อย่าใจลอย รู้สึกตัวไว้ ทำกรรมฐานไป เราต้องฝึกให้เคยชินที่จะรู้สึกตัว มีเวลาปุ๊บ ต้องทำกรรมฐานทันที ให้จิตมันมีเครื่องอยู่ ถนัดกับเครื่องอยู่อันไหนก็เอาอันนั้น อันไหนจิตมันชอบ อยู่แล้วสบาย แล้วกิเลสไม่เกิด สติเกิด ก็เอาอันนั้น อย่างหลวงพ่อถนัดตั้งแต่เด็ก อยู่กับพุทโธ ลมหายใจ อย่างหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จนมันเป็นอัตโนมัติ เวลาว่างไม่ได้ต้องทำงานที่ต้องใช้ความคิด จิตมันก็จะมาอยู่กับพุทโธ ลมหายใจ ทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น จิตมันเคยชิน
จุดอ่อนของฆราวาส ที่หลวงพ่อเห็นคือไม่มีสมาธิ ที่ไม่มีสมาธิ เพราะไม่รู้หลักของการปฏิบัติที่จะให้เกิดสมาธิ บางคนรู้หลักของการปฏิบัติที่จะให้มีสมาธิ แล้วก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง ทำบ้างไม่ทำบ้าง ไม่ได้กินหรอก กิเลสเอาไปกินหมด การทำสมาธิ ไม่ใช่แค่ว่าอยู่ๆ ก็จะไปนั่งหายใจเข้าพุทออกโธ แล้วก็จบอยู่แค่นั้น หรือไปนั่งสมาธิ เดินจงกรมอะไร อันนั้นเป็นแค่รูปแบบของการปฏิบัติ เนื้อแท้ของการปฏิบัติอยู่ที่ความมีสติ
ถ้าเรานั่งสมาธิแล้ว เราไม่มีสติ จิตใจเราหนีไป ล่องลอยไป ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร หรือนั่งแล้วจิตออกนอก เห็นโน้นเห็นนี้ เห็นผี เห็นเทวดา เพลิน มีความสุขเพลิดเพลินไป สนุก ประโยชน์มันน้อย ฉะนั้นก่อนที่หลวงพ่อจะบอกให้พวกเราลงมือปฏิบัติ ฝึกสมาธิให้จริงจัง ฝึกจิตให้จริงจัง สมาธิก็คือการฝึกจิต หลวงพ่อจะบอกหลักก่อน อันนี้ก็ไม่ใช่วิธีที่หลวงพ่อคิดเองหรอก พระพุทธเจ้าท่านแสดงธรรมกัณฑ์แรกเลย คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ท่านสอนสิ่งซึ่งมันผิด 2 อย่าง ที่นักปฏิบัติไม่ควรทำ เห็นไหมท่านเริ่มจากสิ่งที่ผิด ไม่ใช่เริ่มจากว่าทำอย่างไรให้ถูก
สิ่งที่ผิด 2 อย่างที่นักปฏิบัติไม่ควรทำ
สิ่งที่ผิด 2 อย่าง คือปฏิบัติแล้วย่อหย่อนไป ส่วนใหญ่จิตมันก็ฟุ้งซ่าน หิวอารมณ์ คือหิวในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส จิตก็เที่ยวแสวงหาอารมณ์ภายนอก เที่ยวหารูปที่พอใจ หาเสียงที่พอใจ หากลิ่น หารส หาสัมผัสที่พอใจ แล้วก็พยายามหนีจากรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่ไม่พอใจ จิตมันไม่เคยได้พักจริง มันทำงานตลอดเลย การที่เราย่อหย่อน คือจิตมันจะไหลตามกิเลส ไหลตามความเคยชิน
พวกเราเกิดมาในภูมิมนุษย์ มันเป็นภูมิที่อยู่ในกามาวจร กุศล เป็นกุศล เป็นกามาวจร คือเป็นจิตที่ยังร่อนเร่แสวงหากาม คือความสุข ความเพลิดเพลินในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสอยู่ เวลาคิดก็คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ถ้าสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ถ้าสัมผัสทางใจ เรียกธัมมารมณ์ เวลาสัมผัสทางใจ พวกเราก็จะคิดถึงกามอีก คิดถึงรูป คิดถึงเสียง คิดถึงกลิ่น คิดถึงรส คิดถึงสัมผัส อันนั้นเรียกว่ากามธรรม ไม่ได้รู้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่รู้ด้วยใจ เป็นกามธรรม
จิตแสวงหาความสุขจากการเสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แล้วก็ธัมมารมณ์ที่เป็นกามธรรม จิตมันก็ไม่รู้สึกตัว มันเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ พอเจออารมณ์ที่ถูกใจ ก็หลงยินดี เจออารมณ์ที่ไม่พอใจก็ยินร้าย ยินดีแล้วก็ติดอกติดใจ อารมณ์อันนั้นหายไป ก็อยากให้มันกลับมา อารมณ์นั้นกลับมาแล้ว ก็อยากให้มันอยู่ตลอดไป มีความอยากเกิดขึ้น อารมณ์ที่ไม่ถูกใจผ่านเข้ามา ก็อยากให้มันหมดไปสิ้นไป อยากให้มันไม่มา พอเราหลงในกาม มันก็เกิดความอยาก อยากได้มา อยากรักษาไว้ อยากให้หมดสิ้นไป
เมื่อความอยากเกิด ก็จะเกิดเจตนา เจตนาไปตามความอยาก อยากได้มาก็จงใจเที่ยวแสวงหา อยากรักษาไว้ก็พยายามจงใจรักษา อยากให้หมดไปสิ้นไป ก็พยายามจงใจทำลาย ความจงใจคือตัวเจตนา คือตัวกรรม จิตมันก็จะทำงานขึ้นมาทันที เจตนาคือตัวกรรม พอเจตนาเกิด จิตก็ทำกรรมทันทีเลย การทำกรรมของจิตเรียกว่าภพ เป็นกรรมภพ ภพมี 2 อย่าง พวกเราเกิดเป็นมนุษย์ เรียกมีอุปปัตติภพเป็นมนุษย์ ส่วนกรรมภพนั้น หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในใจเรา
เวลาเกิดตัณหา เกิดความอยาก อยากได้มา อยากรักษาไว้ อยากให้หมดไป ก็จะเกิดความจงใจ ที่จะเข้าไปแทรกแซงจิตใจตัวเอง จิตใจก็ต้องทำงาน สร้างภพขึ้นมา ทันทีที่จิตใจถูกผลักดันให้ทำงาน ด้วยอำนาจของตัณหา ด้วยความอยาก จิตใจมันจะหมดอิสรภาพ มันมีภาระเกิดขึ้น มันมีความทุกข์ทางใจเกิดขึ้น ฉะนั้นสิ่งแรกที่ท่านสอนก็คือ อย่ามัวแต่หลงในกาม ถ้าเรายังหลงในกาม เราย่อหย่อนในการปฏิบัติ ขี้เกียจปฏิบัติ รู้สึกไม่สนุกเลย ต้องข่ม ต้องบังคับใจตัวเอง แต่ถ้าฝึกชำนาญ ไม่ได้บังคับเลย ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งมีความสุข
อีกสิ่งหนึ่งที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เราไม่ควรเสพ ไม่ควรทำ ก็คือการบังคับกาย บังคับใจ การทำตัวเองให้ลำบาก เรียกอัตตกิลมถานุโยค ทันทีที่เราคิดถึงการปฏิบัติ เราก็เริ่มทำตัวเองให้ลำบาก เริ่มบังคับกาย เริ่มบังคับใจตัวเอง คิดว่าถ้าบังคับไปเยอะๆ แล้วมันจะดี กดข่มจิตใจ ทรมานร่างกาย คิดว่าจะดี ครูบาอาจารย์ท่านฉลาดแหลมคม ท่านสอนไว้ดี อย่างสิ่งที่เป็นอัตตกิลมถานุโยคของแต่ละคน ไม่เหมือนกัน
อย่างบางคนนั่งสมาธิ เดินจงกรมตลอดคืน ท่านก็บอกว่าดี อีกคนหนึ่งทำแบบเดียวกัน ท่านบอกว่าเป็นอัตตกิลมถานุโยค ตัวชี้ขาดว่าเป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง หรือเป็นการกดข่มบังคับ อยู่ที่ว่าเราทำ เราทำ เรามีสติไหม ถ้าเรามีสติ หายใจออกมีสติ หายใจเข้ามีสติ ยืน เดิน นั่ง นอน มีสติ เคลื่อนไหวมีสติ หยุดนิ่ง สมมตินั่งสมาธิอยู่ ก็มีสติเห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า นั่งไป 12 ชั่วโมง ก็ถือว่าอยู่ในทางสายกลาง อีกคนหนึ่งไม่มีสติ ไปนั่ง 15 นาที ก็บังคับกาย บังคับใจ อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโยค
ฉะนั้นอัตตกิลมถานุโยค ไม่ได้วัดกันที่เวลา มันวัดกันที่จิตใจของเรานั่นล่ะ ความพอดีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่างบางคนกินข้าวแค่นี้พอดี นอนแค่นี้พอดี อันนี้เป็นทางสายกลางของคนนั้น อีกคนหนึ่งต้องอดนอน อดนอนผ่อนอาหารแล้วพอดี จิตใจมีสติ มีสมาธิ เดินปัญญาคล่องแคล่ว อันนี้ทางสายกลางของเขา เราเห็นครูบาอาจารย์อดนอน ผ่อนอาหาร แล้วท่านเจริญในธรรม เราก็คิดว่าต้องทำแบบนี้แล้วเจริญ ร่างกายเราไม่ได้เหมาะที่จะเป็นอย่างนั้น ก็ทรมานตัวเอง อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลาง อันนั้นเป็นอัตตกิลมถานุโยค
ทางสายกลาง
หลวงพ่อเคยไปกราบครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านยังอยู่ ตอนนี้เป็นเสาหลักในวงกรรมฐาน คือหลวงปู่ทุย หลวงปู่ทุย เอ่ยชื่อท่านได้ ท่าน ใครๆ ก็รู้จัก เราไม่ได้พูดทางเสียหาย ท่านเคยเล่าว่าตัวท่านอดอาหารได้ อดนอนไม่ได้ หลวงปู่ฝั้นอดนอนได้ อดอาหารไม่ได้ ท่านบอกว่าถ้าท่านไปภาวนาโต้รุ่ง อดนอนทั้งคืน ท่านจะมึนไป 2 – 3 วันเลย เพราะฉะนั้นอดนอนของท่าน ไม่ใช่ทางสายกลางของท่าน แต่หลวงปู่ฝั้นอดนอนได้ เป็นทางสายกลางของหลวงปู่ฝั้น ไม่ค่อยนอน อยู่ได้หลวงปู่ทุยท่านบอก ท่านอดข้าวได้นานหลายวัน อดแล้วจิตใจท่านดี กระปรี้กระเปร่า สดชื่น อันนี้ทางสายกลางของท่าน หลวงปู่ฝั้นอดอาหาร ไม่ค่อยสบาย ไม่ใช่ทางสายกลาง
ฉะนั้นการทำสิ่งเดียวกัน เท่าๆ กันกับคนอื่น อาจจะหย่อนไป หรืออาจจะตึงไปก็ได้ การวัดทางสายกลางนั้น วัดที่ตัวเราเอง ไม่ได้ไปเทียบกับคนอื่นหรอก สังเกตที่ใจของเรา อันไหนทำแล้วกุศลเจริญ อกุศลลดละลงไป อันนั้นพอดีกับเรา สังเกตตรงนี้ มีสติรู้เท่าทัน อันไหนที่เราทำแล้ว อกุศลที่มีอยู่ดับไป อกุศลใหม่ไม่เกิด อันไหนที่เราทำแล้วกุศลที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วก็เจริญขึ้น อันนั้นทางสายกลางสำหรับตัวเรา
สังเกตตัวเอง ไม่ได้เทียบกับคนอื่น แต่ต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างตัวเอง ส่วนใหญ่มันจะลำเอียง เพราะว่าความรักตัวเอง เรียกว่ามีฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักตัวเอง ต้องซื่อๆ ซื่อตรง สังเกตตัวเองด้วยความซื่อตรง ทำกรรมฐานอะไร แล้วสติของเราเกิดบ่อย เมื่อสติเกิดบ่อย อกุศลที่มีมันก็ละไป อกุศลใหม่ก็ไม่เกิดในขณะที่มีสติ ถ้าสติเราเกิดบ่อยๆ กุศลที่ยังไม่เกิดมันก็เกิด กุศลที่เกิดแล้วมันก็เจริญขึ้น
เพราะฉะนั้นจุดสำคัญของการปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่ที่ว่านั่งท่าไหน เดินท่าไหน นั่งกี่ชั่วโมง เดินกี่ชั่วโมง ไม่ได้อยู่ตรงนั้น จุดสำคัญของการปฏิบัติก็คือ ที่เราปฏิบัติอยู่นั้นเรามีสติรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ไหม ถ้านั่งสมาธิแล้วก็เคลิ้มงอกแงกๆ หรือฝันเห็นโน่นเห็นนี่ เรียกโก้ๆ ว่านิมิต ส่วนใหญ่ที่พวกเราบอกนิมิตๆ มันไม่ใช่นิมิตจริงหรอก มันเป็นสิ่งที่เรียกว่าสุบินนิมิต นั่งฝันกลางวันแล้วเห็นโน้นเห็นนี้ ฝันว่าฉันเป็นโน้น ฉันเป็นนี้ ฝันไปตามกำลังของกิเลส ใช้ไม่ได้ อย่าไปเชื่อมัน
หลวงพ่อใช้หลักอย่างนี้เลย เวลาภาวนาแล้วเราเกิดนิมิต แขวนไว้ก่อน ไม่เชื่อหรอก อย่าไปเชื่อมัน ถ้ารู้เห็นอะไรขึ้นมาแล้วเชื่อเลย งมงาย กิเลสมันเลยได้ช่องหลอกเราเก่งเลย แต่ถ้าเรารู้เราเห็นอะไร แขวนไว้ก่อน อย่างบางทีจิตมันถ่ายทอดธรรมะมา มันสอนธรรมะเราเป็นฉากๆ เลย เรารู้สึกจิตดีจังเลย จิตคือพุทธะ พุทธะแสดงธรรม เราต้องดูให้ดี สิ่งที่มันสอน มันขัดกับหลักของการปฏิบัติธรรมหรือเปล่า มันสอนว่าจิตนี้เที่ยงอย่างนี้ ไม่เชื่อมัน มันขัดกับหลักที่พระพุทธเจ้าสอน ที่พระสาวกที่ดีท่านสอนไว้ สังเกตเอา
หรือบางทีนิมิต สว่าง จิตเราไปอยู่ในแสง อยากรู้อยากเห็นอะไร มันก็เหมือนเราฉายสปอตไลต์ไป แสงไปตกกระทบตรงไหน ก็รู้ก็เห็นตรงนั้นเลย แล้วไปเห็นเทวดา เห็นผี เห็นเลข ก็อย่าไปเชื่อมัน แขวนไว้ ไม่มีประโยชน์เพื่อการพ้นทุกข์ หลวงพ่อใช้หลักนี้เลย อันไหนไม่เป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์ โยนมันทิ้งไป ไม่ต้องไปเสียดาย ความรู้ความเห็นอะไรไร้สาระพวกนั้น แต่บางทีมันก็มีสาระ อย่างเราภาวนาติดขัดอยู่ บางทีมันก็เกิดนิมิตว่า พระพุทธเจ้าหรือครูบาอาจารย์มาสอน พอสอนแล้วเราก็ต้องพิจารณาอีก มีเหตุมีผลหรือเปล่า ไม่ใช่สอนปุ๊บเชื่อปั๊บ มารมันจะมาสอนแทน มันปลอมตัวเป็นพระพุทธเจ้ามาสอนได้ อย่าไปเชื่อมัน อาศัยเหตุ อาศัยผล อาศัยความมีสติ
ถ้าเราทำกรรมฐานแล้วจิตใจเรามีสติมั่นคง นิมิตหลอกๆ มันมาไม่ได้หรอก นิมิตหลอกๆ มาจากกิเลสภายใน หรือว่าสิ่งแทรกแซงภายนอก อย่างมารภายนอกมันแทรกแซงเข้ามาหลอก หรือมารภายในคือกิเลสของเรามันหลอก ฉะนั้นอาศัยสติ ทำกรรมฐานไป มีสติรู้เนื้อรู้ตัวไป จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตสงบก็รู้ จิตรวมก็รู้ จิตไม่รวมก็รู้ รู้ไปเรื่อยๆ อย่าทำด้วยความโลภ ร้อยละร้อยของนักปฏิบัติทำด้วยความโลภ เท่าที่หลวงพ่อเห็นมา พอนั่งสมาธิปุ๊บก็นึกถึงทำอย่างไรจะสงบ แล้วก็หาทางทำจิตให้สงบ มันสงบยาก เพราะจิตมันไม่ได้หยุดพัก
อย่าทำกรรมฐานด้วยความโลภ
จิตมันถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงาน คิดว่าทำอย่างไรจิตจะดี ทำอย่างไรจิตจะสุข ทำอย่างไรจิตจะสงบ จิตมันถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงาน มันเลยไม่ได้พักผ่อน ไม่สงบหรอก เพราะฉะนั้นอย่าทำด้วยความโลภ ทำกรรมฐานทุกอย่าง ตั้งใจไป ถือว่าเราทำเป็นพุทธบูชา ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองใดๆ ทั้งสิ้น ถือว่าเราปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ตั้งใจไว้อย่างนี้เลย ทุกคราวที่เราปฏิบัติธรรม ไม่ได้หวังผล คิดแค่ว่าเราจะปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ถ้าเราไม่ได้ทำด้วยความโลภ ทำกรรมฐานไป ไม่ได้ทำด้วยความโลภ ประเดี๋ยวเดียวจิตก็สงบแล้ว
ถ้าทำด้วยความโลภจิตมันจะหิว มันก็จะดิ้นไปดิ้นมา แสวงหาอารมณ์ภายนอก แสวงหาอารมณ์ภายใน บังคับจิตใจ จิตใจก็เหน็ดเหนื่อย ทำกรรมฐานเสร็จแล้วเหนื่อยเหลือเกิน ถ้าทำเป็นไม่เหนื่อยหรอก จิตเข้าสมาธิ ออกจากสมาธิ มันสดชื่น ไม่รู้จะเหมือนอะไรเลย มันชุ่มชื่น สดชื่น อิ่มเอิบ เบิกบาน มีความสุข ตรงนี้ก็เป็นเหยื่อล่ออีกตัว ไปติดสุขตัวนี้ก็เสร็จอีกเหมือนกัน ต้องอาศัยสติ อาศัยปัญญารักษาตัวเอง ค่อยก้าวไปทีละก้าวๆ
เพราะฉะนั้นเริ่มต้นต้องเดินเข้าทางสายกลาง ไม่ย่อหย่อนไป ย่อหย่อนไปคือตามใจกิเลส ตึงไปก็ทำเพื่อความโลภ อยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดี เพราะฉะนั้นวิธีที่จะไม่ให้จิตมันหลงไปนาน ก็ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง จนจิตมันคุ้นเคยกับอารมณ์กรรมฐาน เวลามันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจะหลงสั้นๆ ไม่หลงนาน
แล้วเวลาทำกรรมฐาน ตั้งใจไว้อย่างหนึ่ง ไม่ได้เอาดี เอาสุข เอาสงบ เราขอปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ตั้งใจไว้อย่างนี้เลย ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง ทำเพื่อบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พอเราไม่ได้เริ่มด้วยความโลภ เราก็ปฏิบัติไปสบายๆ มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ ทำกรรมฐานของเราไป ไม่มีความโลภมาเจือปน ว่าต้องสุข ต้องสงบ ต้องดี เมื่อทำกรรมฐานด้วยใจที่เป็นกลาง อันนี้มันจะสงบง่าย แล้วถ้าทำแล้วก็มีความโลภ มันจะตึงเกินไป มันเป็นอัตตกิลมถานุโยค ที่หลวงพ่อมาเล่าให้ฟัง เป็นประสบการณ์ตรง ไม่ได้จำใครเขามาพูดเรื่องเหล่านี้ กว่าจะได้ข้อสรุป จับสิ่งซึ่งเป็นแก่นของการปฏิบัติได้ ใช้เวลา อดทน ตั้งแต่ 7 ขวบ ภาวนาหายใจเข้าพุทออกโธ ทำมาเรื่อยๆ
ตอนนั้นเด็ก ครูบาอาจารย์ ท่านพ่อลี ท่านให้ทำก็ทำ ไม่รู้ว่าทำไปทำอะไรหรอก แต่ครูบาอาจารย์ให้ทำ เราก็ทำ แล้วเราก็ชอบทำ ทำอยู่จน 10 ขวบ วันหนึ่งไฟไหม้ใกล้ๆ บ้านก็ตกใจ พอตกใจก็จะวิ่งไปบอกพ่อ ก้าวที่หนึ่งตกใจ ก้าวที่สองตกใจ ก้าวที่สาม สติย้อนมาเห็นความตกใจ จิตมันก็ดีดผางขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมาทันทีเลย พอจิตมันทรงตัวอยู่ตรงนี้ ไม่รู้คุณค่า ยังเด็กอยู่ แล้วไม่มีครูบาอาจารย์อยู่ด้วย ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร
แล้วจิตมันก็ทรงอยู่อย่างนั้นเรื่อยๆ เพราะนั่งสมาธิ แล้วจิตมันก็เข้ามาเป็นผู้รู้อย่างนี้ แล้วไปต่อไม่เป็น เดินปัญญาไม่เป็น ที่จิตมันเข้ามาตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ง่ายๆ เพราะไม่ได้โลภ ไม่ได้จงใจ ครูบาอาจารย์ให้ทำกรรมฐานก็ทำไป ไม่ได้คิดว่าทำแล้วจะได้อะไร ทำไปซื่อๆ ไม่ได้ทำด้วยโลภ มันก็ไม่มีการบังคับกายบังคับใจ ปฏิบัติไปธรรมดา จิตมันก็รวมสงบง่าย ถ้าโลภจิตมันจะเหนื่อย ถ้าเราทำด้วยความโลภ เราจะ ทำอย่างไรจะดี ทำอย่างไรจะถูก ทำอย่างไรจะสงบ มันมีแต่คำว่า “ทำ” เอาจิตไปทำงาน แล้วจิตมันจะได้พักที่ไหน จิตมันก็ไม่ได้พัก
ฉะนั้นไม่ต้องทำอะไร อยู่กับอารมณ์กรรมฐานของเราไปด้วยความมีสติ ถ้าไม่มีสติ นิมิตจะหลอกเอา เดี๋ยวจะหลงไป ทำไปด้วยความมีสติ ถือว่าเราบูชาพระพุทธเจ้า แป๊บเดียวก็สงบแล้ว ทำให้เคยชิน มีเวลาเมื่อไรทำเมื่อนั้น มีเวลา 5 นาที ทำ 5 นาที มีเวลา 10 นาที ทำ 10 นาที มีเวลาชั่วโมงก็ทำชั่วโมง มีเวลาตอนไหนทำตอนนั้น ไม่ต้องรอไปทำก่อนนอน บางคนกลางวันไม่ยอมปฏิบัติ ไม่ยอมมีสติ กะก่อนนอนแล้วค่อยไปทำทีเดียว ไม่ได้กินหรอก
จิตฟุ้งซ่านทั้งวันเลย แล้วพอตกค่ำจะไปทำสมาธิ ทำอะไร ก็นั่งหลับ จิตมันเหนื่อย ฉะนั้นมีเวลาอยู่กลางวันอย่างนี้ ว่างเมื่อไรน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์เดียวของเรา ทำไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง เดี๋ยวเดียวก็สงบแล้ว จิตได้พัก ให้จิตเราได้เติมพลังเป็นระยะๆ ไป พอตกค่ำไปนั่งสมาธิ เดินจงกรมยาวๆ มันจะไม่นั่งหลับไม่เดินหลับ เพราะจิตมันไม่ได้เหนื่อยมาก ถ้ากลางวันฟุ้งซ่านเต็มที่ จิตมันเหนื่อย ไปทำในรูปแบบกลางคืนก็นั่งหลับ
เรื่องของจิตใจที่จะเป็นทางสายกลาง
คือไม่หลงไป แล้วก็ไม่เพ่งบังคับเอาไว้
การสอนสมาธิที่หลวงพ่อเอามาสอน หลวงพ่อสอนมาจากประสบการณ์ตรง ฉะนั้นมันจะไม่เหมือนที่ทั่วไปเขาเรียนกัน กระทั่งตามสำนักครูบาอาจารย์ สมัยก่อนที่หลวงพ่อไปดูๆ มา ส่วนใหญ่เขาทำในรูปแบบ รูปแบบมันอยู่ที่ร่างกาย นั่งท่านี้ เดินท่านี้ แต่ตรงจิตใจท่านไม่ค่อยสอนกัน ท่านให้ลองผิดลองถูกเอาเอง แล้วเกือบร้อยละร้อยมันลองผิด มันไม่ถูกหรอก หลวงพ่อเห็นจุดอ่อนตรงนี้ นั่งสมาธิโต้รุ่งเลย เดินจงกรมหลายๆ ชั่วโมงเลย ทำไมมันไม่ดีขึ้น ก็เพราะว่ามันทำแต่เปลือก จิตใจมันไม่ได้ทำให้ถูกต้อง จิตใจที่ถูกต้อง ก็คือจิตที่ไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่งนั่นล่ะ
ฉะนั้นหลวงพ่อสอนกรรมฐาน สิ่งแรกที่หลวงพ่อสอนก็คือไม่เผลอกับไม่เพ่ง ถ้าเผลอให้รู้ทัน ถ้าเพ่งให้รู้ทัน ถ้าเราภาวนา เผลอก็รู้ เพ่งก็รู้ จิตมันจะเข้าทางสายกลาง การภาวนามันจะราบรื่น สมาธิที่ถูกต้องมันจะเกิด ถ้าไม่ได้หลักตัวนี้ ไปทำในรูปแบบ นั่งสมาธิ เดินจงกรม เกือบร้อยละร้อยเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่มีสติ ไม่ย่อหย่อนไป ก็ตึงไป ย่อหย่อนไป เช่น นั่งแล้วก็เห็นโน้นเห็นนี้ นั่งแล้วแอบไปคิดโน้นคิดนี้ ตึงไปก็นั่งเครียดจนปวดหลัง ปวดคอ ปวดเอว ปวดแข้งปวดขา เจ็บไปหมดเลย ตึง บังคับตัวเองมากไป
อย่างที่บอกให้นั่งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า ตรงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน พอได้ยินว่าตรง ต้องนั่งอย่างนี้ เหมือนทหารเข้าแถว ก็หลังเราไม่ได้เป็นแบบนั้น บางคนหลังงอ ตรงของเราก็คือตรงแบบงอๆ ฉะนั้นทางใครทางมันเลย ไม่ใช่ทุกคนนั่งอย่างนี้ถึงจะถูก เวลาเดินต้องยกจึ๊กๆๆ อันนั้นไปหัดเล่นโขนไป เต้นจ้อกแจ้กๆ ไป ถึงบอกว่าทางสายกลางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดูตัวเอง ดูตัวเอง ถ้ามันไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป อันนั้นล่ะทางสายกลาง
ในปฐมเทศนา เห็นไหมพระพุทธเจ้าเริ่มต้นเลย สิ่งที่บรรพชิตคือผู้ปฏิบัติ ที่จริงคือพวกนักบวช ท่านสอนปัญจวัคคีย์ ท่านก็ใช้บรรพชิต ถ้าพวกเราเอามาใช้ก็คือพวกเรานี้ล่ะ ถ้าจะลงมือปฏิบัติ ก็อย่าให้จิตมันสุดโต่งไป 2 ฝั่ง ย่อหย่อนคือตามใจกิเลส วันๆ ก็คิดแต่จะเสพสุข หาความสนุกสนานเพลิดเพลินไปเรื่อยๆ มันก็หลงโลกไป ไม่มีทางปฏิบัติ พอจะลงมือปฏิบัติก็กดข่ม บังคับกายบังคับใจ ทำตัวเองให้ลำบาก หิวข้าวก็ไม่กิน ง่วงก็ไม่นอน ร้อนก็ไม่อาบน้ำ ทรมาน แต่บางคนเขาทำแล้วดี ถ้าอย่างนั้นเป็นทางสายกลางของเขา เราทำแล้วเราไม่สบาย ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อันนั้นไม่ใช่ทางสายกลางของเรา
ฉะนั้นจุดเริ่มต้นอยู่ในทางสายกลาง แล้วเรื่องของจิตใจที่จะเป็นทางสายกลาง คือไม่หลงไป แล้วก็ไม่เพ่งบังคับเอาไว้ ฉะนั้นเวลาหลวงพ่อสอน แรกๆ จะสอนไม่เผลอ ไม่เพ่ง ฝึกสมาธิด้วยจิตที่ไม่เผลอไป ไม่เพ่งไป บางคนได้ยินหัวเราะเลย กรรมฐานบ้าอะไร ไม่เผลอ ไม่เพ่ง ทำไมไม่สอนหายใจเข้าพุทออกโธ ก็หายใจเข้าพุทออกโธแล้วมันเพ่ง มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา กว่าจะจับหลักตัวนี้ได้ว่า เราต้องใช้ใจธรรมดาไปทำกรรมฐาน ถ้าใช้ใจที่ถูกบังคับเคร่งเครียดไปทำกรรมฐาน ไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าไรหรอก ได้เหมือนกัน ได้ขันติ ได้ความอดทนอดกลั้น ได้ทมะ ความข่มใจ ได้บารมีพวกนั้น ก็ดีเหมือนกัน แต่จะพัฒนาไปสู่มรรคผลก็ยังห่างอยู่
พอไหวไหม ยากที่จะพิสูจน์ว่าตรงนี้เป็นทางสายกลางของเราจริงๆ แต่ละคนมันเข้าข้างตัวเอง มันบอกว่า โอ๊ย นอนวันหนึ่ง 15 ชั่วโมงพอดีสำหรับเรา นี้ทางสายกลาง ไม่ทำมาหากินแล้ว นอนลูกเดียว นอนแล้วก็พลิกไปพลิกมา เพ้อๆ ฝันๆ อะไร อันนั้นสะสมโมหะ สะสมเตรียมสร้างภพสร้างภูมิ จะไปเป็นเดรัจฉาน อย่าเข้าข้างตัวเอง สังเกตตัวเอง ทำอันไหนแล้วอกุศลที่มีมันลดลง อกุศลใหม่ไม่มี ทำอย่างไรกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดขึ้น กุศลที่เกิดแล้วเจริญขึ้น ทำอันนั้น อันนั้นล่ะดีสำหรับเรา
ไม่ยากหรอก ไม่ยาก อยู่ที่อดทน ใช้ความสังเกตให้มาก สังเกตตัวเอง สังเกตให้มาก ทำอะไรแล้วดี เอาอันนั้น แล้วอดทน ฆราวาส จุดอ่อน สมาธิไม่มี ข้อสองปฏิบัติไม่ต่อเนื่อง ทำบ้างไม่ทำบ้าง สมาธิไม่มี หลวงพ่อสอนหลักการทำสมาธิให้ อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ถ้าต้องการให้จิตสงบ ก็อยู่กับอารมณ์กรรมฐานที่มีความสุข อยู่โดยไม่เผลอ ไม่เพ่ง อยู่ด้วยจิตใจปกติ แล้วถ้าอยากให้จิตตั้งมั่นเพื่อเจริญปัญญา แทนที่จะน้อมจิตไป Concentrate อยู่ที่ตัวอารมณ์ เปลี่ยนมารู้เท่าทันจิตตัวเอง มันพลิกกันนิดเดียว
ถ้าอยากให้จิตสงบ สนใจไปที่อารมณ์กรรมฐานที่อยู่แล้วสบาย ถ้าอยากให้จิตตั้งมั่น ทำกรรมฐานอันเดิม แต่แทนที่จะมุ่งไปที่ตัวอารมณ์ มุ่งมาสังเกตที่จิตตัวเอง คอยรู้ทันจิตตัวเอง อย่างหลวงพ่อหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ถ้าต้องการให้สงบ หลวงพ่อก็อยู่กับลมหายใจ พุท หายใจเข้าพุท ออกโธ ไม่วอกแวกไปที่อื่น จิตสงบ ถ้าจะให้จิตตั้งมั่น ไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวอารมณ์แล้ว ตัวอารมณ์เป็นรอง
ถ้าอยากสงบ ตัวอารมณ์เป็นพระเอก ถ้าอยากให้จิตตั้งมั่น จิตเป็นพระเอก จิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน มีจิตเมื่อไรก็ต้องมีอารมณ์เมื่อนั้น มีอารมณ์เมื่อไรก็ต้องมีจิตเมื่อนั้น ถ้าอยากสงบก็ให้จิตมาอยู่ที่อารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ถ้าจะฝึกให้จิตตั้งมั่น สังเกตที่จิต จิตวิ่งไปที่อารมณ์ก็รู้ทัน จิตทิ้งอารมณ์หนีไปที่อื่นก็รู้ทัน คอยรู้ทันจิตตัวเอง ตรงที่จิตมันเคลื่อนไปหาอารมณ์ รู้ทัน จิตมันหนีไปที่อื่น รู้ทัน จิตมันจะตั้งมั่นอัตโนมัติ มันจะตั้งมั่นขึ้นมา
จิตตั้งมั่นแล้ว ฝึกให้มาก
พอจิตตั้งมั่นแล้ว ฝึกให้มาก ทำให้มาก ตรงนี้ล่ะที่บอกว่า ไปเดินจงกรมให้เยอะๆ แต่เดินไม่ไหวก็นั่งสมาธิไป แล้วคอยรู้ทันจิต จิตไหลไปก็รู้ จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ฝึกให้เยอะๆ แล้วจิตมันจะเกิดพลัง มันจะมีพลังตั้งมั่นเด่นขึ้นมา พอจิตเรามีกำลัง เราจะพบว่าขันธ์ 5 มันแยก เราไม่ได้แยกขันธ์ ขันธ์มันแยก ถ้าเราพยายามแยกขันธ์ เหนื่อย แรกๆ หลวงพ่อก็ไม่ได้หลัก เรียนกับหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรก วันแรกท่านบอกให้ดูจิต
หลวงพ่อก็พบว่าจิตกับขันธ์มันรวมกัน ว่าเราต้องแยก แยกเอาจิตออกมา โอ๊ย เหน็ดเหนื่อย กว่าจะแยกออกมาได้ แล้วประเดี๋ยวก็กลับไปรวมอีกแล้ว พยายามๆ ต่อมาสังเกต พอจิตมันแยกออกมา จิตตัวนี้มันก็คือจิตผู้รู้ ที่เราฝึกมาตั้งแต่ 10 ขวบ พอเราเห็นจิตผู้รู้ชัดเจนอย่างนี้ อย่าไปจ้องใส่ ไปจ้องใส่แล้วผิดอีกแล้ว มีจิตผู้รู้ขึ้นมา แล้วพอสติระลึกรู้กาย เราจะเห็นว่าร่างกายกับจิตผู้รู้ เป็นคนละอันกัน
จิตตั้งมั่นอยู่เป็นผู้รู้ สติระลึกรู้เสียง หรือระลึกรู้เวทนา ก็จะเห็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นของถูกรู้หมดเลย รูป เวทนา สัญญา สังขาร เป็นของถูกรู้หมดเลย ถ้าจิตเราเป็นผู้รู้ เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้มันกระจายตัวออก ขันธ์ 5 มันกระจายตัวออก ตัวรูปมีหลายอย่าง รูปมี 28 อย่าง แต่รูปแท้ๆ มี 18 อย่าง ไม่ต้องเรียนเยอะ รูป แสง สี สีที่ตาเห็นเป็นรูปชนิดหนึ่ง เสียงที่หูได้ยินเป็นรูปชนิดหนึ่ง กลิ่นที่จมูกสัมผัส นี้เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง
รสที่ลิ้นกระทบ เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ความรู้สึกเย็น ความรู้สึกร้อนที่มากระทบร่างกาย เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่าธาตุไฟ ความอ่อน ความแข็ง ความตึง ความไหว เป็นธาตุ มี 3 ธาตุที่กระทบทางกาย ธาตุไฟ ธาตุดิน ธาตุลม มากระทบทางกาย ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ เห็นไหม พอเรียนจริงๆ แล้ว รายละเอียดมันเยอะ มันจะยุ่ง ฉะนั้นไม่ต้องเรียนแบบนี้ อันนี้เรียนแบบปริยัติ ถ้าเรียนอย่างปฏิบัติ รู้สึกไป
เรียนตามพระสูตร หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก ยืน รู้สึก เดิน รู้สึก นั่ง รู้สึก นอน รู้สึก เคลื่อนไหว รู้สึก หยุดนิ่ง รู้สึก เห็นรูปมันทำงานไป ถ้าจิตเราตั้งมั่นมันจะเห็นรูปที่ทำงานอยู่ไม่ใช่จิต แล้วมันก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เรียนแบบพระสูตรจะง่าย แล้วก็ สมัยพุทธกาลพระอรหันต์ส่วนใหญ่ก็ฟังจากพระสูตร ฟังพระพุทธเจ้าสอน ไม่ได้เรียนอภิธรรม แต่ตรงที่ดูสภาวะอันนั้นคือการเรียนอภิธรรม แต่เรียนในเชิงปฏิบัติถ้าไปท่องตำรามากๆ ภาวนาไม่ขึ้นหรอก มันมัวแต่คิดถึงตำรามันคิดนำไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นถ้าเราภาวนา ดูของจริง ขั้นแรกฝึกให้จิตตั้งมั่น ทำอย่างไรจิตตั้งมั่น เมื่อกี้บอกแล้ว ใครจำได้ยกมือ ใครจำไม่ได้ยกมือ เออ สารภาพอย่างนี้ดี วิธีจะให้จิตตั้งมั่น คือจิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน อย่างอารมณ์ เช่น หายใจเข้า หายใจออก จิตเป็นคนรู้ร่างกายที่หายใจ ถ้าเราอยากสงบ เราให้ความสำคัญกับลมหายใจ จิตก็จะสงบ ไม่วอกแวกหนีไปหาอารมณ์อันอื่น ถ้าอยากให้จิตตั้งมั่น ให้ความสำคัญกับจิต
ถ้าจิตเราไหลเข้าไปอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน จิตหนีไปที่อื่น รู้ทัน คอยรู้ทันจิต จิตจะตั้งมั่น โกรธขึ้นมา รู้ทัน ความโกรธผุดขึ้นมา จิตรู้ จิตไหลไปที่ความโกรธก็รู้ จิตตามความโกรธไปก็รู้ แล้วจะเห็นว่าความโกรธกับจิต มันก็คนละอันกัน ความโกรธก็เป็นสังขารอย่างหนึ่ง สังขารนี้ไม่ใช่จิต เวลาสุขทุกข์เกิดขึ้น จิตเราเป็นผู้รู้ เราก็เห็นสุขทุกข์ก็ไม่ใช่จิต เราจะเห็นทุกอย่างที่จิตไปรู้เข้า ไม่ใช่จิต สุดท้ายจะเหลือแต่จิตดวงเดียว แต่จิตที่ว่าเหลือดวงเดียว ไม่ใช่ว่าไม่มีเจตสิก ธรรมประกอบจิตต้องมีอยู่เสมอ
พอจิตมันตั้งมั่นขึ้นมา เด่นขึ้นมาแล้ว เราสังเกตอีก จิตผู้รู้เองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้รู้แล้ว รักษาผู้รู้ไว้ตลอดเวลา ผิด อันนั้นเป็นสมถะ ถ้าจิตเป็นผู้รู้แล้ว เราเห็นผู้รู้เกิดดับ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้เพ่ง เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปฟังเสียง อย่างนี้ สุดท้ายเราจะเห็น จิตผู้รู้ก็ไม่ใช่เรา ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เช่นเดียวกับขันธ์ตัวอื่นๆ นั่นล่ะ
รักษาศีล 5 ทุกวันทำในรูปแบบ
เวลาที่เหลือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
ที่เล่าให้ฟัง อยากให้เริ่มต้นเลย ก็คือเบื้องต้นที่สุด ศีล 5 ต้องรักษา ใครสอนว่าไม่ต้องรักษาศีล อันนั้นเดียรถีย์ ไม่ใช่พุทธหรอก ชาวพุทธเราต้องรักษาศีล 5 อันที่สอง ทำในรูปแบบ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้ ที่เราทำแล้วถนัด แล้วก็ควรจะเลือกอารมณ์กรรมฐาน ที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ถ้าอยู่แล้วเครียด อันนั้นไม่เหมาะกับเรา อย่างหลวงพ่อเวลาดูกาย จะมีกระดูกอยู่ท่อนหนึ่ง กระดูกไหปลาร้า ท่อนนี้ถ้าดูปุ๊บจะปวดเลย ตรงนี้ไม่เหมาะกับเรา เวลาหลวงพ่อถ้าจะดูกระดูก หลวงพ่อจะเว้นตัวนี้ จะดูตัวอื่น
หลวงพ่อพุธท่านบอก ท่านมีกระดูกซี่โครงอยู่อันหนึ่ง ถ้าดูแล้วปวด ตรงนี้ไม่เหมาะกับท่าน ท่านก็ไม่เอา ดูอันอื่น ก็รู้จักอันไหนเหมาะกับเรา ถ้าดูแล้วสบายใจ ไม่นาน สมาธิก็เกิด ถ้าดูแล้วเครียด สมาธิไม่เกิด หลักของความสงบ เวลาเราทำในรูปแบบเลือกกรรมฐานที่อยู่แล้วสบายใจ อย่าอยู่แล้วเครียด แล้วเวลาต้องการความสงบก็อยู่กับกรรมฐานอันนั้น ถ้าจะอัปเกรดสมาธิขึ้นเป็นสมาธิตั้งมั่นก็คอยรู้ทันจิตตัวเอง อย่าเพ่งจิต ตรงที่บอกให้รู้จิต พวกเราจะไปเพ่งจิต เพ่งจิต จิตจะหลุดเข้าอรูปฌาน เข้าไปที่วิญญาณัญจายตนะ
พอเราเพ่งตัวผู้รู้ปุ๊บ ตัวผู้รู้จะกลายเป็นตัวถูกรู้ แล้วเกิดตัวผู้รู้ใหม่ขึ้นมาแทนที่ เราไปดูตัวผู้รู้เบอร์ 2 นี้ ตัวผู้รู้เบอร์สองจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เกิดตัวผู้รู้เบอร์ 3 ขึ้นมา แล้วมันจะซ้อนไปเรื่อยๆ เรียกว่าวิญญาณ ตัวผู้รู้เป็นวิญญาณคือจิตนั่นล่ะ วิญญาณเป็นอนันต์ ไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้เราจะหลุดเข้าไปอรูปฌานที่ 2 ซึ่งแก้ยาก หลวงพ่อเคยหลุดเข้าไป แก้เป็นปีเลย พอเริ่มทำกรรมฐานปุ๊บ จะเข้าตรงนี้เลย แก้ยาก อย่าไปเล่น อย่าไปจ้องใส่ผู้รู้
ฉะนั้นแค่รู้ว่ามันมีผู้รู้อยู่ แต่อย่าไปจงใจไปจ้องใส่มัน แค่รู้ว่ามันมีอยู่พอแล้ว แล้วก็เห็นว่า รู้สึก ว่ามันเกิดแล้วมันก็ดับได้ อย่างนี้ใช้ได้ ฟังแล้วยาก ถือศีล 5 ยากไหม ก็ยากล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ผิดศีลกันหรอก ข้อที่ยากที่สุดคือข้อ 4 ยาก ใครยังตบยุงเก่งบ้าง มีไหม ยกมือสิ เหลือคนเดียวหรือ จริงหรือ อัศจรรย์จริงหนอ ศีลรักษา ทุกวันทำในรูปแบบ เวลาทำในรูปแบบ วันไหนฟุ้งซ่าน น้อมจิตไปสู่ความสงบ วันไหนสงบแล้ว พัฒนาจิตให้ตั้งมั่น ด้วยการรู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมา เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เวลายังเหลือก็เจริญปัญญา พอสติระลึกรู้อะไรก็เห็นอันนั้นเป็นไตรลักษณ์ไป
สองแบบแล้ว อันที่หนึ่งรักษาศีล 5 อันที่สอง ทำในรูปแบบ เวลาที่เหลือ การปฏิบัติในชีวิตประจำวัน หลักของการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เราจะทำได้ดี ถ้าเราดูจิตเป็น วิธีทำทำอย่างไร มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกก็ดมกลิ่น มีลิ้นก็รู้รส มีกายก็กระทบสัมผัส มีใจก็คิด ไม่ห้าม พอมีตาเห็นรูป เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต เช่น เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศล ให้รู้ทัน มีหูกระทบเสียง พอกระทบเสียงแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต เกิดเป็นสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ เป็นกุศล เป็นอกุศลก็รู้
เวลาจมูกได้กลิ่น เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตก็รู้ เวลาลิ้นกระทบรส เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตก็รู้ เวลาร่างกายกระทบสัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว เกิดสุข เกิดทุกข์ เกิดกุศลอกุศลที่จิตก็รู้ เวลาใจเราคิด คิดเรื่องนี้เกิดสุข คิดเรื่องนี้เกิดทุกข์ รู้ทัน คิดเรื่องอะไรก็ตามเถอะ มันเกิดสุขก็รู้ เกิดทุกข์ก็รู้ คิดไปแล้วเกิดกุศลก็รู้ เกิดอกุศลก็รู้ นี้คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน คือเราเปิดอายตนะทั้ง 6 ให้มันทำงานตามธรรมชาติ มันจะทำงานทีละช่อง ไม่ได้ทำงานทีละ 6 ช่อง แต่ว่าไม่ว่าจะกระทบทางทวารใดก็ตาม ถ้าจิตเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ให้มีสติรู้ตรงนี้
หัวใจของการปฏิบัติอยู่ที่จิตนี้ กุศลเกิดที่จิต อกุศลเกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต มีสติเข้าไปตรงนี้ จำได้ไหม 3 ประการ ศีล 5 ถ้ายังด่างพร้อยก็พยายามรักษา ตั้งใจรักษาเข้า ทำในรูปแบบมี 3 อัน วันไหนฟุ้งซ่านทำความสงบ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง วันไหนมันมีกำลังพอ สังเกตที่จิต จิตไหลไปแล้วรู้ ไหลไปคิดก็รู้ ไหลไปเพ่งก็รู้ จิตก็จะตั้งมั่น ถ้าวันไหนจิตตั้งมั่นแล้ว เจริญปัญญาไป สติระลึกอะไรก็ดูไตรลักษณ์ไป แล้วพอฝึกอย่างนี้ชำนาญ ออกมาอยู่ในชีวิตประจำจริง ให้ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ พอกระทบอารมณ์แล้ว เกิดสุขให้รู้ เกิดทุกข์ให้รู้ เกิดกุศล เกิดอกุศลให้รู้ รู้ที่จิตนี้อันเดียว
เคยได้ยินเรื่องพระโปฐิละไหม ไม่ได้ยินไปเสิร์ชดู เณรสอนพระโปฐิละ เณรพระอรหันต์สอนพระโปฐิละ เก่งพระไตรปิฎก ท่องพระไตรปิฎกได้หมดเลย แล้วท่องมาหลายพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วก็อยู่อย่างนั้นล่ะ เณรสอนบอกว่า ให้ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็มีสติอยู่ที่จิต คำว่าปิด ไม่ใช่ปิดอย่างนี้ หมายถึงว่ามีความสำรวม ตาเห็นรูปแล้วก็ไม่ใช่หลงเพลินไปกับรูป หูได้ยินเสียง ไม่ใช่เพลินไปกับเสียง มีการสำรวมเวลามันกระทบอารมณ์ แล้วมันเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต ให้มีสติรู้ทัน ท่านภาวนาไม่นาน ท่านก็เป็นพระอรหันต์
เพราะฉะนั้นเราฝึกไป เป็นเส้นทางที่ดี มีศีล ทำในรูปแบบ รูปแบบมี 3 อัน 3 สเต็ป แล้วก็เจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าทำได้ มรรคผลนิพพานไม่ไกลหรอก เราอาจจะถึงมรรคผลนิพพานในชาตินี้ ไม่ต้องรอชาติไหนๆ ถ้าชาตินี้ทำไม่ได้ หวังว่าชาติหน้าจะทำได้หรือ ยิ่งยากหนักเข้าไปอีก
วัดสวนสันติธรรม
27 ธันวาคม 2568