คำถาม:
หลวงปู่:
คิดไปแล้วใจเราสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ใจเราไม่ชอบ ไม่ชอบก็รู้ เวลาเราทำงาน งานเยอะๆ ไม่มีใครชอบหรอก ยกเว้นคนที่ชอบงานอันนั้น ทำแล้วมีความสุข แต่คนทั่วๆ ไปทำงาน เราไม่ชอบทำงาน แต่เราชอบรับเงินเดือน เหมือนๆ กันส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเวลาใจเราเบื่อ ให้รู้ว่าเบื่อ ขี้เกียจให้รู้ว่าขี้เกียจ ท้อแท้ให้รู้ว่าท้อแท้ รู้เข้าไปตรงๆ ไม่ต้องแก้ รู้อย่างที่มันเป็น ไม่ต้องพยายามแก้ จิตไม่ดีรู้ว่าไม่ดี อันนั้นใช้ได้
จิตมันไม่เข้าฐาน กำลังสมาธิมันไม่พอ ฉะนั้นเราทำกรรมฐาน อยู่กับเครื่องอยู่ของเรา จิตหนีไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งเครื่องอยู่แล้วรู้ ฝึกตัวนี้บ่อยๆ มีเวลา 5 นาที 10 นาที รีบทำเลย มาอยู่กับกรรมฐานของเรา จิตมันยังออกข้างนอกอยู่ เห็นไหมมันยังไม่ยอมเข้า รู้สึกไหม อยู่ข้างนอก ดูออกหรือเปล่า ดูยังไม่ออก เออ ไม่ออก ขยับอย่างนี้ รู้ไหม ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไว้ เดี๋ยวความรู้สึกมันจะกลับเข้ามาในร่างกาย ร่างกายขยับ รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก
รู้สึกไปธรรมดาๆ นี่ล่ะ เดี๋ยวจิตมันก็จะกลับมาอยู่ที่ร่างกาย ถ้าไม่เกินกายออกไปก็ใช้ได้ คือเวลามีงานมากๆ ที่ต้องคิด มีปัญหาชีวิตที่ต้องแก้อะไรอย่างนี้ จิตมันจะออกข้างนอก ห้ามมันไม่ได้ พอมันออกนอกไปแล้ว ถึงเวลาที่เรามีเวลาที่จะเบรก มีเวลาของเราเอง กลับมารู้สึกที่กายไว้ ถ้ากลับมารู้สึกกาย เดี๋ยวจิตจะได้มีแรงขึ้นมา เอาไปสู้กับชีวิตได้อีก เราไม่ได้ฝึกเพื่อหนีโลก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนหนีโลก แต่เป็นศาสนาที่เราจะเรียนรู้โลก จนกระทั่งวันหนึ่งจิตใจเราอยู่เหนือโลก โลกก็วุ่นวายอยู่อย่างนั้น แต่จิตใจเราอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่วุ่นวายไปด้วย ค่อยๆ ฝึกไป รู้สึกกายไว้
วัดสวนสันติธรรม 4 เมษายน 2569