วันนี้หลวงพ่อออกมาเร็วเพราะว่า จะมีพิธีมอบตราตั้งไวยาวัจกร ให้อาจารย์ประสาน อาจารย์อ๊าก็เป็นสมภาร ได้เสนอตั้งอาจารย์ประสานเป็นไวยาวัจกร แล้วก็เจ้าคณะอำเภอท่านอนุมัติ
ไวยาวัจกรวัดเราเก่งนะ ที่ผ่านมาไวยาวัจกรคนก่อนกับคนปัจจุบันก็คนเดียวกัน แต่ใบตราตั้งคนละใบ ที่ผ่านมาเราทำบัญชีของเราเรียบร้อย การตรวจสอบอะไรกันรัดกุม ทางสำนักพุทธฯ จังหวัดชลบุรี เขาขอให้วัดเราเป็นวัดตัวอย่างในการทำบัญชี ทำดีมาก ได้เป็นนักทำบัญชีตัวอย่าง ระเบียบออกมาวัดส่วนใหญ่ทำไม่ได้ รายละเอียดจุกจิกเยอะแยะมากเลย กลัวการโกงก็ออกระเบียบมากมาย ถ้าคนมันจะโกง มันก็โกงล่ะ ก็หาทางจนได้ พอระเบียบเยอะๆ บางทีพระส่วนใหญ่ทำไม่ได้ ไม่มีคนทำ ของเรายังดีว่าลูกศิษย์วัดเราเป็นพวกมีความรู้ทุกสาขา สามารถทำงานได้ หลวงพ่อก็ไม่ห่วงทั้งอาจารย์อ๊า อาจารย์ประสาน เขาฝึกกันมาดีแล้ว ที่สำคัญก็คือจิตใจที่ทำเพื่อพระศาสนาจริงๆ คือถ้าทั้งพระ ทั้งโยม มีจิตใจว่าทำงานเพื่อพระศาสนา ทุกอย่างมันก็เรียบร้อย ถ้าใจมันคิดวัดครึ่ง กรรมการครึ่งอะไรอย่างนี้ อย่างไรก็ไม่เรียบร้อย
ปฏิบัติธรรมเพื่อลดละกิเลสของตัวเอง
ตอนหลวงพ่อประกาศลาออก โอ้ คนก็เอาไปลงข่าวเยอะ ไม่เห็นน่าจะเป็นข่าวอะไรเลย เรื่องธรรมดา พระผู้เฒ่าลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาส ยิ่งวัดกรรมฐานนี้เยอะ เพราะว่าครูบาอาจารย์ทำงานดูแลวัด ในรายละเอียดอะไรอย่างนี้ไม่ไหวแล้ว ก็ให้ลูกศิษย์ทำ ครูบาอาจารย์ก็ทำหน้าที่เป็น เรียกประธานสงฆ์ เป็นตำแหน่งนอกกฎหมาย ไม่มีกฎหมายอะไรรองรับหรอก ก็ช่วยกันดูแล หลวงพ่อก็ดูแลเรื่องการสอนกรรมฐาน เรื่องอื่นๆ พระอาจารย์อ๊าก็รับไปหมดแล้ว นี่ลาออกมาครบเดือน หลวงพ่อลาออก 23 ตุลาคม วันนี้ 22 พฤศจิกายน ตอนลาออก พวกมโน มโนทุจริต บอกเดี๋ยวคอยดู บิ๊กเต่าต้องมาหาหลวงพ่อแน่เลย ป่านนี้ยังไม่มาเลย บางทีก็มีปัญหาแน่นอน พระลาออกจากเจ้าอาวาส ต้องปาราชิกแน่เลย ต้องโกงเงิน ต้องมีเรื่องสีกาอะไรต่ออะไร เข้าข่ายเอาหัวใจอสรพิษมาวัดวิญญูชน สำนวนจีน
ไม่รู้หรอกว่าพระกรรมฐานจริงๆ ไม่ได้อยากใหญ่อยากโต อยากอยู่เงียบๆ อยากอยู่สงบ พระอาจารย์อ๊าก็นิสัยอย่างนั้น อาจารย์อ๊าไม่ได้อยากยุ่งกับใครหรอก แต่จำเป็นต้องมารับหน้าที่แทนหลวงพ่อ เพราะว่ากตัญญู อยากรับภาระช่วยหลวงพ่อ เขามาด้วยความกตัญญู ไม่ได้มาด้วยความอยากใหญ่อยากโตอะไรหรอก เพราะวัดบ้านนอก มันจะใหญ่โตอะไรนักหนา ฉะนั้นพวกเราต้องฝึก ฝึกใจตัวเอง ทำอะไรอย่าเอากิเลสเป็นตัวตั้ง นี่พระก็ทำให้ดูแล้ว ทั้งหลวงพ่อ ทั้งพระอาจารย์ ทำตัวอย่างให้ดูแล้ว เราทำเพื่อพระศาสนา เพื่อการปฏิบัติ ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น
พวกเราถ้าอยากภาวนาให้ดี ไม่มีปัญหาอุปสรรคอะไรมากมาย ก็ตั้งอกตั้งใจ เราจะปฏิบัติธรรม เพื่อลดละกิเลสของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อความเด่นความดัง หลายคนมาเรียนกรรมฐาน แล้วเรียน แล้วตั้งเป้าผิด มาเรียนรู้อะไรนิดๆ หน่อยๆ อยากเป็นอาจารย์ ออกสอนออกอะไร พาคนเขาเพี้ยนไป อ้างลูกศิษย์หลวงพ่อปราโมทย์ ลูกศิษย์อะไร มันยังภาวนาไม่เป็น ออกสอน เรื่องออกไปสอน มันซ่อนเรื่องผลประโยชน์เรื่องอะไรไว้ ถ้าใจไม่สะอาดพอ เพราะฉะนั้นเวลาครูบาอาจารย์ จะมอบให้ใครไปทำงานเผยแผ่ ท่านดูแล้ว ไม่ใช่มั่วๆ ไม่ใช่ว่าฟังเทศน์ครบเท่านี้ชั่วโมงแล้วก็สอนได้ ไม่ใช่ ไม่เหมือนวิชาทางโลก เรียน ทำหน่วยกิตครบก็ใช้ได้แล้ว ในทางธรรมต้องฝึกสารพัดเลย โดยเฉพาะการฝึกจิตใจ จิตใจต้องสะอาดหมดจดจริงๆ ถึงจะสอนกรรมฐานได้ ไม่อย่างนั้นมันจะมีสิ่งแอบแฝง บางคนมันแอบแฝง สอนไปสอนมามันเลิกกับเมีย ไปจีบลูกศิษย์แทน มี ไม่ใช่ไม่มี
บางคนก็หาผลประโยชน์ สอนเสียรวยเลย ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่จะเอาไว้ทำผลประโยชน์ ถ้าทำก็ทำได้เยอะหรอก แต่อย่างนั้นถือว่าต่ำต้อยเกินไป แล้วคิดว่าศึกษาศาสนาพุทธเพื่อผลประโยชน์ ดูถูกศาสนาพุทธมากไป ศาสนาพุทธนั้นวิเศษเหลือเกิน ไม่มีลัทธิคำสอนใดๆ ที่จะพาให้พวกเราพ้นทุกข์ได้ ด้วยสติด้วยปัญญาตัวเอง ศาสนาอื่นเขาก็ดี เขาก็ดีแบบของเขา ในบริบทที่แตกต่างกัน คือคนส่วนใหญ่ไม่สามารถจะพึ่งพาตัวเองได้ ก็อาศัยศรัทธานำหน้าไป อย่างคิดว่าถ้าเรามีความจงรักภักดีกับพระเจ้า แล้วพระเจ้าก็จะช่วยเรา ตายไปเราก็ได้ไปอยู่กับพระเจ้า
ฉะนั้นถ้าคนจงรักภักดีกับพระเจ้า ก็ไม่ไปทำชั่วอะไร ก็ดีเหมือนกัน แล้วเวลามีเรื่องกลุ้มใจอะไร ก็คิดว่าพระเจ้าลองใจ ยอมรับสิ่งที่กำลังมีกำลังเป็น ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อใจมันยอมรับตรงนี้ ใจมันก็ไม่ดิ้นรน ใจมันก็สงบสุขได้ แต่ศาสนาพุทธเราไม่เหมือนศาสนาอื่นๆ เราไม่ได้ให้เริ่มต้นด้วยความเชื่ออะไรต่างๆ พวกนี้ ท่านสอนไม่ให้เชื่อด้วยซ้ำไป ท่านสอนให้พิสูจน์ ฉะนั้นศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่จะต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง ถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ดี วิธีพิสูจน์ก็คือลงมือปฏิบัติ
ศึกษาหลักการปฏิบัติให้แม่นๆ ถ้าเราจะทำสมถะ ก็ต้องศึกษาเรื่องวิธีทำสมถกรรมฐาน ตำราก็มีกรรมฐาน 40 ที่จริงสมถกรรมฐาน กรรมฐานอะไร ใช้อารมณ์กรรมฐานอะไรก็ได้ ทำสมถะได้ทั้งนั้น ไม่เฉพาะมี 40 อย่างเท่านั้น 40 อย่างนั้นเป็นแค่ตัวอย่าง อย่างนั่งดูดอกไม้สวยๆ ดูไปเรื่อยๆ ใจมีความสุข ใจก็สงบได้ ฉะนั้นกรรมฐานมันมีเยอะแยะสำหรับสมถะ ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน อันนี้เราเลือกอารมณ์ อารมณ์ของวิปัสสนาไม่เหมือนอารมณ์สมถะ
กรรมฐานมีเยอะสำหรับสมถะ
ส่วนวิปัสสนากรรมฐาน เราเลือกอารมณ์
อารมณ์สมถะใช้อารมณ์อะไรก็ได้ ใช้อารมณ์บัญญัติ คือเรื่องราวที่คิดเอาก็ได้ อย่างคิดว่าร่างกายเรา เป็นปฏิกูลอสุภะอะไรก็ทำได้ ใช้อารมณ์รูปธรรมก็ได้ เช่น รู้การหายใจ หายใจออกหายใจเข้า รู้สึกไป นี่เป็นรูปธรรม ใช้นามธรรมก็ได้ ดูเข้าไปที่จิตใจ ดูเข้าไปในความว่างๆ ของจิต แล้วเข้าไปอยู่กับความว่างๆ ของจิต อย่างนี้ก็ได้ หรือจะน้อมจิตไป ให้มันไม่เกาะไม่เกี่ยวกับอะไรเลย ทำขึ้นมา อันนี้ไม่ใช่เป็นผลจากการปฏิบัติ แต่มันเป็นการทำสมถะ น้อมจิตไป ไม่ยึดทั้งอารมณ์ ไม่ยึดทั้งจิต จิตก็เข้าไปอยู่ในสภาวะที่ไม่เกาะไม่เกี่ยวอะไรทั้งสิ้น ก็เป็นสมถะอีกอย่างหนึ่ง ชื่ออากิญจัญญายตนะ
หรือจะใช้นิพพานเป็นอารมณ์ก็ได้ แต่คนที่จะใช้นิพพานเป็นอารมณ์ได้ ก็ต้องเป็นพระโสดาบันขึ้นไป กำหนดจิตไป ภาวนาไป จนจิตไปทรงพระนิพพานอยู่ ประกอบด้วยฌาน 1 2 3 4 5 6 7 8 ได้ นี้คนที่จะใช้พระนิพพานเป็นอารมณ์ได้ ก็ต้องเป็นพระอริยบุคคล ขั้นต่ำโสดาบันขึ้นไป ปุถุชนทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นปุถุชน ถ้าจะทำสมถะ ใช้อารมณ์กรรมฐานได้ 3 อย่าง อารมณ์บัญญัติ คือเรื่องราวที่คิด อารมณ์ที่เป็นรูปธรรม เพ่งรูป แล้วก็เพ่งนาม
เพ่งรูป อย่างจุดไฟมาสักดวงแล้วก็นั่งเพ่งไฟ นี่เพ่งรูป หรือจะเพ่งร่างกายตัวเองก็ได้ นั่งอยู่แล้วก็นั่งเพ่ง เดินจงกรมแล้วก็เพ่งตัวเองที่กำลังเดิน เพ่ง ใจทื่อๆ นิ่งๆ อยู่ อันนี้เพ่งรูป เพ่งนาม นามที่ใช้เพ่งก็จะมี 2 ตัว 1 ช่องว่าง เรียกอากาสานัญญายตนะ อีกตัวหนึ่งเป็นอากิญจัญญายตนะ หรือถ้าไม่ถนัดถึงระดับฌาน ใช้อย่างการเจริญเมตตา เจริญเมตตา ความเมตตาเป็นเรื่องของนามธรรม ไม่ใช่รูปธรรม เจริญเมตตาไปเรื่อยๆ จิตก็เข้าสมาธิได้
เพราะฉะนั้นสมถะมีอารมณ์ให้เลือกมากมาย แต่วิปัสสนานั้นมีอารมณ์ 2 อย่างเท่านั้น คือรูปธรรมกับนามธรรม เอาอารมณ์บัญญัติ คือเรื่องราวที่คิดมาทำวิปัสสนาไม่ได้ เพราะวิปัสสนะ วิปัสสนามาจากคำว่า “วิ” กับ “ปัสสนะ” “ปัสสนะ” การเห็น “วิ” แปลว่ารู้แจ้ง เห็นแจ้ง เห็นจริง ก็เห็นไตรลักษณ์ อารมณ์บัญญัตินั้นไม่มีไตรลักษณ์ เรื่องราวที่เราคิด คิดอะไรก็ได้ คิดได้ทั้งวันทั้งคืน ไม่มีไตรลักษณ์ให้ดู แต่รูปธรรมนามธรรม มีไตรลักษณ์ให้ดู
อารมณ์นิพพาน เอาไปทำสมถะได้ แต่ทำวิปัสสนาก็ไม่ได้ นิพพานมันว่าง มันนิ่ง ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไร มันเที่ยง มีแต่ความสุข ฉะนั้นอารมณ์ที่เราจะใช้ทำวิปัสสนา คือรูปธรรมกับนามธรรมเท่านั้น ฉะนั้นอย่างถ้านั่งสมาธิ แล้วก็คิดพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ อย่างนี้ไม่ใช่วิปัสสนา หรือดูท้องพอง ดูท้องยุบ จิตจ้องอยู่ที่ท้อง อันนั้นก็ไม่ใช่วิปัสสนา เดินจงกรมยกเท้าย่างเท้า อันนั้นก็ไม่ใช่วิปัสสนา มันคือการเพ่งรูป
วิปัสสนานั้นเราต้องเห็น ไม่ใช่เพ่ง เราแค่เห็น เห็นรูปธรรม เห็นนามธรรม มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างเวลาเรานั่งฟังหลวงพ่อเทศน์ จิตของเราจะเกิดพลัง เพราะเวลาหลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อใช้สมาธิในการเทศน์ คนฟังก็จะเกิดสมาธิในการฟัง พอมีสมาธิในการฟังมากพอสมควรแล้ว เราลองรู้สึกร่างกาย เห็นไหมร่างกายมันนั่งอยู่ ร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู มันนั่งอยู่นี้ ตรงนี้ถ้าเรานั่งแล้วเราก็จ้อง รู้สึกอยู่ที่ร่างกายที่กำลังนั่งอยู่ หรือร่างกายที่กำลังหายใจอยู่ เป็นสมถะ ยังเป็นสมถะ
แต่ถ้าเรามีปัญญาลึกซึ้งลงไปอีกชั้นหนึ่ง ลำพังมีสติก็จะรู้ถึงรูปธรรมนามธรรม ที่กำลังมีกำลังเป็น ถ้ามีปัญญาก็จะเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม ปัญญานั้นอาศัยสัญญาเป็นตัวกระตุ้น อย่างตอนนี้พวกเรามีกำลังสมาธิเกิดขึ้น รู้สึกลงในร่างกาย ตรงนี้เป็นการทำสมถะ ถัดจากนี้ลองหมายรู้ ลองหมายรู้ลงไป ร่างกายที่นั่งอยู่นี้ เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ลองทำ ทำตามที่หลวงพ่อพาทำนี้ ตรงนี้กับเมื่อกี้จะไม่เหมือนกัน
เมื่อกี้เรารู้ร่างกายที่นั่ง ร่างกายที่หายใจอยู่เฉยๆ อันนั้นสมถะ ตรงที่เราเริ่มหมายรู้ร่างกายที่นั่งอยู่ เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา อันนี้ยังเป็นการรู้ด้วยสัญญา ยังไม่ขึ้นวิปัสสนา แต่เป็นการเจริญปัญญาขั้นต้น พอเราฝึกจนชำนิชำนาญ ต่อไปสติสมาธิของเราแข็งแรงขึ้น มันไม่ได้หยุดอยู่แค่การหมายรู้แล้ว มันไม่ได้เจตนาหมายรู้ แต่ปัญญามันจะเกิดขึ้น มันจะเห็นว่าตัวที่นั่งอยู่นี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวเรา มันจะเห็น ไม่ใช่หมายรู้ ไม่ใช่คิดเอา เป็นอีกระดับหนึ่ง มันเป็นระดับของวิปัสสนา
ตรงนี้หลายคนยังทำไม่ได้ ที่หลวงพ่อพาทำ อันแรกเลย พวกเรามีจิตตั้งมั่นได้ มีสมาธิ เห็นกายกับใจเป็นคนละอันได้ แล้วก็รู้สึกอยู่ที่ร่างกาย ร่างกายนิ่งๆ รู้สึก อันนี้เป็นสมถะ ถ้าต้องการพักผ่อนก็ทำแบบนี้ รู้สึก เพ่งลงไป อย่าเพ่งแรง เพ่งแรงไม่ได้ แค่รู้สึกลงไป อยู่นิ่งๆ แล้วตรงที่หลวงพ่อบอกให้ไปหมายรู้ ว่าร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่เรา พวกเราส่วนใหญ่ทำได้ ที่ทำเมื่อกี้นี้ พวกเราส่วนใหญ่ทำได้ ไปทำบ่อยๆ แต่ตรงถึงขั้นที่ว่าจิตมันเห็นเอง ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ได้คิดแล้ว ไม่ได้หมายรู้แล้ว จิตมันรู้เองด้วยปัญญา ตรงนี้พวกเราส่วนหนึ่งทำได้ ส่วนหนึ่งก็ยังทำไม่ได้
เพราะฉะนั้นไปฝึกให้มาก ฝึกอันแรกก็คือ ฝึกให้จิตใจเราอยู่กับตัวเอง ไม่วอกแวกไป อันนั้นคือการทำสมถะ ถัดจากนั้นก็ฝึกไป ร่างกายนี้เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นผู้รู้ผู้ดูร่างกาย กายกับจิตมันเริ่มแยกออกจากกัน แล้วถ้าเราจะทำสมถะ เราก็รู้สึกลงไปที่กาย ถ้าเราจะพัฒนาไปสู่การเจริญปัญญาที่สูงขึ้น เราก็จะเห็นว่ากายถูกรู้ จิตอยู่ต่างหาก ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นแค่ของถูกรู้ถูกดู อันนี้เจตนาหมายรู้ มีสัญญาเข้าไปกระตุ้น ให้จิตหัดมองร่างกายว่าเป็นไตรลักษณ์
ต่อไปพอจิตมันชำนิชำนาญขึ้น มันจะเห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ โดยไม่ได้เจตนาจะเห็น มันเห็นเอง มันเหมือนเราหลับตาอยู่ แล้วเราลืมตา แล้วก็เห็นอะไรต่ออะไรนี้ ไม่ได้เจตนาจะต้องเห็นเลย เราหลับตาไป แล้วพอลืมตา เราก็จะเห็น จิตนี้ก็เหมือนกัน พอมันมีปัญญา มันก็เห็นไตรลักษณ์ของมันเอง ถ้ามันมีวิปัสสนาปัญญา
รสชาติของสมาธิที่เกิดจากการฟังหลวงพ่อเทศน์
วันนี้กลายเป็นพาปฏิบัติจริงๆ เอ้า ต่อไปนี้หยุด ไม่ต้องคิดพิจารณาอะไรทั้งสิ้น กลับมารู้สึกร่างกายกำลังนั่งอยู่ ร่างกายกำลังหายใจอยู่ หมายรู้ลงไป ร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา พอหมายรู้ไปช่วงหนึ่ง จิตมันจะเริ่มฟุ้งซ่าน พอมันฟุ้งซ่าน เริ่มฟุ้งซ่าน หยุด ไม่ต้องหมายรู้แล้ว กลับมารู้สึกร่างกายใหม่ ร่างกายมันนั่งอยู่ ร่างกายมันหายใจอยู่ พอจิตมันมีกำลัง มันสงบแล้ว หมายรู้ลงไปใหม่ ร่างกายมันของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา
ฉะนั้นเวลาที่เราจะเจริญปัญญา เราไม่เจริญปัญญารวดเดียว เราทิ้งการทำสมถะไม่ได้ อย่างการที่เราเพ่งร่างกาย รู้สึกร่างกายมันนั่ง รู้สึกอยู่ที่ร่างกาย รู้สึกอยู่ในอารมณ์อันเดียว มันคือสมถะ หลวงพ่อไม่อยากใช้คำว่าเพ่ง เดี๋ยวพวกเราก็ชอบเพ่ง เพ่งแล้วจิตของเราก็แน่นๆ เป็นอกุศลขึ้นมา แค่รู้สึกพอ ถ้าอยากให้สงบ อยากให้จิตมีกำลัง รู้สึกร่างกายกำลังนั่ง ไม่คิดเรื่องอื่น รู้สึกลงไปที่ตัวร่างกาย เห็นไหม เราใช้ร่างกายเป็นอารมณ์กรรมฐาน
หลักของการทำสมถะ คือน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง นี้ร่างกายนี้เป็นอารมณ์อันเดียว ถ้าเรา พื้นๆ อย่างพวกเราก็ดูกายไปสบายๆ ไม่ยุ่งยาก ดูจิตยาก รู้สึกร่างกายไป จะเห็นร่างกายหายใจ ร่างกายท้องพองท้องยุบอะไรก็ได้ ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว พอมีกำลังแล้ว พอ จิตไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ก็อัปเกรด หมายรู้ลงไป ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ทำสลับกันระหว่างสมถะ กับการเจริญปัญญา
การที่เราไปหมายรู้ เป็นการเจริญปัญญาขั้นต้น แล้วต่อไปจิตมันหมายรู้เอง จิตมันรู้ได้เอง อันนั้นจิตมันขึ้นวิปัสสนาจริงๆ ลองทำ ลองทำดู ทำมันตอนนี้ล่ะ หลายคนทำได้ดี แต่บางคนก็หนีไปคิดเรื่องอื่นแล้ว ถ้าจิตมันหนีไป ก็กลับมารู้สึกที่กายใหม่ พอจะจำได้ไหม เอาไปทำ ที่เริ่มต้นหลวงพ่อบอกพวกเรา นั่งฟังเทศน์ที่หลวงพ่อเทศน์ แล้วจิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา มันตั้งมั่นขึ้นมา จิตที่มันตั้งอย่างนี้ มันไม่เหมือนที่เราไปนั่งสมาธิมั่วซั่วกัน นั่งแล้วเคร่งเครียด
อย่างตอนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ มันไม่ได้เครียด มันมีสมาธิอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา คือสมาธิที่เราไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่ได้บังคับ ไม่ได้เจตนาให้เกิด ถ้าไปทำสมาธิชนิดเพ่งจ้อง มันพัฒนาไม่ได้ ติดอยู่ตรงนั้น จำรสชาติสมาธิที่เกิดจากการฟังที่หลวงพ่อเทศน์นี้ จำรสชาติตัวนี้ไว้ เห็นไหม จิตเราอยู่กับตัวเอง จิตเรามีพลัง โดยที่เราไม่ได้ไปเพ่ง ไปจ้อง ไม่ได้ไปบังคับ ถ้าเริ่มต้นก็เริ่มบังคับกาย บังคับใจ อันนั้นเริ่มต้นก็ผิดแล้ว แค่เราตั้งใจฟังธรรม จิตของเราก็เกิดสมาธิแล้ว
เมื่อจิตเรามีสมาธิมากพอ เราก็ดูไป ร่างกายมันนั่งอยู่ ร่างกายมันหายใจอยู่ เราจะแค่ดู ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ถ้าเริ่มต้นบอกไปดูลมหายใจ ก็ไปเพ่งลม ไปดูท้องก็เพ่งท้อง แต่ที่หลวงพ่อพาทำวันนี้ เราไม่ได้เริ่มจากการเพ่งจ้อง เรามีสมาธิที่เกิดจากการฟังธรรม สมาธิตัวนี้เราไม่ได้เจตนา ไม่ได้เพ่ง ไม่ได้จ้อง ไม่เคร่งเครียด เมื่อจิตใจเรามีสมาธิแล้ว น้อมจิตลงไปดูร่างกาย แล้วถ้าจิตเราสงบอยู่ที่กาย เราใช้รูป ใช้รูปเป็นอารมณ์กรรมฐานของสมถะ
ฉะนั้นเวลาชีวิตเรามีปัญหา หรือเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง รถคว่ำอะไรอย่างนี้ อย่ามัวแต่วี้ดว้ายกระตู้วู้ เห็นร่างกายกำลังพลิกไป พลิกตามรถไปทีละช็อตๆ ครูบาอาจารย์ท่านฝึกของท่านดีแต่ละองค์ เวลาเกิดอุบัติเหตุรถคว่ำ รถตกเหว ท่านเห็นร่างกายขยับทีละช็อตๆ ไม่ใช่ตัวเราของเรา แต่ของท่านฝึกชำนาญแล้ว ท่านเลยไปแล้ว แต่ว่าบอกพวกเราว่าเอาไปใช้ได้ เดินๆ อยู่ไปเหยียบเปลือกกล้วยหกล้ม ไถลอยู่ มันเห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นแค่คนดู แล้วมันจะมีสติ มีปัญญา ทำอย่างไรจะตกลงไป แล้วบาดเจ็บน้อยที่สุด
หลวงตามหาบัว ท่านก็เคยรถคว่ำ ที่ท่านแขนหัก ท่านบอกว่าร่างกายมันหมุน แต่ละช็อตๆ รู้สึกหมดเลย หลวงพ่อพุธหนักกว่านั้นอีก รถตกเหว ไปรถตู้ รถตกเหว พุ่งลงไปในเหว แต่เหวไม่ได้ชันอย่างนี้ เหวอย่างนี้ มีทางลาด แล้วท่านก็เห็นมีต้นไม้ใหญ่ขวางอยู่ จิตท่านทรงสมาธิ รถมันก็หลบต้นไม้ คนขับมันตกใจ มันทำอะไรไม่ถูกแล้ว จิตของท่านทรงสมาธิ รถมันก็หลบต้นไม้ไปเรื่อยๆ ท่านบอกตอนต้นสุดท้าย ท่านหมดแรงแล้ว ก็เลยชนต้นสุดท้าย แต่ว่ามันเบาแล้ว ใช้ได้เยอะ เรื่องของสมาธิ
ถ้าเราฝึกอย่างที่หลวงพ่อบอกนี้ ฝึกให้ชำนาญ เวลาเกิดอุบัติเหตุ ผ่อนหนักเป็นเบาได้ ถ้าจะตายก็ไปสุคติได้
ถ้าตกอกตกใจก็ไปทุคติ จิตเศร้าหมอง เห็นไหม จิตพวกเรากลับเข้ามา เรียบร้อยขึ้นมาแล้ว รู้สึกไหม ฝึกนะ ฝึกไปเรื่อย ไม่ได้บังคับ แต่มันเข้ามาเอง ไม่พยายามเยอะ พยายามเยอะ พยายามมากก็โลภมาก ฝึกไปตามลำดับ ฟังหลวงพ่อ จิตสงบเข้ามาอย่างนี้ มันได้พลัง ฝึกไปชำนาญ ต่อไปคิดถึงหลวงพ่อ จิตมันก็เข้าตรงนี้ได้ เพราะจิตมันเคยเข้ามาแล้ว
กลับบ้านไปดูยูทูปที่หลวงพ่อเทศน์ แต่ไม่ต้องดูรูปก็ได้ แล้วนั่งภาวนาของเราไป เปิดเสียงหลวงพ่อไว้ก็ได้ เดี๋ยวจิตเราก็จะเข้ามาตรงนี้ เพราะมันเคยเข้ามาแล้ว มันรวบเข้ามาแล้ว มันนิ่งขึ้นมาแล้ว มันนิ่งขึ้นมา รู้สึกลงไป ร่างกายมันถูกรู้ถูกดู ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา หลายๆ คนทำได้ดี แต่บางคนเริ่มไปเพ่งแรงแล้ว เริ่มจ้องแล้ว อย่าไปจ้องแรง อย่าไปบังคับจิตให้สงบ อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข เดี๋ยวจิตมันสงบ
สมาธิที่ดีไม่ได้เกิดจากการเพ่ง
ไม่ได้เกิดจากการบังคับ
อย่างฟังหลวงพ่อเทศน์ ฟังไปเรื่อยๆ อยู่ในอารมณ์เดียว คือตั้งใจฟังเทศน์ จิตมันก็สงบ บางคนปีติ น้ำตาไหลแล้ว ก็รู้ว่ามีปีติ ก็เห็นปีติเกิดได้เอง ดับได้เอง อันนั้นขึ้นวิปัสสนาแล้ว ทำไปช่วงหนึ่ง มันเกิดความจงใจมาก มันก็จะเริ่มไปเพ่ง จะแข็งๆ ทื่อๆ ไม่เอา อย่าไปทำ เสียเวลา ทรมานมากไป จะนึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ ใจจดจ่อ ใจระลึกถึงไปเรื่อยๆ ไม่ได้บังคับจิตให้สงบ เดี๋ยวก็สงบเอง
นั่งฟังที่หลวงพ่อเทศน์ เราฟังธรรมไปเรื่อยๆ จิตมันก็สงบ คิดถึงครูบาอาจารย์ คิดถึงด้วยใจปกติ คิดไป คิดไปเรื่อยๆ ใจก็สงบ เราไปทำทานมา ไปบริจาคโลหิตมา เรานึกถึง มันอิ่มอกอิ่มใจ ใจก็สงบ เราได้ถือศีลต่อเนื่องยาวนาน 3 เดือน 7 เดือนอะไรอย่างนี้ ถือไป พอเรานึกถึง ว่าเราถือศีลมาได้ดี ใจเราก็มีความอิ่มเอิบ ก็สงบ เอ้า พอ วันแรกฝึกมากไป ประเดี๋ยวมันจะฟุ้งซ่านไป
จับหลักให้แม่น เริ่มต้นหาอารมณ์ที่เราอยู่แล้วมีความสุข อย่างฟังหลวงพ่อเทศน์ ใจมันจะฮึกเหิม ใจมันฮึกเหิม ใจมันจะกล้าหาญ มีความสุขขึ้นมา คิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงทาน คิดถึงศีล มีอนุสติ 10 ข้อ เราระลึกถึง สมาธิก็เกิด ที่หลวงพ่อพาทำวันนี้ ที่ว่าฟังเทศน์หลวงพ่อแล้วจิตมันมีพลังขึ้นมา อยากให้พวกเรานึกถึงสภาวะตัวนี้ให้ได้ สมาธิที่ไม่ได้เกิดด้วยการเพ่งจ้อง บังคับจิต สมาธิเพ่งจ้อง ไม่ได้เรื่อง
สมาธิที่เกิดตามธรรมชาติอย่างนี้ จิตจดจ่อกับการฟังธรรม เกิดสมาธิ จิตระลึกถึงพระพุทธเจ้า ไม่ได้เจตนาให้เกิดสมาธิ ก็เกิดสมาธิ คิดถึงทาน คิดถึงศีล คิดถึงครูบาอาจารย์ อย่าไปอยากให้มันสงบ อยากแล้วไม่เกิดหรอก อย่างนั่งฟังหลวงพ่อเทศน์นี้ ไม่ได้เจตนาให้เกิดสมาธิเลย เราจดจ่ออยู่กับการฟัง สมาธิก็เกิด
เมื่อก่อนหลวงพ่อ เวลาภาวนา เหนื่อยๆ ขึ้นมา หลวงพ่อคิดถึงพระพุทธเจ้า พุทโธ หายใจเข้าพุทออกโธ นึกถึงพระพุทธเจ้า ตอนเริ่มเรียนกับหลวงปู่ดูลย์ จิตคิดถึงหลวงปู่ดูลย์ วันหนึ่งไม่รู้กี่ร้อยครั้ง สมาธิมันก็เกิด ไปทำนะ จำอารมณ์ที่จิตมันสงบเข้ามามีกำลังนี้ โดยที่เราไม่ได้ดึงไว้ ไม่ได้เจตนา สมาธิที่เกิดจากการฟังที่หลวงพ่อเทศน์ นี้เป็นแค่ตัวอย่าง ตัวอย่างจะบอกเราว่า สมาธิที่ดีไม่ได้เกิดจากการเพ่ง ไม่ได้เกิดจากการบังคับ
ตอนนี้พอได้แล้ว เพราะสมาธิแตกหมดแล้ว หมดแรงแล้ว ยิ้มหวาน ทุกคนยิ้มหวาน ยิ้ม สังเกตดู เรายิ้มที่หน้า แล้วใจเรายิ้มด้วยไหม ถ้ายิ้มแต่หน้า นี่พวกเสแสร้ง ไปเป็นดาราได้ ถ้าเราเห็นหน้าเรายิ้ม เห็นใจเราก็เบิกบาน นี่เราเริ่มเห็นสภาวะแล้ว เห็นรูปธรรมเคลื่อนไหว เห็นนามธรรม คือจิตใจที่ยิ้มเบิกบานออกมา คอยหัดรู้สภาวะไป แล้วต่อไปสภาวะทั้งหลาย จะสอนวิปัสสนาเรา จะสอนไตรลักษณ์
คนใส่แว่นนั่นยิ้มมากไปแล้ว พยายามทำให้ใจมันยิ้ม ไม่ต้องฝืน ใจเหี่ยวก็รู้ว่าใจมันเหี่ยว ใจมันยิ้มก็รู้ว่าใจมันยิ้ม ใจมันโกรธรู้ว่ามันโกรธ ใจมันสงสัยรู้ว่าสงสัย ก้าวเข้าไปสู่การหัดดูสภาวะ ค่อยๆ ฝึก ที่หลวงพ่อเทศน์วันนี้ แล้วไปฟังซ้ำหลายๆ ที ไปฟังซ้ำหลายๆ ที แล้วก็ลงมือทำเลย ลงมือปฏิบัติดู แต่ที่พยายามบอกเรา จำความรู้สึกที่จิตมันตั้งมั่น ตอนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ ถ้าจำตัวนี้ได้ เราจะรู้เลย สมาธิที่จิตตั้งมั่น กับสมาธิที่ไป Build ไปกดข่มให้เกิด คนละเรื่องกัน สมาธิกดข่มเอาไปทำอะไรไม่ได้หรอก
เห็นไหม ใจเริ่มกลับเข้าที่อีกแล้ว พอจะสังเกตออกไหม เมื่อกี้ฟุ้ง พอฟังธรรมมาอีกนิดหนึ่ง ใจก็ค่อยสงบสำรวมเข้ามา โดยไม่ได้เจตนา ใจที่สงบอยู่กับเนื้อกับตัวโดยไม่เจตนานี้ล่ะ เป็นสมาธิที่ดีมากๆ เลย ถัดจากนั้นก็เดินปัญญา เห็นกายกับใจมันคนละอันกัน ร่างกายมันถูกรู้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา อันนี้ช่วยมันหมายรู้ ต่อไปจิตหมายรู้เอง ตรงนั้นปัญญามันเกิดแล้ว มันหมายรู้ได้เอง มันเป็นวิปัสสนาแล้วตรงนั้น พอเดินปัญญาช่วงหนึ่ง จิตเริ่มกระจัดกระจาย กลับมาทำความสงบใหม่
ที่สอนให้วันนี้เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ พวกเราไปฝึกตัวเอง วันนี้พอสมควร ยังไม่เลิกเลยเห็นไหม เก่ง ปกติถ้าหลวงพ่อ เอ้า วันนี้พอสมควร ฮ้า กระเจิดกระเจิง เห็นไหม ใจเรายังมีเชื้อของสมาธิเหลืออยู่ ใช้ได้ ถือว่าพวกเรามีบุญไม่ใช่น้อยเลย ฝึกแป๊บเดียว ฝึกให้จิตมีสมาธิตั้งมั่นขึ้นมาได้นี้ ยากที่สุดเลย เรื่องสมาธิตั้งมั่น
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ แต่ละคนได้รับบทเรียน ได้รับแบบฝึกหัดไป เอาไปทำต่อ แล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างรวดเร็ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เนิ่นช้าหรอก ขอให้เราทำให้ถูก แล้วทำให้พอเท่านั้นล่ะ
วัดสวนสันติธรรม
22 พฤศจิกายน 2568