู้ตัว พอถึงปลายทางจงกรมก็ยืนแป๊บนึง รู้สึกตัว หมุนกลับ หมุนกลับแล้วก็ยืนสักพักหนึ่งเราก็เดินต่อ ทีนี้ถ้าวันไหนฟุ้งแรง ฟุ้งมากเลย เคยเดินตรงนี้มันยาวไป ฟุ้งแรงเราก็เดินสักสามสี่ก้าว โห รู้สึกฟุ้งแรง เอ้ามันหลงตลอดเวลา เราก็ยืนสักพักหนึ่ง ยืนรู้สึกตัวก่อนก็ได้ เสร็จแล้วเราค่อยเดินต่อ ถามว่าต้องเดินตรงขนาดมีเส้นอะไรไหม เปล่า คุณเดินแล้วคุณเอียงมาตรงนี้นิดหนึ่งได้ไหม ทำไมจะไม่ได้ ก็มีสติอยู่ มันสำคัญที่รู้สึกตัวหรือเปล่า มีสติหรือเปล่า ไม่ได้สำคัญที่เดินท่าไหน ไม่ต้องเดินตรงมาก ร่างกายไม่ได้เกร็งนะ กล้ามเนื้อผ่อนคลาย เดินอย่างมีความสุข

ถามว่าอะไรถูก มันได้ทั้งนั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้วิธีไหนแล้วเรามีความสุข ไม่เครียด เกิดสติ จิตตั้งมั่นเราก็ใช้วิธีนั้น อะไรก็ได้

 

อยากทราบว่าเดินจงกรมกี่ก้าวควรจะกลับตัว

แต่ละคนไม่เหมือนกัน เราต้องไปดูของเราเอง บางคนนี่อาจจะสิบก้าวกำลังดี คือถ้าระยะเดินไกลมาก ถ้าไกลเกินไปนะมันจะมีช่วงหย่อน มันจะหลงยาว ทีนี้บางคนถ้าใกล้มาก ถ้าเดินไม่กี่ก้าวแล้วก็กลับๆ คนบางคนขี้รำคาญ ขี้รำคาญนะ แป๊บเดียวหยุด แป๊บเดียวหมุน เดินแล้วหงุดหงิด เพราะฉะนั้นเราดูตัวเราเองนะ เดินนะ สบาย มีความสุข เดินแล้วมีสติ มีความตั้งมั่นที่ระยะขนาดไหนก็ขนาดนั้น เราอยู่ในห้องแคบๆ เราก็เดินแค่สองสามก้าวแล้วเราก็หมุน ก็ไม่มีปัญหา คือ เวลาถาม คนจำนวนมากนะจะชอบถามคำถามที่ fix มากว่า เวลาภาวนานะต้องทำอย่างไร ต้อง 1 2 3 หรือเปล่า ไม่ใช่หรอก คือเราดูวิธีการทำในรูปแบบของเราเนี่ย เราจะเลือก ยืน เดิน นั่ง นอน หรือเราจะเดินสั้นเดินยาวหรือเราจะทำอะไรเนี่ย ให้ดูอย่างนี้ วิธีเลือกไม่ใช่เลือกอันที่เราชอบมาก บางทีชอบมากนะ ทำแล้วไม่เจริญก็มี บางทีชอบนั่งมากเลย แต่นั่งทีไรหลับทุกที เราเลือกอย่างไร เราใช้วิธีการภาวนาแบบไหนแล้วสติเกิดบ่อย ทำอันนั้น หรือจิตตั้งมั่น ทำอันนั้น ไม่ใช่เลือกอันที่ชอบมากนะ ให้เลือกอันที่ทำแล้วใจไม่เครียด แล้วเกิดสติเกิดบ่อย มีความสุข นึกออกเปล่า มันไม่ใช่ว่า แต่ละคนเหมือนกันไหม ไม่เหมือนหรอก

เราเรียนนะ เราจะเรียนได้แต่หลัก หลักจะเหมือนกัน คือ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง นี่เหมือนกัน แต่เทคนิคในการทำในรูปแบบของแต่ละคน ไม่เหมือนกันหรอก คนบางคนนะเดินจงกรมก็เดินไปเฉยๆ รู้สึกตัว คนบางคนนะ เดินด้วยสวดมนต์ด้วยก็มี คนบางคนเดินด้วยบริกรรมด้วย ถามว่าอะไรถูก มันได้ทั้งนั้นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราใช้วิธีไหนแล้วเรามีความสุข ไม่เครียด เกิดสติ จิตตั้งมั่นเราก็ใช้วิธีนั้น อะไรก็ได้

X