อยู่กับวิหารธรรม

ถ้าสังเกตจิตตัวเองออก เราจะเห็นจิตเราเที่ยวหยั่งลงไปที่โน้นที่นี้ทั้งวัน ไหลไปไหลมาตลอด หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าจิตส่งออกนอก ส่งออกนอกไม่ใช่ต้องออกไปนอกร่างกายเรา ถลำลงมาเพ่งร่างกายเรา จิตก็เคลื่อน เพ่ง ก็เรียกจิตออกนอกเหมือนกัน จิตออกนอกแล้วจิตก็ไปสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา สร้างทุกข์ขึ้นมา

การปฏิบัติ หลวงพ่อกับพระอาจารย์เถียงกันเรื่อยว่าง่ายหรือยาก หลวงพ่อจิตใต้สำนึกบอกมันง่ายๆ ไม่เห็นยากตรงไหนเลย อาจารย์อ๊าบอกยาก แล้วตอนนี้อาจารย์อ๊าออกไปเทศน์เรื่อยๆ พอพระอาจารย์อ๊าเทศน์ๆ ไป ก็ไปบอกโยมมันง่าย เลยไม่รู้ว่าง่ายหรือยาก ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ หลวงปู่ทุยท่านบอก ท่านเห็นหนังสือหลวงพ่อ ดูแล้ว ท่านเห็นด้วยทุกเรื่องเลย ท่านไม่เห็นด้วยเรื่องเดียว หลวงพ่อชอบบอกว่ามันง่าย

 

หลักสูตรในการต่อสู้กับกิเลสของตัวเอง

ก็เหมือนเราไปขี่จักรยาน ขี่เป็นแล้วก็ง่าย ขี่ไม่เป็นก็ยากล่ะ แต่ก่อนจะขี่เป็น จะต้องล้มสัก 3-4 ครั้ง ล้มไปบ่อยๆ แล้วเดี๋ยวก็เป็นเอง การภาวนาก็เหมือนกัน ล้มลุกลุกลานเป็นเรื่องปกติ ฉะนั้นอย่างถ้าเราหัดขี่จักรยาน ล้มทีเดียวเรากลัวเราเลิกเลย ชาตินี้ก็ไม่เป็นหรอก หรือหัดว่ายน้ำ สำลักน้ำทีเดียวแล้วเลิกเลย ชาตินี้ก็ว่ายน้ำไม่เป็น ถ้าล้มไป สู้ ลุกขึ้นมาสู้ต่อ การต่อสู้ เราไม่ได้สู้แบบมวยวัด เราเป็นลูกศิษย์มีครู ครูของเราคือพระพุทธเจ้า แล้วก็ครูรองๆ ลงมา ที่ช่วยกันรักษาสืบทอดธรรมะมา เป็นครูบาจารย์ ลูกศิษย์มีครูต้องสู้ ไม่ยอมแพ้

แล้วก็หลักสูตรในการต่อสู้กับกิเลสของตัวเอง มีหลักสูตรอยู่อันเดียวเท่านั้นเอง หลักสูตรของการเจริญสติปัฏฐาน ถ้าเราทิ้งหลักของสติปัฏฐาน ไปนั่งทำอะไรต่ออะไร เลอะเทอะไปเสียเวลา ดีไม่ดีกลายเป็นมิจฉาทิฏฐิเฉยเลย อย่างบางคนเขาก็ไปนั่งเพ่งลูกแก้วเห็นพระเห็นอะไร เกินหลักของสติปัฏฐานไป ก็ได้หูทิพย์ได้ตาทิพย์ ได้อะไรอย่างนั้นไป แต่ไม่ได้ลดละกิเลส ถ้าเราอยากพ้นทุกข์จริงๆ เรียนเรื่องสติปัฏฐานให้ดี แล้วลงมือทำให้พอ

ถ้าทำถูกทำพอ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันไว้เลย 7 วัน หรือ 7 เดือน หรือ 7 ปี อย่างช้าต้องได้พระอรหันต์ หรือพระอนาคามี แต่ทำ 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ไม่ใช่ทำวันละ 5 นาที แล้วบอกทำไมไม่ได้สักที ถ้าทำเต็มที่ เจริญสติตั้งแต่ตื่นจนหลับได้ 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ต้องได้ผลแน่นอน เพราะคำพูดของพระพุทธเจ้าไม่มีการแปรปรวน เพี้ยนไปไม่มี ท่านพูดคำไหนก็ต้องเป็นคำนั้น พวกเราทำไมทำนาน ทำนานเพราะทำผิด ทำไม่ถูกหลัก หรือทำถูกหลักแล้วทำไม่พอ ทำไม่ต่อเนื่อง อย่างในสติปัฏฐาน ท่านจะบอกให้รู้เนืองๆ รู้เนืองๆ รู้เรื่อยๆ ไป รู้ทั้งวันได้ยิ่งดี

เป็นฆราวาสก็ทำได้ เป็นฆราวาส แต่ยุคนี้จะลำบากกว่าฆราวาสยุคก่อน ฆราวาสสมัยก่อนทำไร่ทำนา หมดฤดูทำไร่ทำนา มีเวลาว่างเยอะ คนที่รักดีก็มาหัดภาวนากัน ส่วนของเราทุกวันนี้ทำงาน ทำทุกวัน มีหยุดเสาร์อาทิตย์อะไรนิดๆ หน่อยๆ งานที่เราทำใช้ความคิดเป็นส่วนใหญ่ พอเราทำงานที่ต้องคิด สติ สมาธิ ปัญญาไปอยู่ที่ความคิดหมด ไม่ได้อยู่ที่กาย เวทนา จิตธรรม ทำอย่างไรละ ชีวิตเราเป็นคนเมือง เป็นแบบนี้ ตื่นเช้ามาก็ไปทำงาน ทำเสร็จ ยุคนี้หนักกว่าเก่า เมื่อก่อนเลิกงานแล้วก็กลับบ้านได้ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ ต้องทำโอที ไม่ทำเลยก็ว่าขี้เกียจ แต่หลวงพ่อสังเกต พวกทำโอทีบางทีในเวลาทำงานไม่ทำมารอทำโอที อย่างนี้ก็เยอะ

ตอนหลวงพ่อเป็นฆราวาสยังไม่ได้บวช หลวงพ่อภาวนาตั้งแต่ตื่นจนหลับ ยกเว้นตอนที่ทำงานที่ต้องคิดเท่านั้นเอง ตอนที่ทำงานที่ต้องคิด สติ สมาธิ ปัญญาไปอยู่กับงาน จดจ่ออยู่กับงาน มีสมาธิในการทำงาน ค้นคว้าพิจารณาในเรื่องของงาน ไม่ได้เรียนรู้กายรู้ใจ นอกเหนือจากเวลานั้น หลวงพ่อเอาเวลามาปฏิบัติทั้งนั้นเลย ตั้งแต่ตื่นนอน ตื่นมา ร่างกายอยู่ในท่าทางไหน ก็รู้สึก ที่จริงความตื่นนี้ เวลาเรานอนหลับ เวลาตื่น จิตตื่นก่อน จิตขึ้นจากภวังค์มา แล้วก็จะออกไปกระทบอารมณ์ ช็อตที่หนึ่ง รู้สึกในจิตใจของเราขึ้นมา ช็อตที่สอง ขยายความรับรู้ออกไปถึงร่างกาย ช็อตที่สาม ออกไปรู้โลกข้างนอก ขยายความรับรู้ออกไป

ภาวนาเห็นตั้งแต่จิตขึ้นมาเลย พอขึ้นมาแล้วก็ใจก็เริ่มคิดได้ วันนี้วันจันทร์ พอคิดว่าวันนี้วันจันทร์ เดี๋ยวต้องรีบไปทำงาน หยุดยังไม่พอเลย ยังไม่หายเหนื่อยเลย ถึงเวลาต้องไปอีกแล้ว ไม่สบายใจ ใจไม่มีความสุขแล้ว จะต้องรีบร้อน จะไปทำงาน ลุกขึ้นมา เก็บที่หลับที่นอน เข้าห้องน้ำ ขับถ่ายสะดวก ก็สบายใจ วันนี้ถ่ายไม่สะดวก ไม่สบายใจ นี่คือการปฏิบัติล้วนๆ เลย รู้สึกกายรู้สึกใจไปตั้งแต่ตื่นเลย อาบน้ำ กินข้าวอะไรนั้น รู้สึกไปเรื่อยๆ

อย่างของกิน เวลาเรากินอาหาร เดียวนี้กินอาหารก็ต้องให้กล้องกินก่อน แล้วต้องถ่ายรูปก่อน สั่งอาหารมา ถ่ายรูปไปลงโซเซียล โห เราอยากเป็นพระอรหันต์ หมูหันยังไม่ควรจะเป็นเลย วันๆ แบ่งเวลาเอาไปทำอะไรที่ไร้สาระ จะกินอะไรก็ต้องไปถ่ายรูป เอาไปลงเฟซบุ๊ก ไปลงอินสตาแกรม ไม่รู้หรอกว่าคืออะไร รู้ไหมมันคือการประกาศว่า กูยังอยู่ กูยังอยู่ ย้ำกับตัวเองถึงความมีตัวมีตน แบบนี้อย่าว่าแต่ 7 เดือน 7 วัน 7 เดือน 7 ปีเลย อีก 7 ชาติก็ไม่ได้

ถ้าใจเราจดจ่อจริงๆ อย่างเราจะกินข้าวอย่างนี้ เจอของถูกใจเราดีใจ เจอของไม่ชอบเรารู้สึกไม่สบายใจ วันนี้ไม่ชอบเลยอย่างนี้ ใจไม่สบาย รู้ไปเรื่อยๆ กินของชอบ คำแรก อุ้ย อร่อยที่สุดเลย แต่ส่วนใหญ่ถ้ากินของอร่อยถูกใจจริงๆ คำแรกไม่รู้รสหรอก คำแรกมัวมูมมาม กินเข้าไปคำต่อมาค่อยๆ รู้รสชาติ อร่อย แล้วคำต่อๆ ไป ดีกรีอร่อยจะลดลงๆๆ กินพออิ่ม เอียนแล้วไม่ชอบแล้ว เห็นไหม ใจเราเปลี่ยน ขนาดกินข้าวจานเดียว กินข้าวจานเดียวก็ภาวนาได้เห็นไหม

 

เข้าสู่ทางสายกลางได้ ก็จะปฏิบัติธรรมได้

ถ้ารู้จักปฏิบัติจริงๆ ไม่ยากหรอก ไม่ยากอีกแล้ว ยากตรงที่ไม่ปฏิบัติ นี่หลวงปู่ดูลย์พูด การปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ ถ้าเราลงมือทำจริงๆ สนใจในกายในใจของตัวเอง ทำสติปัฏฐาน สติปัฏฐานเป็นเรื่องสำคัญ เป็นแบบฝึกหัด เป็นบทเรียนที่สำคัญที่สุดเลย ที่หลวงพ่อเห็นมา พระสูตรต่างๆ นั้นก็จะมาช่วยเสริม

อย่างในสติปัฏฐานบอกว่า หายใจออก ก็รู้ หายใจเข้า ก็รู้ หายใจออกยาว ก็รู้ หายใจเข้ายาว ก็รู้ หายใจออกสั้น ก็รู้ หายใจเข้าสั้น ก็รู้ ลมหายใจระงับ ก็รู้ มีกริยาคือรู้ ยืน ก็รู้ เดิน ก็รู้ นั่ง ก็รู้ นอน ก็รู้ กริยาคือรู้ เคลื่อนไหว ก็รู้ หยุดนิ่ง ก็รู้ มีความสุข ก็รู้ มีความทุกข์ ก็รู้ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็รู้ จิตเป็นกุศล ก็รู้ จิตเป็นอกกุศล ก็รู้ ในสติปัฏฐานมีแต่คำว่า รู้ ตรงคำว่ารู้จะทำอย่างไร ไปพลิกตำราดู ไม่รู้ว่ารู้คืออะไร ถ้าเรารู้เป็น การเจริญปัญญาจะสั้นนิดเดียวเลย ที่ล้าช้าเพราะรู้ไม่เป็น

บทเรียนที่สอนเราเรื่องการรู้ที่ถูกต้อง คือบทเรียนที่หนึ่งเลย ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เริ่มต้นพระพุทธเจ้าก็บอกว่า สิ่งที่เราไม่ควรทำมี 2 อัน อันหนึ่งคือกามสุขัลลิกานุโยค กามสุขัลลิกานุโยคคือการปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยจิตใจหลงไปกับโลก หลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หลงคิดหลงนึก หลงปรุงหลงแต่งไป อันนี้ท่านถึงว่าย่อหย่อนไป

อีกอันหนึ่งที่เราไม่ควรทำคืออัตตกิลมถานุโยค การทำตัวเองให้ลำบาก สังเกตไหมใจเราปกติเบาสบาย พอเราคิดถึงการปฏิบัติ เราก็ไปบังคับใจตัวเอง อย่างแน่นๆ ทำใจให้ตัวเองให้ลำบาก เราเดิน เดินเล่นเดินช็อปปิ้งเดินได้ทั้งวัน มาเดินจงกรมประเดี๋ยวเดียว โอ้ย ปวดเมื่อยเหลือเกิน ทำไมเดินนิดๆ หน่อยๆ ภาวนานิดหน่อยปวดเมื่อยมาก เพราะบังคับตัวเองมากไป อย่างเราเคยเดินท่านี้ พ่อแม่สอนเราเดินมาอย่างไร สรีระของเราเหมาะกับการเดินอย่างไร ก็เดินอย่างนั้น พอเราคิดถึงการปฏิบัติ เราก็ต้องเดินยกขาอย่างนี้ ขยับอย่างนี้ เงื่อนไขเยอะ เราเดินผิดธรรมชาติของตัวเอง ก็ปวดก็เมื่อย แล้วก็คิดว่าต้องทนเอาทนเอา แล้ววันหนึ่งจะได้ดี

พอลงมือปฏิบัติ บังคับกายบังคับใจตัวเองตลอดเลย แล้วสิ่งแรกที่บังคับคือบังคับใจ ถ้าหลวงพ่อบอกพวกเรานั่งสมาธิ บังคับแล้ว ทำใจทื่อๆ จ้อง บังคับกายบังคับใจตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่ารู้ ไม่เข้าสู่ทางสายกลาง ถ้าเมื่อไรจิตเราไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่ง ข้างหลง หลง หลงไปกับโลก กับข้างบังคับตัวเอง บังคับกายบังคับใจ ทำตัวเองให้ลำบาก จิตเราจะเข้าสู่ทางสายกลาง คือพระสูตรที่หนึ่งเลยที่ท่านสอนปัญจวัคคีย์ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าสู่ทางสายกลางได้ เราก็จะปฏิบัติธรรมได้ต่อ

ทำสติปัฏฐานเราก็จะรู้เลย ว่ารู้ต้องอยู่ในทางสายกลาง ถ้ารู้แล้วไม่เข้าทางสายกลาง ไม่ใช่รู้ที่ถูกต้อง ความยากอยู่ตรงที่จะทำอย่างไรจะรู้ได้ถูกต้อง หายใจออกยาว ก็รู้ หายใจเข้ายาว ก็รู้ ผิดอย่างไร ตรงที่ผิด หายใจแล้วใจหนีไปที่อื่น ไม่รู้ว่ากำลังหายใจอยู่ หายใจแล้วก็ไปจ้องลมหายใจ เอาเป็นเอาตายแล้ว จนใจเครียด เรียกว่ารู้ไม่เป็น เราหายใจมาตั้งแต่เกิด ไม่เห็นเหนื่อยเลย พอลงมือกำหนดลมหายใจ เหนื่อยจะขาดใจตายแล้ว เพราะไปบังคับการหายใจ เหมือนเดินจงกรม เดินมาแต่ไหนแต่ไร เดินได้ พอเดินจงกลม บังคับตัวเอง แล้วก็เหนื่อย เครียด ร่างกายไม่ค่อยสบาย

ฉะนั้นถ้าเรารู้หลัก 2 ข้อนี้ก่อน ว่าเราจะต้องอยู่ในทางสายกลาง ไม่ย่อหย่อนไปแล้วก็ไม่ตึงไป ย่อหย่อนก็คือเราลืมอารมณ์กรรมฐานของเรา ตึงเกินไปก็คือเราไปบังคับกายบังคับใจ แทนที่เราจะรู้กายอย่างที่กายเป็น รู้จิตใจอย่างที่จิตใจเป็น ให้รู้ ไม่ใช่ให้บังคับ ให้รู้ ไม่ใช่ให้ลืม ตรงนี้ที่ยากมาก คนในโลกเกิดมาด้วยความหลง ดำรงชีวิตอยู่กับความหลง แล้วก็ตายไปกับความหลง ไม่ได้เกิดมากับความรู้สึกตัว ฉะนั้นต้องฝึก วิธีฝึกบอกแล้ว บทเรียนในการฝึกกรรมฐานนี้อยู่สติปัฏฐาน

 

ต้องมีวิหารธรรม

เราต้องมีวิหารธรรม ใช้กายเป็นวิหารธรรม หรือใช้เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์เป็นวิหารธรรม หรือใช้จิตเป็นวิหารธรรม ส่วนธัมมานุปัสสนาละเอียดลึกซึ้ง เอาไว้ก่อน ยาก แต่วันหนึ่งเราก็จะเข้าไปธัมมานุปัสสนาทุกคน ถ้าภาวนา ตอนจะบรรลุพระอรหันต์นี้ จะรู้แจ้งแทงตลอดสัจจบรรพในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน แล้วตอนนี้เอาของที่ทำได้ก่อน มีอันแรกเลย มีเครื่องอยู่ของจิต มีวิหารธรรม วิหารธรรมก็คือบ้าน มีบ้านให้จิตอยู่ การอยู่บ้านกับอยู่คุกไม่เหมือนกัน แต่ร้อยละร้อยของนักปฏิบัติก็คืออยู่คุก อยู่คุกก็คือบังคับกายบังคับใจ อยู่ในความเข้มงวด บังคับ ไม่ได้อยู่บ้าน อยู่บ้านสบายใช่ไหม จะเดินเล่นออกมานอกบ้านเมื่อไรก็ได้ อยู่คุกไม่ได้ จ้องเอาเป็นเอาตาย เพราะฉะนั้นเวลาเราจะอยู่กับวิหารธรรม ก็เหมือนจิตมีบ้านอยู่

คนอยู่บ้านจะออกจากบ้าน ไปเที่ยวทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจก็ไปได้ แต่เสร็จแล้วต้องกลับบ้าน ไม่ใช่ไปนอนอยู่ข้างถนน ฉะนั้นเราต้องมีตัวแรก ต้องมีวิหารธรรม วิหารธรรมเป็นบ้านของจิต ให้จิตมีบ้านอยู่ ตอนที่หลวงพ่อฝึก หลวงพ่อเรียนกับท่านพ่อลี ท่านให้หายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ให้หายใจไป ทีแรกหายใจก็ไม่ถูกต้อง หายใจไป หายใจไป จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น อันนี้ย่อหย่อนไป อีกทีว่าตั้งใจมาก ตั้งใจจะหายใจ ไม่ให้หลงเลย ตั้งใจเพ่งลงไป ใจก็แน่นๆ อึดอัด ตึงเกินไป อย่างนี้ไม่ได้อยู่บ้านแล้ว พวกที่หลงออกไปก็พวกจรจัด ทิ้งบ้านตัวเองไป มีบ้านแล้วไม่อยู่ อีกพวกหนึ่งเปลี่ยนบ้านให้เป็นคุก บังคับตัวเองจนเคร่งเครียดไปหมดเลย

ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ สังเกตไป อันนี้ตึงไป อันนี้หย่อนไป หย่อนไปก็คือเราลืมอารมณ์กรรมฐานที่กำลังทำอยู่ ตึงไปก็คือบังคับกาย บังคับใจของตัวเอง เช่น บังคับว่าอย่าลืมกรรมฐาน ต้องจ้องไว้ตลอดเวลา เฝ้าไว้ตลอด 24 ชั่วโมง จิตใจจะเครียด จิตที่เครียดสมาธิจะไม่เกิด ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ นี้เป็นหลักที่ทำให้จิตมีสมาธิในเบื้องต้น สมาธิมี 2 อัน สมาธิในเบื้องต้นก็จิตสงบ จิตสงบเราทำกรรมฐานไป ไม่ต้องอยากสงบ อยากสงบจะไปบังคับตัวเอง จะตึงเกินไป ฉะนั้นที่เราไปเพ่งๆ ร้อยละร้อยเกิดจากอยากดี อยากปฏิบัติ เริ่มต้นก็เริ่มด้วยอยากแล้ว

ฉะนั้นเวลาเราจะปฏิบัติ อย่างสมมุติเรามีเครื่องอยู่ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ เราอยู่ไปเรื่อยๆ ไม่บังคับว่าจิตจะต้องสงบ แต่ถ้าจิตหนีไปรู้ทัน หลงไปแล้ว กลับมาอยู่กับลมหายใจ กับพุทโธใหม่ แล้วก็อยากสงบ รู้ว่าอยาก เราก็จะไม่ไปเพ่งไปจ้อง จิตจะรู้สภาวะ รู้การหายใจไปธรรมดา เราจะเห็นร่างกายนี้หายใจ เหมือนเห็นคนอื่นหายใจ หายใจออกยาวก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ เหมือนเราดูคนอื่นหายใจอยู่ ใจเราเป็นคนรู้สบายๆ ใจเราเป็นแค่ผู้รู้ผู้ดูเท่านั้นเอง ก็สบาย พอทำไปเรื่อยๆ เห็นไหม จิตใจเราสบาย สมาธิชนิดสงบก็จะเกิดขึ้น

การที่เราทำกรรมฐานอยู่ บางครั้งเราก็จะเริ่มเห็น พอใจเราเริ่มสงบขึ้น เราก็จะเริ่มเห็นบางทีจิตก็หนีจากอารมณ์กรรมฐานไป จิตหนีไปแล้ว เรารู้ทัน จิตหลงไปคิดแล้ว รู้ทัน จิตที่หลงคิดจะดับ แล้วจิตจะเกิดความตั้งมั่น จะเกิดสมาธิชนิดที่สองคือชนิดตั้งมั่นขึ้นมา จิตถลำลงไปเพ่งลมหายใจ ไหลลงไปอยู่ที่ลมหายใจ ไปแนบกับลมหายใจ มีสติรู้ทัน จิตที่ไหลไปที่ลมก็ดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เห็นร่างกายหายใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นขึ้นมา พอเห็นร่างกายหายใจด้วยจิตที่ตั้งมั่น คราวนี้ทำอย่างไรจะรักษาเอาไว้ได้ เริ่มไม่เป็นกลางแล้ว ให้รู้ทันว่าอยากดี อยากรักษาจิตให้ตั้งมั่นตลอดเวลา อยากเกิดขึ้นอีกแล้วก็ให้รู้ทัน ความอยากก็ดับแล้วก็รู้ มีจิตอยู่กับเครื่องอยู่ไป แล้วถ้าจิตไหลออกจากเครื่องอยู่ รู้ทัน จิตถลำลงไปแนบกับเครื่องอยู่ รู้ทัน รู้เรื่อยๆ รู้บ่อยๆ จิตเราจะตั้งมั่นขึ้นมา แล้วสติจะเริ่มเร็วขึ้นๆ

ฉะนั้นสติปัฏฐานในเบื้องต้น ถ้าทำถูกมีวิหารธรรมไป แล้วก็คอยรู้เนื้อรู้ตัวไป ไม่ได้ฝึกเอาอย่างอื่นเลย ไม่ได้ฝึกเอาฤทธิ์เอาเดช แต่ฝึกเพื่อจะพัฒนาจิตใจตัวเอง ให้พ้นจากอำนาจของกิเลส ในสติปัฏฐานบอกตัวแรกเลยมีวิหารธรรม ตัวที่สอง อาตาปี อาตาปีคือแผดเผากิเลสให้เร่าร้อน ไม่ใช่สนองกิเลส อยากสงบนี้สนองกิเลสแล้ว แต่ถ้าจิตอยากสงบ เรารู้ทันว่าตอนนี้อยากสงบแล้ว กิเลสเร่าร้อนแล้ว ความอยากอยู่ไม่ได้ ความอยากดับไปเลย จิตก็จะตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามกิเลส มีความรู้เนื้อรู้ตัวเกิดขึ้น มีสัมปชัญญะเกิดขึ้น

ถัดจากนั้น สติระลึกรู้อะไรลงไปก็จะเห็นจิตไปรู้อันนี้ ลืมจิตที่ตั้งมั่น กลายเป็นจิตที่ไปดูรูป พอเรารู้ทัน จิตที่ไปดูรูปดับ ก็เกิดจิตที่ตั้งมั่น เราจะเห็นการทำงานของมันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นในเบื้องต้นมันเกิดสติ การที่เราคอยรู้ทัน จิตที่หลงไปไหลไป รู้เรื่อยๆๆๆ จิตจะตั้งมั่นขึ้นมา พอจิตตั้งมั่นแล้วต่อไปสติระลึกรู้สิ่งใด ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ปัญญาจะเกิดๆ จะรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งรูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์

 

อยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง

ฉะนั้นในสติปัฏฐาน 4 เริ่มต้นเราต้องมีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ อย่ามาทำเก่ง ว่าจะไม่มีเครื่องอยู่แล้วจะทำได้เอง เก่งเกินพระพุทธเจ้าสอน ไม่เก่งจริง จิตต้องมีเครื่องอยู่ ไปดูตัวเอง เหมาะกับเครื่องอยู่ชนิดไหน จะดูกายหรือดูเวทนาหรือดูจิต อันไหนก็ได้ ถ้าชำนิชำนาญการภาวนา จะขึ้นไปสู่ธัมมานุปัสสนาได้ จะเห็นกระบวนการ จะไม่ใช่แค่เห็นตัวสภาวะทีละตัว ในธัมมานุปัสสนาจะเห็นกระบวนการทำงาน อย่างนิวรณ์เกิดจากอะไร ทำไมถึงเกิด จะรู้ขึ้นมา ธรรมะฝ่ายกุศลอย่างโพชฌงค์ 7 มีอะไรบ้าง ทำไมถึงเกิดจะรู้ หรือปฏิจจสมุปบาท มันรู้ว่าความทุกข์เกิดจากอะไร จะรู้อันนี้ จะรู้กระบวนการ ทั้งกุศลทั้งอกุศล หรือรู้ขันธ์ เห็นขันธ์แต่ละขันธ์ก็มีเหตุให้เกิด แล้วก็ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ จะยากแล้ว พวกเราแขวนไว้ก่อน ธัมมานุปัสสนาแขวนไว้ก่อน ยาก มือใหม่ยังทำไม่ได้ ยาก

เอาของง่ายๆ ใช้วิหารธรรมที่ง่ายๆ อย่างบางคนบอกรู้ลมหายใจก็ละเอียดเกินไป หายใจ รู้ยิบเลย ละเอียดเกินไป บางคนบอกรู้อิริยาบถ 4 หยาบเกินไป นั่งตั้งนาน จิตหลงไป 500 ครั้งแล้ว ก็หยาบไป ตัวพอดีๆ คนทั่วๆ ไปอย่างพวกเราพอทำได้ คือรู้ความเคลื่อนไหวของร่างกาย ร่างกายขยับรู้สึก ร่างกายหันซ้ายหันขวา รู้สึกไปเรื่อยๆ คอยรู้สึกอย่างนี้ แล้วจิตใจจะอยู่ที่ตัวเอง จิตใจคอยรู้สึกตัวเรื่อยๆ ขยับแล้วรู้สึก หยุดนิ่งแล้วรู้สึก ขยับแล้วรู้สึก หยุดนิ่งแล้วรู้สึก แต่ไม่ต้องผิดธรรมชาติ เอาแล้ว ขยับ หยุด ขยับ หยุด โอยประสาทกินแล้ว ผิดธรรมชาติไป เรากระดุกกระดิกอยู่แล้ว คัน เห็นร่างกายคัน เกา ฟังเข้าใจ เห็นหัวกระดกๆ เห็นไหม ฟังเข้าใจ ฟังแล้วงง หน้านิ่วคิ้วขมวด

เห็นไหมร่างกายเราขยับอยู่ตลอด ค่อยๆ รู้สึกไป รู้สึกตรงไหนได้ก็รู้สึกตรงนั้น การที่บางท่าน ท่านก็ทำเป็นหลักสูตรเลย ต้องขยับท่านี้ ขยับท่านี้ ก็ดีเหมือนกัน บางคนขยับแล้วก็ดี แต่ถ้าขยับแล้วก็ห่วง ท่านี้แล้วจะไปท่าไหน อะไรนี่ จิตจะฟุ้งซ่าน ขยับไปก็ไม่ได้มีความสุข สมาธิก็ไม่เกิด ขยับไปก็คิดไป ทำอย่างไรจะสงบ จิตฟุ้งซ่าน จิตก็ไม่ตั้งมั่น ฉะนั้นขยับที่ดี พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกเลยว่าขยับแบบไหน เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก หยุดนิ่งแล้วรู้สึก ไม่ได้มีกระบวนท่า ไม่ได้มีกระบวนท่าหรอก ฉะนั้นเคลื่อนไหว เคลื่อนไหว รู้สึก รู้สึกเรื่อยๆ

รู้สึกเพื่ออะไร เพื่อไม่ให้จิตใจลืมตัวเอง เพื่อจะให้รู้สึกตัว ใจเราจะไม่ล่องลอยหนีไปที่อื่น ทีแรกอาจจะรู้สึกได้บางส่วน เห็นมือเคลื่อนไหว ใจเราเป็นคนดู กำลังใจลอยอยู่ ตอนฝึกร่างกายขยับแล้วรู้สึกไป พอใจลอย ร่างกายเราขยับ ไม่ได้ขยับท่าที่ฝึกด้วย ขยับปุ๊บสติเกิดเลย สติเกิดเองเลย ต้องฝึกจนกระทั่งสติอัตโนมัติเกิด เพราะฉะนั้นเบื้องต้นของสติปัฏฐาน มีวิหารธรรม แล้วอยู่กับวิหารธรรมแบบไม่สุดโต่ง 2 ฝั่ง รู้วิหารธรรมไปด้วยจิตใจปกติ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป

แล้วก็รู้ว่า เราไม่ได้ทำเพื่อความดีวิเศษวิโสอะไรหรอก เราทำไปเพื่อสู้กับกิเลส เรามีกิเลสแล้ว เราสู้กับกิเลสไม่ได้ไปสู้กับคนอื่น เราไม่ได้ภาวนาเพื่อแข่งกับคนอื่น บางคนเดินจงกรมแล้ว เพื่อนยังเดินเราต้องเดินด้วย เราจะต้องชนะมัน อย่างนี้ทำเพราะกิเลส ไม่ได้ทำเพื่อสู้กิเลสแล้ว สังเกตตัวเองไป แล้วการที่เรามีสติอยู่กับวิหารธรรม เราไม่ได้เอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรทั้งสิ้น เราจะเอาความรู้สึกตัว อยู่กับวิหารธรรมไป แล้วก็มีความเพียรที่จะแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพียรเพื่อจะวิเศษวิโสเหนือคนอื่น การที่เราคอยมีวิหารธรรม มีสติอยู่กับวิหารธรรมเรื่อยๆ จิตหนีจากวิหารธรรมก็รู้ จิตเพ่งวิหารธรรมก็รู้ จิตอยู่กับวิหารธรรมก็รู้ การที่รู้ๆๆ บ่อยๆ มันจะรู้สึกตัว จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว สัมปัญชัญญะจะเกิดขึ้น จิตใจจะอยู่กับเนื้อกับตัว

เมื่อมีสัมปชัญญะ จิตใจอยู่กับตัวเองได้แล้ว ต่อไปพอจิตเราตั้งมั่นอยู่ แล้วสติหยั่งลงไปรู้กาย ปัญญาก็จะเกิด จะเห็นว่าร่างกายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ความสุขทุกข์ในใจ ก็จะเห็นสุขทุกข์ในใจเหมือนความฝันเท่านั้นเอง ผ่านมา ผ่านไป บังคับไม่ได้ อย่างเราบังคับความฝันไม่ได้ ความสุขความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในใจเรา เราก็บังคับไม่ได้ เราเฝ้ารู้เฝ้าดู ก็จะเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตเราตั้งมั่นอยู่ เราก็จะเห็น กุศลที่เกิดขึ้น ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โลภ โกรธ หลงที่เกิดขึ้น ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตรงที่เราเห็นสภาวะทั้งหลาย เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นล่ะ เรียกว่าการเจริญวิปัสสนา เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างยิ่งเลย การทำวิปัสสนา

 

เวลาที่เราปฏิบัติ ทิ้งจิตไม่ได้

เพราะฉะนั้นสติปัฏฐานเบื้องต้นจะได้สติ เบื้องปลายจะได้ปัญญา ฉะนั้นเราเดินไปตามลำดับ มีเครื่องอยู่ พอมีเครื่องอยู่ ไม่ได้หวังผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เราปฏิบัติ ตั้งใจปฏิบัติเป็นพุทธบูชา ปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า แทนคุณท่าน ท่านสอนมาเราก็อดทนทำไป ไม่ได้ทำเพื่อความดี ความสุข ความสงบอะไรของตัวเองเลย ตั้งใจไป พอตั้งใจอย่างนี้ แล้วเวลาจิตขยับเขยื้อน หรือร่างกายขยับเขยื้อน อย่างเราอยู่กับร่างกายเคลื่อนไหวอย่างนี้ จิตใจจะมาอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ลืมตัวเอง พอเรารู้สึกตัวได้แล้ว ต่อไปจิตจะตั้งมั่น รู้สึกตัวเอง จิตก็ตั้งมั่นอยู่

ถัดจากนั้นเราก็ไม่รักษาจิตให้ตั้งมั่นตลอดเวลา เราฝึกแบบเป็นธรรมชาติแท้ๆ เลย พอจิตเราตั้งมั่นขึ้นมา แล้วจิตเราสติเราไประลึกรู้อะไร มีจิตเป็นคนดู เหมือน 5 นิ้วนี้ นิ้วทั้ง 5 นิ้ว นิ้วไหนสำคัญที่สุด นิ้วนี้ ถ้าไม่มีนิ้วนี้ ไม่มีนิ้วโป้ง 4 นิ้วนี้ไปทำอะไรได้ ทำอย่างนี้ หยิบอะไรก็ไม่ได้ นิ้วนี้สำคัญที่สุด ถ้าเทียบแล้วก็คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือตัวจิต เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะรู้รูป ใครเป็นคนรู้รูป จิตเป็นคนรู้รูป เวลารู้เวทนา ก็จิตเป็นคนไปรู้เวทนา สัญญา สติระลึกรู้สัญญา ใครจะเป็นคนไปรู้ จิตเป็นคนรู้ สังขารความปรุงดีปรุงชั่ว ใครเป็นคนรู้ จิตเป็นคนรู้

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราปฏิบัติทิ้งจิตไม่ได้ ถ้าไม่มีจิต จะไปปฏิบัติได้อย่างไร ใครเป็นคนรู้กรรมฐาน ก็จิตเป็นคนรู้อารมณ์กรรมฐาน การที่เราต้องฝึกจิต ฝึกใจตัวเองให้อยู่กับเนื้อกับตัว เป็นเรื่องสำคัญที่สุดเลย แล้วยากที่สุดเลย เพราะเราเกิดมาพร้อมกับความหลง เราไม่ได้เกิดมากับความรู้สึกตัว เราก็ต้องมาฝึกสติปัฏฐาน ฝึกไป มีวิหารธรรม อยู่กับวิหารธรรม รู้วิหารธรรมไป โดยที่ไม่ได้ตึงไป ไม่ได้หย่อนไป ตึงไปก็คือบังคับกายบังคับใจ ให้อยู่กับวิหารธรรม หย่อนไปก็คือลืมวิหารธรรมของเรา เช่นเราหายใจ แล้วเราไปจ้องลมหายใจเอาเป็นเอาตาย อันนี้ตึงไป ถ้าหายใจแล้ว จิตหนีไปนี่หย่อนไป จะสั่งจิตว่าให้พอดี สั่งก็ไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา

แล้วทำอย่างไร อาศัยกำลังของสติ ทำกรรมฐานไป จิตหลงไปจากกรรมฐาน รู้ทัน มีสติ รู้ทัน ทำกรรมฐานไป จิตถลำลงไปเพ่งไปจ้องกรรมฐาน รู้ทัน จิตก็จะไม่เพ่งก็ตั้งขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ในสติปัฏฐานไปดูให้ดี มีกริยาอยู่คำเดียวคือคำว่ารู้ แล้วไม่ใช่รู้นานๆ ที ท่านบอกรู้เนืองๆ รู้เนืองๆ แปลว่ารู้บ่อยๆ ไม่ใช่รู้ตลอดเวลาด้วย รู้เนืองๆ รู้บ่อยที่สุดเท่าที่รู้ได้ ไม่ใช่ว่าต้องรู้ไม่ให้คลาดสายตา ถ้ารู้ไม่ให้คลาดสายตา จ้องทันทีเลย จะไปเป็นพรหม เพราะพรหมอยู่ในอารมณ์กรรมฐานอันเดียว นิ่งอยู่อย่างนั้น อยู่ได้ทีหนึ่งหลายๆ กัปเลย

เดินในหลักอย่างนี้ ยากไปไหม อันแรกเลย ดูตัวเองอยู่กับวิหารธรรมอะไรแล้วสติเกิดบ่อยเอาอันนั้น อย่างหลวงพ่อฝึกจนชินตั้งแต่เด็ก พอไม่ต้องทำงานที่คิด จะกลับมารู้ลมหายใจกับพุทโธทันทีเลย มาอยู่ตรงนี้เป็นเครื่องอยู่ อยู่แล้วสบาย ใจไม่วอกแวก อยู่กับเครื่องอยู่ไป เวลามีอะไรมากระทบทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตไปรับรู้ วางเครื่องอยู่ไปรับรู้ ไปรับรู้ ไม่นานก็จะรู้ตัวว่าจิตหลงไปแล้ว ไหลไปทางทวารทั้ง 6 แล้ว พอรู้ทัน จิตที่ไหลไปดับ ก็เกิดจิตที่รู้ขึ้นมาอีก

ทำไปเรื่อยๆๆ ไม่ยากหรอก มันยากตรงที่ไม่รู้วิธีทำ แล้วก็ทำไม่พอ แค่นั้น ถ้าทำพอได้ผลเร็ว ได้ผล ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่เนินช้า ธรรมะที่เนิ่นช้าคือธรรมที่หลงในโลก ธรรมะที่ติดอยู่กับโลก อันนั้นธรรมที่เนิ่นช้า ธรรมที่ไม่เนิ่นช้าคือธรรมที่จะไปจากโลก เราเวียนว่ายตายเกิด นับภพนับชาติไม่ถ้วน ยืดเยื้อยาวนาน เรามาลงมือปฏิบัติ 7 วัน 7 เดือน 7 ปี ยาวนานที่ไหน เทียบกับเวลาที่หลงอยู่ในสังสารวัฏ เทียบกันไม่ได้เลย ฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้า ถ้าเราทำได้ถูก ถ้าทำได้พอ ให้ผลเร็ว

 

การอ่านจิตตัวเองได้ทั้งวัน คือการปฏิบัติทั้งวัน

เมื่อก่อนหลวงพ่อไปกราบครูบาอาจารย์ ไปส่งการบ้านท่าน เสร็จแล้วตอนส่งการบ้านเสร็จแล้ว ก็ออกมาจากท่าน พระอุปัฏฐากท่านก็นั่งฟังอยู่ด้วย แล้วตอนเย็นหลวงพ่อไปเจอพระอุปัฏฐาก หลวงพ่อก็คุยกับท่าน บอกตั้งแต่สิ้นหลวงปู่ดูลย์ ไม่มีครูบาอาจารย์ที่สอนเรื่องจิตเรื่องใจได้สะใจลึกซึ้งเท่าที่หลวงปู่เทสก์ตอบเลย ยังมีรูปท่านอยู่นี่ มีลายเซ็นท่านด้วย ห้ามขโมย ของส่วนรวม มีลายเซ็น ไปบอกพระอุปัฏฐากว่าหาครูบาอาจารย์ที่สอนได้ถึงจิตถึงใจ มีแต่องค์นี้ แต่ไม่ใช่องค์อื่นไม่ดี องค์อื่นก็ถึงจิตถึงใจคนอื่น แต่ว่าจริตนิสัยหลวงพ่อถูกใจกับหลวงปู่เทสก์ ฟังแล้วสะใจถึงอกถึงใจ บอกไม่มีองค์ไหนตอบได้อย่างนี้ เพราะหลวงปู่ดูลย์ไม่อยู่แล้ว

พระอุปัฏฐากก็บอกว่าพอคุณออกมา หลวงปู่ก็พูดเลยว่าไม่มีลูกศิษย์คนไหนถามได้อย่างที่คุณถาม แล้วถ้ามีลูกศิษย์อย่างนี้หลายๆ คนท่านจะอายุยืนเป็นร้อยปีเลย ว่าอย่างนี้ แล้วพระอุปัฏฐากท่านก็หัวเราะ ว่าลูกศิษย์ก็ชมอาจารย์ อาจารย์ก็ชมลูกศิษย์ ลูกศิษย์ชมว่าอาจารย์สอนได้ถูกใจเราที่สุด อาจารย์ก็บอกว่าลูกศิษย์ถามได้ถูกใจที่สุดเลย

แล้วท่านก็ถามหลวงพ่อ โยมทำได้อย่างไร โยมปฏิบัติปีหนึ่ง เหมือนพระทำ 10 ปี 20 ปี บางทีไม่ได้ ทำไมท่านใช้หน่วยเป็นปี เพราะปีหนึ่งหลวงพ่อจะขึ้นไปกราบหลวงปู่ทีหนึ่ง ฉะนั้นปีหนึ่งท่านจะเจอทีหนึ่ง แล้วท่านก็จะเห็นพัฒนาการ ครูบาอาจารย์บอกเราพัฒนาเป็นลำดับลำดับไป ท่านถามโยมทำได้อย่างไร ปีหนึ่งเหมือนพระทำ 10 – 20 ปี บางทีไม่ได้ ตอบท่าน ผมทำทั้งวัน ท่านก็งงๆ ก็ไม่ได้พูดอะไร ท่านจะรีบไปสรงน้ำทำวัตรก็แยกย้ายกัน ท่านก็งง เป็นฆราวาสทำทั้งวันทำอย่างไร ก็ทำอย่างที่เล่า ตั้งแต่ตื่นนอน

ตื่นนอน จิตรู้สึกตัวขึ้นมา แล้วขยายความรู้สึกตัวมาที่ร่างกาย ขยายความรู้สึกตัวอีกช็อตหนึ่งออกไปรู้โลกข้างนอกได้แล้ว กลับมาอยู่อย่างที่พวกเราอยู่ตอนนี้ แล้วถัดจากนั้นกระทบอารมณ์ ไม่หนีการกระทบอารมณ์แต่สำรวม การสำรวมกับการหนีไม่เหมือนกัน สำรวมหมายถึงว่า มีตาเราก็ดู มีหูก็ฟัง มีจมูกได้กลิ่น มีลิ้นรู้รส มีกายรู้สัมผัส มีใจคิดนึก มีหน้าที่ต้องกระทบอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ก็กระทบไป แต่เรามีสติดูแลจิตของเรา คำว่าสำรวมไม่ได้แปลว่า ไม่ดู ไม่ฟัง ไม่คิด ถ้าไม่ดูแล้วดี คนตาบอดก็บรรลุพระอรหันต์ก่อน ถ้าไม่ฟังแล้วก็ดี คนหูหนวกก็บรรลุพระอรหันต์ก่อน ถ้าไม่คิดแล้วก็ดี พวกไม่รู้เรื่องเป็นผักก็บรรลุพระอรหันต์ไป ทำไมไม่เป็นอย่างนั้น สำรวมไม่ได้เป็นอย่างนั้น สำรวมก็คือพอตาเราเห็นรูป จิตเรายินดียินร้าย รู้ทัน หูได้ยินเสียง เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต รู้ทัน จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต รู้ทัน ใจเราคิด เกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต รู้ทัน นี้เรียกว่าสำรวม ไม่ได้หนี เราไม่ได้หนีโลก แต่บางทีสู้ไม่ไหว ก็ต้องหนีเหมือนกัน

โดยเฉพาะพวกพระ พระหนุ่มๆ ราคะแรง ไม่ได้ถูกตอนมา ราคะก็มีเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ผ้าเหลืองคลุมเข้าไปปุ๊บ ราคะดับเมื่อไร จิตมีราคะ ห้ามไม่ได้ ห้ามไม่ได้ก็ต้องอย่าไปดู พระพุทธเจ้าท่านก็สอน อย่างไปเจอผู้หญิง ไม่มองได้ดีที่สุด ถ้ามองก็อย่าไปมองนาน มองแวบรู้เรื่องก็ไม่ดู ถ้าต้องคุยด้วย ก็คุยสั้นๆ สัก 2 – 3 คำพอ Yes No ไปเลย แค่นั้นพอ ถ้าต้องคุยยาวกว่านั้น ให้มีสติไว้ นี้คือคำว่าสำรวม แต่ว่าต้องระวัง ระวังเหมือนกันสำหรับพระ สำหรับโยมก็ต้องสำรวมเหมือนกัน ถ้าวันๆ ไปดูแต่คลิปอะไรที่ไม่ดี ดูแล้วกิเลสฟูทั้งวัน อย่ามาคุยเรื่องภาวนาเลย ทำไม่ได้หรอก แต่ว่าคำว่าสำรวม ไม่ใช่แปลว่าไม่ดูไม่ฟัง ดูแล้วฟังด้วยความมีสติทั้งวันเลย

การที่หลวงพ่ออ่านจิตตัวเองได้ทั้งวัน นั่นก็คือการปฏิบัติทั้งวัน ยกเว้นเวลาทำงาน เวลาทำงานจดจ่ออยู่กับงาน ทำไปแล้วสักพักหนึ่ง ทำเป็นชั่วโมงๆ ล้า เหนื่อย เราเห็นเลยสมองเราล้าแล้ว จิตใจเราก็เบื่อ รู้ จะไปดูให้หาย ไม่หาย เพราะร่างกายสะบักสะบอม จิตใจสะบักสะบอมมาก ต้องคิดหนักอะไรอย่างนี้ ทำงานหนัก หลวงพ่อใช้วิธีเบรก เบรกตัวเองด้วยการเดินไปห้องน้ำ วิธีเดินไปห้องน้ำที่ถูกต้องทำอย่างไร ขั้นแรกต้องลุกก่อนใช่ไหม นั่งอยู่บนโต๊ะ จะมาห้องน้ำอยู่ตรงโต๊ะทำงาน ก็ทำไม่ได้ ขั้นแรกก็ต้องลุกไป เวลาเราลุกเก้าอี้อย่างนี้ เราขยับส่วนไหนของร่างกายก่อน ขยับมือ ไปสังเกต ขยับมือก่อน แล้วก็ขยับตัว แล้วถึงขยับเท้า แล้วก็ค่อยลุก แล้วก็เดินไป

ตอนที่ทำงานหนักๆ ชุลมุนมากๆ ดูจิตไม่ได้ ไม่มีกำลังพอ ดูกายเลย ดูกายก็คือการปฏิบัติธรรม เดินไปห้องน้ำ เห็นร่างกายเดินไปห้องน้ำ ไปฉี่ ผู้ชายก็ยืนฉี่ แล้วก็ฉี่เสร็จแล้ว เดินออกมานี้รู้สึกตัวได้แล้ว เพราะห้องน้ำนี้มีชื่ออันเป็นมงคล ชื่อห้องสุขา ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เราเข้าห้องน้ำ ใจเราสบายแล้ว ตัวเบา รู้เลยจิตใจสบาย ดูจิตได้แล้ว ตอนที่เดินกลับมาทำงาน ดูจิต ดูจิตมาได้ตลอดทางแล้ว ทำอย่างนี้ ทำอย่างนี้ เบรกตัวเองเรื่อยๆ แล้วก็ไม่ทิ้งเวลาให้หมดไปเปล่าๆ อย่างพวกเราหลายคน ไปถึงโต๊ะทำงานก็เปิดคอม ระหว่างที่บูตเครื่อง นั่งกินกาแฟ นั่งดูหนังสือพิมพ์ ขาดสติตลอดเลย

ทำอะไรต้องมีสติ อย่าให้มีช่องโหว่ ทำให้มากที่สุด ทำให้ถี่ยิบเลย จะอาบน้ำ จะกินข้าว จะขับถ่าย จะรอรถเมล์ หรือรถติด เราก็ภาวนาได้ รถติด ใจหงุดหงิด ใจรำคาญ รู้ทัน คนไทยเดี๋ยวนี้มารยาทดี มีการเข้าแถว ไปขึ้นรถไฟฟ้า สมัยหลวงพ่อไม่มี แย่งกันเหมือนเปรต เวลาเขาทำพิธีชิงเปรต ผีมันแย่งกัน ยุคนี้ยังดี ก็ค่อยๆ มีมารยาทมากขึ้น ทุกอย่างเลย ขึ้นรถไปทำงาน ก็กังวลจะทันไม่ทัน รถแน่น ร้อนอึดอัด ไม่ใช่รถแอร์ รถเมล์โบราณ

ต่อมาเปลี่ยนเส้นทางเดิน ลงเรือ ลงเรือจากนนทบุรีมาเทเวศน์ ทำงานอยู่ทำเนียบ ลงเรือมาเทเวศน์ แล้วก็เดินจากเทเวศน์ไปทำเนียบรัฐบาล ตรงที่ลงเรือมา คนที่นั่งเรือกัน นั่งรถนี่ จิตไม่เหมือนกับ สมัยก่อน สมัยนี้เหมือนกัน ลงเรือก็ดูมือถือ นั่งรถก็ดูมือถือ สมัยก่อนไม่มีมือถือ นั่งรถก็ลำบาก รถติด ลงเรือสบายใจ พวกที่ลงเรือ ตาจะใสๆ มีความสุข แต่เป็นความสุขแบบเผลอเพลิน เรามาถึงที่เทเวศน์ก็เดิน นั่นก็เดินจงกรม เป็นกิโลเลยเดินไปทำงาน ตอนเย็นก็เดินกลับ นี่คือการปฏิบัติทั้งหมดเลย

 

 

เพราะฉะนั้นไปฝึก ฝึกตัวเอง รู้สึกกายรู้สึกใจ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ารู้สึกได้ แล้วเราจะพบว่า มรรคผลนิพพานไม่ใช่เรื่องยาก ฆราวาสก็ทำได้ ขอให้ถือศีล 5 ไป แล้วเจริญสติให้ต่อเนื่องไป ไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหรอก แล้วทำให้ถูกในหลักของสติปัฏฐานเท่านั้น

ว่าจะเทศน์ย่อๆ 45 นาทีแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ตรวจการบ้านง่าย คนละนาที พวกไม่ภาวนา มาส่งการบ้านเสียเวลา เรียนเบสิกแล้ว สอนไว้เยอะแล้ว ไปฟังเอาเอง พวกส่งการบ้านหมายถึงว่า เรียนแล้วไปลงมือทำแล้ว ลงมือทำแล้วปัญหาถามครูบาอาจารย์ หรือบางทีไม่มีปัญหา ไปส่งการบ้าน ครูบาอาจารย์บอกไปทำต่อ ไปต่อยอดอย่างนี้ อะไรอย่างนี้ ก็จะต่อกันสั้นๆ ไม่พูดกันเยอะ

หลวงพ่อเวลาไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์ ไปกราบ “บอกพ่อแม่ครูอาจารย์สอนผมอย่างนี้ ผมเอาไปทำแล้ว มีผลอย่างนี้ ผมพิจารณาแล้ว อย่างนี้ๆ อย่างนี้ถูก อย่างนี้ไม่ถูก ที่ผมปฏิบัติมานี้ถูกต้องไหม ถ้าไม่ถูกต้อง ขอครูบาอาจารย์ช่วยบอกด้วย ถ้าถูกต้องแล้ว ขอให้ครูบาอาจารย์บอกด้วยว่าทำอย่างไรจะพัฒนามากกว่านี้” ส่งกันบ้านส่งแค่นี้เอง แต่ก่อนอื่นก็จะต้องไปบอกท่านก่อนว่า ท่านสอนอย่างนี้ ผมไปทำอย่างนี้

ถ้ามาส่งการบ้านหลวงพ่อ “ที่หลวงพ่อสอนอย่างนี้ ผมยังไม่ได้ทำเลย ขอส่งการบ้าน” ฟังแล้ว คันไม้คันมือ อยากเบิ๊ดกะโหลก จะส่งการบ้านก็ต้องทำการบ้านสิ แล้วก็ไม่ต้องลอกการบ้าน สมัยก่อนให้นั่งเข้าแถว ส่งการบ้าน แล้วลอกการบ้านกัน คนนี้เขาถามอย่างนี้ อันนี้ไม่ได้ทำหรอกก็เป็นลอกการบ้านจะมาส่ง อย่านึกว่าเราไม่รู้ เราภาวนามาเยอะแล้ว กระล่อนแค่ไหนเราก็รู้อยู่

 

หลวงปู่ปราโมทย์​ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
22 กุมภาพันธ์ 2569