ธรรมะสำหรับคนทำงานบริการ

เจริญพร หลวงพ่อเทศน์เร็วขึ้น เพราะว่าเดี๋ยวพวกเราจะต้องทำงาน เดี๋ยว 8.30 น. เราไม่ทำ เดี๋ยวเขาด่าเอา หลวงพ่อรับราชการมานาน ก่อนที่จะมาบวช อยู่ในวงราชการมาตลอด ก็รู้อยู่ว่า ชีวิตราชการมันลำบากอยู่ ฐานะ เงินทองอะไร มันก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไรหรอก ไม่เป็นหนี้ก็บุญนักหนาแล้ว แล้วยิ่งคนที่ทำงานให้บริการอย่างนี้ เป็น Frontline เผชิญหน้ากับชาวบ้าน คนก็จะต้องการ เรียกร้องสูง ก็จะต้องการ ต้องเร็ว ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างนี้ พูดจาก็ต้องเพราะ เรียกร้องเยอะ ในขณะที่ความกดดันที่พวกเราได้รับมันก็เยอะ

 

ปรับใจของตัวเองให้ถูก

อย่างพวกเราอยู่หน่วยข้างล่างนี้ไม่เท่าไร หลวงพ่อเคยทำงานใกล้ศูนย์กลางอำนาจ ลำบาก อิทธิพลอะไรต่ออะไร กดดันเยอะ พวกเราจะดำรงชีวิตอยู่ คือถ้าเราจะต้องทำงานให้บริการ ทำอย่างไรเราจะมีความสุขได้ ถ้าเราทำงานไป แล้วเรามีความสุขไป ก็ดี ถ้าทำงานไปแล้วกลุ้มใจไป เครียดไป ไม่ดีเลย ชีวิตของเราหมดไปวันหนึ่งๆ ด้วยความเครียด มันไม่สมควรหรอก

ฉะนั้นถ้าเราปรับจิตใจของเรา ด้วยหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะสามารถมีชีวิตอย่างสงบสุขได้ ท่ามกลางความวุ่นวาย ปัญหาถาโถมเข้ามาแต่ละวันๆ มากมาย ทั้งเรื่องงาน เรื่องส่วนตัว เรื่องอะไรต่ออะไร เรื่องการหาอยู่หากิน ทำอย่างไรเราจะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ขั้นแรกเลย เราต้องมีความรักในงานที่เราทำ ถ้าเรารู้สึกงานที่เราทำไร้คุณค่า เราไม่มีความสุขที่จะทำ

เพราะฉะนั้นเราต้องมองให้ออก ว่างานที่เราทำนี้มีประโยชน์อย่างไร คน ถ้าไม่มีเรื่องที่ดิน เรื่องอะไร คงตีกันได้ ย่านนี้แต่ก่อนเป็นป่า เพิ่งพ้นความเป็นป่าไม่กี่สิบปีนี้เอง แล้วช่วงแรกๆ ชาวบ้านเข้ามาบุกเบิก พวกอิทธิพลก็เข้ามา ฆ่ากันตายเยอะแยะเลย แย่งที่ดินกัน เรามีการตั้งสำนักที่ดิน มีแผนที่ มีโฉนด มีอะไรขึ้นมา เรื่องรุนแรงพวกนี้มันก็ลดลง สิ่งเหล่านี้งานที่เราทำนี้มีประโยชน์ แล้วเรา อีกจุดหนึ่งที่เราจะต้องพัฒนาขึ้นมา คือความรู้สึกของเรา

ถ้าเราทำงานด้วยความรู้สึกเมตตา เราจะมีความสุข เราจะมีกำลังใจที่จะทำงาน ลองคิดว่าชาวบ้านที่มาติดต่อนี้ เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นญาติพี่น้องเรา เป็นเพื่อนเรา เวลาเราให้บริการกับคนที่เราคุ้นเคย ใจเราจะเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าให้บริการกับคนซึ่งเราไม่รู้สึกว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย ใจเราก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็ไม่อยากทำ ทำเท่าที่จำเป็น แต่อย่างถ้าเป็นญาติพี่น้อง เป็นเพื่อนเรา เรากุลีกุจอช่วย ลองวางใจว่าทุกคนที่เข้ามาเผชิญหน้าเรา เป็นพ่อ แม่ พี่ น้องเรา

ในความเป็นจริงพระพุทธเจ้าก็สอนไว้อย่างนั้น ว่าทุกคนที่เคยมาเจอกัน ที่ไม่ได้เคยเป็นพ่อแม่ พี่ น้องกันแทบไม่มีเลย ฉะนั้นทุกคนมีบุญมีกรรมสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันมา ถึงได้มาเจอกัน ฉะนั้นถ้าเราวางใจให้ดี มองเขาที่มารับบริการนี้ เหมือนเป็นญาติเรา ใจเราจะเต็มใจในการทำงาน ถ้าเราทำงานด้วยความเต็มใจ มันมีความสุข ถ้าไม่เต็มใจทำ ใจเราไม่มีความสุข มันฝืนทำไปเรื่อยๆ

ฉะนั้นคนที่จะได้ประโยชน์ ถ้าวางใจถูก คนแรกที่ได้ประโยชน์คือตัวเราเอง เราจะมีความสุข เราจะมีความสงบในจิตใจ เรารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า ไม่ใช่เป็นเบี้ยให้เขาโขกเขาสับอะไรอย่างนี้ พยายามฝึกตัวเองแบบนี้ ทำอย่างไรพอถึงขั้น พูดนะพูดง่าย แต่เวลาลงมือทำ มันทำยาก ในการที่จะปรับใจของตัวเองให้ถูก

หลวงพ่อเรียนมาจากหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้อ่านจิตตัวเอง อ่านจิตตัวเอง ทุกคนทำได้ ท่านบอกว่า “การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง” การอ่านจิตตนเองทำอย่างไร ขั้นแรกเลย เราคอยรู้ทันความรู้สึกของเราไว้ ขณะนี้ความรู้สึกของเราเป็นสุข หรือขณะนี้ใจเราเป็นทุกข์ หรือขณะนี้ใจเราเฉยๆ หัดอ่านตรงนี้ก่อน ตรงนี้อ่านง่าย อย่างขณะนี้เราสุขหรือเราทุกข์ ไม่เห็นยากเลยที่จะรู้ หัดสังเกตใจตัวเองไป เพราะคนเราจะชั่วจะดีก็อยู่ที่ใจ

 

สมาธิดี การจัดระเบียบความคิดจะดี

ฉะนั้นถ้าเราหัดสังเกตใจตัวเองบ่อยๆ ใจเราสุขก็รู้ ใจเราทุกข์ก็รู้ ใจเราเฉยๆ ก็รู้ แล้วใจเรามีความโลภ อยากโน้นอยากนี้อะไรขึ้นมาก็รู้ ใจเรามีความโกรธก็รู้ รู้จักโกรธใช่ไหม รู้จักอยากได้ไหม ชอบ อยากได้โน้น อยากได้นี้ อยากได้ 2 ขั้น หัวหน้าเขาปวดหัว ทุกปี ทุกคนก็อยากได้ แต่มันได้ทุกคนไม่ได้ ใจที่อยากแล้วมันจะทุกข์ เราสังเกตที่ใจเรา นอกจากจะดูสุข หรือตอนนี้สุข หรือตอนนี้ทุกข์ หรือตอนนี้ไม่สุขไม่ทุกข์ เราดูได้ละเอียดขึ้น ตอนนี้เราโลภไหม ตอนนี้เราโกรธไหม ตอนนี้เราฟุ้งซ่านหรือเปล่า ตอนนี้เราหดหู่ งอก่องอขิงหรือเปล่า เสียอกเสียใจ เศร้าหมองอะไรอย่างนี้ คอยสังเกตความรู้สึกของตัวเอง

การที่เราคอยสังเกตความรู้สึกตัวเอง มีประโยชน์อย่างยิ่งเลย เพราะทั้งวันมีสิ่งมากระทบใจเราตลอดเวลา อย่างเราเห็นชาวบ้านคนนี้มา ท่าทางคนนี้หรือเคยติดต่ออะไร คนนี้เรียบร้อย พูดจารู้เรื่อง เราเห็นคนนี้ ใจเราโอเค ใจเราชอบ อีกคนหนึ่งมาทีไรโวยวายทุกทีเลย เห็นหน้ามันเข้าประตูมา เราก็เกลียดแล้ว แทนที่เราจะรอให้เกลียดมากๆ อ่านใจตัวเองให้ออก ใจเราชอบก็รู้ ใจเราเกลียดก็รู้ มันไม่เห็นจะยากเลย

คนทุกคนสามารถอ่านใจตัวเองได้ ปัญหาใหญ่คือละเลยที่จะอ่าน อย่างเราขับรถอยู่ คนมาปาดหน้าเรา เราโกรธ พอเราโกรธ เราจะไปมองไอ้คันที่ปาดเรา ต้องไปหาทางเอาคืน ถ้าเราสังเกตจิตตัวเอง แทนที่เราจะไปดูไอ้คนปาดหน้าเรา เรารู้ทันว่าตอนนี้ใจเรากำลังโกรธ หัดดูอย่างนี้เรื่อยๆ เวลาเรากระทบอารมณ์แต่ละครั้งๆ จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ถ้าทำตัวนี้ได้ ไม่นาน เราจะพบความอัศจรรย์ของธรรมะ เราจะรู้สึกศรัทธาในพระพุทธเจ้าอย่างยิ่งเลย เพราะจิตของเราจะเปลี่ยนแปลงในเวลาอันสั้น

ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ไม่เนิ่นช้า ถ้าเราปฏิบัติถูก ปฏิบัติให้พอ เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเองอย่างรวดเร็วเลย ความทุกข์ที่เรามีอยู่ก็จะสั้นลง จะน้อยลง เคยทุกข์แรงๆ ก็จะทุกข์เบาลง เคยทุกข์นานๆ ก็จะทุกข์สั้นลง ชีวิตมันจะมีความสุข มีความสงบอยู่ในตัวเองได้ทั้งวันเลย แล้วพอใจเรามีความสุข มีความสงบ คุณภาพการทำงานก็จะสูงขึ้น อย่างหลวงพ่อทำงานกับผู้ใหญ่ ส่วนมากทำงานอยู่กับ Head ทั้งนั้นเลย

ตอนแรกๆ อยู่สภาความมั่นคง ก็เป็นหน่วยงานที่ปรึกษาของนายกฯ ต่อมาเบื่อราชการ เบื่อระบบราชการ อันนี้ไม่อยากพูดหรอก เดี๋ยวพวกเราเบื่อไปด้วย เพราะจริงๆ ก็เบื่ออยู่แล้ว หลวงพ่อไม่เอาแล้ว ไม่มีจะกิน ย้ายไปอยู่รัฐวิสาหกิจ ไปอยู่กับผู้อำนวยการองค์การโทรศัพท์ อันนี้ไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเรื่องอะไร รายได้เขาสูงกว่าเรา 30 เปอร์เซนต์ ฐานเงินเดือนสูงกว่าเรา สมัยนี้ไม่รู้ สมัยก่อน แล้วมีโบนัสด้วย

พอทำงานอยู่กับผู้ใหญ่ กดดัน เวลาเราทำงานกับผู้ใหญ่ ถ้าทำงานกับเพื่อนไม่ค่อยกดดัน ทำงานกับผู้ใหญ่กดดัน เวลาทำงานหลวงพ่อเป็นนักวิเคราะห์ ต้องวิเคราะห์ข้อมูล ต้องวิเคราะห์อะไรต่ออะไรเยอะแยะ วิเคราะห์สถานการณ์มากมาย แต่ละเรื่องๆ บางทีพอเราเช็กข้อมูลเสร็จ ลงมือทำ หลวงพ่อคีย์เลย ไม่เขียน หลวงพ่อคีย์เข้าคอมพิวเตอร์เลย แล้วปรินต์ออกมาเลย บางทีผู้ใหญ่ก็มาล้อมโต๊ะ มาคุยกัน รอเซ็น ทำไมเราทำได้ สมาธิของเราดี

เวลาสมาธิดี การจัดระเบียบความคิดมันจะดี มันจะมองปัญหาได้ง่าย เราจะรู้ว่าอะไรเป็นปัญหาหลัก ปัญหารอง อันไหนปัญหาเฉพาะหน้า อันไหนปัญหานี้จะแก้ได้ อันไหนแก้ไม่ได้ อะไรอย่างนี้ เราจะรู้ แล้วเราก็จะกำหนดทิศทาง การทำงานออกมาได้อย่างมีคุณภาพ เป็นเรื่องของการฝึกสมาธิทั้งสิ้นเลย จะฝึกสมาธิ ก็ฝึกใจของเรานั่นล่ะ คอยอ่านใจตัวเองไป แล้วสมาธิของเราจะเพิ่มขึ้น

บางคนรถคว่ำ รถคว่ำ ตัวรถมันหมุน ตัวก็หมุน มันรู้สึกตัวเป็นช็อตๆ เลย กริ๊กๆๆๆ อย่างนี้ หัวจะโขก หลบหน่อย คุณประโยชน์มหาศาล ฉะนั้นศาสนาพุทธ ไม่ใช่เป็นเรื่องแค่ว่า ถึงเวลาก็มาไหว้พระ สวดมนต์ ทำบุญ ทำทาน อันนั้นตื้นเกินไป เรารู้จักศาสนาพุทธน้อยไป ศาสนาพุทธ ถ้าเราศึกษา เราเข้าใจแล้ว เป็นศาสนาที่จะทำให้เรามีชีวิตอยู่โดยไม่มีความทุกข์ เราจะอยู่กับโลกอย่างเข้าใจโลก เราจะไม่ทุกข์มากหรอก

วันนี้หลวงพ่อเทศน์ให้ฟังเท่านี้ ปกติไม่รับเทศน์แล้ว เพราะว่าไม่ใช่อะไรหรอก แก่ แล้วก็ป่วยโน้นป่วยนี้อยู่ทุกวัน วันที่แข็งแรงจริงๆ ไม่ค่อยมีหรอก เดี๋ยวนี้หลวงพ่อเลยไม่ได้รับนิมนต์ ที่นี่อยู่ใกล้ คล้ายๆ บ้านอยู่ติดกัน นั่งรถมานิดเดียว เลยมาให้ ปีเดียวพอ ปีหน้าไม่เอาแล้ว ไม่ไหว แก่เต็มทีแล้ว พอหลวงพ่อมาเทศน์อย่างนี้ ทีมงานเขาชอบมาถ่ายแล้วไปลงยูทูป หน่วยอื่นเขาก็เห็น รายการนิมนต์เข้ามาตลอดเวลาเลย

เราบอกไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่เล่นตัวหรอก แต่ว่ามันแก่แล้ว แล้วเสาร์ – อาทิตย์ หลวงพ่อเทศน์เต็มที่อยู่แล้ว วันปกติ วันพุธ หลวงพ่อจะสอนพระ วันนี้ก็ไม่ได้สอนพระ มาพบพวกเราแทน ก็เท่านี้นะ ทุกคนพัฒนาใจตัวเอง ชีวิตเราจะได้มีความสุข แล้วเงินไม่ต้องมาให้หลวงพ่อหรอก เอาไปซื้อขนมเลี้ยงลูกน้อง ไม่ต้องให้ปัจจัยไทยทานอะไร ไม่ได้ใช้อะไรเท่าไรหรอก

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
11 กุมภาพันธ์ 2569