วิธีขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

วันอาทิตย์หน้ามีการเลือกตั้ง ใครจะไปเลือกตั้งก็ไป ถ้าใครจองมาฟังธรรมวันที่ 8 ไว้ ก็ไปเลือกตั้งล่วงหน้า ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะมาว่า วัดนี้ไม่รู้กาลเทศะ จัดเทศน์วันเลือกตั้ง เขามีตั้งหลายระบบ เลือกต่างสถานที่ก็มี ล่วงหน้าก็มี มีเห็นข่าวเด็ก ตลก เด็กมันออกมาบอกว่า รด. รักษาดินแดน ไปจัดกิจกรรมที่เขาชนไก่คร่อมวันที่ 8 ด้วย ทำให้เสียสิทธิ์เลือกตั้ง โง่เอง มันเลือกตั้งล่วงหน้าก็ได้ เด็กบางที เราบ้าฝรั่ง ต้องใช้คำนี้ เห็นฝรั่งเขา 18 เลือกตั้งได้ เด็กฝรั่ง 18 ปีต้องออกจากบ้าน ต้องเลี้ยงตัวเอง ไปทำมาหากินได้ เพราะฉะนั้นเขาถือว่า เขามีวุฒิภาวะที่จะต้องดูแลตัวเองได้แล้ว

เด็กไทยยังขอเงินพ่อ ขอเงินแม่อยู่ แล้วกูเก่งเหลือเกิน ไม่ได้มีความรู้อะไร ยังอ่อนโลก ก็เป็นเหยื่อ เหยื่อของนักการเมือง จะหลอกเด็กหลอกง่าย โดยเฉพาะวิธีหลอกเด็กที่ดีก็ทำให้เด็กมันรู้สึกว่ากูเก่ง ง่ายๆ ไม่เหมือนกัน บริบทไทยกับฝรั่งไม่เหมือนกัน ที่อเมริกา 18 ปีไม่ออกไปหากินเอง สังคมดูถูกเอา แทบจะไม่มีใครคบเลย เด็กไทย 18 ปีออกจากบ้าน พ่อแม่นั่งร้องไห้ โถ ลูกน้อยๆ ลูกเล็กๆ พลัดพราก ดูแล้ว โอ๊ย คนละโลกกัน คนละบริบทกัน เอาอย่างกันไม่ได้หรอก

สังคมยุคนี้ อยู่ยาก เรามีความสะดวกทางวัตถุมากมาย มีรถไฟฟ้า มีถนน ทางด่วน มีอะไรเยอะแยะ ทำมาหากินไม่นาน ก็ไปออกรถกะบะได้แล้ว เป็นแฟชั่น คนต่างจังหวัดเข้ากรุงเทพฯ 3 ปีแล้วต้องซื้อรถกะบะให้ได้ การดำรงชีวิตมันเกินตัว เป็นหนี้เป็นสินมากขึ้นๆ ไม่รู้จักประมาณในการบริโภค อีกด้านหนึ่งดูเหมือนอยู่ง่ายขึ้น อีกด้านหนึ่งก็ดูเหมือนอยู่ยากขึ้น เมื่อก่อนเราจะเบิกเงินธนาคาร เราต้องไปธนาคาร ไปนั่งรอนานเลย เขาจะต้องค้นแฟ้มว่าเราฝากไว้เท่าไร เหลือเท่าไร ก็ต้องไปที่สาขาที่เราฝาก ใช้เวลานาน แล้วรู้สึกไม่สะดวก แต่เงินไม่หาย ทุกวันนี้สะดวก สบาย แป๊บเดียวไม่เหลือ ไม่รู้เจริญขึ้นหรือลำบากมากขึ้น สบายขึ้นหรือลำบากมากขึ้น

เราแก้ไขสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ก็ต้องระวังตัวเอง ตั้งสติ ระวังตัวเองให้ดี อย่าง AI เดี๋ยวนี้มันเก่ง ถ้าพวกเราอยู่บ้าน วันใดเห็นหลวงพ่อไลน์ไปหา เห็นหน้าตา เห็นเสียงอย่างนี้ล่ะตัวจริง ช่วยส่งเงินหน่อย ตอนนี้หลวงพ่อน้ำมันหมดอยู่ที่มอเตอร์เวย์ ต้องรู้อย่างหนึ่งหลวงพ่อไม่เคยขอเงิน ไม่เคยเรี่ยไรเลย ตั้งแต่บวชมาไม่เคยเลย มีเหมือนกันคนเขามาบอกว่าหลวงพ่อขอเงิน แต่อันนั้นไม่ใช่ AI โทรศัพท์เฉยๆ แล้วก็ซักไปซักมา หลวงพ่อปราโมทย์วัดไหนก็ไม่รู้ นึกว่าวัดเรา

ในโลกมันของปลอมเยอะ ข้อมูลข่าวสารปลอมๆ เยอะ คนไม่มีสติปัญญาก็หลงกล คืออย่าโลภ อย่าโลภ อย่าโกรธ อย่าหลง 3 ตัวนี้ที่ทำให้เราโดนหลอก โลภก็อย่างเขาชวนให้ลงทุน หรือได้คุยกับหนุ่มหล่อ จะมาชวนไปแต่งงานอยู่ต่างประเทศ ตัวจริงมันอย่างกับผีดิบ เกิดโลภะ เกิดราคะ เขามาจีบ จีบออนไลน์ ตระกูลโทสะ ขู่ให้กลัว ให้รีบจ่าย ต้องจ่ายภาษี ไม่อย่างนั้นจะโดนปรับเท่านั้นเท่านี้ อันนี้ถูกหลอกเพราะกลัว ยอมถูกเขาหลอกเพราะกลัว ถูกเพราะหลง ใจลอย เล่นมือถือกดผิดกดถูก เงินหายหมดเลย

 

เครื่องมือในการสู้กับความโลภ ความโกรธ ความหลง

เครื่องมือที่เราจะสู้กับความโลภ ความโกรธ ความหลง คือสติ สติปัญญา มีสติ มีปัญญา ในการดำรงชีวิต แต่อยู่ๆ สติปัญญามันไม่เกิด เราต้องฝึกให้มันเกิด ถ้าอยากมีสติปัญญา ก็ต้องทำตามหลักสูตรของพระพุทธเจ้า ในโลกใครๆ ก็พูดได้ว่ามีสติ ใครๆ ก็พูดได้ว่าตัวเองมีปัญญา มันก็มี แต่ส่วนใหญ่มันจะเป็นปัญญาอ่อนๆ พูดเสียงแบบนี้ให้ดูสุภาพ บอกปัญญาอ่อนๆ ไม่อยากบอกว่าปัญญาอ่อน

ขั้นแรกตั้งใจรักษา ถือศีล 5 ไว้ รักษาศีล 5 ไว้ให้ดี ถ้าเรามีศีล 5 ที่ดี ใจเราจะสงบง่าย ถ้าไม่มีศีล 5 ใจเราจะฟุ้งง่าย ฉะนั้นศีล 5 ก็คือไม่ให้เราเบียดเบียนชีวิตร่างกายคนอื่น สัตว์อื่น ไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนที่รักของคนอื่น ไม่โกหกหลอกลวงคนอื่น ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ใจเราก็จะมีความสุข ถือศีลก็มีความสุข ไม่ใช่ถือศีลแล้วเครียด อันนั้นถือไม่เป็น ที่จริงถือศีลแล้วมีความสุข

อย่างเราไม่คิดจะฆ่าใคร สบาย ไม่ต้องคิดเยอะ ถ้าเราจะคิดฆ่าคน มันต้องคิดเยอะ ไม่มีความสุข ไม่สงบ ถ้าเราไม่คิดจะขโมยใคร ไม่เห็นจะต้องกลุ้มใจ ถ้าคิดจะไปปล้นเขา ต้องวางแผน ตั้งแต่วางแผนจะไปปล้นที่ไหน เมื่อไร จะไปปล้นตอนไหน แล้วจะหนีไปไหน ถ้าได้ของแล้วจะไปขายที่ไหนอย่างนี้ มันคิดเยอะ ประพฤติผิดในกาม อันนี้เรื่องเสียหายร้ายแรง จิตที่หลงประพฤติผิดในกาม ลำบากมากเลย ถ้าไม่มีหูมีตา ไม่รู้หรอก ถ้าภาวนาแล้วรู้เห็นพวกละเมิดศีลข้อ 3 ลำบาก

ถ้าเราไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีทิพยจักษุ เราก็ดูจากตำราเอา ในพระไตรปิฎกก็พูด ท่านพระอานนท์เคยทำบุญ กับพระปัจเจกพุทธเจ้าหรืออะไร จำไม่ได้ เป็นบุญใหญ่ อธิษฐานเกิดชาติไหนก็ขอให้หล่อ เกิดมาหล่อ ก็ไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน ท่านบอกท่านต้องตกนรกอยู่นานมากเลย ขึ้นมาก็ยังเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถูกจับตอน พอมาเป็นคนก็ถูกจับตอนอีก กว่าจะได้เป็นคนที่สมบูรณ์ ดูสิ แค่กิเลสชั่ววูบ ให้ผลไม่รู้เป็นหมื่นๆ ปี อันตราย

พวกเรารักษาศีลให้ดี เรื่องโกหกหลอกลวงอะไรนี้ เห็นง่าย ช่วงนี้เป็นช่วงที่กระแสโกหกระบาด กำลังเลือกตั้ง ใกล้เลือกตั้ง ก็หลอกกันไป หลอกกันมา ถ้าเราห้ามคนอื่นไม่ได้ เราก็รักษาศีลไว้ให้ดี แล้วใจเราจะสงบสบาย ถ้าใจเราสบาย ก็ภาวนาง่าย

ทำสมาธิ คนจำนวนมากทำสมาธิ แต่มันทำไม่เป็น ทำแล้วไม่สงบ ไม่รู้เคล็ดลับ อยากทำสมาธิให้สงบ อันแรกต้องรู้จักเลือกอารมณ์กรรมฐาน เราอยู่กับอารมณ์กรรมฐานอะไรแล้วมีความสุข เราใช้อารมณ์กรรมฐานอันนั้น ถ้าไปใช้ตามคนอื่น ไม่สงบง่ายๆ หรอก

อย่างหลวงพ่อรู้ลมหายใจแล้วมีความสุข เวลาหลวงพ่อจะทำสมาธิให้ใจสงบ หลวงพ่อก็ไปอยู่กับลมหายใจ อยู่แล้วมีความสุข สบาย ใจก็สงบ พวกเรามักจะคิดกลับหัวกลับหาง เราคิดว่านั่งสมาธิสงบแล้วจะได้มีความสุข อันนี้คิดกลับข้าง ที่แท้ต้องมีความสุขถึงจะเกิดสมาธิ สุขอะไรบ้าง อันแรกเลือกอารมณ์ที่มีความสุข อยู่แล้วสบายใจ จะอยู่กับพุทโธแล้วมีความสุขก็อยู่ไป อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุขก็อยู่ไป เดินจงกรมแล้วมีความสุขก็เดินไป เคลื่อนไหวแล้วมีความสุขก็เคลื่อนไหวไป

เพราะฉะนั้นจะให้จิตสงบ ตัวแรกที่ต้องรู้จักเลือก คือเลือกอารมณ์กรรมฐานที่พอดีกับตัวเรา เหมือนเราจะซื้อเสื้อมาใส่ เราก็ซื้อเสื้อให้พอดีกับตัวเรา ไม่ใช่ซื้อมา ตัวนี้สวยเอาตัวนี้ ตัวเบ้อเร่อเลย แล้วเราก็ต้องปรับตัวให้โตขึ้น กินให้เยอะๆ จะได้ใส่เสื้อตัวนี้ได้ โง่นะ เราไม่ต้องไปปรับจิตใจของเรา ให้เข้ากับอารมณ์กรรมฐาน เราหาอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับจิตใจเรา อยู่กับอารมณ์อะไรแล้วมีความสุข ก็อยู่กับอารมณ์อันนั้น

ทำไมต้องเลือกอารมณ์ที่มีความสุข การที่จิตเราฟุ้งซ่านเพราะจิตมันหิวอารมณ์ อย่างมันอยากมีความสุข มันก็วิ่งไปดูหนัง ดูแล้วก็ไม่มีความสุขจริง วิ่งไปฟังเพลง ก็ยังหาความสุขไม่ได้ ก็วิ่งไปหาของอร่อยกิน ใจที่วิ่งพล่านๆ ไปทางทวารทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะมันอยากมีความสุข แทนที่จะต้องให้มันไปเที่ยวหาความสุขเรื่อยเปื่อย เราใช้ปัญญาเราสังเกต อารมณ์กรรมฐานอะไรอยู่แล้วเรามีความสุข เราก็เอาความสุขนั้นมาให้จิตมันอยู่ เหมือนอย่างเรามีเด็กเล็กๆ จะออกไปวิ่งเล่นกลางถนน มันมีความสุขแต่มันอันตราย เราก็หาของเล่นที่มันชอบ ให้มันเล่นอยู่ในบ้าน มันก็ไม่ไปซนนอกบ้าน

ถ้าจิตมีอารมณ์กรรมฐานที่มีความสุข จิตก็ไม่ไปซนแสวงหาอารมณ์ฟุ้งซ่านไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้คือเคล็ดลับในการทำความสงบ อันที่หนึ่ง รู้จักเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เหมาะกับตัวเอง อยู่แล้วสบายใจ อันที่สอง ใช้ใจธรรมดา ใช้จิตใจธรรมดาๆ นี้ล่ะ ไปรู้อารมณ์กรรมฐาน ถ้าเราเริ่มต้น เราใช้ใจที่มีความอยาก อยากสงบ ไปทำกรรมฐาน เริ่มต้นด้วยใจที่อยาก ใจมันจะดิ้น ใจไม่สงบ เหมือนเราจับปลา ปลาก็ดิ้นไปดิ้นมา ไม่ยอมอยู่นิ่งๆ ถ้าเราเอาปลาปล่อยไว้ในน้ำ มันก็นิ่งๆ อยู่ได้ จิตนี้ไปจับมันแรงๆ ไปบังคับมัน มันก็ดิ้น

 

สมาธิที่ใช้เจริญปัญญา
เป็นความตั้งมั่นของจิต

เพราะฉะนั้นเราจะทำสมาธิให้จิตสงบ ก็ใช้จิตธรรมดา อย่าเอาจิตที่เจือด้วยความอยากไปทำ อยากสงบมันจะไม่สงบหรอก ใช้ใจธรรมดา รู้อารมณ์กรรมฐานที่มีความสุข ไม่นานก็สงบ นี่เป็นเคล็ดลับ เป็น Know-how ที่หลวงพ่อสรุปมาจากการปฏิบัติ ถ้าเราจะอัปเกรดสมาธิของเราขึ้นไปอีก ให้เป็นสมาธิที่พร้อมจะเจริญปัญญา สมาธิที่ใช้เจริญปัญญา เป็นความตั้งมั่นของจิต ไม่ใช่แค่สงบ ต้องตั้งมั่นด้วย สงบอย่างเดียวเดินปัญญาไม่ได้ จิตต้องตั้งมั่น

จิตตั้งมั่นตรงข้ามกับจิตที่หลงไป ไหลไป ถ้าจิตเราไหลไปทางโน้น ไหลไปทางนี้ ฟุ้งไปเรื่อยๆ จะไปเดินปัญญาได้อย่างไร มีร่างกายก็ลืมร่างกาย มีจิตใจก็ลืมจิตใจตัวเอง ฉะนั้นเราทำกรรมฐานตัวเดิมก็ได้ แต่ไม่น้อมจิตให้สงบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ปล่อยให้จิตมันเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ อย่างเรานั่งหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตหนีไปคิด รู้ทัน จิตหลงไปแล้ว หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตหนีไปคิด รู้ทันอีก หนีไปรู้ทันไป หนีไปรู้ทันไป

จิตที่มันไหลไปคือจิตหลง จิตหลงตรงข้ามกับจิตรู้ เหมือนความมืดตรงข้ามกับแสงสว่าง เราไม่ต้องทำลายความมืด เราทำความสว่างให้เกิดขึ้น ความมืดก็หายไปเอง เราอาศัยสติรู้ทัน จิตมันหลง รู้ทันไป อย่าไปห้าม จิตจะหลงก็ห้ามไม่ได้ พอจิตเราหลง เรารู้ จิตหลง เรารู้ รู้เรื่อยๆ ทุกคราวที่จิตหลงแล้วเรารู้ จิตหลงจะดับ จิตรู้คือจิตที่ตั้งมั่นจะเกิดอัตโนมัติ ทำบ่อยๆ จิตจะมีกำลังขึ้นมา

ฝึกให้ชิน อยู่ปุ๊บ ว่างๆ อย่างนี้ก็ทำกรรมฐานทันที อยู่กับเครื่องอยู่แล้วคอยรู้ทันจิต จิตไหลไป รู้ทัน จิตไหลไป รู้ทัน รู้บ่อยๆ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา จิตตั้งมั่น เราก็เดินปัญญาได้ ทำกรรมฐาน เวลาว่างๆ ทำทันที ให้จิตมันมีเครื่องอยู่ไว้ แต่อย่าบังคับจิต พอจิตมีเครื่องอยู่แล้ว ถ้ามันหนี มันหนีไป รู้ทัน มันหนีไป รู้ทันเรื่อยๆ แล้วจิตมันจะตั้งมั่น อันนี้เป็นเคล็ดลับอีกอันหนึ่ง ไม่มั่วนะอันนี้ สรุปมาจากบทเรียนด้วยตัวเองเลย

เมื่อไรรู้ว่าหลง เมื่อนั้นหลงดับ จิตรู้จะเกิด มีจิตรู้แล้วก็เดินปัญญาได้แล้ว เราจะเห็นขันธ์มันแยกกัน อย่างพอจิตเราตั้งมั่น สติระลึกรู้กาย มันจะเห็นว่าร่างกายกับจิตเป็นคนละอันกัน ร่างกายเป็นแค่วัตถุ ไม่คงที่ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออก ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นแค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ มันก็จะเห็นว่า ความสุขทุกข์ก็เป็นของถูกรู้ ความสุข ความทุกข์ ล้วนแต่ไม่เที่ยง ล้วนแต่ทนอยู่ได้ไม่นาน ล้วนแต่สั่งไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ ไปดูจากของจริง ทุกคนดูได้

อย่างถ้าใช้กายเป็นวิหารธรรม ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกไปเรื่อยๆ พอจิตตั้งมั่นขึ้นมา มันจะเห็นร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราหรอก ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ ใจเราสุข ใจเราทุกข์ ใจเราเฉยๆ ไม่สุข ไม่ทุกข์ มันก็เห็นเอง ไม่เห็นจะยากเลย ทุกคนทำได้ อย่างทุกคนรู้ไหม ตอนนี้ใจเราสุข หรือใจเราทุกข์ หรือใจเราไม่สุขไม่ทุกข์ มี 3 Choices แค่นี้ ที่รู้ไม่ได้ไม่มีหรอก มีแต่พวกไม่อยากรู้ ไม่สนใจจะรู้

ลองใส่ใจความรู้สึกของตัวเองดู ใจเราสุขก็รู้ ใจเราทุกข์ก็รู้ ใจเราเฉยๆ ก็รู้ รู้อย่างที่มันเป็น แล้วต่อไปถ้าจิตเราตั้งมั่น เราก็จะเห็นเลย ความสุขก็เป็นของถูกรู้ เป็นของไม่เที่ยง มาเองไปเอง สั่งให้มาก็ไม่ได้ มาแล้วสั่งว่าอย่าหายไปก็ไม่ได้ ความทุกข์ก็เป็นสิ่งที่ถูกรู้ กระทบอารมณ์ไม่พอใจ ก็เกิดความทุกข์ขึ้นมา ห้ามไม่ได้ สั่งว่าอย่าทุกข์ก็ไม่ได้ ทุกข์แล้วสั่งให้หายก็ไม่ได้ เราก็จะเห็น เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

สติระลึกรู้จิตที่เป็นกุศลอกุศล อย่างจิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตเราตั้งมั่น สติระลึกรู้ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง มันจะรู้โลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ตัวเราของเราหรอก เป็นของถูกรู้ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของควบคุมบังคับไม่ได้ กุศลก็เหมือนกัน เป็นของถูกรู้ บังคับไม่ได้เหมือนกัน หัดดูไปเรื่อยๆ ถ้าจิตเราตั้งมั่นแล้ว สติหยั่งลงไปในกายในใจ ไม่ว่าส่วนไหนก็จะเห็นแต่ไตรลักษณ์ ต่อไปเราก็จะเห็นว่า กระทั่งตัวจิตเองที่เป็นผู้รู้ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปเพ่ง เอาแน่นอนไม่ได้

 

ก่อนจะถึงพระนิพพาน ต้องละความเห็นผิดก่อน

ฝึกเยอะๆ เราก็จะเห็น กระทั่งตัวจิตก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวเรา พอจิตตั้งมั่น สติระลึกลงในขันธ์ 5 จะเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ทีแรกก็เห็นเป็นขณะๆ ไป สะสมปัญญาไป เมื่อปัญญาแก่กล้ามากพอแล้ว จิตก็จะเข้าห้องสอบ ห้องสอบอันนี้ก็คือจะเปลี่ยนสภาพ จากปุถุชนเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบัน จิตยอมรับความจริงได้ว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ตัวเราไม่มีขันธ์ 5 ไม่มีตัวเราที่ไหนเลย เป็นภูมิจิตภูมิธรรมที่รู้ความจริงว่าตัวเราไม่มี อันนี้ละสักกายทิฏฐิได้ ทันทีที่ละสักกายทิฏฐิได้ ก็สิ้นความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย

ปุถุชนอย่างไรก็ลังเลสงสัย ธรรมะมีจริงไหม พระพุทธเจ้ามีจริงไหม พระอริยะมีจริงไหม สงสัยเรื่อยๆ ไป เชื่อบ้าง ไม่เชื่อบ้าง แต่ตอนที่จิตเกิดอริยมรรคครั้งแรก ละความเห็นผิดเรื่องตัวตน รู้ว่าตัวเราไม่มี คราวนี้เกิดความศรัทธาแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัยแล้ว ไม่มีความลังเล แล้วก็รู้ว่าวิธีที่จะไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น ไม่มีวิธีอื่นหรอก นอกจากการเจริญสติปัฏฐานนี้ล่ะ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ไม่มีทางอื่นหรอก

เราก็จะไม่ถือศีลบำเพ็ญพรตแบบงมงาย หมดความงมงายว่าทำอย่างนี้น่าจะดี ทำอย่างนี้น่าจะดี ช่วงที่เรายังเป็นปุถุชน ถ้าเราชอบปฏิบัติ ตื่นเช้าขึ้นมา เราก็จะคิดทันทีเลย เอ๊ะ วันนี้เราจะภาวนาอย่างไรดี หาทางทำ พอเป็นโสดาบันไม่คิดแล้ว รู้แล้วมันมีทางเดียว คือมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง จะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงได้ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่น แล้วก็ต้องเป็นกลาง เป็นกลาง ไม่เข้าไปแทรกแซง

ถ้าทำได้อย่างนี้ อดทน ทำบ่อยๆ ทำเนืองๆ ถึงวันหนึ่งเราก็จะได้เป็นพระอริยบุคคล โสดาบันไม่ใช่ยาก สมัยพุทธกาลมีเยอะแยะไป ชาวบ้านนี้ล่ะ คนขอทานเป็นพระโสดาบันยังมีเลย คนตัวเตี้ยหลังค่อมเป็นพระโสดาบันก็มี คนแบบพิการแต่ไม่ถึงขนาดบ้าใบ้ บอด หนวก ยังบรรลุพระโสดาบัน อย่าคิดว่าอยู่ไกล มรรคผลนิพพานไม่ได้อยู่ไกลเลย อยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้ พระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้ เพียงแต่จิตเราไม่มีคุณภาพ ที่จะรู้จะเห็นเท่านั้นเอง

จิตเราทำไมเห็นนิพพานไม่ได้ เพราะจิตเราเต็มไปด้วยความอยาก อยากเกิดขึ้นทีไร จิตก็เกิดความดิ้นรนทุกที เวลาบรรลุไปแล้ว จิตสิ้นความอยาก เรียกมีวิราคะ สิ้นความดิ้นรน เรียกว่าวิสังขาร จิตก็เข้าถึงความหลุดพ้น เรียกว่าวิมุตติ เราก็จะสัมผัสพระนิพพาน นิพพานไม่ใช่ต้องเข้าฌานแล้วไปหาพระนิพพาน หาไม่ได้ นิพพานไม่ได้อยู่ในภูมิ ในโลก ไปเข้าฌานไป เราก็ไปอยู่ในรูปภูมิ อรูปภูมิ นิพพานเป็นโลกุตตรภูมิ

ฉะนั้นนิพพานไม่ได้อยู่ในฌานสมาบัติ คนละเรื่องกัน แต่ถ้าเมื่อไรใจเราสิ้นความอยาก ใจก็หมดความปรุงแต่งดิ้นรน ใจก็เข้าถึงพระนิพพาน แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ต้องละความเห็นผิดก่อน ละสักกายทิฏฐิให้ได้ ละความเห็นผิด ว่าขันธ์ 5 คือตัวเรา ตัวเรามีขันธ์ 5 มีตัวเราในขันธ์ 5 มีตัวเราที่อื่นนอกจากขันธ์ 5 อีก ยังเห็นว่ามีตัวเราอยู่ ถ้าเราภาวนาเราจะแยกสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นตัวเราออกเป็นส่วนๆ สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา แยกออกเป็น 2 อย่าง หยาบๆ คือรูปธรรมกับนามธรรม มีร่างกายกับจิตใจ

พอแยก 2 ส่วนนี้ได้ หรือแยกให้ละเอียดกว่านั้น ก็แยกเป็นขันธ์ 5 ขันธ์ 5 ก็มีรูปธรรม และก็นามธรรมมี 4 อัน มีความรู้สึกสุขทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่ว ความรับรู้อารมณ์ พอเราแยกขันธ์ 5 ออกไป แยกตัวเองที่เรานึกว่าตัวเราๆ พอเราแยกเป็นส่วนๆ เราก็พบว่าตัวรูปก็ไม่ใช่เรา ตัวเวทนาคือสุขทุกข์ก็ไม่ใช่เรา ตัวสัญญาคือตัวความจำได้หมายรู้ก็ไม่ใช่เรา ตัวสังขารคือความปรุงดีปรุงชั่วก็ไม่ใช่เรา ตัววิญญาณคือจิตที่รับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่ใช่เรา พอจิตเราตั้งมั่น แล้วเราแยกขันธ์ออกไปแล้วดูเลย แต่ละขันธ์ไม่มีเรา

 

วิธีที่ขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

วิธีที่ขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา ฟังให้ดี หลวงพ่อใช้คำว่าขจัดความเห็นผิดว่ามีตัวเรา ไม่ใช่ละความเป็นตัวเรา เพราะตัวเราไม่มีแต่แรกแล้ว เพียงแต่เราหลงผิดว่ามีเรา วิธีแก้ความหลงผิดก็คือดูให้รู้ให้ถูก กลวิธีที่พระพุทธเจ้าสอน ในการที่จะล้างความเห็นผิดว่ามีตัวเรา เรียกว่าวิภัชชวิธี วิภัชชวิธีคือการแยก เหมือนเราเห็นรถยนต์ 1 คันนี้ เราคิดว่ารถยนต์มีจริงๆ เราจับรถยนต์มาถอดเป็นชิ้นๆ ลูกล้อไม่ใช่รถยนต์ ตัวถังไม่ใช่รถยนต์ เบาะไม่ใช่รถยนต์ เครื่องยนต์ก็ไม่ใช่รถยนต์ กันชนก็ไม่ใช่รถยนต์ พวงมาลัยก็ไม่ใช่รถยนต์ พอจับรถยนต์มาแยกๆๆ แล้วพบว่าไม่มีรถยนต์ เราจับตัวเรามาแยก แยกออกเป็นขันธ์ 5 แล้วเราก็จะพบว่าไม่มีตัวเรา มันแบบเดียวกันเลย วิธีเดียวกัน

ฉะนั้นวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนให้เราละความเห็นผิดว่ามีตัวตน ท่านเรียกว่าวิภัชชวิธี สอนด้วยการแยก จับมาแยกเป็นส่วนๆ แล้วพบว่าไม่ใช่เรา อย่างร่างกายเรานี้ มีวัตถุมารวมกันขึ้นมาเป็นก้อนอย่างนี้ มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มารวมกัน แล้วเรียกนี้ตัวเรา เวลาเราไป ปวดฟัน เราไปถอนฟัน ใครคิดว่าฟันคือตัวเราไหม ถอนออกไปแล้ว ไม่ใช่ อย่างมากก็เป็นฟันของเรา แต่ตัวเราไม่มีหรอก ไปตัดผม เอาผมตัดออกไปแล้ว รู้สึกว่าผมเป็นตัวเราไหม ไม่เป็น อย่างมากก็แค่นี้ผมของเรา คนเป็นเบาหวานตัดเท้าทิ้งไป เขาก็ไม่ได้เห็น เท้าที่ตัดทิ้งไปคือตัวเรา พอแยกๆๆ ก็จะพบว่าตัวเราไม่มี อันนี้คือวิธีในการทำลายความเห็นผิดว่ามีตัวเรา

ทีแรกก็แยกหยาบๆ เป็นรูปธรรมนามธรรม แยกละเอียดขึ้นไปก็เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกละเอียดเข้าไปอีก ตัวรูปจริงๆ อย่างร่างกายเรานี้ จริงๆ เป็นธาตุ เป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ คืออากาศธาตุ ดินเป็นตัวเราไหม น้ำเป็นตัวเราหรือเปล่า ลมเป็นตัวเราไหม อย่างหายใจ ลมหายใจเป็นตัวเราไหม น้ำ เราฉี่ออกมาเป็นตัวเราไหม พอดูลงไปเรื่อยๆ เราจะพบตัวเราไม่มีหรอก ส่วนที่เป็นร่างกายนี้ก็เป็นแค่ธาตุ

ส่วนนามธรรมก็แยกไป 4 ส่วน เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร เขาเรียกเจตสิก คือสิ่งที่ประกอบกับจิต วิญญาณคือตัวจิตที่เกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณกับจิตอันเดียวกัน เป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ นี้เราไปแยกออกไป เราก็เห็นความสุขไม่ใช่เรา ความทุกข์ไม่ใช่เรา ความเฉยๆ ไม่ใช่เรา ความจำก็ไม่ใช่เรา ความดีก็ไม่ใช่เรา โลภ โกรธ หลง ก็ไม่ใช่เรา

ความรับรู้ทางตาก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ไม่ใช่เรา ความรับรู้ทางใจก็ไม่ใช่เรา ดูไปๆ แยกๆๆ ออกไป เหมือนถอดรถยนต์เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วรถยนต์หายไป เราแยกตัวเองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วตัวเราหายไป เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี มีแต่ความสำคัญผิด หมายรู้ผิดว่ามีเรา มีแต่ความคิดผิดว่ามีเรา มีแต่ความเชื่อผิดๆ ว่ามีเรา เรียกว่ามีสัญญาวิปลาส มีจิตตวิปลาสคือคิดผิดๆ มีทิฏฐิวิปลาสคือเชื่อผิดๆ

พอเราจับสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา มาแยกเป็นส่วนๆ แล้ว เราพบว่าไม่มีตัวเรา เหมือนจับรถยนต์มาแยกแล้วไม่มีรถยนต์ ไปทำนะ แล้วจิตมันจะรู้ด้วยตัวเอง มันจะสิ้นสงสัย ฉะนั้นขั้นพระโสดาบันก็แค่ละความเห็นผิดว่ามีตัวเราได้ พอละความเห็นผิดตัวนี้ได้ ก็หมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย รู้แล้วว่าเส้นทางไปสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น อยู่ในหลักของสติปัฏฐานนี้ล่ะ ไม่มีทางอื่น นี่คือทางสายเดียว ถ้ายังไม่แจ่มแจ้งตรงนี้ ยังมีสีลัพพรตปรามาส ถือศีลบำเพ็ญพรตงมงาย ทำอย่างนี้แล้วดี ทำอย่างนี้แล้วดี

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากไหม ฟังไม่ยากหรอก แต่ทำยาก แค่ถือศีล 5 ก็ยากแล้ว ถือศีล 5 ฝึกใจให้สงบ เคล็ดลับอยู่ที่เลือกอารมณ์ที่เหมาะกับตัวเอง เหมือนเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะกับตัวเราเอง แล้วเราก็อยู่กับอารมณ์อันนั้นด้วยใจปกติ เดี๋ยวมันสงบเอง ถ้าจะให้จิตตั้งมั่นก็อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน แล้วก็คอยรู้เท่าทันจิตตัวเอง จิตไหลไปไหลมาคอยรู้ไว้จิตจะตั้งมั่น จิตตั้งมั่นแล้วก็มาแยกขันธ์ดู จริงๆ ถ้าจิตตั้งมั่นพอขันธ์แยกอยู่แล้ว สติระลึกรู้ลงในขันธ์ 5 ตรงไหนก็ไม่มีเราทั้งนั้น รู้บ่อยๆ จนจิตยอมรับความจริงก็เป็นพระโสดาบัน เอาแค่นี้พอ ใครได้โสดาบันแล้วค่อยมาเรียนต่อ

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
31 มกราคม 2569