หน้าที่ของชาวพุทธ

พวกเรามีหน้าที่ที่พระพุทธเจ้ามอบหมายให้ทุกคน หน้าที่ประการแรก ทำประโยชน์ตนเอง ไม่ประมาทนะ ทำประโยชน์ตัวเอง ก็คือภาวนาเข้า มีสติ ฝึกให้มีสติขึ้นมา ใครไม่มีสติ ก็ฝึกให้มีสติ ใครไม่รู้จักสมาธิ ใจไม่เคยตั้งมั่น ก็ฝึกให้ใจตั้งมั่นขึ้นมา แล้วก็ตามรู้กายตามรู้ใจตามความเป็นจริง รู้อย่างที่เขาเป็น ตามรู้อย่างนี้เรื่อยๆ จนเกิดปัญญา

อริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์

อริยสัจเพื่อความพ้นทุกข์ เป็นหนังสือที่เน้นอธิบายอริยสัจ ในด้านการนําไปปฏิบัติที่เข้าใจง่าย โดยหลวงพ่อได้เทศนาแสดง ให้เห็นว่าอริยสัจทั้ง ๔ ข้อ เป็นเรื่องเดียวกัน จะยกข้อไหนมาปฏิบัติ ก็สัมพันธ์กันทั้งหมด แต่ที่พระพุทธเจ้าท่านแยกออกเป็น ๔ ข้อ ก็เพื่อให้เกิดความชัดเจนสําหรับนําไปปฏิบัติให้เข้าถึงใจได้อย่างแจ่มแจ้ง

สําหรับปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหมวดธรรมที่พระพุทธเจ้า ทรงรู้แจ้งสภาวธรรมจนสําเร็จอนุตตรสัม มาสัมโพธิญาณนั้น ถึงแม้ว่าท่านจะสรุปเพื่อมาสอนเป็นอริยสัจ ๔ แต่ก็ได้แยกอธิบายออกมาเป็นอีกหัวข้อหนึ่งต่างหาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสําคัญ ของธรรมทั้งสองหมวดนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

วิมุตติมรรค

วิมุตติมรรค หรือเส้นทางแห่งความหลุดพ้น ซึ่งเรียบง่ายรื่นรมย์ และเป็นทางนำให้ประจักษ์ถึงนิพพานซึ่งอยู่ต่อหน้าต่อตานี้เอง เส้นทางสายนี้มีผู้พยายามแสวงหากันมากมายแต่ไม่พบ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าทรงค้นพบ และพวกเราจะพบเส้นทางสายนี้ตามพระพุทธเจ้าได้โดยง่าย หากได้ศึกษาบทเรียน ๓ บทที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ซึ่งเมื่อดำเนินตามเพียงไม่นาน เราจะรู้สึกได้ว่านิพพานอยู่ไม่ไกลเกินหวัง

โรดแม็พ ธรรมปฏิบัติ ทางเดินสู่โลกุตตรธรรม

เมื่อเราฝึก “ให้มีสติ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง” ให้มากพอแล้ว ถึงจุดหนึ่งสติเราจะอัตโนมัติ อะไรแปลกปลอมขึ้นในกาย นิดเดียวก็รู้โดยที่ไม่ได้เจตนาจะรู้ อะไรแปลกปลอมขึ้นในจิตนิดเดียวก็รู้ โดยที่ไม่ได้เจตนาจะรู้ (ถ้ายังมีเจตนาอยู่ ยังเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำกรรม ทำให้เกิดการสร้างภพ ดิ้นรน ปรุงแต่ง อริยมรรคยังไม่เกิด) นอกจากนี้ ถ้าจิตเคลื่อนไปเราก็รู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นเองโดยอัตโนมัติ

การที่เราคอยเห็นทุกสิ่งทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงจุดหนึ่งจะเกิดปัญญาอัตโนมัติ ไม่ว่ามองอะไร ไม่ได้เจตนาจะมองเป็นไตรลักษณ มันก็จะมองเป็นไตรลักษณ์ ด้วยตัวของมันเอง ไม่ต้องคิดนำเลย

ประมวลธรรมเทศนา เล่ม ๑, ๒, ๓

หนังสือประมวลธรรมเทศนาของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทั้ง ๓ เล่ม ได้รวบรวมธรรมเทศนาของหลวงพ่อ ตั้งแต่ได้มีการบันทึกเสียงมา จนถึงกลางปี ๒๕๕๓ โดยการจัดลำดับหัวข้อให้เป็นหมวดหมู่ ที่สามารถศึกษาได้เป็นลำดับไป ซึ่งหลวงพ่อก็ได้เมตตาอนุญาตให้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นธรรมทาน นับว่าเป็นความกรุณาอย่างหาที่สุดมิได้

คณะผู้จัดทำได้คัดเอาธรรมเทศนาของหลวงพ่อในส่วนที่ตรงกับชื่อหัวข้อ แต่ยังคงรายละเอียดที่สามารถเข้าใจคำสอนในหัวข้อนั้นได้อย่างสมบูรณ์ ดังนั้นจึงมีบางหัวข้อ ซึ่งมีคำอธิบายข้อความที่ซ้ำกันบ้าง ก็ขอให้ท่านผู้อ่านถือว่าเป็นการทบทวนทำความเข้าใจคำสอนให้ดียิ่งขึ้น

อนึ่ง หนังสือประมวลธรรมเป็นการบันทึกธรรมเทศนาของหลวงพ่อเอาไว้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถศึกษาเพิ่มเติม ต่อจากหนังสือที่หลวงพ่อเป็นผู้เขียน ซึ่งหากเข้าใจหลักการที่หลวงพ่อสอนดีแล้ว จะทำให้เข้าใจธรรมได้ลึกซึ้งกว่ากว้างขวางมากขึ้น

ธรรมเทศนา ๔ วันในสวนสันติธรรม

ถ้าเราเฉลียวใจสักนิดหนึ่งว่า ถ้าภาวนาหลายปีแล้วก็เหมือนเดิม คือสงบแล้วฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านแล้วสงบ ต้องมีอะไรผิดพลาด เพราะถ้าไม่ผิดพลาด ภาวนาถูกต้อง มีสติ มีสัมปชัญญะ มีสัมมาสมาธิ เราจะต้องเห็นผลอย่างรวดเร็ว เพราะสติปัฏฐานนี่ให้ผลเร็ว ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ให้ผลจริงๆ

ประทีปส่องธรรม

หนังสือประทีปส่องธรรม ปัจจุบันนี้ไม่มีการพิมพ์ต่อแล้ว ญาติธรรมที่สนใจขอรับหนังสือธรรมะ หรือตำราที่เขียนโดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช หรือหนังสือที่ถอดเสียงจากพระธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ กรุณาติดต่อมูลนิธิสื่อธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช โดยตรง

“บทความแทบทุกเรื่องมุ่งเน้นไปที่จุดเดียวกัน คือการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนานั้น ต้องทำด้วยการมีความรู้สึกตัว แล้วตามรู้กายและ/หรือตามรู้ใจอยู่เนืองๆ โดยต้องรู้ให้ถูกตรงตามวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ในหลัก “กิจในอริยสัจจ์” ด้วย ฉะนั้นท่านผู้อ่านสามารถเลือกอ่านบทความเพียงบางเรื่องที่เห็นว่าเข้าใจง่ายสำหรับตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องอ่านทั้งหมด เพราะอาจจะมีแง่มุมหลากหลายเกินความจำเป็นสำหรับการปฏิบัติของบุคคลคนหนึ่ง”

เรียนธรรมคู่เพื่อรู้ธรรมหนึ่ง

ถ้าพิจารณาให้ดี อารมณ์ทั้งหลายในสติปัฏฐานที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นมาให้เราเรียนรู้นั้น เป็นอารมณ์ที่เป็นคู่ทั้งสิ้น เช่น “หายใจออกกับหายใจเข้า” เห็นไหมว่าเป็นคู่ ๆ “ยืน เดิน นั่ง นอน” นี่ก็เป็นคู่ คำว่า “คู่” ไม่ได้แปลว่าสองนะ แต่หมายถึงสิ่งซึ่งมีสิ่งอื่นเทียบเคียงได้ ไม่ใช่มีอันเดียว ยืน เดิน นั่ง นอน นี่มีสี่อย่าง เทียบได้ว่าแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน ก็ถือว่าเป็นธรรมคู่ หรือเวทนา มี “สุข ทุกข์ เฉย ๆ” มีสามอย่างก็ถือว่าเป็นธรรมคู่ หรือ “จิตมีราคะ จิตไม่มีราคะ” นี่หนึ่งคู่ “จิตมีโทสะ จิตไม่มีโทสะ” นี่หนึ่งคู่ “จิตมีโมหะ จิตไม่มีโมหะ” นี่อีกคู่หนึ่ง “จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่” นี่อีกคู่หนึ่ง

ทำไมต้องเรียนธรรมคู่ หรือเรียนสภาวะเป็นคู่ ๆ เราเรียนสิ่งซึ่งเป็นคู่ เพื่อจะได้เห็นว่าแต่ละสิ่ง ๆ นั้นไม่เที่ยง แต่ละสิ่ง ๆ ทนอยู่ไม่ได้นาน แต่ละสิ่ง ๆ บังคับไม่ได้ มันพลิกกลับไปกลับมาระหว่างด้านตรงข้ามเสมอ ๆ เรียนเพื่อให้เห็นตรงนี้

1 3 4 5 6 7