ดี ระหว่างนั่งรอก็ภาวนาไป แต่ส่วนใหญ่กำลังมันไม่พอ มันตั้งใจแล้วมันนิ่งอยู่นิดหนึ่งแล้วจิตมันก็เคลื่อน ไหลแล้ว แฉลบไปแฉลบมา ธรรมดา หัดใหม่ๆ เป็นทุกคน ให้รู้ทันเอา ไม่ต้องไปบังคับจิตให้มันอยู่กับที่นิ่งๆ ทำกรรมฐานไป จิตเราเคลื่อนแล้วรู้ๆ ไป มันเคลื่อนตลอดเวลา เราไม่ได้ฝึกมาทางฌาน ถ้าฝึกทางฌานจิตมันนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียว นิ่งจริงๆ ของเราสมาธิมันได้ชั่วขณะ เดี๋ยวมันก็เคลื่อนไปอีก ฝึกบ่อยๆ อย่างน้อยที่หลวงพ่อเห็นวันนี้ก็คือพวกเรามานั่งรอฟังหลวงพ่อเทศน์แล้วก็ไม่ได้ทิ้งเวลาเปล่าๆ ถ้าสมัยก่อนจะไม่เป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ถือว่าดีขึ้น มีเวลาว่าง 5 นาที 10 นาทีอะไรก็ภาวนา เก็บให้หมดเลย อย่าทิ้งเปล่าๆ
หลวงพ่อเคยอ่านงานวิจัยอันหนึ่ง เขาวิจัยคนที่ทำงานในออฟฟิศบอกทำงานวันละ 10 ชั่วโมง 8 ชั่วโมงอะไร เขาวิจัยออกมาแล้วจริงๆ ชั่วโมงที่ทำงานจริงๆ 4 ชั่วโมง เวลาที่เหลือเอาไปทำอย่างอื่น ส่วนใหญ่ก็ใจลอย นั่งทำงานใจก็ลอย ไม่ได้เนื้องาน ดูเหมือนทำงานอยู่หน้าโต๊ะคอมพิวเตอร์แล้วเหมือนทำงานแต่ใจหนีไปที่อื่น แต่เขาคงไม่ได้วัดละเอียดอย่างที่หลวงพ่อมองหรอก เขาแค่ดูช่วงทำงาน ขีดความสามารถของสมองคน อย่างความสามารถในสมองเรามันไม่ใช่รับข้อมูลได้ตลอดเวลา มันสดชื่นในการรับข้อมูลได้ 40 หรือ 45 นาทีเท่านั้น เสร็จแล้วมันก็จะเริ่มเฉื่อยลงไป เป็นธรรมดา
ค่อยๆ ฝึกตัวเองไปจนกระทั่งจิตมันเคยชินที่จะรู้สึกตัว คือจิตเมื่อมีแรงแล้ว จิตก็ไม่หลงไป อยู่กับกรรมฐานไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ฝึก ในโลกไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งของพวกเราได้หรอก มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของเรา พระพุทธเจ้าตอนนี้ก็คือพระธรรมวินัยเป็นที่พึ่งของเรา พระธรรมเราก็ต้องปฏิบัติเอา ปฏิบัติให้ใจของเราเป็นพระสงฆ์จริงๆ ฆราวาสก็เป็นพระสงฆ์ได้ ฆราวาสเป็นพระสงฆ์ตัวจริงไม่ต้องบวชก็ได้ คนที่บวชก็ไม่ใช่พระสงฆ์ตัวจริง เป็นแค่สมมุติว่าเป็นพระสงฆ์ ฉะนั้นตั้งอกตั้งใจภาวนาเข้า เวลาเราแต่ละคนมีน้อย ไม่รู้จะหมดเมื่อไร มีพวกเราหลายคนอายุไม่มาก ให้ญาติพี่น้องพามา มาลาตาย อายุไม่เท่าไรเลย มาลาตาย บางคนเพิ่งจะมีลูกแล้วลูกยังเล็กๆ ต้องมาลาตายแล้ว ไปตรวจร่างกายเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย บอกรักษาไม่ไหว รักษาไม่ได้แล้ว ชีวิตเป็นของที่ไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน
ให้สิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดกับชีวิตตัวเอง
ทีนี้เรายังไม่ตาย เราต้องหาสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดให้กับชีวิตตัวเอง บางคนก็คิดว่าตายแล้วสูญ พอรู้ว่าต้องตายก็พยายามหาความสุขอย่างโลกๆ ให้เต็มที่ พวกนี้มันไม่มีหูมีตา มันไม่รู้ว่าสัตว์มีเยอะแยะ ไม่ใช่มีเฉพาะที่เรามองเห็น โอปปาติกะทั้งหลายเยอะแยะเลย เส้นทางเดินในสังสารวัฏของแต่ละคนมันไม่ได้เดินขึ้นตลอดเวลา ช่วงชีวิตไหนชาติไหนประมาท ชีวิตก็ตกต่ำลงไปอีก กว่าจะกระเตื้องขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ใช้เวลาอีก พอเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้วไม่เร่งภาวนา มันจะเสื่อมลงไปอีก
มีตัวอย่างท่านพระอานนท์ พระอานนท์สร้างบารมีมามหาศาลเลยเพื่อจะมาเป็นเอตทัคคะหลายอย่าง เป็นอุปัฏฐากที่เลิศ เป็นพหูสูตเป็นอะไร สะสมบารมีมากมายมหาศาลรองจากพระอัครสาวกเท่านั้นล่ะ ในขณะที่จิตใจท่านมุ่งมั่นจะทำคุณงามความดี บางทีก็พลาด ท่านเคยพบพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ท่านถวายทานกับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าแล้วก็ตั้งความปรารถนาขอให้มีรูปงาม ตอนนั้นคงยังไม่ได้ภาวนา คงภาวนายังไม่เก่ง ขอให้รูปหล่อทุกชาติ ชาติต่อมารูปหล่อ รูปหล่อแล้วก็ไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน ท่านบอกท่านเวียนว่ายอยู่ในนรกเป็นเวลานาน ขึ้นจากนรกมามาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เป็นสัตว์เดรัจฉานที่สวย เกิดเป็นวัวหนุ่ม ก็เป็นวัวรูปหล่อ วัวตัวเมียก็มาตามตลอดเวลา จนเจ้าของรำคาญจับไปตอน ท่านบอกว่าท่านถูกตอนหลายร้อยชาติ เกิดมาถัดจากนั้นมาเกิดเป็นคน ก็เป็นคนที่เรียกเป็นบัณเฑาะว์ ก็ไม่สมประกอบในทางเพศอีกหลายร้อยชาติ กว่าจะกลับมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ใช้เวลามากมายเหลือเกิน
เวลาพลาดคิดไปเป็นชู้กับเขาแป๊บเดียวเอง เวลาที่จะต้องรับผลของกรรมนั้นนานแสนสาหัส ฉะนั้นรีบภาวนา ตั้งอกตั้งใจ ใครเคยเป็นชู้ ทำไปแล้วทำอย่างไรดี มีวิธีที่จะช่วยตัวเองได้ ภาวนาให้ดีๆ การภาวนามันเป็นกุศลเป็นบุญอย่างใหญ่ ถ้าเราภาวนาได้ดีอกุศลจะให้ผลตามไม่ทัน คล้ายๆ อกุศลเหมือนฆาตกรวิ่งตามหลังเรามา แต่เราวิ่งเร็วกว่า อกุศลมันตามไม่ทัน เราก็พอหนีได้ ก็ภาวนา ถ้าได้โสดาบันก็จะปลอดภัย ไม่ต้องไปตกนรก ไม่ต้องไปเป็นเดรัจฉาน พวกเราแต่ละคนเคยทำความผิดมาแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่บริสุทธิ์หมดจดมาตั้งแต่เกิด ทำความผิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เรื่องเล็กบ้างเรื่องใหญ่บ้าง กรรมก็ตามให้ผลเราไปเรื่อยๆ ทีนี้ถ้าเราทำบุญใหญ่ บุญอะไรก็สู้บุญภาวนาไม่ได้ เป็นบุญใหญ่ เป็นกำลังที่ทำให้อกุศลมันตามหลังเรามาไม่ทัน หรือตามทันมันก็ให้ผลได้ไม่เต็มที่ ไม่ใช่ทำบุญล้างบาป ทำบุญล้างบาปไม่ใช่พุทธ บุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป แต่ลำดับการให้ผล ตัวไหนมีกำลังแรงจะให้ผลก่อน
ฉะนั้นเราแต่ละคนในชีวิตเราเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดมา มีทุกคน ไม่มีใครบริสุทธิ์หมดจดหรอกก็มีผิดพลาดบ้าง ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตอนนี้เป็นเวลาที่จะวิ่งหนีอบายภูมิ ตั้งอกตั้งใจภาวนาไป ทำอะไรไม่ได้จริงๆ พุทโธๆๆ ไว้ นึกถึงพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ แค่นี้ก็ไปสุคติแล้ว เราไปสุคติได้แล้ว ใจเราจดจ่ออยู่กับพระพุทธเจ้าทั้งวันทั้งคืน ใจเรา เราได้สร้างความดีอะไรมา สมมติเราเป็นโจรไปปล้นเขามาหลายครั้ง แต่มีคราวหนึ่งเกิดศรัทธาบริจาคทรัพย์ช่วยเหลือคนยากคนจนอะไรอย่างนี้ เวลาเราจะตายอย่าไปคิดถึงตอนที่ไปปล้นเขา ให้คิดถึงตอนที่ทำความดี ตอนนั้นเคยทำบุญๆ มา นึกถึงอย่างนี้ นึกถึงทานที่เราได้ทำไว้ จิตใจเราก็จะสงบ จิตเราสงบ เราก็จะไปสุคติได้
สมัยพุทธกาลมีโจรคนหนึ่ง เขาเรียกโจรเคราแดง ทำไมมันแดงก็ไม่รู้ มันคงไม่ได้ย้อมเหมือนพวกเราทุกวันนี้ ผมสีแปลกๆ สีม่วง สีอะไรต่ออะไร แต่โจรนี้มันเคราแดงปล้นฆ่าคนมาเยอะเลย ติดคุกอยู่ ต่อมาเพชฌฆาตประจำเมือง เพชฌฆาตที่ทำอาชีพนี้ตายไปหรือแก่ฟันคนไม่ไหวแล้ว เวลาจะตัดคอคนฟันแล้วฟันอีก ชาวบ้านเห็นว่ามันไม่ได้เรื่องแล้ว มันตัดทีเดียวไม่ขาด มันทรมานต้องเปลี่ยนเพชฌฆาตใหม่ หาคนอาสาสมัครไม่ได้ ทีนี้โจรนี้สมัคร จะได้ไม่ต้องติดคุกไม่ถูกประหาร มาเป็นเพชฌฆาตอยู่ โจรเคราแดงนี่เก่ง ฟันดาบเก่งฟันฉับๆๆ ขาดไปเรื่อยๆ จนแก่ฟันทีหนึ่งก็ได้เงินทีหนึ่งคล้ายๆ ได้รับจ๊อบ ตอนแก่ก็มีเงินมีทอง แกก็นึกถึงว่า เอ๊ะ ตลอดชีวิตเป็นเพชฌฆาต ก่อนเป็นเพชฌฆาตก็เป็นโจร ยังไม่เคยทำบุญเลย ทำบุญสักทีก็ดี ก็นิมนต์ท่านพระสารีบุตรๆ มาฉันภัตตาหาร แกก็จัดเตรียมอาหารอย่างดีเท่าที่จะทำได้ถวาย
ธรรมเนียมพระสมัยโน้นเขานิมนต์ไปฉัน ฉันเสร็จแล้วท่านจะต้องอนุโมทนา อนุโมทนาพวกเราเอะอะก็ให้พร สมัยพุทธกาลคือท่านจะแสดงธรรมสั้นๆ เพื่อให้คนฟังจิตใจมีความสุขด้วยได้ประโยชน์ด้วย ทุกวันนี้เอะอะก็ยะถา สัพพีติโยอะไร ได้แค่สบายใจนิดๆ หน่อยๆ ฟังซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ เฉยๆ กรวดน้ำไป ใจหนีไปไหนก็ไม่รู้ ทีนี้ตอนที่พระสารีบุตรฉันเสร็จแล้วแสดงธรรม โจรเคราแดงเขานึกถึงว่าแย่เลย ชีวิตเขาเป็นเพชฌฆาตฆ่าคนนับไม่ถ้วน จิตใจของเขาเป็นบาป ไม่คู่ควรกับธรรมะที่สะอาดหมดจดที่พระสารีบุตรแสดงให้ฟัง พระสารีบุตรท่านมีปัญญามาก ท่านพิจารณาโจรเคราแดงนี้ฟังเทศน์จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ท่านก็รู้ คิดถึงอดีต ท่านก็เลยหยุดเทศน์ไว้ก่อน แล้วถามว่าตอนที่เป็นเพชฌฆาต เวลาฆ่าคนพระเจ้าแผ่นดินสั่งให้ฆ่าหรือว่าไปฆ่าเอง อยากฆ่าเขาหรือเปล่า เพชฌฆาตเคราแดงก็บอกพระเจ้าแผ่นดินเป็นคนสั่ง ตัวเองถึงได้ไปฆ่าเพราะพระเจ้าแผ่นดินสั่ง เพชฌฆาตคนนี้เกิดสำคัญผิด ที่เราไปตัดหัวเขาพระเจ้าแผ่นดินสั่ง เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินบาปเราไม่บาปหรอก นี่เป็นความสำคัญผิดของโจรตัวนี้ แต่ความสำคัญผิดนี้ทำให้จิตสงบ พอจิตของเขาสงบเขาฟังธรรม ได้ธรรมะขั้นต้น ได้โสดาบันหรืออะไรอย่างนี้ ปิดอบายได้ ไม่ต้องไปอบายแล้ว แต่ว่าไปเกิดชาติต่อไป ถ้าสไตล์อย่างนี้ก็คือจะอายุสั้น เพราะทำปาณาติบาตมาเยอะ เจ็บป่วยมาก อายุสั้นมากอะไรอย่างนี้
นาทีสุดท้ายของชีวิตสำคัญ
ในยุคเราก็มี มีเณรองค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านรู้เลยว่าเณรนี้ไม่ได้บวชหรอก ทั้งๆ ที่ศรัทธามาก ขยันภาวนา หลวงปู่มั่นท่านรู้ เณรนี้ไม่ได้บวช เณรนี้เคยเกิดเป็นเสือแล้วก็ฆ่าสัตว์มาเยอะ ผลของปาณาติบาต แค่ปาณาติบาตเพื่อจะเลี้ยงชีวิตก็มีบาป พอมาเกิดเป็นคนมีศรัทธามาบวชได้แค่เป็นเณร แล้วตายก่อนที่อายุ 20 ทุกทีเลย ทุกชาติหลายชาติมาเป็นอย่างนี้ แล้วก็เป็นจริงๆ พระลูกศิษย์ก็รอดูว่าหลวงปู่มั่นบอกไว้มันจะจริงไหม ก็จริง กรรมมันมีผล แต่ว่าเวลาถ้าเราจะตายจริงๆ ให้นึกถึงสิ่งที่ดีไว้ แต่เราจะนึกถึงสิ่งที่ดีได้เราต้องเคยทำ ถ้าเราไม่เคยทำก็นึกไม่ออก อย่างบางคนจะตาย ลูกหลานบอกให้ท่องพระอรหันต์ๆ มันก็ไปท่องหมูหันๆ อะไร ฟังไปอย่างนั้น
นาทีสุดท้ายของชีวิต ครูบาอาจารย์ท่านพูดท่านสอนบอกว่าเป็นนาทีสำคัญ อย่างที่ท่านบอกพวกเราภาวนาเพื่อจะไปใช้งานในนาทีสุดท้ายนี่ล่ะ ใช้งานในนาทีสุดท้ายของชีวิตนั้นล่ะ หลวงปู่ดูลย์ท่านก็เคยบอก หลวงปู่สุจินต์ก็เคยถามหลวงปู่ดูลย์ว่าจะทำ เขาเรียกว่าอะไร สมสีสีได้ไหม ทำชีวิตสมสีสี หมายถึงกำหนดจิตให้ดีเลยแล้วตอนตายบรรลุพระอรหันต์ไปเลย แล้วไม่ต้องเกิดอีก เพราะตอนมีชีวิตอยู่ไม่สามารถทำอรหัตตผลให้เกิดขึ้นได้ หลวงปู่ดูลย์ท่านตอบดี ท่านบอกทำได้ถ้าเคยทำ คือถ้าเคยปฏิบัติมาแล้ว จิตเคยรวม เคยเดินวิปัสสนามาแล้วอะไรมาแล้ว ชำนิชำนาญแล้ว ถึงนาทีสุดท้ายก็เดินวิปัสสนาไปเลยตอนจะตาย ถ้าจิตมันเคยเดินวิปัสสนาคล่องแคล่วมาแล้ว มีกำลังพอ มันก็อาจจะบรรลุมรรคผลได้ ท่านก็สอนอย่างนี้ เห็นไหมต้องเคยทำ ถ้าไม่เคยทำเลยแล้วจะไปหวังผลตอนท้ายไม่ได้กินหรอก ต้องเคยทำของเรามา อย่างโจรเคราแดงเขาบารมีเยอะแล้วสะสมมา ฝ่ายดีเขาก็ต้องสร้างมา ฝ่ายชั่วเขาต้องสร้างมา ไปได้ครูชั้นเลิศ อย่างพระสารีบุตร พระสารีบุตรท่านไม่ได้โกหก ท่านไม่ได้พูดเท็จเลย ท่านถามว่าที่ฆ่าคนอยากฆ่าหรือเปล่า หรือว่าพระเจ้าแผ่นดินสั่งให้ฆ่า โจรนั้นเกิดความเข้าใจผิดเอง แต่พอเข้าใจผิดจิตสงบ ตรงนี้ยังไม่ได้ขึ้นวิปัสสนา จิตสงบแล้ว พระสารีบุตรแสดงธรรมให้ฟังก็เลยบรรลุธรรมะได้ แยกให้ออก
ฉะนั้นเวลาที่พวกเราไม่สบาย เวลาที่พวกเราป่วยหนักอะไร ให้น้อมจิตไปหาอารมณ์ที่เป็นกุศลไว้ อกุศลอะไรเคยสร้างมาก็ช่างมัน อย่าเพิ่งไปนึกถึงมัน นึกถึงกุศลไว้ มันมีหลักอันหนึ่ง เรื่องของกรรมเรื่องของวิถีของจิต เวลาอย่างสมมุติว่าเราเคยทำบุญ เราเคยมากวาดวัดทำความสะอาดมาล้างส้วมในวัดอะไรอย่างนี้ หรือส้วมสาธารณะ เราเคยทำ แล้วถ้าเราคิดถึงบ่อยๆ บุญเกิดทุกครั้งที่คิดถึง เราเคยไปกวาดทีเดียวล่ะ อาสาสมัครไปกวาด 1 ครั้ง แล้วก็คอยคิดถึงอยู่เรื่อยๆ บุญมันเกิดซ้ำ คราวนี้ไม่ได้เกิดจากการกระทำโดยตรง แต่เกิดจากวิถีของจิตมันทำงานขึ้นมา มันตรึกอยู่ในอารมณ์ที่เป็นกุศลอันเก่านั่นล่ะ แล้วจิตมันก็เดินไปตามกำลังของกุศล เกิดบุญซ้ำๆๆ ถ้าเราไปตบยุงตาย 1 ตัวแล้วเราก็คิดทั้งวันก็คือฆ่ายุงอยู่ทั้งวันเลย เพราะฉะนั้นเวลาเราทำบาปทำอกุศลอะไรไว้ ในชีวิตเราต้องมีล่ะ ไม่ว่าบาปเล็กหรือบาปใหญ่ อย่างฆ่าคน ทำแท้งอะไรต่ออะไร หรือว่าตบยุง บาปมากบาปน้อย เมื่อทำบาปไปแล้วอย่าคิดซ้ำ แค่ตั้งใจใหม่ว่าเราจะไม่ทำอีก ตั้งใจอย่างนี้ไว้แล้วก็คิดถึงแต่กรรมที่ดีที่เราเคยสร้าง เคยมาวัด เคยมาฟังธรรมอะไรอย่างนี้ นึกถึงเรื่อยๆ
เคยมีคนเล่าให้หลวงพ่อฟังว่ามีผู้หญิงแก่คนหนึ่ง แกนับถือหลวงพ่อทวดหรอก แต่ว่าแกไม่มีความรู้ในธรรมะอื่นๆ เลย บางทีก็มีมิจฉาทิฏฐิอย่างฆ่าสัตว์เพื่อกินไม่บาป คิดอย่างนี้ มันเป็นวิหิงสาวิตก ทำไปด้วยโมหะ พอคิดอย่างนี้แล้วเป็นคนที่ชอบเข้าทรงๆ ปกติพวกเล่นไสยศาสตร์ ถ้าไม่ได้ทำบาปมากเวลาตายส่วนใหญ่จะไปเป็นอสุรกาย ตำราหรือครูบาอาจารย์สอนมาอย่างนั้น อย่างพวกเล่นคุณไสย ยิ่งพวกไสยดำ ส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ทำบาปมากๆ ก็จะไปเป็นอสุรกาย คือพวกที่เล่นคุณไสยเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิผลักดันให้ไปเกิดเป็นอสุรกาย ถ้าโลภะความโลภจะผลักดันให้ไปเป็นเปรต ความหลงผลักดันให้ไปเป็นเดรัจฉาน โทสะจะผลักดันให้ไปลงนรก อย่างจิตเศร้าหมอง เศร้าหมองเป็นโทสะ ไปลงนรก
ผู้หญิงคนนี้เขาชอบเข้าทรง พอตายไปลูกหลานก็ไปทำบุญให้ เอาผ้าไตรไปถวายครูบาอาจารย์ เอาปัจจัยไปเข้าโรงครัวของวัด ทำอาหาร ไม่ได้เข้าเยอะเลย แค่ไปร่วม ในใจก็คิดว่าสมมติเรามีเงิน 100 บาท เราไปเข้าโรงครัวของวัดก็จะสามารถเลี้ยงพระได้ทั้งวัด เลี้ยงโยมทั้งหมดที่มาวัดอะไรอย่างนี้ วางใจอย่างนี้จะได้บุญเยอะ ถ้าเราไปทำบุญ 100 บาท เราเห็นเขาทำ 1,000 บาทแล้วใจเราเหี่ยวไม่ได้บุญหรอก ทำน้อยๆ แต่ใจมีความสุข อิ่มเอิบ คิดในทางบวกเอาไว้ อย่างเราทำบุญ 10 บาทอย่างนี้เลี้ยงพระได้ทั้งวัดเลย ถ้าคนทั่วไปคิดไม่ออก ทำบุญอย่างไร 10 บาทเลี้ยงพระได้ทั้งวัด เข้าหุ้นกับคนอื่นไป หรือเราสร้างโบสถ์ ใครเคยทำโบสถ์ 1 บาท ในใจก็นึกว่าเราได้ร่วมสร้างโบสถ์ อันนี้ก็ได้บุญเยอะ ไม่ใช่ว่าได้บุญ 1 บาท บุญไม่ได้นับเป็นดอลลาร์ หรือเป็นหยวน หรือเป็นบาท บุญมันเป็นความอิ่มอกอิ่มใจ
ลูกหลานก็ไปทำบุญให้แล้วตอนลูกหลานเดินทางกลับมากรุงเทพฯ คนรุ่นเรานี่เอง เดินทางกลับมา อสุรกายมาโผล่หน้าที่หน้าต่างรถไฟ แล้วก็มีบริวารผีตามมาเยอะเลย มาตาม ลูกหลานก็บอกว่าได้ทำบุญถวายผ้าไตร อสุรกายนี่ไม่ปลื้ม เอาผ้าไตรไปถวายพระแล้วไม่เห็นเกี่ยวอะไรกับเราเลย ไม่ได้บุญ ไม่อนุโมทนา ลูกหลานบอกว่าได้เอาเงินซื้อยาไปถวายวัด บุญ มีบุญจากการถวายยา ก็ไม่ปลื้มอีก ลูกหลานก็บอกว่าได้เอาเงินเล็กน้อยนี่ล่ะไปทำอาหารร่วมกับคนอื่น ทำอาหารถวายพระทั้งวัดเลย อสุรกายเขานึกได้ตอนเขาสาวๆ เขาเคยวันพระเคยหิ้วปิ่นโตไปวัดแล้วก็เห็นพระทั้งวัดนั่งฉันเรียงเป็นแถวเลย นั่งฉัน จิตใจก็ปลื้มขึ้นมา เห็นไหมจิตมันคิดถึงบุญตัวนี้ขึ้นมาได้ เขาตายจากอสุรกายไปสู่ภพที่ดีกว่าได้ เพราะฉะนั้นจิตเป็นเรื่องวิจิตรพิสดารจริงๆ กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ พวกเราพยายามฝึกจิตฝึกใจเรา คุณงามความดีอะไรอย่านึกว่าเล็กน้อย ความดีเล็กๆ น้อยๆ ก็จะต้องทำไว้ ต้องสร้างต้องทำไว้แล้วสิ่งเหล่านี้มันจะช่วยเรา เวลาเราเดือดร้อนอะไรอย่างนี้มันจะช่วย
บุญจะช่วยเรา
ตอนหลวงพ่อตั้งแต่เด็กมา หลวงพ่อก็ชอบตามผู้ใหญ่ไปใส่บาตรอะไรอย่างนี้ พอไปวัดก็ทำบุญทำอะไรไป ตอนบวชครั้งแรกยังไม่ได้ทำงาน ไปบวชครั้งแรก ไปบิณฑบาตวันแรกไม่มีพระพี่เลี้ยง ครูบาอาจารย์ท่านเห็นว่าเราสุภาพเรียบร้อย ตั้งอกตั้งใจ ท่านให้ไปอยู่คนเดียว ปกติพระใหม่ต้องมีพี่เลี้ยง ต้องสอนห่มจีวรอย่างไร จะไปบิณฑบาต จะไปทางไหน จะทำอย่างไร หลวงพ่อไม่รู้สักอย่างเลยว่าเขาไปบิณฑบาตที่ไหนก็ไม่รู้ ห่มจีวรไป เดินไป อ้าว จีวรหลุด ห่มก็ไม่เป็น วันแรกหันไปหันมา มีพระเดินมา ก็ยกมือไหว้ ห่มอย่างไรครับ แล้วท่านก็ห่มให้ เดินไปหาที่ไปบิณฑบาตไม่เจอ พระอื่นเขาก็หายไปหมดเลย เขารู้แหล่ง เราไม่รู้เลย เราก็ได้อาหารว่างมา อาหารว่างรู้จักไหม ในบาตรไม่มีอะไรเลย เรียกอาหารว่าง
เดินกลับมาวัดวันนี้อดล่ะวะ อดก็อด ไม่รู้จะทำอย่างไร พอมาถึงหน้าวัดคนขับรถมาหลายคัน มาถึงลงมาแย่งกันใส่ มีเราบาตรว่างอยู่องค์เดียว คนอื่นเขาบาตรเต็ม เขารับไม่ได้ ใส่ๆ จนเต็ม บอกพอแล้ว ไม่รับ รับไม่ไหวแล้ว ไม่อด ถึงคราวจะอดก็ไม่อดหรอก นี่บุญ ผลของบุญ หรือตอนหลวงพ่อเป็นโยม ท้ายรถจะมีผ้าไตร มีน้ำผึ้ง มีน้ำปานะอะไรติดท้ายรถไว้เสมอ ขับรถไปไปเจอวัดนี้ ดูไม่ค่อยมีคน ยากจนอะไรอย่างนี้ ก็แวะ บางทีเจอพระเจออะไรก็ถวายไป ทำอย่างนี้สม่ำเสมอ มาบวชทุกวันนี้ทั้งจีวรทั้งบาตรอะไรมาเยอะแยะเลย บาตรลูกหนึ่งมันใช้กันทั้งชาติแต่ได้มาทุกวัน จีวรชุดหนึ่งก็ใช้ตั้งเป็นปีๆ ได้มาเยอะทำอย่างไร เอาไปขายดีไหม ไม่ได้เอาไปขาย หลวงพ่อส่งไปแจก มีเอเจนต์ เอเจนต์ไม่ได้รับเงิน หมายถึงเป็นคน ลูกศิษย์นี่ล่ะช่วยรับของไปเอาไปแจกวัดที่เขาขาดแคลนอะไรอย่างนี้ ที่พวกเราทำบุญมาไม่หาย หลวงพ่อบริหารจัดการดี แต่ตอนนี้ไม่ต้องจัดการแล้ว มีเจ้าอาวาสใหม่แล้ว ตอนนี้หลวงพ่อเป็นพระแก่ๆ อาศัยวัดอยู่ไปวันๆ หนึ่ง แก่แล้ว
บุญจะช่วยเราๆ มีคราวหนึ่งไปภาวนาอยู่วัด วัดป่าแห่งหนึ่งแล้วไม่สบายมากเลย ปวดหลัง กล้ามเนื้อหลังอักเสบ นั่งรถไปตระเวนไปทั้งวันทั้งคืน นั่งรถตู้ไปกับขบวนเขา เขาให้เรานั่งตรงลูกล้อ ยกขาไว้ข้างหนึ่งอย่างนั้น 24 ชั่วโมง ไปถึงวัดแห่งนั้น พิการไปแล้ว เจ็บหลังมากเลย ครูบาอาจารย์เห็นหน้าหลวงพ่อ ท่านรู้ว่าเราภาวนา ท่านให้ขึ้นไปอยู่กุฏิพระ ขึ้นเขาไปไต่ก้อนหินขึ้นไปไม่ได้มีบันได ค่อยๆ ไต่ขึ้นไป ให้ไปอยู่คนเดียว คนอื่นมันก็อยู่ศาลารวมกัน ขึ้นไปบนเขา โอ๊ย ปวดหลังมากเลย นั่งตัวตรง นั่งสมาธิก็ไม่ได้ ปวดมาก นอนก็ปวด นั่งก็ปวด อยู่ได้อิริยาบถเดียว อยู่ท่านี้อยู่ได้ท่าเดียว ท่านี้ เอียง ใจเราก็ โอ้ ถ้าเราอยู่ท่านี้อีกคืนหนึ่ง เรายิ่งพิการหนักกว่านี้อีก นั่งยกขา นั่งรถยกขามาข้างหนึ่งก็หลังเดี้ยงไปแล้ว ถ้าคืนนี้ต้องอยู่เอียงๆ อย่างนี้อีกคืนหนึ่งท่าจะแย่แล้ว
ในใจก็นึกครูบาอาจารย์ท่านธุดงค์อยู่แถวนี้บ่อยๆ แถวนี้น่าจะมีเทวดาอยู่ คิดอย่างนี้ไม่ได้รู้ได้เห็นอะไรหรอก หลวงพ่อไม่ใช่คนเก่งๆ อะไรหรอก อาศัยครูบาอาจารย์เราเก่ง ครูบาอาจารย์ธุดงค์ผ่านมาแถวนี้บ่อยๆ แถวนี้คงจะมีเทวดาสัมมาทิฏฐิอยู่ ลองขอให้เทวดาช่วยดูสักทีสิ ก็กำหนดจิต บางทีเราก็พูดในใจพูดเองเออเองล่ะ บอกว่าผมมาทำบุญ มาทอดกฐินวัดครูบาอาจารย์ก็เดินทางมาที่นี่ มาได้ทำทาน ได้รักษาศีล ได้ภาวนา มีบุญเกิดขึ้น ขออุทิศบุญให้เทวดาทั้งหลาย แล้วตอนนี้บาดเจ็บ พาราเซตามอลสักเม็ดหนึ่งก็ไม่มี คนจะช่วยเราสักคนก็ไม่มี เราลำบากแล้วเราไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว ถ้าเทวดาช่วยได้ขอให้ช่วยด้วย คิดแค่นี้ล่ะ
ตอนนั้นมีตะเกียงแบตเตอรี่อยู่อันหนึ่ง มันก็สว่างวาบๆๆ 3 ที หลวงพ่อกำลังนั่งตัวเอียงอยู่ พอตะเกียง นึกว่าตะเกียงพัง เราแย่เลย ถ้าตะเกียงพังเวลาไปห้องน้ำไม่รู้ไปอย่างไรเลย ต้องไต่ก้อนหินไป ไต่เขาไป ส้วมไม่ได้อยู่ในกุฏิ ตกใจตัวตรงขึ้นมา มาเปิดสวิตช์ดู เปิดปิดๆ ไม่เสียๆ เมื่อกี้มันทำไมมันสว่างวาบๆๆ 3 ที แล้วก็นึกขึ้นได้ อ้าว ตัวเราตรงแล้ว ที่ปวดหายเลย นี่เรื่องของบุญ อย่างนี้เรียกว่าบุญรักษา มีบุญรักษา ถ้าเราใจดำอำมหิตแล้วบอกให้เทวดาช่วยด้วย ถ้าไม่ช่วยจะเตะ ไม่มีใครช่วยหรอก อันธพาล
เพราะฉะนั้นความดีสร้างไว้ ทำไว้แล้วมันช่วยเรา เวลาฉุกเฉินจริงๆ มันช่วยได้ แล้วก็เวลาเราทำความดีทำบุญอะไรไว้ คิดถึงเรื่อยๆ คิดซ้ำแล้วซ้ำอีก คิดไปเรื่อยๆ คิดแล้วใจมันจะขึ้นวิถีเป็นกุศลขึ้นมาอีก เกิดโสภณจิต เกิดจิตที่เป็นกุศล จิตที่ดีงามเกิดขึ้น คิดบ่อยๆ คิดบ่อยๆ ก็เหมือนเราทำความดีซ้ำแล้วซ้ำอีก ฉะนั้นถ้าเราทำชั่วก็เหมือนกัน ทำชั่วแล้วคิดแล้วอีกก็คือทำหลายครั้ง อย่างบางคนไปทำแท้งๆ เอาเด็กออก 1 คน คิดมันทุกวันเลยเท่ากับทำแท้งทุกวันเลย จิตมันขึ้นอกุศลขึ้นวิถีที่เป็นอกุศลไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จัก ความดีอะไรมีโอกาสสร้างสร้างไป สร้างแล้วเราก็หมั่นนึกถึงคุณงามความดีของเราไว้ เวลาจะตายเราจะไปดี ถ้าไม่ตาย จิตของเราเป็นกุศลอยู่เรื่อยๆ จิตที่มีบุญ คิดถึงบุญ จิตมีความสุข บุญเป็นเหตุของความสุข บุญเป็นชื่อของความสุข ฉะนั้นการที่เราทำความดีแล้วเรานึกถึง จิตเรามีความสุข ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ จิตใจที่มีความสุขมันจะเกิดความสงบขึ้นมา เรียกสงบสุข
การภาวนาเป็นบุญที่ใหญ่ที่สุด
จากการที่ทำทานแล้วก็รับผลของทานอย่างโน้นอย่างนี้ เรากำลังก้าวขึ้นสู่การปฏิบัติที่สูงขึ้นไป เรานึกถึงทานที่เราทำแล้ว นึกถึงความดีที่เราทำแล้ว จิตมีความสุขๆ จิตจะเกิดความสงบขึ้น เมื่อจิตสงบแล้ว อย่าหยุดอยู่แค่นี้ แค่นี้ยังไม่พอ ก็พัฒนาตัวเองต่อไป หัดเจริญสติปัฏฐานไว้ บอกแล้วว่าการเจริญสติปัฏฐาน หรือการภาวนาเป็นบุญที่ใหญ่ที่สุด จากการทำทานแล้วตั้งใจรักษาศีลไป แล้วก็ทำสมาธิ สมาธิก็ไม่ยากอะไร เราทำความดีอะไรเรานึกเรื่อยๆ เรื่อยๆ ใจเราก็มีสมาธิ อย่างเราบริจาคทาน บริจาคโลหิต เรานึกถึงแล้วเราอิ่มเต็มในใจ อันนี้เป็นจาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่เราทำเนืองๆ จาคานุสสติก็เป็นหนึ่งในอนุสติ 10 ข้อที่จะทำให้เกิดสมาธิ พอจิตเรามีสมาธิแล้ว เราก็มาฝึกจิตให้พัฒนาต่อไปอีก อย่าสงบอยู่เฉยๆ สงบอยู่เฉยๆ ก็คล้ายๆ คนเดินทางไกลระหกระเหินไปแล้วไปเจอที่สบายแล้วก็เลยติดอยู่ตรงนั้นไม่เดินต่อ อันนี้ไม่ดี ก็ต้องเดินต่อไปอีก อย่ามัวติดความสุขความสบายเล็กๆ น้อยๆ ของดีของวิเศษรออยู่ข้างหน้า
ฉะนั้นพอใจเราสงบแล้ว คอยสังเกตใจตัวเอง ถ้ามันสงบก็รู้ มันฟุ้งซ่านก็รู้ มันสุขก็รู้ มันทุกข์มันมีความทุกข์เกิดขึ้นก็รู้ คอยรู้ความเปลี่ยนแปลงในใจ พอใจเรามีสมาธิ นึกถึงทาน นึกถึงความดี มีความสุข ความสุขใจมันก็สงบ พอใจสงบแล้ว เจริญสติ คอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจตัวเอง ตอนนี้ใจมีความสุข รู้ว่ามีความสุข รู้ไปสักพักความสุขมันจะลดลงไป ใจเฉยๆ รู้ว่าเฉยๆ ตอนนี้ชักกลุ้มใจ ความสุขหายไปแล้ว กลุ้มใจ รู้ว่ากลุ้มใจ หัดเจริญสติ หัดรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของใจตัวเองเรื่อยๆ ตอนไหนมองความเปลี่ยนแปลงของใจไม่ออก รู้สึกอยู่ที่ร่างกาย เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อย่างร่างกายหันซ้าย ร่างกายหันขวา ร่างกายก้ม ร่างกายเงย เดินไปเดินมา ขยับตัว รู้ไปเรื่อยๆ ถ้าเห็นจิตได้ จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตเป็นกุศลก็รู้ อกุศลก็รู้ ถ้าดูจิตได้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ ดูกาย หันซ้ายก็รู้ หันขวาก็รู้ ก้มก็รู้ เงยก็รู้ เดินไปก็รู้ ถอยหลังก็รู้ งอมืองอเท้าอะไรอย่างนี้ คอยรู้สึกไป ไม่ต้องคิดมากว่ารู้สึกแล้วจะได้อะไร ตอบให้ก็ได้ว่าได้อะไร ได้สติ ต่อไปเวลาเราขาดสติ เราเผลอแล้วหันขยับปุ๊บ เราเคยเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ขยับปุ๊บ เรารู้สึกเองเลย สติอัตโนมัติเกิดใช้ได้ เราเคยดูจิตใจ จิตใจสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ พอจิตใจเราเปลี่ยน เราเห็นศัตรูเรามาโทสะขึ้นเห็นโทสะผุดขึ้นมา แล้วโทสะเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป เราขึ้นวิปัสสนาแล้ว
ทำไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปพอกำลังเราแก่กล้าขึ้น เราก็จะเห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับ สุขเกิดแล้วก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วก็ดับ กุศลอกุศลเกิดแล้วก็ดับ รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน เกิดแล้วก็ดับ รูปหายใจออก หายใจเข้าเกิดแล้วก็ดับ รูปคู้ รูปเหยียด รูปเคลื่อนไหว รูปหยุดนิ่ง เกิดแล้วก็ดับ รู้สึกไป รู้กายรู้ใจไปเรื่อยๆ เห็นแต่ว่าสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ เห็นซ้ำๆๆ ไปเรื่อย ร้อยครั้ง หมื่นครั้ง แสนครั้ง ล้านครั้ง สิบล้านครั้ง ดูมันไปเรื่อยๆ ดูไปทั้งชาติเลย แล้วจิตใจของเรา ศีล สมาธิ ปัญญาเราบริบูรณ์ อริยมรรคก็จะเกิดเอง อริยมรรคเกิด จิตมันเกิดความรู้รวบยอด ตอนที่อริยมรรคเกิด มันเกิดความรู้รวบยอดเลย สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ พอมันรู้ความจริงก็วางทุกสิ่งทุกอย่างลงไป จิตก็สัมผัสกับพระนิพพาน
พระนิพพานมีจริง ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่สวรรค์ บางที่สอนนิพพานเหมือนสวรรค์ มีพระพุทธเจ้านั่งเข้าแถว โอ๊ย น่าสงสารจังเลย อุตส่าห์ภาวนาจนเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว พอธาตุขันธ์แตกแล้วก็ไปนั่งตัวแข็งๆ อยู่ น่าสงสาร นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้น นิพพานคือสภาวะที่สิ้นตัณหา สิ้นความอยาก เมื่อสิ้นความอยากก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่งของจิต หมดความอยากเรียกว่าวิราคะ หมดความดิ้นรนของจิตเรียกว่าวิสังขาร ก็เข้าถึงวิมุตติ ความปล่อยวาง จิตหลุดพ้นจากอะไร จากอาสวะที่ห่อหุ้ม อาสวะห่อหุ้มจิตอยู่ตลอดเวลา เวลาอริยมรรคเกิดครั้งที่หนึ่ง อริยมรรคก็จะแหวกอาสวกิเลสขาดสะบั้นออกไป แล้วไม่นานมันจะกลับมาปิดอีก แหวกครั้งที่สองก็ยังมาปิด ครั้งที่สามก็ยังมาปิด หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยบอกหลวงพ่อ ต้องแหวก 4 ครั้ง อาสวะต้องถูกแหวกด้วยอริยมรรค 4 ครั้งมันถึงจะไม่กลับมาอีกแล้ว แตกกระจัดกระจายสลายตัวไป
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะว่าเราภาวนา เริ่มต้นภาวนาไป ความชั่วไม่ทำ ถ้าทำแล้วอย่าคิดซ้ำเอาแค่ว่าอย่าทำอีก ความดีได้เคยทำ ทำแล้วก็คิดซ้ำได้ คิดถึงความดีที่ได้ทำแล้ว จิตก็จะเกิดสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ สงบสบายแล้ว สังเกตความเปลี่ยนแปลงของจิต ตอนนี้สงบอีกสักพักไม่สงบแล้ว ดูความเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะขึ้นการเจริญสติเจริญปัญญา ไม่ยากหรอก ยากไหม ไม่เคยทำก็ยาก ถ้าเคยแล้วมันก็ไม่ยากหรอก ใครขี่จักรยานเป็นมีไหม ยากไหมทีแรก ขี่ไปๆ ไม่ต้องจับเลย ปล่อยมือยังไม่ล้มเลย หัดใหม่ๆ เราก็ล้ม อะไรที่ไม่เคยครั้งแรกมันก็ยากทุกเรื่องล่ะ แค่จะจีบสาวสักคน จีบคนแรกก็ยาก อกหักครั้งแรกก็เจ็บมาก ยากกว่าจะผ่าน อกหักครั้งที่ยี่สิบ เฉยๆ ของมันเคยแล้ว ทั้งข้างชั่วข้างดีถ้าเคยแล้วมันก็ไม่ยาก อย่างเราเคยฆ่าคน 1 คนต่อไปฆ่าอีกก็ไม่ยากแล้ว ถ้าคนกระทั่งฆ่าปลาสักตัวยังไม่กล้าทำเลย ให้ไปฆ่าคนยากเพราะทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นกรรมฐานนี่ก็เหมือนกัน ถ้าเคยทำไป มันไม่ยากหรอก ถ้ายากเกินวิสัยมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ พระพุทธเจ้าไม่สอนหรอก สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนล้วนแต่ทำได้ทั้งสิ้น ไม่มีหรอกสอนในของที่ทำไม่ได้ ไปฝึกเอา
วัดสวนสันติธรรม
22 มีนาคม 2569