แผนที่การเดินทางในสังสารวัฏ

หัดอ่านความรู้สึกตัวเอง อย่านั่งเฉยๆ ความรู้สึกในร่างกายเราก็มี ความรู้สึกในจิตใจเราก็มี คอยรู้ไว้ ร่างกายเราเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายเราสุข เราทุกข์ คันโน่นคันนี่ รู้สึก หรือจิตใจเราสุข จิตใจเราทุกข์ คอยรู้สึก จิตเป็นกุศลอกุศล คอยรู้สึกไว้ จิตตื่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ผู้ตื่นก็รู้ จิตไหลไปหลงไปก็รู้ คอยรู้ทันไปเรื่อยๆ ที่จริงธรรมะแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา ในกายในใจเราแสดงธรรมะสอนเราตลอดเวลา มันแสดงไตรลักษณ์ตลอด

คอยรู้สึกบ่อยๆ ต่อไปเราก็จะเข้าใจธรรมะอันหนึ่ง สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา พอเราเจริญปัญญาถูก เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง รูปธรรมนามธรรมทั้งหลายไม่เที่ยง คอยรู้สึกไป อย่างร่างกายเรา เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็หายใจเข้า หายใจออกก็ไม่เที่ยง หายใจเข้าก็ไม่เที่ยง ยืนก็ไม่เที่ยง เดิน นั่ง นอน ก็ไม่เที่ยง รู้สึกไปเรื่อยๆ

 

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

สังขารฝ่ายนามธรรม คือความรู้สึก รู้สึกทุกข์ในร่างกายเราก็ไม่เที่ยง ความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ ในใจเราก็ไม่เที่ยง ธรรมะที่เป็นส่วนของปัญญา จะเห็นธรรมะ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารก็รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายคือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายเป็นทุกข์ คือถูกบีบคั้นให้แตกสลายอยู่เสมอ ทำความรู้สึกไว้ รู้สึก รู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ อย่างความสุขความทุกข์ทางใจก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง โลภ โกรธ หลง ก็ไม่เที่ยง

ความดีไม่เที่ยงอย่างเช่น บางทีเราก็มีศรัทธา บางทีก็หมดศรัทธา บางทีก็มีความเพียร บางทีก็ไม่มีความเพียร บางทีก็มีสติ บางทีก็ไม่มีสติ บางทีจิตก็ซื่อบื้อ หลงไป บางทีจิตก็มีปัญญา หัดดู หัดดูไป ถ้าเห็นตามความเป็นจริง ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วจิตก็หลุดพ้น หลุดพ้นจากความถือมั่นในรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย แล้วสังขารมันไม่เที่ยง คนยังหนุ่มยังสาว ก็ดูเหมือนแข็งแรง อายุมากขึ้นๆ ความแข็งแรงก็ค่อยหายไป เสื่อมไป ถ้าแก่แล้วอยากแข็งแรงเหมือนหนุ่มๆ ร่างกายมันไม่ยอมรับ มันทำไม่ได้

รู้สึกบ้างไหม ร่างกายเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยวก็หายใจออก เดี๋ยวก็หายใจเข้า เดี๋ยวก็หยุดนิ่ง เดี๋ยวก็เคลื่อนไหว จิตใจเราก็ไม่เที่ยง สุขก็อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป กุศลอกุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ตามรู้เนืองๆ ไปฝึก อย่างน้อยวันหนึ่งปฏิบัติให้ได้สัก 3 ชั่วโมง คนไหนเดินได้ก็เดิน คนไหนเดินไม่ไหว เดินเท่าที่ทำได้ เดินไม่ไหวจริงๆ ก็นั่ง คอยรู้สึกไป ธรรมะแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา ในกายในใจของเรานี้

หลวงพ่อสอนหลักการปฏิบัติให้มาก มากพอสมควร ลงมือทำได้ทำไป การปฏิบัติไม่ใช่การไปบังคับตัวเองให้เคร่งเครียด ให้มีสติตามระลึกรู้ ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจ คือมีสติตามระลึกเรื่อยๆ เราก็เห็นร่างกายจิตใจเรา ที่รวมเรียกว่าสังขาร คือสภาวะที่ยังปรุงแต่งกันอยู่ ไม่คงที่ ในโลกคนเราหลง ไม่เข้าใจความจริง ก็เที่ยวแสวงหาความสุขที่สมบูรณ์แบบ ดิ้นรนแทบเป็นแทบตาย อยากมีความสุขนั่นล่ะ

อยากรวยก็เพราะว่า คิดว่ารวยแล้วจะมีความสุข อยากมีแฟนหล่อๆ สวยๆ คิดว่าจะดี จะมีความสุข อยากมีลูกฉลาดๆ มีลูกไบรต์ๆ คิดว่าจะมีความสุข อยากมีอันโน้น อยากมีอันนี้ ไม่อยากได้อันนั้น ไม่อยากได้อันนี้ สิ่งที่อยากได้คือความสุข เรามีสติระลึกอยู่ในกายในใจ ความสุขทางร่างกายก็ชั่วคราว ความสุขทางจิตใจก็ชั่วคราว มันไม่เที่ยง เห็นแล้วเห็นอีก แล้ววันหนึ่งใจมันก็รู้ การที่เราเที่ยวแสวงหาความสุข เที่ยววิ่งหนีความทุกข์ มันไม่มีสาระแก่นสารอะไร

ถ้าจิตมันเข้าใจ เห็นบ่อยๆ มันก็เห็นความจริง มันก็จะเบื่อ ร่างกายเป็นของน่าเบื่อ เที่ยวหาความสุขมา ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้ ปรนเปรอมัน หารูปสวยๆ มาให้มันดู หาอาหารอร่อยมาให้มันกิน หาน้ำหอมมาให้มันดม มันก็ไม่ได้มีความสุขยั่งยืนอะไร ทางจิตใจก็ไม่ได้มีความสุขที่ยั่งยืนอะไร ดูบ่อยๆ มีสติรู้ไปเรื่อยๆ ทำกรรมฐานในรูปแบบ อย่างน้อยวันหนึ่ง 3 ชั่วโมง แล้วก็คอยรู้ร่างกายจิตใจของตัวเองไป

มีสติ ฝึกสติให้ดี ต่อไปพอเราเห็นความจริง เห็นแล้วเห็นอีก จิตมันยอมรับความจริง ความสุขในร่างกายก็ไม่เที่ยง ความสุขในจิตใจก็ไม่เที่ยง ใจก็จะค่อยๆ ลดความหิวความสุข มันหิวในความสุข แล้วมันก็เกลียดความทุกข์ มันตรงข้ามกัน อยากได้ความสุข อยากละจากความทุกข์ ถ้าเราภาวนาเรื่อยๆ เราก็จะรู้ ความสุข ความทุกข์ ล้วนแต่ไม่เที่ยงเหมือนๆ กัน ภาวนามากๆ จะเห็นอีก ร่างกายจะสุข หรือร่างกายจะทุกข์ เราก็สั่งไม่ได้ จิตใจจะสุข หรือจิตใจจะทุกข์ เราก็สั่งไม่ได้ พอเห็นแล้ว จิตใจที่มันหิวความสุข ก็จะค่อยๆ คลายออก จิตใจที่เกลียดความทุกข์ ก็จะค่อยๆ คลายออก

ฝึกมากเข้าๆ จิตเราจะเข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญา คือเราตามรู้กายรู้ใจเนืองๆ ต่อไปจิตมันยอมรับความจริงได้ ความสุขในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในร่างกายก็ไม่ยั่งยืน ความสุขในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน ความทุกข์ในจิตใจก็ไม่ยั่งยืน เห็นแล้วก็รู้ เราถูกหลอกให้วิ่งหาความความสุข ให้วิ่งหนีความทุกข์ตลอดเวลา วิ่งหาความสุข ความสุขก็ไม่ยั่งยืน วิ่งหนีความทุกข์ มันก็หนีไม่ได้จริง เพราะจริงๆ สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ไม่ใช่เป็นสุข

 

เป็นกลางด้วยปัญญา

เราหนีความจริงไม่ได้ พอเราเห็นตามความเป็นจริง ใจมันก็เบื่อ ก็ค่อยๆ คลายความยึดถือ จิตใจเราก็เข้าสู่ความเป็นกลาง มีความสุขมีความทุกข์ในกาย ใจก็เป็นกลาง มีความสุขความทุกข์ในจิตใจ จิตใจเราก็เป็นกลาง สุขกับทุกข์เสมอกันด้วยความไม่เที่ยง ด้วยความอยู่ชั่วคราว มันทนอยู่ตลอดไปไม่ได้ แล้วเราก็บังคับไม่ได้เหมือนๆ กัน ตรงนี้สำคัญ ไปดูเรื่อยๆ นานๆ ดูทีหนึ่งไม่ได้กินหรอก ดูถี่ๆ ดูเนืองๆ สติระลึกรู้กาย สติระลึกรู้ใจไป

ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง จะใช้ลมหายใจ ใช้อิริยาบถ ใช้การเคลื่อนไหว การหยุดนิ่งของร่างกายก็ได้ ถนัดนามธรรมจริงๆ ใช้จิตเป็นวิหารธรรมก็ยังได้เลย แต่สติเราต้องไว สมาธิเราต้องดีพอ ถ้าสติเราไม่ไว ใช้จิตเป็นวิหารธรรมไม่ได้ เพราะจิตมันไว ร่างกายมันไม่ค่อยไว ถ้าสติเรายังไม่ไว รู้สึกที่กายไว้ ถ้าสติเราว่องไวแล้ว ก็ดูจิตไปเลย

หลวงพ่อทำสมาธิแต่เด็ก จิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ผู้ตื่น แล้วจิตมันมีกำลัง มีอะไรเกิดขึ้นในร่างกาย รู้สึก อะไรเกิดในจิตใจรู้สึกไป หลวงปู่ดูลย์เลยสอนหลวงพ่อดูเข้าไปที่จิตเลย เลยใช้จิตเป็นวิหารธรรม พวกเราบางคนทำได้ บางคนทำไม่ได้ แต่ดูจิตใจไม่ได้ ดูกาย ใช้กายเป็นวิหารธรรม เป็นวิหารธรรมแล้วก็คอยดูความเป็นไตรลักษณ์ของมัน รู้สึกไป รู้สึกจิตใจได้ เห็นจิตใจเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงได้ รู้สึกไป ใจเดี๋ยวก็สุขเดี๋ยวก็ทุกข์ ดูไป รู้สึกไม่ได้ดูกายไว้

ทำบ่อยๆ จิตจะมีกำลัง รู้ด้วยจิตปกติ อย่าไปบังคับจิต รู้อย่างที่เป็นเลย ใจถึงๆ หน่อย ท้ายห้อง ใส่แว่นนั่นล่ะ ใจลอยไปแล้ว คำว่า “รู้ด้วยจิตปกติ” พูดง่าย ลงมือทำยาก จิตปกติคือจิตที่เราไม่เข้าไปยุ่งกับมัน หลวงพ่อพาทำเป็นตัวอย่าง กลับบ้านไป ไปทำให้ได้วันละ 3 ชั่วโมง เดินได้ก็เดินไป แล้วก็รู้ความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย ในจิตใจตัวเองไป ต่อไปเราก็เห็นลึกซึ้งขึ้นไป มันไม่ใช่ไม่เที่ยงอย่างเดียว ที่มันไม่เที่ยงเพราะมันถูกบีบคั้น อันนั้นคือการเห็นทุกข์ ทุกขตา

ความสุขก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ความทุกข์เองก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ไม่ว่าสุขกายหรือสุขใจ ทุกข์กายหรือทุกข์ใจ ก็ถูกบีบคั้นให้แตกสลายเหมือนๆ กัน ภาวนามากๆ เราก็จะเห็นอีกอันหนึ่ง เราจะเห็นว่าร่างกายเป็นของที่เราบังคับมันไม่ได้จริง สั่งว่าจงมีแต่ความสุข สั่งไม่ได้ สั่งว่าอย่าทุกข์ก็สั่งไม่ได้ จิตใจก็เป็นของที่สั่งไม่ได้ ถ้าสั่งได้ทุกคนก็ไม่ต้องมาเรียนธรรมะ ก็สั่งเลยจิตใจจงมีแต่ความสุข ตรงที่เราเห็นความจริงว่าเราสั่งมันไม่ได้ เรียกว่าเราเห็นอนัตตา บังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ เราไม่ได้เป็นนายเหนือร่างกายจิตใจตัวเอง

การที่เราคอยมีสติรู้สึกกายรู้สึกใจ เราก็จะเข้าใจธรรมะอันนี้ ร่างกายจิตใจนี้ไม่เที่ยง ร่างกายจิตใจนี้ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ร่างกายจิตใจนี้ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ถ้าเราตามรู้ตามเห็นมากพอ ใจจะเข้าไปสู่ความเป็นกลาง คำว่าเป็นกลางก็ยากมาก เป็นกลางด้วยปัญญา เห็นความจริงซ้ำแล้วซ้ำอีก จนรู้ว่าสุขกับทุกข์มันเสมอกัน เมื่อมันเห็นสุขกับทุกข์เสมอกัน มันก็จะหยุดการดิ้น หยุดการแสวงหา หยุดความดิ้นรนที่จะหาความสุข ดิ้นรนที่จะหนีความทุกข์

เมื่อจิตมันหยุดความดิ้นรน มันหยุดความปรุงแต่ง ไม่ปรุงต่อ รู้แล้วก็จบลงที่รู้ รู้ว่าสักว่ารู้ว่าเห็นไป พูดง่ายสักว่ารู้ว่าเห็น มันจะเป็นได้ ปัญญาเราต้องพอ ปัญญาเราพอ เพราะเรารู้สึกอยู่ในกายในใจเนืองๆ จนมันยอมรับความจริง สุขกับทุกข์มันเสมอกัน ใจมันจะเลิกดิ้น ใจก็เข้าถึงความสงบ เพราะมีปัญญาเข้าถึงความเป็นกลาง เมื่อมันเป็นกลาง มันก็ไม่ปรุงแต่ง ที่มันปรุงแต่ง เพราะมันไม่เป็นกลาง

อย่างเราชอบความสุข เราก็ปรุงหาทางหาความสุขมา เราเกลียดความทุกข์ เราก็ปรุงแต่งหาทางหนีความทุกข์ พอใจเราเป็นกลาง ใจจะหยุดความปรุงแต่ง ถ้าบารมีเรามากพอ จิตจะก้าวเข้าสู่กระบวนการตัดสินความรู้ กระบวนการที่โลกุตตระจะเกิดขึ้น สิ่งที่เรียกว่าโลก แล้วก็รูปธรรมนามธรรมคือโลก ถ้าจิตเข้าใจโลก คือเข้าใจรูปธรรมนามธรรม เข้าใจกาย เข้าใจใจ มันก็เป็นกลาง ไม่ปรุงต่อ มันหมดความอยาก

ในขณะนั้นเราไม่ได้อยากอะไรทั้งสิ้นเลย หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง จิตเข้าอัปปนาสมาธิ รวม แล้วก็เห็นกระบวนการภายใน 2 – 3 ขณะ เห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ใช้คำว่าสิ่งบางสิ่ง เพราะไม่ได้สำคัญมั่นหมายว่าสิ่งนั้นคืออะไร เสร็จแล้วจิตมันจะวางสังขาร สังขารชั้นละเอียด วาง มันทวนกระแสเข้ามาที่จิตผู้รู้นี้

ถ้าบารมีเราพอแล้ว อริยมรรคจะเกิดขึ้นเอง มันจะแหวกอาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่ออกไปชั่วขณะ ตัวผู้รู้ก็แตกสลายไปพร้อมๆ กับตัวอาสวะ จิตก็เข้าถึงสภาวะของธรรม อยู่ได้ชั่วขณะก็ถอนออกมา จิตมันถอนออกมา กลับมาอยู่กับโลกข้างนอกนี้ แล้วมันจะทวนเข้าไปดูอีกที กิเลสอะไรเราละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ งานของเรายังมีไหม มันจะทวนเข้าไปดู ถ้าจิตยังถูกอาสวะห่อหุ้มอยู่ งานของเราก็ยังไม่เสร็จ คล้ายๆ เราแหกคุกไม่สำเร็จ เคยถูกจับเอาไปขังไว้ แล้วเราแหกคุกออกมาได้ชั่วขณะ แล้วถูกจับเอาไปขังใหม่ อันนี้งานของเรายังไม่สำเร็จ เรายังแหกกรงขังของมารไม่ได้ เราก็ทำต่อ

รู้สึกกายอย่างที่กายเป็น รู้สึกจิตใจอย่างที่จิตใจเป็น หน้าที่ของเรามีแค่รู้อย่างที่มันเป็น แต่ทีแรกรู้แล้วแทรกแซง จนกระทั่งปัญญามากพอ แล้วก็เป็นกลาง รู้แล้วก็ไม่แทรกแซง เรียกว่าสักว่ารู้ว่าเห็น จิตที่มันมีปัญญาแก่รอบ มันจะหมดความอยาก อย่างอยากมีความสุข อยากไม่มีทุกข์ จิตหมดความอยาก เรียกมีวิราคะ เมื่อหมดความอยาก ก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง เรียกว่าวิสังขาร จิตก็ปล่อยวางเข้าถึงวิมุตติหลุดพ้น

 

แผนที่ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้

ฝึกนะ ธรรมะไม่ใช่ของคุยเล่น ไม่ได้เอาไว้เถียงกับคนอื่น เอาไว้เป็นแผนที่ในการเดินทางในสังสารวัฏของเรา ถ้าเราไม่มีแผนที่ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้ พวกเราจะระหกระเหิน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไปไม่รอดหรอก เราได้แผนที่ที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้แล้ว คือการเจริญไตรสิกขา มีแผนที่แล้วก็ต้องเดิน ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ศีลเป็นเครื่องขัดเกลาพฤติกรรมทางกายวาจา สมาธิเป็นเครื่องพัฒนาจิต ให้มีกำลังตั้งมั่น ปัญญา คือการที่รู้ความจริง เห็นความจริง

มีศีล มีสมาธิ ปัญญา วิมุตติก็จะเกิดเอง จิตเข้าถึงความหลุดพ้นด้วยตัวเอง ไม่มีใครช่วยได้ อย่างตอนนี้พวกเราฟัง เราได้แผนที่ แล้วถ้าเราไม่เดินก็ไม่ถึงปลายทาง เดินต้องเดินด้วยตัวเอง มันอยู่ใจเราจะสู้หรือไม่สู้ ถ้าเราคิดว่าทุกวันนี้มีชีวิตอย่างนี้ ก็สบายดีอยู่แล้ว ก็อยู่ไปก่อน ยังทุกข์ไม่พอ ถ้าเห็นความจริง โลกนี้ไม่มีอะไรน่าพิสมัยเลย มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่การกระทบกระทั่ง เบียดเบียน ไม่น่าอยู่ จิตใจเราเองก็ไม่มีอิสระ ร่างกายเราอาจจะอิสระ แต่จิตเราไม่อิสระ จิตเราถูกเจ้านายคือตัณหาสั่งตลอด ให้แสวงหาความสุข ให้หลีกหนีความทุกข์

ยากไปไหม ถ้าทำตามลำดับไปไม่ยาก เหมือนเราจะเรียนปริญญาเอก อยู่ๆ จะไปเรียนเลย เรียนไม่ได้เรื่องหรอก ทำไม่ได้ อยู่ๆ เราจะเจริญปัญญา ทำวิปัสสนา มันทำไม่ได้ ต้องเดินไปตามลำดับ ถือศีล 5 ไว้ ศีลไม่มีก็ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นแล้ว ศีลไม่มีก็สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้ว มนุษย์แปลว่าผู้มีใจสูง มีใจที่ฝึกได้ ถ้าเสียศีลก็คือมีใจต่ำ ฝึกยาก ฝึกไม่ได้ ฉะนั้นตั้งใจรักษาศีลไว้ให้ดี ทุกวันทำในรูปแบบ มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ให้จิตอยู่

ธรรมดาของจิตร่อนเร่ตลอดเวลา ร่อนเร่ไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางใจส่วนใหญ่หลงไปคิด เรามีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ จิตจะได้ไม่ต้องร่อนเร่ ไม่ใช่คนจรจัด พอจิตมีเครื่องอยู่ จิตได้พักผ่อน จิตก็จะมีเรี่ยวมีแรง มีความสุข แล้วอย่าอยู่เฉย จบอยู่แค่นั้น งานในศาสนาพุทธไม่ได้จบ อยู่ที่ทำสมาธิได้แล้วมีความสุข งานของเราคือการเห็นทุกข์ คือเห็นกายเห็นใจนี้ เพราะเห็นทุกข์ถึงจะเบื่อหน่าย คลายความยึดถือแล้วหลุดพ้นได้

ฉะนั้นทำสมาธิยังไม่หลุดหรอก ทำสมาธิเพื่อให้จิตมีกำลัง มีความพร้อมที่จะเจริญปัญญา แล้วก็รู้กายด้วยจิตที่ตั้งมั่น รู้จิตใจที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ด้วยจิตที่ตั้งมั่น รู้สึกเรื่อยๆ แล้วปัญญามันเกิด มันจะยอมรับไตรลักษณ์ แล้วมันจะปล่อย เราจะพบ ตอนที่มันปล่อย เหมือนเราแบกของหนักไว้ตั้งนาน ตั้งแต่เกิดแบกแต่ของหนักเอาไว้ แล้ววันหนึ่งวางลงได้ วางได้ชั่วคราว เราก็ได้ลิ้มรสแล้ว ว่าสภาวะที่ไม่ยึดไม่ถือมันเป็นอย่างไร มันมีรสชาติเป็นอย่างไร ใจเราก็จะมีกำลัง มุ่งมั่นที่จะเดินต่อ

ฉะนั้นถ้าได้โสดาบัน อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องถึงพระอรหันต์ เพราะใจมันมีความมุ่งมั่นที่จะไปแล้ว ชาตินี้เอาโสดาบันให้ได้อย่างต่ำ อยากเป็นพระโสดาบันถือศีล 5 ไว้ ฝึกตัวเองทุกวัน อย่าเอาแต่หลงโลก แบ่งเวลาไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมง นี้พูดแบบเกรงใจ เราไม่ใช่พระ เราต้องทำมาหากินด้วย วันหนึ่งทำได้ 3 ชั่วโมง ก็ดีถมไปแล้ว ถ้าทำไปช่วงหนึ่ง จิตมันจะมีกำลังตั้งมั่นเด่นขึ้นมา ตรงนั้นล่ะ จิตเราพร้อมจะเจริญปัญญา

จิตเรามีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา เราจะเห็นขันธ์มันแยก กายกับจิตนี้คนละอัน สุขทุกข์กับจิตก็คนละอัน ดีชั่วกับจิตก็คนละอัน แล้วเราจะเห็น ตัวร่างกายเรา ตัวรูป ก็เป็นไตรลักษณ์ ตัวสุขทุกข์ก็เป็นไตรลักษณ์ ตัวดี ตัวชั่ว ปรุงดี ปรุงชั่ว ก็เป็นไตรลักษณ์ ตัวจิตเองก็เป็นไตรลักษณ์ เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้ไปฟังเสียง สลับไปเรื่อยๆ เราเห็นความจริง มันไม่เที่ยง แล้วมันบังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา

ทำไปจนมันพอ จิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิ แล้วมันจะผ่านกระบวนการอย่างที่หลวงพ่อบอก แต่ไม่ใช่ทุกคน ที่ผ่านจุดนั้นแล้วจะเห็นกระบวนการได้ครบ ถ้าไม่ทรงสมาธิจริงๆ จะดูไม่ทันหรอก มันจะคล้ายๆ ที่ครูบาอาจารย์ท่านเปรียบ เหมือนคนตกต้นไม้ นับกิ่งไม้ไม่ทัน ว่าผ่านกิ่งไม้ลงมากี่กิ่งถึงจะถึงพื้น เวลาภาวนาบรรลุมรรคผล มันวูบเดียว ดูขั้นตอนของมันไม่ทัน แต่คนที่ทรงฌานจริงๆ เขาจะเห็นทัน ปัญญาเขาแก่กล้า เห็นทัน มันมีกระบวนการ

เราไม่จำเป็นต้องเห็น สิ่งที่เราต้องเห็นก็คือ สังขารคือร่างกายจิตใจ ไม่เที่ยง สังขารคือร่างกายจิตใจนี้ ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา สังขารคือร่างกายจิตใจนี้ ยึดถือไว้ไม่ได้ ไม่เป็นไปตามอำนาจบังคับ ดูเรื่อยๆ จิตรู้จริง จิตก็วางสังขาร วางความยึดถือในรูปธรรมนามธรรม จิตก็เข้าถึงสภาวะที่พ้นความปรุงแต่งคือวิสังขาร ไม่ใช่สังขาร คือพระนิพพาน พระนิพพานไม่ใช่สังขาร เพราะฉะนั้นพระนิพพานเลยความไม่เที่ยงไป เพราะสิ่งที่ไม่เที่ยงคือสังขารคือรูปธรรมนามธรรม

พระนิพพานเลยความทุกข์ คือความถูกบีบคั้น สิ่งที่ถูกบีบคั้นคือรูปธรรมนามธรรม พระนิพพานมีลักษณะอันเดียว คือเป็นอนัตตา ไม่มีเจ้าของ ไม่มีใครสั่งอะไรได้ เพราะฉะนั้นในธรรมนิยาม ท่านจะบอกว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา คำว่า “ธรรม” นี้ ครอบคลุมทั้งสังขารและวิสังขาร ครอบคลุมทั้งธรรมะที่ปรุงแต่งการเกิด คือรูปธรรมนามธรรม แล้วครอบคลุมถึงนิพพานด้วย เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตาธรรมะนี้สำคัญ เรียกธรรมนิยาม ถ้าเข้าใจได้ก็พ้นโลก

 

 

วันนี้เทศน์ให้ฟังย่อๆ ย่อๆ นี้ทำหลาย 10 ปี อย่านึกว่าย่อๆ แล้วง่ายๆ มันไม่ง่าย คือถ้าใจไม่ห้าวหาญ เรียกไม่มีสัมมาวายามะ ใจไม่ห้าวหาญ ไม่คิดจะสู้กิเลส ไม่คิดจะพัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น ไม่มีทางที่จะไปได้เลย ฉะนั้นอย่าอ่อนแอ การที่หลวงพ่อบอกไปเดินเสีย 3 ชั่วโมง ฝึกความแข็งแรงของเรา เข้มแข็ง ไม่ยอมแพ้กิเลส กิเลสจะชวนให้นอนลูกเดียว ชวนให้ไปเที่ยว ชวนให้เล่นมือถือ

ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไปไม่ได้ สัมมาวายามะ คือจิตใจมันห้าวหาญ ที่จะเอาชนะกิเลส ที่จะพัฒนากุศล พอจิตใจเราห้าวหาญ เราจะขยันเจริญสติ เราจะขยันรู้กาย ขยันรู้ใจ การที่เราคอยรู้กายรู้ใจตัวเอง เรียกว่าสัมมาสติ คอยระลึกรู้กาย ระลึกรู้จิตใจ กาย เวทนา จิต ธรรม ถ้าใจเราไม่มีความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว ดูกายแวบๆ ก็เลิกแล้ว ดูใจนิดหน่อยก็เลิกแล้ว มันจะไปได้ดีได้อย่างไร

เพราะฉะนั้นต้องปลุกใจตัวเองให้สู้ วิธีปลุกใจก็มีเยอะแยะ บางคนก็เห็นโลกนี้ไม่ได้เรื่องเลย เราวิ่งหาความสุขมาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะได้อะไรมา ทุกอย่างที่ได้มาแล้วก็เสียไปหมดแล้ว เห็นความไม่มีสาระแก่นสารของโลก เห็นความบีบคั้นวุ่นวายของโลก เห็นความไม่แน่นอนของชีวิต บางคนมองมุมนั้นมุมนี้แล้วเบื่อโลก ใจมีความมุ่งมั่นที่จะพ้นโลก บางคนเห็นความตาย คนนั้นก็ตาย คนนี้ก็ตาย วันหนึ่งเราก็ต้องตาย จะบ้าสมบัติไปถึงไหน วันหนึ่งก็ต้องทิ้งไปหมด บางคนมองมุมนี้ก็มี ใจก็ไม่เอาแล้ว อยากได้ของที่ยั่งยืนคือธรรม ต้องเข้มแข็ง

ฉะนั้นประเภทโอดครวญ คร่ำครวญ พิรี้พิไรรำพัน หนูอย่างนั้น ทำไมหนูเป็นอย่างนี้ ฟังแล้วน่าเบื่อ ไม่ได้กินหรอกนิสัยอย่างนั้น ต้องสู้ ของฟรีไม่มี ต้องสู้เอา วันนี้ไปเริ่มสู้ด้วยการจำกัดเวลาดูมือถือ ดูวันละครึ่งชั่วโมงพอ สู้ไหม ใครจะสู้ตัวนี้ยกมือ เอาจริงๆ อย่ามาหลอกกัน เสียสัจจะไม่ดี เอ้า มือหดไปหมดเลย อ้อ มี ทำให้ได้ คือดูเท่าที่จำเป็น ถ้าเราหากินด้วยใช้มือถือหากิน ไลฟ์ขายของอะไรอย่างนี้ ไม่ว่ากันอย่างนั้น เป็นเรื่องทำมาหากิน แต่อยู่ๆ เที่ยวดูเพลินๆ ไปวันๆ หมดเวลา เสียเวลา ถ้าแค่นี้ฝ่าด่านนี้ไม่ได้ อย่าไปพูดถึงนิพพานเลย มือถือยังวางไม่ได้เลย แล้วจะไปวางขันธ์ได้อย่างไร

เห็นหรือยังว่าการปฏิบัติธรรมกับการใช้ชีวิตอันเดียวกัน ใครคิดว่าทำได้ ดูมือถือไม่เกินวันละครึ่งชั่วโมง ยกมือใหม่ เออ คราวนี้เยอะกว่าเก่า แสดงว่าฟังธรรมะแล้วจิตใจเกิดสัมมาวายามะ มีความห้าวหาญ พวกที่ไม่ห้าวหาญก็พยายามเข้า มีคนมาสมัครบวช ไปวิ่งเต้นให้ผู้หลักผู้ใหญ่ฝาก สมัครบวช อยู่ที่นี่ห้ามเล่นมือถือ เออ อย่างนั้นไม่บวชแล้ว ที่นี่ไม่ให้พระเล่นมือถือ ไม่ให้เล่น

 

หลวงปู่ปราโมทย์​ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
10 มกราคม 2569