การภาวนา ขั้นแรกต้องฝึกรู้สึกตัวให้ได้ก่อน เพราะการปฏิบัติธรรมนี้เราทำเพื่อความพ้นทุกข์ เราพ้นทุกข์ได้เมื่อหมดความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความยึดมั่นถือมั่นในกายในใจของเรานี้ เรายึดมากที่สุด อย่างเราบอกเรารักบ้านเรา ซื้อบ้านมาราคาแพง ยึดมั่นบ้านเรา พอไฟไหม้บ้านทำไมเราวิ่งหนีออกมา เพราะเรารักร่างกายนี้มากกว่าบ้าน ฉะนั้นสิ่งที่เรารักที่สุดก็คือกายกับใจนี้ เป็นสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นมากที่สุด ทีนี้ทำอย่างไรจะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราต้องเห็นความจริงของร่างกายจิตใจ
เห็นความจริงของกายของใจเนืองๆ
ในที่สุดจิตจะยอมจำนนกับข้อเท็จจริง
ถ้าเราเห็นความจริงของกายของใจ เราจะรู้ว่าเป็นของที่ไม่น่ายึดมั่นถือมั่น เพราะร่างกายเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีหนังหุ้มอยู่ ข้างในสกปรก แล้วความสกปรกก็ซึมซ่านออกมาทุกรูขุมขน นี่ร่างกายไม่ใช่ของสวยของงาม ร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกข์ มีความทุกข์บีบคั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ร่างกายเป็นอนัตตา เป็นแค่ก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้ามีธาตุไหลออก ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวเราตัวเขา นี่คือความจริงของร่างกาย
ความจริงของจิตใจก็คือเราเลือกอารมณ์ไม่ได้ ถ้าเราเลือกได้ เราก็เลือกอารมณ์ที่ดี ปฏิเสธอารมณ์ไม่ดี อย่างอารมณ์ดี เช่น เห็นรูปที่ชอบใจ ได้ยินเสียงที่ชอบใจ ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสที่ชอบใจ ได้คิดได้นึกเรื่องราวที่สนุกสนานชอบอกชอบใจ ในความเป็นจริงเราเลือกอารมณ์ไม่ได้ อารมณ์ดีบ้าง อารมณ์ไม่ดีบ้างมากระทบแล้วแต่วิบากให้ผล วิบากที่ดีให้ผลมาเราก็กระทบอารมณ์ที่ถูกอกถูกใจ วิบากไม่ดีก็กระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ ฉะนั้นเราเลือกอารมณ์ไม่ได้ เรามีตา เราก็เลือกไม่ได้ว่าจงเห็นแต่รูปที่ดี รูปอะไรที่ไม่สวยไม่งามไม่เห็น มันทำไม่ได้ มีหูก็ต้องได้ยินเสียง ได้ยินเสียงที่ถูกใจบ้าง ได้ยินเสียงที่ไม่ถูกใจบ้าง เราเลือกไม่ได้ มีจมูก มันก็ได้กลิ่น ได้กลิ่นถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง เราก็เลือกไม่ได้
อย่างวัดเรา ตอนมาสร้างใหม่ๆ รอบๆ นี้ไม่มีคน ไม่มีผู้คน เงียบเป็นป่า รอบๆ นี้ไม่มีอะไรเลย ทางวัดก็ปลูกต้นไม้ปลูกอะไรไว้ จะมีกลิ่นดอกไม้หอมทั้งวันทั้งคืนเลย ดอกไม้แต่ละอย่างมันหอมไม่พร้อมกัน มีกลิ่นหอม กลางค่ำกลางคืนอากาศเย็นสบาย มีดาวเต็มท้องฟ้า บรรยากาศดีเหมาะกับการภาวนา สงบสงัด อยู่มาๆ ก็มีโรงเลี้ยงไก่มาตั้งอยู่เหนือลมนี้ อยู่ทางทิศเหนือ เวลาลมพัดมาทางนั้น กลิ่นที่ไม่ดีมันก็มาเต็มวัดเลย เรามีจมูก เราก็เลือกไม่ได้ว่าจะได้กลิ่นหอมอย่างเดียว กลิ่นเหม็นมามันก็ได้กลิ่น มันเลือกไม่ได้
ฉะนั้นการรับรู้อารมณ์ของเรา เริ่มต้นเราเลือกผัสสะไม่ได้ พอมีผัสสะแล้วเราก็เลือกความรู้สึกไม่ได้ มีผัสสะแล้วเราก็จะเลือกความรู้สึกสุขหรือรู้สึกทุกข์อะไรอย่างนี้ เราเลือกไม่ได้ เห็นรูป บางทีก็เกิดความรู้สึกสุข บางทีก็เกิดความรู้สึกทุกข์ บางทีก็เฉยๆ บางทีเห็นรูปก็เกิดกุศล บางทีเห็นรูปก็เกิดอกุศล อย่างบางคนไปตามวัด เห็นพระพุทธรูป บางวัดก็สร้างพระพุทธรูปได้น่าเกลียดมากเลย เห็นแล้วก็ค่อนขอดนินทา พระวัดนี้ไม่สวยเลย นึกในใจ ยังไม่ได้พูดเลย จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง เรามองไม่เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในพระพุทธรูปที่ไม่สวย เขาพยายามสร้างให้สวยนั่นละ แต่สร้างได้แค่นั้น สิ่งที่เขาต้องการสื่อคือสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ทีนี้คน 2 คนไปเห็นพระพุทธรูปองค์เดียวกัน บางคนก็ติโน้นไม่สวยตรงนี้ไม่สวย นิ้วยาวไป หัวโตไปอะไรอย่างนี้ ว่าอย่างโน้นว่าอย่างนี้ อีกคนหนึ่งเห็น จิตใจระลึกถึงพระพุทธเจ้า 2 คนนี้มีคติที่แตกต่างกัน คนหนึ่งจิตเป็นอกุศล คนหนึ่งจิตเป็นกุศล ทุกคนก็อยากให้จิตเป็นกุศลล่ะ แต่มันเลือกไม่ได้ ทุกคนก็อยากให้จิตมีแต่ความสุขล่ะ แต่มันเลือกไม่ได้
ทางจิตใจเรามันก็มีแต่ของไม่เที่ยง เวลามีความสุขมันก็ไม่เที่ยง เวลาทุกข์มันก็ไม่เที่ยง เวลาไม่สุขไม่ทุกข์ก็ไม่เที่ยง เวลาเกิดกุศลก็ไม่เที่ยง เกิดโลภ โกรธ หลง ก็ไม่เที่ยง เรามีสติรู้ทันจิตใจตัวเองไป จิตใจเรามีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของบังคับไม่ได้ อย่างบังคับไม่ได้ เช่น เราเลือกอารมณ์ไม่ได้ ถ้าเลือกได้เราก็เลือกกระทบแต่อารมณ์ที่ถูกใจ เรียกอิฏฐารมณ์ อย่างบางทีก็กระทบอนิฏฐารมณ์ อารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันจิตใจ เราเห็นจิตใจเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง เต็มไปด้วยความเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้
การที่เราเห็นความจริงของร่างกายเนืองๆ เห็นความจริงของจิตใจเนืองๆ ในที่สุดจิตจะยอมจำนนกับข้อเท็จจริง มันยอมรับความจริง ร่างกายนี้เป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ยอมรับความจริงว่าจิตใจเป็นของไม่เที่ยง สุขบ้างทุกข์บ้าง ดีบ้างชั่วบ้าง เป็นอนัตตา เราเลือกอารมณ์ไม่ได้ เลือกความรู้สึกไม่ได้ มีอารมณ์อย่างนี้แล้วเราจะเลือกว่าจิตต้องเป็นกุศล ก็เลือกไม่ได้ มันเป็นอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ อันนี้เรียกว่าเราเห็นความจริง เห็นความจริงว่าร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นความจริงว่าจิตใจเราไม่เที่ยง เป็นอนัตตา
เราจะรู้ตามความเป็นจริงได้
จิตเราต้องตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลาง
การที่จะเห็นจิตใจเป็นตัวทุกข์ ถ้าจิตใจเป็นทุกขเวทนา อันนี้เห็นง่าย กลุ้มใจดูง่าย แต่คำว่าทุกขัง ทุกขตานี่ดูยาก ทุกขตาคือภาวะที่บีบคั้นให้แตกสลาย คนที่จะเห็นจิตแล้วมองจิตในมุมทุกขตาได้ ส่วนมากที่รู้จะเป็นพวกทรงฌาน จะหลุดพ้นด้วยการเห็นจิตเป็นตัวทุกข์ ส่วนพวกปัญญาแก่กล้าก็จะเห็นจิตเป็นอนัตตาแล้วก็ปล่อยวาง พวกทรงฌานเห็นจิตเป็นทุกข์แล้วก็ถึงจะวาง เพราะตอนเราภาวนา เราจะเกิดจิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา พอเราภาวนาไปจิตมันมีแต่ความสุขสำหรับคนทรงฌาน มีความสุข เป็นอุเบกขา อุเบกขาก็เป็นความสุขขั้นละเอียด ตอนที่จะเห็นความจริงแท้จนปล่อยวางจิตได้ สติปัญญาแก่รอบแล้ว เห็นว่าจิตที่แสนวิเศษที่มีความสุขแท้จริงคือตัวทุกข์ มันเห็นเอง ไม่ใช่แกล้งเห็น มันไม่ใช่คิดเอา ถ้าเห็นแล้วมันถึงจะยอมปล่อยวาง
ถ้าเราเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นจิตตามความเป็นจริง อย่างพวกเราก็จะเห็นจิตไม่เที่ยง ดูได้ เห็นจิตเป็นอนัตตา อย่างนี้ดูได้ เห็นจิตเป็นทุกขตา ดูยาก แต่ถ้าเห็นจิตมีความทุกข์ อันนี้เขาเรียกทุกขเวทนา อันนี้ง่ายๆ ไม่ยาก ตอนนี้ใจมีความทุกข์ รู้ง่าย แต่ถ้าเห็นตัวผู้รู้คือตัวทุกข์ อันนั้นเรียกว่ารู้ทุกขตาแจ่มแจ้งเลย แล้วถึงจะสลัดคืนหมดความยึดถือได้ การที่เราเห็นความจริงของกายของใจได้ พระพุทธเจ้าท่านบอกไว้ “เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว” ฉะนั้นเราจะต้องเห็นตามความเป็นจริง เห็นอะไร เห็นกายเห็นใจเรานี้ล่ะ เห็นรูปเห็นนาม ถ้าพูดเชิงปริยัติคือเห็นรูปเห็นนาม รูปนามภายนอกก็ใช้ได้ รูปนามภายในก็ใช้ได้ ในความเป็นจริงก็ใช้ได้ แต่รูปนามภายนอกเราไปรู้ เสี่ยง
อย่างเราดูตัวเราเอง ดูง่าย ว่ามันเป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ อนัตตาอะไรนี่ ดูง่าย เกิดไปเห็นนางงามจักรวาลมาอย่างนี้ เดินมา จะให้เห็นปฏิกูลอสุภะไม่ใช่ง่าย มันจะหลงเพลินหลงดู จะเจริญปัญญายาก ดีไม่ดีกิเลสที่ยังไม่เกิดก็เกิด กิเลสที่เกิดแล้วก็แรงขึ้น ฉะนั้นถ้าดูที่ปลอดภัยดูตัวเองนี่ล่ะ อย่างเราดูกายตัวเอง เราลองดูสิ กายเราเที่ยงหรือไม่เที่ยง ไปดูรูปเก่าๆ ก็ได้ รูปเมื่อ 10 ปีก่อนกับตอนนี้ ถ้าเที่ยงมันก็ต้องเหมือนกันล่ะ รูปเมื่อปีกลายกับปีนี้ก็ยังไม่เหมือนกันเลย ร่างกายเรามีแต่ของไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยตามชั้นของวัย วัยเปลี่ยนไปร่างกายเราก็เปลี่ยนไป บางทีก็มีกรรมตัดรอน เกิดอุบัติเหตุแขนขาดขาขาดอะไร ร่างกายเราก็เปลี่ยนไป ร่างกายเราไม่เที่ยง อันนี้ดูง่ายๆ
จิตใจไม่เที่ยงก็ดูง่าย เดี๋ยวจิตก็สุข เดี๋ยวจิตก็ทุกข์ เดี๋ยวจิตก็ดี เดี๋ยวจิตก็ชั่ว ดูง่าย ค่อยดูไป พอเห็นตามความเป็นจริง สิ่งที่ตามมาคือเบื่อหน่าย คลายความยึดถือ เสร็จแล้วจิตจะปล่อยวาง ปล่อยวางกายได้ อันนั้นเป็นภูมิจิตภูมิธรรมของพระอนาคามี ปล่อยวางจิตได้อย่างถาวร เป็นภูมิจิตภูมิธรรมของพระอรหันต์ พวกเราถึงไม่ถึงพระอรหันต์ เราภาวนาเรื่อยๆ ถ้าภาวนาเก่งๆ บางครั้งเราก็จะเห็นจิตปล่อยวางจิตได้ ปล่อยวางจิตแล้วจิตก็หยิบฉวยจิตขึ้นมาอีก ในจิตตานุปัสสนาก็จะพูดตัวท้ายเลย ท้ายๆ จิตหลุดพ้นก็รู้ จิตไม่หลุดพ้นก็รู้ มันยังมีความแปรปรวนได้อยู่ บางทีก็หลุดพ้นแล้ววางได้ บางทีก็ไม่หลุดพ้น ยึดขึ้นมาอีก ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นถ้าเรามีสติรู้สึกกายรู้สึกใจตามความเป็นจริง เราจะรู้ตามความเป็นจริงได้ จิตเราต้องตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลาง หลวงพ่อถึงสอนบอกว่าให้เรามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เราถึงจะเกิดปัญญาเห็นความจริงของกายของใจได้ เราถึงจะคลายความยึดถือแล้วก็หลุดพ้นได้ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องฝึกก็คือการมีสติ สติระลึกรู้อะไร ระลึกรู้รูปนามกายใจ ระลึกรู้แล้วอย่าไปแทรกแซง ระลึกรู้ตามที่มันเป็น มันเป็นอะไร มันเป็นไตรลักษณ์ ฉะนั้นมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงก็คือต้องหมั่นรู้สึกตัว เห็นกายเห็นใจตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เรื่อยๆ แต่เรารู้สึกตัว จิตจะต้องตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นคือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
ฉะนั้นเราต้องฝึก 2 ตัวให้ได้ ตัวที่หนึ่งคือสติ เอาไว้ระลึกรู้กายรู้ใจ ตัวที่สองคือความตั้งมั่น ถ้าเราตั้งมั่นแล้ว ปัญญาคือการรู้แจ้งเห็นจริงว่ากายนี้ใจนี้เป็นไตรลักษณ์ ถึงจะเกิดขึ้น ลำพังรู้สึกกายแล้วก็นั่งคิดว่ากายเป็นไตรลักษณ์ อันนี้ยังไม่ใช่วิปัสสนา ถ้านั่งคิดเอา ยังไม่ใช่วิปัสสนา ครูบาอาจารย์ท่านเรียกวิปัสสนึก เป็นศัพท์ตลกๆ วิปัสสนึก ไม่มีจริงตัวนี้ วิปัสสนาคือเห็นจริง ปัสสนะแปลว่าการเห็น วิแปลว่าแจ้ง เห็นแจ้งเห็นจริง คือเห็นไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นกิริยามีตัวเดียวในการทำวิปัสสนาคือเห็น หรือคำว่าเห็น หรือคำว่ารู้ ใช้คำพวกนี้
จิตที่ตั้งมั่นคือทรงสัมมาสมาธิ
เมื่อมีสัมมาสมาธิถึงจะเกิดปัญญา
เราเห็นด้วยญาณทัสสนะ ก็คือการรู้นั่นเอง หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ นั่งอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ เคลื่อนไหวก็รู้ หยุดนิ่งก็รู้ รู้สึกเรื่อยๆ ไป มีความสุขในร่างกาย มีความทุกข์ในร่างกายก็รู้ มีความสุข มีความทุกข์ มีความไม่สุขไม่ทุกข์ในจิตใจก็รู้ มีกุศลหรืออกุศลเกิดขึ้นในจิตใจก็รู้ จิตใจเกิดดับทางทวารทั้ง 6 ก็รู้ ค่อยๆ ฝึก คำว่ารู้ วิปัสสนา ถ้าคิดเอายังไม่เป็นวิปัสสนา
อย่างคิดพิจารณาร่างกายเป็นปฏิกูลอสุภะไม่ใช่วิปัสสนา แต่ครูบาอาจารย์วัดป่าชอบให้ทำ ทำไมท่านชอบให้ทำ เพราะท่านเดินแนวสมถยานิก ไม่ใช่เดินแนววิปัสสนายานิก แนวสมถยานิกท่านทำฌานกันก่อน จิตพอทรงฌานออกจากฌานมา กำลังฌานมันยังอยู่ จิตมันจะสงบ สว่าง สบายอยู่อย่างนั้นล่ะ อยู่ได้เป็นอาทิตย์เลย ถ้าจะไปดูให้เห็นความไม่เที่ยงอะไรอย่างนี้ ดูยาก ร่างกายก็ผ่องใส ร่างกายก็ชุ่มฉ่ำ สดชื่น มันสดชื่น ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันชุ่มฉ่ำไปทุกขุมขนเวลาออกจากสมาธิมา แล้วจะดูว่ากายเป็นทุกข์มันดูยาก ฉะนั้นจะไปรู้สึกตัวอยู่เฉยๆ จิตตั้งมั่นแต่รู้สึกตัวอยู่เฉยๆ ไม่เดินปัญญา
ฉะนั้นครูบาอาจารย์วัดป่าท่านก็สอนวิธีเจริญปัญญา ให้ใช้สัญญาเข้ามาช่วย ใช้การหมาย รู้ พยายามจงใจหมายรู้ คิดพิจารณาเข้าไป ร่างกายเป็นของไม่สวยไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตรงที่พยายามเข้าไปช่วยมันหมายรู้ ยังไม่ใช่วิปัสสนา ยังเจือการคิดอยู่ ต่อไปจิตมันชำนาญแล้ว จิตมันหมายรู้เอง ตรงที่จิตมีจิตตั้งมั่น สติระลึกรู้ร่างกาย สัญญาหมายรู้เองอัตโนมัติว่าเป็นไตรลักษณ์ ปัญญาถึงจะเกิด เพราะฉะนั้นการที่ท่านสอนพุทโธพิจารณากายไม่ผิด มันถูกสำหรับสายของสมถยานิก
พวกเรียนมากบอกว่าผิด ผิดตั้งแต่พุทโธแล้ว เพราะไม่เข้าใจ พุทโธที่แท้จริงไม่ใช่ท่องพุทโธ ถ้าท่องพุทโธเฉยๆ เป็นแค่บริกรรมเฉยๆ ได้สมถะ แต่พุทโธในความหมายของครูบาอาจารย์วัดป่ารุ่นเก่าคือจิต สิ่งที่เรียกว่าพุทโธคือจิต จิตนั่นล่ะคือตัวพุทโธ ฉะนั้นพุทโธๆ ไปเพื่อจะรู้ทันจิตตัวเอง เตือนตัวเองให้รู้ทันจิต พุทโธๆ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตก็จะกลับมาตั้งมั่น ท่านสอนถูกแต่ภาษาท่านมันจะไม่ตรงกับปริยัติ พวกปริยัติเลยไปบอกว่าท่านสอนผิด สอนผิดท่านคงล้างกิเลสกันไม่ได้หรอก หรือบอกท่านคิดพิจารณากายอันนี้ไม่ใช่วิปัสสนา ก็ใช่สิ ก็ไม่ใช่วิปัสสนา แต่แค่คิดนำเพื่อให้จิตท่านใช้คำว่ามันนำร่อง ให้จิตมันเกิดปัญญาพิจารณาได้เอง เห็นได้เอง นี่เป็นกระบวนการของจิต ไม่ได้ภาวนาไม่ได้รู้เรื่องหรอก บางทีปริยัติปฏิบัติมันไม่ถูกกัน โดยเฉพาะปริยัติบางทีโจมตีพวกปฏิบัติ เพราะพูดกันไม่รู้เรื่องเท่านั้นล่ะ แต่ปฏิบัติไม่ไปตีปริยัติหรอก เขาเข้าใจ เข้าใจว่าเขาคิดอย่างนี้เพราะอย่างนี้
พวกเราก็พยายามมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง คำว่าด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เป็นคำขยายที่บอกว่าเราจะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงได้ เราต้องมีจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นคือทรงสัมมาสมาธิ เมื่อมีสัมมาสมาธิถึงจะเกิดปัญญา ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องฝึก หนึ่ง สติที่ถูกต้องเรียกสัมมาสติ และสอง สัมมาสมาธิ นี่คือเครื่องมือที่เราจะใช้เจริญปัญญา ฝ่ายปริยัติเขาบอกว่าสติเป็นกุศลอยู่แล้ว ไม่ต้องใส่คำว่าสัมมาก็ได้ ไม่ได้ สติที่รู้อารมณ์ที่เป็นกุศลเขาเรียกสาธารณกุศลเป็นสติ แต่สัมมาสติคือสติที่ระลึกรู้กายรู้ใจ คือสติปัฏฐาน ฉะนั้นสติที่ไปรู้อย่างอื่น ไปรู้อารมณ์ที่เป็นกุศลอย่างอื่น ไม่ใช่สติปัฏฐาน ไม่ใช่สัมมาสติ ฉะนั้นสติก็ยังมีสัมมาสติกับมิจฉาสติ ถ้าใช้คำว่ามิจฉาสติมันก็น่าเกลียดไปนิด ก็เลยตัดมิจฉาทิ้ง สติธรรมดากับสัมมาสติ
ตัวที่อาภัพที่สุดคือสัมมาสมาธิ คนไม่รู้จัก คนรู้จักแต่สมาธิฤๅษี กำหนดจิตให้มันนิ่งให้มันว่างไป อันนั้นไม่ใช่สัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิอาศัยสัมมาสติ เจริญสัมมาสติให้มากแล้วสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นมาแข็งแรงขึ้นมา ท่านสอนบอกว่าสัมมาสติเมื่อทำให้มากเจริญให้มากจะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ ฉะนั้นเราต้องมาฝึกสัมมาสติ ในสติปัฏฐานคือการฝึกสัมมาสติ ท่านถึงบอกว่าสติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น พวกเราอยากเข้าถึงความพ้นทุกข์ต้องฝึกสัมมาสติ ไปดูเราจะใช้กรรมฐานอะไรที่เหมาะกับตัวเอง
หัวใจสำคัญของการปฏิบัติ
เริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว
ถ้าพื้นๆ เลยก็ใช้กาย กายก็มี 2 ส่วน กายอย่างง่ายกับกายอย่างยาก กายอย่างยากนี่กายของคนทรงฌานเขาจะเล่นกัน อย่างดูกายเป็นธาตุอย่างนี้ ถ้าไม่ทรงฌานไม่เห็น ในผมเส้นเดียวนี้มีดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เห็นหรอก เราก็เอากายอย่างง่าย ร่างกายหายใจออก รู้สึกตัว ร่างกายหายใจเข้า รู้สึกตัว เน้นที่ไหน เน้นที่ความรู้สึกตัว ไม่ได้เน้นที่ความสงบ ร่างกายไม่ชอบหายใจ เราไม่ชอบหายใจ ก็ร่างกายยืนอยู่ก็รู้ ร่างกายเดินอยู่ก็รู้ ร่างกายนั่งอยู่ก็รู้ ร่างกายนอนอยู่ก็รู้ รู้ไม่ได้เพื่อกำหนดอะไรทั้งสิ้น รู้ไปเพื่อความรู้สึกตัว ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้ ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้ รู้อะไร ไม่ใช่รู้ร่างกาย อย่าตื้นขนาดนั้น รู้สึกตัว หายใจออกก็รู้ หายใจออกรู้อะไร รู้สึกตัวว่าร่างกายหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ รู้อะไร รู้สึกตัวว่าร่างกายกำลังหายใจเข้า ไม่ใช่เราหายใจออก ไม่ใช่เราหายใจเข้า ร่างกายมันหายใจ เรารู้อย่างนี้ ไม่ใช่ร่างกายหายใจออกก็รู้ ไปรู้ลมหายใจที่ไหลออกไป รู้ลมหายใจที่ไหลเข้ามา มัวแต่รู้ลมหายใจที่ไหลเข้าไหลออก มันคือกสิณลม มันจะกลายเป็นกสิณไป มันไม่ใช่ทางที่จะไปทำวิปัสสนา
ฉะนั้นร่างกายหายใจออกก็รู้สึกตัว ไม่ล่องลอยไป ไม่ไปเพ่งร่างกายด้วย ร่างกายหายใจเข้าก็รู้สึกตัว ร่างกายยืน ร่างกายเดิน ตอนนี้ร่างกายนั่งก็รู้สึกตัว อย่านั่งใจลอย รู้จักใจลอยไหม ใจลอยคือศัตรูเบอร์ 1 ของการปฏิบัติ ศัตรูเบอร์ 2 ก็คือการบังคับกายบังคับใจ ทำใจให้เคร่งเครียด ทำกายให้เคร่งเครียด ไม่ใช่การรู้สึกตัว อย่างขณะนี้รู้สึกไหมร่างกายมันนั่ง ง่ายอย่างนี้ล่ะ อย่านึกว่ามันลึกลับ ลองยิ้มสิ ทุกคนลองยิ้มสิ ยิ้มหวานๆ รู้สึกไหมร่างกายมันยิ้ม รู้สึกตัวอยู่ก็เห็นร่างกายยิ้ม ถ้าไม่รู้สึกตัวหัวเราะก๊ากๆ ยังไม่รู้เลย
ฉะนั้นจุดสำคัญหัวใจสำคัญของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำเนืองๆ หายใจเข้าหายใจออกรู้สึกตัวไปบ่อยๆ แล้วต่อไปพอเราขาดสติ พอร่างกายเราหายใจปุ๊บ สติมันมาเองเลย จิตมันจำสภาวะของการหายใจได้ จิตมันจำสภาวะของยืน เดิน นั่ง นอนได้ จิตมันจำสภาวะเคลื่อนไหวหยุดนิ่งได้ อันนี้พูดถึงกาย เวทนาจิตก็เหมือนกัน
หลวงพ่อไม่ได้เริ่มจากกายตอนที่เดินปัญญา หลวงปู่ดูลย์ให้หลวงพ่อเข้ามาที่จิตเลย เพราะหลวงพ่อทำสมาธิมาตั้งแต่ 7 ขวบ แล้วทำอยู่อย่างนั้น 22 ปี ไม่มีครูบาอาจารย์ ไม่รู้จะขึ้นวิปัสสนาอย่างไร อ่านพระไตรปิฎกแล้วหลักการปฏิบัติเยอะแยะเลย ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร โน้นก็ปฏิบัติ นี่ก็ปฏิบัติ มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง เจ้าคุณอริยเวที มหาเขียน เปรียญ 9 ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น หลวงพ่อเคยไปกราบท่าน วัดอยู่กาฬสินธุ์ ไปกราบท่าน ท่านก็เล่าให้ฟัง บอกว่าท่านท่องพระไตรปิฎกได้ ตอนนั้นได้กี่สิบเล่มก็ไม่รู้ ท่านท่อง ท่านบอกท่านสงสัย พระอานนท์จำพระไตรปิฎกได้ เป็นไปได้หรือ ท่านสงสัยอย่างนี้ ท่านลองท่องพระไตรปิฎก แล้วท่านจำได้ แต่ตอนที่เจอท่านยังได้ไม่ครบ 45 เล่ม แล้วท่านพูดอยู่ประโยคหนึ่ง “ที่เราท่องๆ เราพบว่าธรรมะทุกข้อเป็นเรื่องการปฏิบัติทั้งนั้นเลย เพียงแต่ปฏิบัติขั้นไหนเท่านั้นเอง” นี่บอกเป็นเรื่องปฏิบัติทั้งนั้นเลย
หลวงพ่อไปอ่านพระไตรปิฎก หลวงพ่อจะเริ่มอย่างไร ไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไร หลวงปู่ดูลย์ท่านเลย เจอหลวงปู่ดูลย์ท่านบอกให้หลวงพ่อดูจิตไปเลย เพราะจิตหลวงพ่อมันตั้งมั่นอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนจะเจอหลวงปู่ดูลย์ จิตมันเป็นผู้รู้ผู้เห็นอยู่แล้ว เราฝึกสมาธินานเข้า จิตมันตั้งมั่น แล้วถ้าหลงไปไหลไป ปุ๊บเดี๋ยวรู้เลย ก็เลยดูจิต ไม่ได้เริ่มจากดูกาย แต่พวกเรากำลังสติกำลังสมาธิเราไม่พอ เราดูของง่าย กายง่ายที่สุดแล้ว จิตหนีเที่ยวเร็ว กายอยู่กับเราทั้งวันไม่เคยหายไปไหนเลย มีแต่เราลืมมันไปเอง ต่อไปนี้อย่าลืมกาย รู้สึกกายไป ร่างกายหายใจออกก็รู้ ร่างกายหายใจเข้าก็รู้ ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอนก็รู้ ร่างกายเคลื่อนไหวร่างกายหยุดนิ่งก็รู้ ไม่ต้องรู้เยอะอย่างนี้ รู้อันใดหนึ่งก็พอ ตอนที่หลวงพ่อฝึก หลวงพ่อฝึกร่างกายหายใจออกหายใจเข้า พระอาจารย์อ๊าท่านก็หายใจไม่สะดวก เป็นโรคจมูกหายใจไม่ค่อยออก เวลาหายใจแล้วอึดอัด หลวงพ่อให้เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เอาดีได้ เสร็จแล้วธรรมะมันก็มาลงที่เดียวกันหมด

สรุป ไปทำกรรมฐาน ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไปล่ะ เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้วจิตจะหลุดพ้นของจิตเอง
รู้สึกเทศน์ดุเดือด ยากไปหรือเปล่า หลวงพ่อว่าไม่ยาก ตอนนี้หายใจออกหรือหายใจเข้า ยากไหมที่จะรู้ ไม่เห็นยากเลย มันยากเพราะไม่ยอมรู้ต่างหาก ตอนนี้นั่งอยู่รู้ไหม ยากไหมที่จะรู้ว่าตอนนี้นั่งอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าตอนนี้นั่งอยู่ ไปหาจิตแพทย์ด่วนที่สุดเลย ใกล้บ้าแล้ว ตอนนี้ก้มหน้ารู้ไหม ตอนนี้เงยหน้ารู้ไหม หันซ้ายรู้ไหม หันขวารู้ไหม ถ้าจะรู้มันก็รู้ได้ทุกคนล่ะ มันละเลยที่จะรู้ ฉะนั้นอย่าละเลยที่จะรู้ คอยรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ รู้สึกตัวแล้วอย่าบังคับกายบังคับใจ รู้สึกตัวแล้วก็ดูกายมันทำงาน ดูใจมันทำงานไป อย่าไปบังคับมัน
วัดสวนสันติธรรม
23 สิงหาคม 2569