หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช

มีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง

หลักของการปฏิบัติที่จะให้เกิดสติปัญญาแท้ๆ เกิดมรรคเกิดผลได้ มีไม่มากหรอก จำหลักสั้นๆ ไว้นิดเดียว
ให้เรามีสติ รู้กาย รู้ใจ ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
หลวงพ่อไปรวบรวมหลักของการทำวิปัสสนากรรมฐาน ย่อลงมาเหลือเท่านี้เอง
ถ้าพูดให้ถูกๆ ก็มีสติรู้รูป รู้นาม ตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง
รูปธรรม นามธรรมนั่นเอง
เรียนรู้รูปธรรมนามธรรมที่ประกอบกันเป็นตัวเรา

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนา หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
จากซีดีแสดงธรรม ณ วัดสวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๗ ไฟล์ 531010A

กายมีแต่ทุกข์ จิตมีแต่ภาระ

กายมีแต่ทุกข์ จิตมีแต่ภาระ

มีร่างกาย มันก็มีภาระ มีผมก็มีภาระ มีขนก็มีภาระ อย่างต้องโกนหนวดโกนเครา โกนขนรักแร้ โกนขนหน้าแข้ง ผิวหนังมีรูพรุนๆ อยู่ทั้งตัวเลย ผิวหนังมีของโสโครกไหลออกมาตลอดเวลา สวยแค่ไหน ไม่อาบน้ำสัก 2 - 3 วัน ก็ไม่มีใครเขาเข้าใกล้แล้ว เหงื่อไคลสกปรกโสโครก เป็นข ... อ่านต่อ
หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน

หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ จิตเกิดสุข เกิดทุกข์ รู้ทัน จิตเกิดกุศล เกิดโลภ โกรธ หลง รู้ทัน จิตมีปฏิกิริยายินดี ยินร้าย รู้ทัน สังเกตอย่างนี้ในชีวิตจริงๆ นี่คือหัวใจของการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ถึงเวลาเราก็นั่งสมาธิ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ เ ... อ่านต่อ
พัฒนาจิตให้เป็นผู้เห็น

พัฒนาจิตให้เป็นผู้เห็น

เมื่อวานหลวงพ่อบอกเรื่องจะเปิดให้จองเข้ามาฟังธรรม ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม บางคนเสียอกเสียใจเพราะมีเงื่อนไขว่าต้องฉีดวัคซีน 3 เข็ม บางคนบอกฉีด 2 เข็มได้ไหม เข็มหนึ่งได้ไหม หลวงพ่อไม่อยากให้พวกเราเข้ามาในวัด แล้วก็ติดเชื้อกลับบ้านไป ในวัดคนเยอะ แลกเปลี่ยนเ ... อ่านต่อ
ความสุขจากการปฏิบัติธรรม

ความสุขจากการปฏิบัติธรรม

เราปฏิบัติธรรมเราก็จะมีความสุข เราถือศีลเราก็มีความสุข เราทำสมาธิเราก็มีความสุข เราเจริญปัญญาเราก็มีความสุข แต่ความสุขมันของศีล ของสมาธิ ของปัญญา มันก็ยังไม่เหมือนกันทีเดียว อย่างเรารักษาศีลไว้ได้ดี พอเรานึกถึงเรารักษาศีลมาอย่างดี พยายามจะไม่ทำผิดศีล ... อ่านต่อ
การพัฒนาองค์มรรค

การพัฒนาองค์มรรค

พัฒนาองค์มรรคทั้งหลาย เพื่อวันหนึ่งเราจะได้รู้ทันสภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริง เราจะเห็นเลยว่ารูปธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้ นามธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้เหมื ... อ่านต่อ
โลกวุ่นวาย เราไม่วุ่นวายไปกับโลก

โลกวุ่นวาย เราไม่วุ่นวายไปกับโลก

เราฝึกตัวเองทุกวันๆ ศีลต้องรักษา สมาธิคือการทำในรูปแบบ ต้องทำ ต้องมีเครื่องอยู่ของจิต แล้วก็คอยรู้เท่าทันจิตใจของเราเป็นอย่างไร คอยรู้เท่าทัน สติมันจะเกิด สมาธิมันก็เกิด ปัญญามันก็เกิด สุดท้ายวิมุตติมันก็เกิด อยากดูว่ากฎแห่งกรรมมีไหม ดูที่จิตเรานี่ล่ ... อ่านต่อ
พัฒนาเครื่องมือให้ดี

พัฒนาเครื่องมือให้ดี

อันแรกถือศีลไว้ แล้วก็ฝึกสติของเรา คอยระลึกรู้กาย คอยระลึกรู้ใจเนืองๆ ต่อไปไม่ได้เจตนาระลึก พอมีอะไรเกิดขึ้นในกาย สติเกิดเอง มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจ สติเกิดเอง สติตัวนี้เป็นสัมมาสติแล้ว แล้วจิตมันเคลื่อนไปๆ หลงไปที่อื่น รู้ทัน หลงไปในอารมณ์กรรมฐาน รู้ท ... อ่านต่อ
เรียนลงที่กายที่ใจ

เรียนลงที่กายที่ใจ

เรียนธรรมะ เราเรียนลงที่กายที่ใจ ไม่ได้ไปเรียนที่อื่นหรอก ธรรมะไม่ได้อยู่กับคนอื่นด้วย ไม่ได้อยู่ที่ครูบาอาจารย์ ไม่ได้อยู่ในวัด อยากเรียนธรรมะก็เรียนลงที่กายที่ใจ ร่างกายเราดูลงไปตั้งแต่หัวถึงเท้า ตั้งแต่ผมลงไปถึงพื้นเท้า ร่างกายนี้ถ้าเราจับแยกเป็นช ... อ่านต่อ
ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องใหญ่

ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเรื่องใหญ่

เราชาวพุทธ ขั้นต่ำสุดต้องรักษาศีลให้ได้ เอะอะจะเจริญปัญญา แต่ศีลไม่มีสมาธิมันก็ไม่มี สมาธิไม่มีปัญญามันก็ไม่มี ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นเรื่องใหญ่ ต้องเรียน ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ ปฏิบัติอะไรบ้าง ปฏิบัติศีล ต้องตั้งใจรักษา แล้วก็ต้องปฏิบัติสมาธิ สมาธิมี 2 อ ... อ่านต่อ

 

การปฏิบัติธรรมมี ๓ อัน อันแรก เราต้องรักษาศีล ๕ ข้อไว้ อันที่สอง คือการทำในรูปแบบ อันที่สาม คือการทำในชีวิตประจำวัน ต้องทำ

ครูบาอาจารย์ท่านสอน หัวใจของการปฏิบัติ คือ การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพราะว่าชีวิตส่วนใหญ่ของเราอยู่ธรรมดานี่เอง เราไม่ได้นั่งเข้าฌานอยู่ที่ไหนเมื่อไร วันๆ หนึ่งจะทำสมาธิ เดินจงกรมได้สักเท่าไร โดยเฉพาะฆราวาส ทำได้ไม่มาก ชีวิตส่วนใหญ่เราอยู่กับโลกธรรมดานี่เอง

ถ้าเราสามารถหลอมรวมการปฏิบัติเข้าในชีวิตธรรมดาของเรานี้ได้ เราก็จะไปได้เร็วมาก ไม่แพ้พระ ในขั้นต้นๆ โสดาฯ สกาทาคาฯ ฆราวาสไม่แพ้พระหรอกในเรื่องของความเร็ว ถ้ารู้หลักของการปฏิบัติ แล้วตั้งใจปฏิบัติจริงๆ อาจจะเร็วกว่าพระด้วยซ้ำไป”

พระธรรมเทศนาหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แผ่นที่ ๗๘ วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๑ (ไฟล์ 611007A)

 

ธรรมะหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ช่วงส่งการบ้าน

 

ระหว่างวันยังมีลืมการปฏิบัตินาน และเรื่องทางโลกยังดึงดูดไปง่าย ที่ผ่านมาพลาดตรงไหนถึงไม่พัฒนาเท่าที่ควร

คำถาม: เริ่มเข้าใจมากขึ้นที่ว่า ต้องพยายามฝึกจิต ให้เคยชินในการอยู่กับตัวเอง ไม่ล่องลอยไปไหน และรู้ทันที่หนีไปคิดฟุ้งซ่าน ระหว่างวันยังมีลืมการปฏิบัตินาน และเรื่องทางโลกยังดึงดูดไปง่าย เดินจงกรมยังสามารถไหลไปเรื่องอื่นได้นาน ที่ผ่านมาพลาดตรงไหนถึงไม่พัฒนาเท่าที่ควร หลวงพ่อ: ก็ตั้งใจให้มันเด็ดเดี่ยวไปนะ ว่าเราต้องการอะไรแน่ ถ้าเราต้องการความพ้นทุกข์ก็ยุ่งกับโลกเท่าที่จำเป็น หลวงพ่อไม่ได้บอกว่าอย่ายุ่งกับโลก เราเป็นฆราวาสเรายุ่งกับโลกเท่าที่จำเป็น แต่ต้องหาอยู่หากินอะไรอย่างนี้ เลี้ยงครอบครัว มีหน ... อ่านต่อ

รู้สึกว่ากิเลสเบาบางลง สิ้นสงสัยในพระรัตนตรัยแล้ว ผมติดวิปัสสนูปกิเลสไหม

คำถาม: ผมเปลี่ยนวิหารธรรมเป็นรู้ทันจิตที่คิด เพราะทำงานที่ใช้ความคิดมาก หวังผลน้อยลง รู้สึกว่ากิเลสเบาบางลง สิ้นสงสัยในพระรัตนตรัยแล้ว ติดวิปัสสนูปกิเลสไหม ควรปรับปรุงตรงไหนบ้างครับ หลวงพ่อ: เราก็สังเกตเอา เวลาเราไม่ได้จงใจจะรู้ มันมีความรู้สึกไหมว่าจิตนี้คือตัวเรา ไปสังเกตเอา วิธีที่จะสังเกต อย่าให้จิตติดอยู่อย่างตอนนี้ ถ้าจิตติดอยู่ตรงนี้เรียกว่าจิตมันติดสมาธิอยู่ มันจะไม่เป็นธรรมชาติธรรมดา เราจะไม่เห็นตัวจริงของมัน ถ้าจิตเป็นปกติ จิตเป็นธรรมดา ตอนที่ไม่ได้คิดเรื่องปฏิบัตินั่นล่ะ แล้วสังเกตแวบ ... อ่านต่อ

เป็นคนรักกายมาก แต่ดูกายแล้วไม่มีความสุข ใจมันเฉย ไม่สดชื่น พอมาดูจิต ใจตื่นเบิกบาน

มีปัญญาแก่กล้า ดูกายแล้วจืดๆ เฉยๆ ถ้าดูจิตมันโลดโผน ทำงานสารพัด ดูจิตก็ได้ แต่ไม่ทิ้งสมาธิ ถ้าทิ้งสมาธิแล้วจะดูจิตไม่ได้จริง จิตมันจะไปว่างๆ อยู่ข้างนอก ฉะนั้นเราก็อยู่กับกรรมฐานของเราไป หายใจไป พุทโธไป จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตหนีไปก็รู้ ถ้าจิตไม่มีที่อยู่ มันหนีไปเราไม่รู้หรอกว่ามันหนี แต่ถ้าจิตมันมีฐานที่มั่นอยู่ พอมันหลุดออกจากที่มั่นของมัน เราจะรู้ว่ามันเคลื่อนไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่เรามีวิหารธรรมเป็นเรื่องจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นพระพุทธเจ้าไม่สอนหรอก ในสติปัฏฐาน 4 ตัวแรกเลยที่ท่านสอนคือการมีวิหารธรรม ให้ใช้กายในกายเป็นวิหารธรรม เวทนาในเวทนาเป็นวิหารธรรม เริ่มต้นก็คือต้องมีวิหารธรรมก่อน ... อ่านต่อ

ภาวนาโดยดูร่างกายที่หายใจและใจที่หลงคิด รู้สึกยังไม่ค่อยพัฒนา

ภาวนาที่ปฏิบัติมีสติ มีสมาธิ ลงมือปฏิบัติอะไรนั้นก็ดีทั้งสิ้น ค่อยๆ สะสมไป แต่ว่าเราอย่าโลภ ภาวนาถือว่าเราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ไม่ได้หวังผลว่าจะต้องได้อันนั้น จะต้องได้อันนี้ จะต้องได้เมื่อนั้นเมื่อนี้ภาวนาแบบไม่หวังผล ถึงเวลาสงบ ถึงเวลาควรสงบก็ทำความสงบ ถึงเวลาควรเจริญปัญญาดูความจริงของกายของใจ ก็เจริญปัญญาไป ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้อะไรเมื่อไร ... อ่านต่อ

ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ แต่2-3 เดือนนี้ฟุ้งซ่านเยอะ และถูกอารมณ์ครอบงำง่าย

เราอยู่กับปัจจุบันจริงๆ ร่างกายเรานั่งอยู่นี่ ไม่เห็นจะถูกใครทำร้าย ร่างกายหายใจอยู่นี่ ก็ไม่มีใครมาทำร้าย จิตใจก็ไม่เห็นจะต้องทุกข์ร้อนอะไร มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน เพราะมีความสุขอยู่ในปัจจุบัน พอเราไปเสพข่าวมากๆ ใจเราเศร้าหมอง ถ้าเสพข่าว 3 เดือนก็เศร้าหมอง 3 เดือน ฉะนั้นเสพเท่าที่จำเป็น ดูข่าวเท่าที่จำเป็น ข่าวลือข่าวอะไรก็อย่าไปสนใจมัน เอาข่าวที่มันเป็นทางการจริงๆ ที่ภาวนาอยู่ใช้ได้ ภาวนาอยู่ดี ขันธ์มันแยกได้ชัดเจนดี เราอย่าไปยุ่งกับโลก เราคอยดูของเราไป ฉวยโอกาสตอนนี้ยุ่งกับคนอื่นน้อยๆ ดูตัวเองเยอะๆ ... อ่านต่อ

เป็นคนโกรธง่าย เซลฟ์จัด ขาดความเมตตา ฟุ้งซ่านมาก พยายามรักษาศีลและฝึกตนมา 6 ปีแล้ว ดูเหมือนว่ามันไม่ลดลงกลับจะเพิ่มขึ้น

เราไม่จำเป็นต้องทำกรรมฐานแบบจะไปดูจิตดูใจอะไรอย่างเดียว รู้สึกร่างกายไว้ ดูไปสิ ร่างกายไม่เคยโกรธเลย ความโกรธเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่แทรกเข้ามา รู้สึกกายบ่อยๆ แล้วจะเห็นร่างกายเป็นวัตถุธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา ความโกรธก็ไม่ใช่ตัวเรา ความโกรธไม่ใช่ร่างกายด้วย ความโกรธไม่ใช่จิตใจด้วย ค่อยๆ แยกๆๆ ไป แล้วก็เจริญเมตตาให้เยอะหน่อย วิธีเจริญเมตตาไม่ใช่นั่งท่อง วิธีเจริญเมตตาก็คือหัดเอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างเราโกรธใครเกลียดใคร เราลองสมมติตัวเองว่าถ้าเราเป็นเขา อยู่ในสถานการณ์อย่างเขา ในเงื่อนไข ในข้อจำกัดอย่างเขา เราจะคิดเหมือนเขาไหม บางทีเราคิดเหมือนกัน เราก็จะทำอย่างที่สิ่งที่เราไปว่าคนอื่นเขานั่นล่ะ พอเราเข้าใจ เกิดความเข้าใจแล้ว โทสะมันจะหาย ... อ่านต่อ

ในเวลาทำงานที่ต้องเจอผู้คนหรือมีผัสสะมากระทบ ยังไหลไปคลุกกับอารมณ์บ่อยๆ

เวลาทำงานต้องยุ่งกับคน จิตมันก็ต้องออกนอก ต้องไปดูเขา ต้องไปคุยกับเขา ต้องคิด ตอนนั้นเป็นเวลาทำงาน เป็นเวลาทำมาหากิน ไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เวลาที่เหลือจากการทำงานกับการนอนหลับนั่นล่ะเป็นเวลาปฏิบัติ พยายามหายใจไป พุทโธไปเรื่อยๆ จิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ หายใจไป พุทโธไป ไม่ใช่เพื่อบังคับให้จิตนิ่ง ไม่บังคับหรอก หายใจไปแล้วจิตเป็นอย่างไร ก็รู้ว่าเป็นอย่างนั้นไปเรื่อย ต่อไปสติปัญญามันแก่กล้า มันก็จะรู้เลย ร่างกายที่หายใจอยู่ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจที่เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้หลงอะไรอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มี ตัวเราไม่มี ก็ไม่มีที่ตั้งของความทุกข์แล้ว ความทุกข์มันก็อยู่ที่กายที่ใจ กายไม่ใช่เรา ใครทุกข์ กายมันทุกข์ ใจไม่ใช่เรา ใครมันทุกข์ ใจมันทุกข์ ไม่ใช่เรา ... อ่านต่อ

ปฏิบัติบูชา

การภาวนาไม่ต้องกลัวหรอก ทำไปเถอะ ปฏิบัติให้สม่ำเสมอทุกวันๆ แล้วก็สังเกตใจของเราไป ที่เราปฏิบัติอยู่นี่ เราทำด้วยความโลภไหม ถ้าโลภเราก็อยากได้ผลเยอะๆ อยากได้ผลเร็วๆ อยากทีไรก็ทุกข์ทุกที ฉะนั้นเราก็ปรับใจใหม่ เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อเอาอะไร แต่ปฏิบัติเป็นพุทธบูชาไปเท่านั้นเอง เหมือนเราจัดดอกไม้บูชาพระไม่ได้หวังว่าจะต้องได้อะไร ฉะนั้นปฏิบัติไม่คาดหวังว่าจะได้อะไร ทำให้สม่ำเสมอทุกวันๆ ... อ่านต่อ

บางทีเห็นสิ่งที่ถูกรู้ไม่ใช่เรา จิตยังไม่เป็นกลาง

ในขั้นของการปฏิบัติ ในขั้นที่เรายังเจริญปัญญาอยู่ เราจำเป็นต้องมีผู้รู้เพื่อตัดชีวิตเราให้ขาดเป็นช่วงๆ ไม่ใช่เป็นผู้หลงอันเดียว ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่มันจะเกิดดับๆๆ ตัวรู้ทำให้จิตมันขาดช่วงจากจิตหลง มีจิตรู้ปุ๊บ จิตหลงดับอะไรอย่างนี้ หรือมีจิตรู้ขึ้นมา จิตโกรธก็ดับ จะเห็นจิตขาดช่วงไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันก็จะเห็นว่าจิตทั้งหมด กระทั่งตัวจิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ต้องเห็นมาถึงตรงนี้ ถึงจะผ่านไปวางจิตได้ ... อ่านต่อ

จิตเฉยกับโลกมากขึ้น รู้ทันสภาวะอารมณ์มากขึ้น แต่ยังต่อสู้กับกิเลสแรงๆ ไม่ได้

เฉยมีหลายเฉยนะ เฉยเพราะปัญญาก็มี เฉยเพราะติดนิ่งก็มี ให้จิตทำงานเห็นไตรลักษณ์ของรูปของนาม แล้วจิตมันเป็นกลาง มันนิ่ง มันเฉย ด้วยความเป็นกลาง ด้วยสติ ด้วยปัญญา อันนี้ใช้ได้ แต่ไม่ใช่ภาวนาแล้วเราไปแต่งจิตให้มันนิ่งๆ ซึมๆ ไป อย่างนั้นไม่ดี ภาวนาแล้วไม่ปรุงแต่งจิต แต่ภาวนาแล้วรู้ทันจิตถึงจะใช้ได้ ไปแต่งจิตให้ซึมแล้วคิดว่าดี ที่แท้เราไปปรุงแต่งจิต เราไม่ได้รู้ทันความปรุงแต่งของจิต เราไปปรุงแต่งจิตเสียเอง 2 อันนี้ไม่เหมือนกันต้องระวัง ฉะนั้นจิตที่ดี คือจิตที่เราไม่ได้ปรุงแต่งมัน แล้วเรารู้จิตนั้นอย่างที่มันเป็นไป การที่เรามีวิหารธรรม จิตสงบของจิตเอง ไม่ใช่เราจงใจแต่งให้สงบ ... อ่านต่อ

 

 

ประกาศวัดสวนสันติธรรม 17 มิถุนายน 2565

(วันที่ 17 มิถุนายน 2565)

ตามที่วัดสวนสันติธรรมได้ประกาศปิดวัดสวนสันติธรรม เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อตอบสนองต่อมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 ของทางราชการนั้น
ขณะนี้สถานการณ์โรคระบาดได้ผ่อนคลายลงแล้ว วัดสวนสันติธรรมจึงขอแจ้งให้สาธุชนทั้งหลายทราบ ดังนี้

  1. เปิดให้สาธุชนเข้าวัดสวนสันติธรรมได้ทุกวัน ระหว่างเวลา 7.00 – 16.00 น.
  2. เปิดให้ทุกท่านเข้าฟังธรรมในศาลาใหญ่ได้ โดยใช้ระบบการจอง ซึ่งดำเนินการโดย มูลนิธิสื่อธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทั้งนี้ผู้มีสิทธิ์จองจะต้องฉีดวัคซีนแล้วอย่างน้อย 3 เข็ม ซึ่งทางมูลนิธิฯจะประกาศวิธีการลงชื่อขอเข้าฟังธรรมให้ทราบต่อไป
  3. ทุกท่านจะต้องสวมหน้ากากตลอดเวลาที่อยู่ในวัดสวนสันติธรรม ยกเว้นเวลารับประทานอาหาร
  4. ท่านที่ประสงค์จะรับประทานอาหารจากโรงอาหาร ขอให้จัดเตรียมกล่องบรรจุอาหารและช้อนของท่านไปเอง ให้รักษาระยะห่างในการตักอาหาร แยกย้ายกันรับประทาน และเมื่อรับประทานเสร็จแล้ว ขอให้นำภาชนะและช้อนกลับไปล้างที่บ้านของท่าน
  5. พระภิกษุสามเณรที่เดินทางไปฟังธรรม ณ วัดสวนสันติธรรม นิมนต์ฉันภัตตาหารได้ที่โรงอาหาร 2 ในเวลาประมาณ 8.00 น. และนั่งฟังธรรม ณ ที่นั้นต่อไป ยกเว้นพระมหาเถระที่มีอายุพรรษาตั้งแต่ 20 พรรษาขึ้นไป นิมนต์เข้าไปนั่งในศาลาใหญ่ได้ และเมื่อหลวงพ่อปราโมทย์แสดงธรรมจบแล้ว จึงนิมนต์อาคันตุกะทุกรูป เข้าพบหลวงพ่อปราโมทย์ได้
  6. วัดสวนสันติธรรม ยังจัดให้มีการไลฟ์สดการแสดงธรรม ทั้งภาษาไทย ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ส่วนการส่งการบ้านกับหลวงพ่อปราโมทย์จะใช้ระบบ Zoom เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกท่านทั่วโลกได้ส่งการบ้านอย่างเท่าเทียมกัน สำหรับท่านที่ได้เข้าฟังธรรมในศาลาใหญ่ สามารถส่งการบ้านกับผู้ช่วยสอนที่อยู่ในศาลาใหญ่ได้ หลังจบการแสดงธรรม

ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป

ประกาศวัดสวนสันติธรรม 9 กรกฎาคม 2564

(ลงวันที่ 9 กรกฎาคม 2564)

ตามที่ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีมติให้ยกระดับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 โดยให้จำกัดการเดินทางจากพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด เริ่มตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป เพื่อควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงนี้ ทางวัดสวนสันติธรรมเห็นสมควรตอบสนองแนวทางดำเนินงานของทางราชการ ดังนี้

1. ยกเลิกการเข้าฟังธรรมในศาลาใหญ่ตามที่มีการจองมาในเดือนกรกฎาคม 2564 ทั้งหมด โดยทางวัดสวนสันติธรรมจะจัดให้มีการไลฟ์สดการแสดงธรรมของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 9.00 – 10.00 น. ผ่านช่องทาง YouTube: Youtube.com/dhammadotcom และ Facebook: Dhamma.com

2. ขอความร่วมมือพระภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา ให้งดเดินทางไปวัดสวนสันติธรรม ยกเว้นกรณีผู้ใดประสงค์จะถวายทานต่างๆ ให้กระทำได้ดังนี้

2.1 การถวายอาหาร ให้นำไปมอบให้ผู้ปฏิบัติงานของวัดที่โรงอาหาร 1 ก่อนเวลา 7.45 น. แล้วผู้ปฏิบัติงานจะจัดและนำถวายอาหารต่อสงฆ์ให้เอง
2.2 การถวายอาหารแห้ง และเครื่องใช้อื่นๆ ให้นำไปวางไว้ที่โต๊ะที่ทางวัดจัดเตรียมไว้รับของถวาย ณ โรงอาหาร 1 ก่อนเวลา 10.00 น.
2.3 การถวายปัจจัย กระทำได้ 2 วิธีคือ

2.3.1 การโอนเข้าบัญชีธนาคาร ดังนี้

– ปัจจัยบำรุงวัด ชื่อบัญชี “วัดสวนสันติธรรม ธนาคารกสิกรไทย สาขาศรีราชา เลขที่ 172-2-56042-4” หรือท่านใดต้องการหลักฐานไว้ลดหย่อนภาษี กรุณาโอนผ่าน QR Code บัญชีวัดสวนสันติธรรม ตามลิงค์นี้ https://content.dhamma.com/wp-content/uploads/QR-WatSuansantidham.jpg

– ปัจจัยสร้างอุโบสถ ชื่อบัญชี “วัดสวนสันติธรรมเพื่อสร้างอุโบสถ ธนาคารกสิกรไทย สาขาศรีราชา เลขที่ 172-2-56046-7” หรือท่านใดต้องการหลักฐานไว้ลดหย่อนภาษี กรุณาโอนผ่าน QR Code บัญชีวัดสวนสันติธรรมเพื่อสร้างอุโบสถ ตามลิงค์นี้ https://content.dhamma.com/wp-content/uploads/QR-WatSuansantidham-for-Monastery.jpg

– มูลนิธิสื่อธรรม ชื่อบัญชี “มูลนิธิสื่อธรรม หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนจันทน์ เลขที่ 715-2-68288-8” หรือโอนผ่าน QR Code มูลนิธิสื่อธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ตามลิงค์นี้ https://content.dhamma.com/wp-content/uploads/QR-LPTF.jpg

– ปัจจัยถวายพระสงฆ์ ชื่อบัญชี “น.ส.ชยาทร เตชะไพบูลย์ เพื่อบำรุงสงฆ์วัดสวนสันติธรรม ธนาคารกสิกรไทย สาขาโรบินสัน ศรีราชา เลขที่ 042-8-70242-5”
กรณีผู้ถวายมีเจตนาจะถวายโดยเจาะจงต่อพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อโอนปัจจัยเข้าบัญชีแล้ว ขอให้แจ้งเจตนารมณ์ให้ไวยาวัจกรทราบ ทางโทรศัพท์หมายเลข 096-9356359 หรือ Line ID: mediafoundation

2.3.2 การถวายเงินสด ผู้ปฏิบัติงานจะนำผู้บริจาคไปที่ศาลาใหญ่ แล้วรับปัจจัยไปหยอดตู้ให้ต่อหน้าผู้บริจาค แต่กรณีเป็นการบริจาคที่เจาะจงพระภิกษุองค์ใดองค์หนึ่ง ผู้ปฏิบัติงานจะนำซองมาให้ผู้บริจาคเขียนชื่อพระภิกษุรูปนั้นพร้อมบรรจุเงิน แล้วผู้ปฏิบัติงานจะรับซองไปหยอดตู้ให้ต่อหน้าผู้บริจาค

 

3. วัดสวนสันติธรรมขอสงวนศาลาใหญ่ เขตที่พักโยม เขตสงฆ์ และเขตอุบาสิกา เป็นพื้นที่เฉพาะบุคคลภายใน

4. โปรดงดการขอเข้าพบหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ในทุกกรณี

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

วัดสวนสันติธรรมขออนุโมทนาทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือด้วยดีมาโดยตลอด