คำถาม:
หลวงปู่:
เห็นถูก แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะปล่อยตัวตนอย่างไร เราจะปล่อยตัวตน มันมี 2 อัน อันหนึ่งปล่อยด้วยสติ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตมันเป็นตัวตน เรารู้แล้วไม่ยุ่งกับมัน มันก็จะเห็นความไม่เที่ยง มันก็ดับได้ แต่มันอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าอยากดับถาวร ก็มาทำวิปัสสนา มารู้สึกกายรู้สึกใจ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมัน เห็นแล้วเห็นอีกไปเรื่อยๆ 7 วัน 7 เดือน 7 ปีอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง มันจะตัดความเป็นตัวตนได้จริงๆ
ความเป็นตัวตนเอาเข้าจริง ไม่มี ไม่ได้มีอยู่จริง มันเกิดจากการหมายรู้ผิด เกิดจากการคิดผิด เกิดจากการเชื่อผิด แค่นั้นเอง เพราะฉะนั้นเวลาที่จิตเราตั้งมั่นจริงๆ แล้วดูลงไป มีสติจริงๆ ดูลงไป เราจะพบว่าไม่มีตัวตน แต่พอจิตเราเจือด้วยกิเลส มีความดิ้นรนอะไรเกิดขึ้นแม้แต่เล็กน้อย กำลังเราไม่พอ มันก็ปรุงความเป็นตัวตนขึ้นมา เพราะฉะนั้นที่เราภาวนา เราไม่ได้ภาวนาเพื่อละความเป็นตัวตน เพราะในความเป็นจริง ไม่มีตัวตน สิ่งที่เราละคือละความเห็นผิดว่ามีตัวตน เห็นไหม สิ่งที่เราละคือละมิจฉาทิฏฐิ พอละมิจฉาทิฏฐิได้ เราก็จะได้อะไรมา เราก็ได้สัมมาทิฏฐิมา
ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย เพื่อล้างมิจฉาทิฏฐิ เพื่อจะให้เกิดสัมมาทิฏฐิขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่เราเห็นว่า มันไม่มีตัวตน มันก็เห็นถูกแล้ว เพราะจริงๆ มันไม่มี แต่ตรงที่มันเกิดมี เพราะจิตใจเรามันไปหมายรู้ผิด ไปคิดผิด ไปเชื่อผิดว่ามี แล้วก็พอเชื่อว่ามันมี ก็หาทางละ หาทางละนี้ก็ผิดอีกแล้ว ให้มีสติรู้สภาวะทั้งหลาย ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ถ้าจิตเราตั้งมั่นและเป็นกลางจริง เราจะพบว่าตัวตนไม่มีหรอก ไม่ต้องละ ไปทำต่อ อย่าไปละตัวตน โดนมันหลอก
วัดสวนสันติธรรม 25 ตุลาคม 2568