วันนี้วันมาฆบูชา ปกติก็จะเป็นวันเพ็ญเดือน 3 ปีนี้เป็นเดือน 4 เพราะว่า เขาเรียกปีอธิกมาสมีเดือน 8 สองครั้ง ปีเดียวมีเดือน 8 สองที เข้าพรรษาก็จะช้าลง เราได้ยินคำว่า “มาฆบูชา” มานานแล้ว มีวิสาขบูชาอีกอัน ใครรู้บ้างว่า “บูชา” แปลว่าอะไร หมายถึงอะไร คิด บูชาไม่ใช่แค่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปไหว้ บูชาจริงๆ แปลว่ายกย่อง สรรเสริญ ในมงคลสูตรบอกว่า “ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา” หมายถึงยกย่องคนที่ควรยกย่อง
การบูชาก็มี 2 อัน อันหนึ่งบูชาด้วยวัตถุสิ่งของ อย่างเรายกย่องใคร เราไปหา เราก็มีของไปฝาก ถ้าเราไม่ยกย่อง เราก็ไม่ไปฝากให้ อีกอันหนึ่งปฏิบัติบูชา อย่างพ่อแม่เรา เรามีอามิสบูชา เลี้ยงดูให้อาหาร ให้เสื้อผ้า ให้ที่อยู่ เจ็บไข้ก็ดูแล แล้วปฏิบัติบูชา ทำตัวเป็นลูกที่ดี พ่อแม่ก็ปลื้มใจ การบูชาพระพุทธเจ้าก็คือ ต้องเรียนคำสอนของท่าน แล้วรู้ว่าท่านมีคุณูปการใหญ่หลวง เรามาชุมนุมกันวันมาฆบูชา ก็คือมาระลึกถึงพระพุทธเจ้า ท่านมีคุณใหญ่หลวงต่อพวกเรา
ยังมีคำว่า “มาฆะ” เป็นเรื่องดาว กลุ่มดาว มาฆฤกษ์ ฤกษ์มาฆะ จริงๆ ก็คือบูชาในฤกษ์มาฆะ อยากให้พวกเราสนใจเรื่องปฏิบัติบูชาให้มาก อามิสบูชา อย่าว่าแต่พระพุทธเจ้าเลย กับครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อไปเรียนด้วย เราเอาปัจจัยไทยทานอะไรไปถวาย ดูท่านเฉยๆ แต่เราเอาการปฏิบัติตามที่ท่านสอนไปรายงาน เวลาหลวงพ่อไปหาครูบาอาจารย์ ก็จะไปกราบท่าน แล้วบอกว่า “ตามที่พ่อแม่ครูอาจารย์สอนให้ผมทำอย่างนี้ ผมไปทำมาแล้ว มันมีผลอย่างนี้ มันถูกหรือมันไม่ถูก ถ้ามันไม่ถูก ขอเมตตาครูบาอาจารย์ช่วยแก้ไขด้วย ถ้าถูกแล้วก็ขอให้ท่านบอกวิธีปฏิบัติที่ประณีตยิ่งๆ ขึ้นไป”
สังเกตเวลาไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์ ท่านร่าเริง ท่านร่าเริงเพราะเราเป็นลูกศิษย์ที่ดี เราปฏิบัติบูชาท่าน ท่านสดชื่น เอาทรัพย์สินเงินทองไปให้ท่าน ท่านเฉยๆ นี้พวกเราควรจะก้าวล่วง อย่าทำแค่อามิสบูชา ถือดอกไม้มาคนละดอกอะไรอย่างนี้ ก็ดีเหมือนกัน ตายไปก็ขึ้นสวรรค์ได้ แต่ถ้าปฏิบัติบูชาได้จะดีที่สุด การปฏิบัติบูชาเริ่มจากการรักษาศีล ให้มีศีลที่ดี ตั้งอกตั้งใจรักษาไว้ การมีศีลก็คือ การงดเว้นการทำบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา ถัดจากนั้นก็มาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้จิตมีคุณภาพสูงขึ้น
จิตของคนที่ไม่ได้ฝึกเป็นจิตที่ไม่มีคุณภาพ เพราะมันโดนกิเลสครอบงำ อย่างความฟุ้งซ่านครอบงำ จิตไม่มีพลัง โดนความโลภ ความโกรธ ความหลงอะไรครอบงำ จิตก็ไม่มีพลัง ถ้าเรามาทำสมาธิ มาฝึกจิตฝึกใจของเรา ให้มันมีระเบียบเรียบร้อย มีกำลังวังชา พร้อมที่จะทำงานสำคัญที่สุดของการปฏิบัติ ก็คือการเจริญปัญญา
ฝึกจิตฝึกใจของเราให้มีคุณภาพสูงขึ้น
วิธีถือศีล ขั้นแรกตั้งใจรักษาศีลไว้ก่อน โดยเฉพาะข้อ 4 ต้องตั้งใจหน่อย เพราะเป็นศีลที่พลาดกันบ่อยที่สุดเลย ฉะนั้นตั้งใจรักษาศีลไว้ พอกายวาจาของเราเรียบร้อย ใจเรามันจะไม่ค่อยฟุ้งซ่าน อย่างคนคิดร้ายกับคนอื่น คิดจะฆ่าคนอื่น จิตมันฟุ้งซ่าน คนที่ความเมตตากรุณากับคนอื่น จิตมันสงบสบาย ไม่เบียดเบียน การถือศีล 5 ถ้าเราถือได้ นั่นคืออภัยทาน ที่เราได้ยินคำว่า “อภัยทาน” มีอามิสทาน อภัยทาน ธรรมทาน อภัยทานคือไม่ทำตัวเป็นภัย ถ้าเราจะไม่เป็นภัยกับคนอื่น กับสัตว์อื่น ก็คือให้เรามีศีล 5 ไว้ ก็ตั้งใจรักษาไป ก็เป็นทานอย่างหนึ่ง เป็นการอภัยทาน ศีล เบื้องต้นตั้งใจงดเว้นการทำบาปอกุศล การเบียดเบียนผู้อื่น สัตว์อื่น 5 ประการ พวกเราต้องรู้อยู่แล้ว
สมาธิมี 2 ส่วน สมาธิอันหนึ่งทำให้จิตสงบ สมาธิอันหนึ่งทำให้จิตตั้งมั่น ที่หลวงพ่อสอนพวกเรามากเลย คือเรื่องของสมาธินี้ล่ะ เพราะจากประสบการณ์หลวงพ่อ เพราะหลวงพ่อภาวนากับหลวงปู่ดูลย์ พอหลวงปู่ท่านรับรองว่าหลวงพ่อภาวนาเป็นแล้ว ช่วยตัวเองได้แล้ว หลวงพ่อก็ออกไปดูสำนักปฏิบัติต่างๆ ไม่ได้ไปดูถูกเขา แต่ไปเรียนรู้ ไปเรียนรู้หาประสบการณ์เพิ่มเติม ก็พบว่าปัญหาใหญ่ของแต่ละที่ ก็คือเรื่องของสมาธิ
แต่ละวัดๆ เขาก็ถือศีลกันทั้งนั้น เรื่องศีลไม่ค่อยมีปัญหา แต่เรื่องสมาธิกลายเป็นปัญหาใหญ่ บางที่เขานั่งสมาธิเห็นโน่นเห็นนี่ เห็นอดีต เห็นอนาคตอะไรอย่างนี้ ใจไม่ได้พักเลย ใจมันฟุ้งซ่าน แทนที่จิตจะได้พัก แล้วมีเรี่ยวมีแรง สดชื่น ก็เอาจิตไปทำงาน ไปรู้อดีต ไปรู้อนาคต รู้ชาติหน้า รู้ชาติโน้น รู้วาระจิตคนอื่น รู้ว่าคนนี้ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน สมาธิอย่างนั้นเปลืองพลังงาน จิตไม่ได้พักผ่อน
บางที่เขาก็ไม่ทำสมาธิเลย เอะอะก็กำหนดเอาเลย กำหนดลูกเดียวเลย สุดท้ายก็ไปติดอยู่กับการเพ่ง เพ่งให้มันนิ่งๆ ร่างกายก็จะแข็งๆ จิตใจก็แข็งกระด้าง ทื่อๆ ไปดูแต่ละที่ๆ ก็จะมีจุดอ่อนที่นักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นกัน ก็คือขาดสัมมาสมาธิ เมื่อขาดสัมมาสมาธิแล้ว คำว่าเจริญปัญญานั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา พอหลวงพ่อเห็นตรงนี้ ถึงมาจ้ำจี้จ้ำไชพวกเรา ว่าต้องมาฝึกจิตของตัวเอง ให้มันเกิดสัมมาสมาธิ
สัมมาสมาธิก็มี 2 ส่วน อันหนึ่งเรียกว่าอารัมมณูปนิชฌาน จิตเราสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง โดยที่เราไม่ได้บังคับ ถ้าเราบังคับ จิตไม่มีความสุข จิตไม่มีความสุข จิตไม่มีความสงบ เพราะความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ฉะนั้นเราอยากให้จิตสงบ เราก็ต้องดูตัวเอง เราอยู่กับอารมณ์กรรมฐานชนิดไหน แล้วจิตมีความสุข เราก็อยู่กับอารมณ์กรรมฐานอย่างนั้นเนืองๆ อยู่บ่อยๆ พอจิตเราได้อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข จิตก็ไม่หิวความสุขที่อื่น
การที่จิตเราฟุ้งซ่านไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะจิตมันหิวความสุข มันวิ่งไปดูรูปหวังว่าดูแล้วจะมีความสุข มันวิ่งไปฟังเสียงหวังว่าจะมีความสุข มันไปคิดนึกอะไรต่ออะไรที่สนุกสนานหวังว่าจะมีความสุข การที่จิตเราวิ่งพล่านไม่สงบเลยเพราะมันหิวความสุข ถ้าเราฉลาด เราก็มาสังเกตว่าจิตเรามันชอบอะไรที่เป็นกุศล ไม่ใช่ชอบตีหัวคนแล้วมีความสุขอย่างนี้ ไม่ได้ มันผิดศีล ศีลเป็นพื้นฐาน ต้องมีไว้ก่อน
อย่างหลวงพ่อ เวลาจิตต้องการพักผ่อน หลวงพ่อมาอยู่กับลมหายใจ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็ไม่วิ่งพล่านไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่ในอารมณ์อันเดียว นี้พวกเราก็ต้องดูตัวเอง ว่าเหมาะกับกรรมฐานชนิดไหน ไม่ใช่ทุกคนจะมาใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ได้ทุกคน แต่ละคนไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างอย่างพระอาจารย์อ๊า ท่านเป็นโรคจมูกตันมาตั้งแต่เด็ก หายใจไม่ค่อยออก ฉะนั้นจะมาทำอานาปานสติ ไม่สะดวก หลวงพ่อก็บอกให้ไปรู้สึกที่ร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก ก็ทำอย่างนี้
การที่จิตคอยสนใจอยู่ในร่างกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก เรียกว่าจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว คือใช้ความเคลื่อนไหว การหยุดนิ่งของร่างกาย เป็นอารมณ์กรรมฐาน อยู่แล้วมีความสุข จิตก็สงบลงมา ไม่วิ่งวุ่นไปทางโน้นทางนี้ พวกเราก็ลองดู สังเกตตัวเอง อยู่กับอารมณ์กรรมฐานชนิดไหน แล้วมีความสุข ก็อยู่กับกรรมฐานอย่างนั้นไป ไม่ต้องคิดว่าจะอยู่นานเท่าไร อยู่แล้วจะได้อะไร ไม่ต้องคิดมาก คิดมากยากนาน
เราอยู่กับกรรมฐานที่จิตใจสบาย จิตใจมันจะสงบสุขขึ้นมา มีเรี่ยวมีแรง เมื่อจิตมันสงบสุขแล้ว ถ้าบางคนเคยมีบารมีเก่าสะสมมา ในด้านการเจริญปัญญา จิตมันจะไม่หยุดอยู่แค่ความสงบ มันจะเกิดสภาวะอีกชนิดหนึ่ง สมาธิอีกชนิดหนึ่งคือความตั้งมั่น ฉะนั้นถ้าเราไปดูพจนานุกรม สมาธิไม่ได้แปลว่าสงบ สมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิต ทีแรกก็มีความตั้งมั่นของจิต อยู่ในอารมณ์อันเดียว ก็เป็นสมถกรรมฐาน ต่อไปอัปเกรดขึ้นมา เป็นความตั้งมั่นของจิต ท่ามกลางอารมณ์ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตตั้งมั่นอยู่
ตรงที่จิตตั้งมั่นได้ ทั้งๆ ที่อารมณ์ต่างๆ เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง อันนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก มันจะใช้ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน เจริญปัญญา ถ้าเราเก่งแค่จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียวเฉยๆ ก็ได้แต่ความสุข ความสงบ ถ้าจิตเราอัปเกรดขึ้นมาตั้งมั่นอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้ไปตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว ตั้งมั่นอยู่ท่ามกลางความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ของอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ลักขณูปนิชฌาน
จิตตั้งมั่นอยู่ เห็นอารมณ์ทั้งหลายผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อารมณ์ทั้งหลายแสดงไตรลักษณ์ ความตั้งมั่นอย่างนี้เรียกว่าลักขณูปนิชฌาน จิตมันตั้งมั่น โดยสามารถเห็นความเป็นไตรลักษณ์ ของอารมณ์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาผ่านไป ถ้าพวกเราสามารถฝึกสมาธิได้ถูกต้อง เวลาเราต้องการพักผ่อนหรือจิตเราเหน็ดเหนื่อย เราก็ให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
ถ้าจิตเรามีกำลังพอแล้ว เราก็อย่าขี้เกียจ เราจะมาเจริญปัญญา เราก็มีจิตที่ตั้งมั่น แล้วเห็นอารมณ์ผ่านมาผ่านไป จะไม่เหมือนกัน อันแรกมีอารมณ์เป็นหนึ่ง มีจิตเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เป็นหนึ่งอยู่ด้วยกัน อีกแบบหนึ่งสมาธิคือมีจิตเป็นหนึ่ง มีอารมณ์เป็นแสนเป็นล้าน ไหลมาไหลไป ค่อยๆ ฝึก แล้วตรงนี้ฝึกยาก ฝึกยากกว่าสงบเสียอีก ให้จิตไปสงบในอารมณ์อันเดียว ถ้ารู้จักเลือกอารมณ์ แล้วก็รู้จักวางจิตให้ถูกต้อง คืออย่าไปเค้นจิต อย่าไปบังคับจิตให้สงบ แค่น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข แป๊บเดียวมันก็สงบแล้ว
แต่สภาวะแห่งความตั้งมั่นของจิตยากมาก เพราะคนในโลกจิตไม่เคยตั้งมั่นจริง มีแต่จิตแฉลบซ้ายแฉลบขวาตลอดเวลา ทำอย่างไรเราจะฝึกจิตที่ตั้งมั่นได้ เราก็ใช้วิธีรู้เท่าทันจิตตัวเอง ตอนที่เราทำสมาธิชนิดจิตสงบนั้น เราให้ความสำคัญกับตัวอารมณ์ที่ดีที่ถูกใจ ตอนที่จะฝึกให้จิตตั้งมั่น เราไม่ได้ให้ความสำคัญที่ตัวอารมณ์ แต่เราให้ความสำคัญที่ตัวจิต ที่เป็นคนรู้อารมณ์ จิตกับอารมณ์เป็นของคู่กัน มีจิตเมื่อไร มีอารมณ์เมื่อนั้น จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้
เราอยากจะให้จิตตั้งมั่น ก็ต้องไม่ให้จิตหลงไปตามอารมณ์ จิตต้องเป็นคนดูอยู่ต่างหาก แยกตัวออกมา ถอนตัวออกมา แล้วเห็นอารมณ์ทั้งหลาย มันเคลื่อนผ่านไป อยู่กับปัจจุบันไปเรื่อยๆ เห็นอารมณ์มันผ่านมาผ่านไป ผ่านมาผ่านไป สุดท้ายปัญญามันจะเกิด มันจะรู้เลยว่าสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา อย่างอารมณ์ อย่างจิตเราตั้งมั่น เราจะเห็นอารมณ์อย่างความสุขผ่านมา เราจะเห็นความสุขผ่านมา แล้วความสุขก็ผ่านไป ความทุกข์ผ่านมา แล้วความทุกข์ก็ผ่านไป ความโลภผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความโกรธผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความฟุ้งซ่านผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ความสุขหรือความทุกข์ ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ใจเราจะเปลี่ยนจากผู้แสดง ผู้กระทำ มาเป็นผู้สังเกตการณ์เฉยๆ เป็นผู้รู้ผู้ดู เห็นสภาวะ เห็นอารมณ์ทั้งหลายนั้นเคลื่อนผ่านไปเรื่อยๆ คล้ายๆ เรายืนอยู่บนฝั่งตลิ่ง อยู่บนแม่น้ำ ไม่ได้ลงน้ำ อยู่ริมฝั่ง แล้วเราเห็น เดี๋ยวเรือลำนี้มา เดี๋ยวเรือลำนั้นไป เดี๋ยวแพซุงล่องมา เดี๋ยวต้นไม้โค่นลงน้ำมา เดี๋ยวหมาตายลอยน้ำมา เราอยู่บนบก เราเห็นสิ่งต่างๆ ไหลผ่านเราไป เราเป็นแค่คนเห็นอยู่
ดูไปเรื่อยๆ ต่อไปสติปัญญาแก่กล้าขึ้นมา มันก็จะรู้เลยทุกสิ่งที่ผ่านมา ล้วนแต่ผ่านไปทั้งสิ้น ความสุขผ่านมา แล้วความสุขก็ผ่านไป ความทุกข์ผ่านมา แล้วความทุกข์ก็ผ่านไป กุศลผ่านมา แล้วกุศลก็ผ่านไป อกุศลผ่านมา แล้วอกุศลก็ผ่านไป ไม่มีอะไรยั่งยืนสักอย่างเดียว สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เรารู้เราเห็นนี้ ล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เมื่อจิตมันเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ต่อไปจิตมันก็เบื่อหน่าย
คนในโลกเที่ยววิ่งหาความสุข วิ่งหนีความทุกข์ เราภาวนา จิตเราตั้งมั่น เราเห็นความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว ความสุขมาแล้วก็ไป ความทุกข์มาแล้วก็ไป แล้วจิตมันฉลาดขึ้น มันก็ไม่หิว ไม่หิวความสุข ไม่เกลียดความทุกข์ จิตมันก็หมดความยึดถือ พอจิตมันหมดความยึดถือ จิตมันก็หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง จิตที่หมดความดิ้นรนปรุงแต่ง ก็เข้าถึงสภาวะที่สงบสันติ เรียกอุปสมะ อุปัสมะ ความสงบ เข้าถึงพระนิพพาน เข้าถึงความดับของทุกข์ ของความปรุงแต่ง
พ้นจากความดิ้นรนปรุงแต่งได้
จากการที่พาจิตให้เรียนรู้ความจริง
ฉะนั้นการที่จิตของเราเข้าถึงพระนิพพานได้เพราะเราได้อบรมจิตเราอย่างดี พาให้จิตเรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของที่ไม่น่ายึดถือ ที่ไม่น่ายึดถือเพราะไม่มีอะไรที่เรายึดถือไว้ได้จริง กระทั่งชีวิตร่างกายเรา เราก็ยึดถือเอาไว้ไม่ได้ มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย สามีเรา ภรรยาเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา ไม่มีเรายึดถือได้สักอย่าง ยิ่งคนเลี้ยงแมวนี้จะเห็นชัดเลย บอกแมวของเรา ความจริงเราเป็นของแมว เราตกเป็นทาสของมัน เราสั่งมันไม่ได้
ไม่มีอะไรที่เราควบคุมได้สักอย่าง ทั้งร่างกายจิตใจเรา ทั้งสิ่งของภายนอก อย่างบ้านเราอุตส่าห์ลงทุนซื้อมาแทบตาย เป็นหนี้เป็นสิน อยู่ไปสักพักก็ต้องซ่อม เพราะมันไม่เที่ยง มันไม่ยั่งยืน พอจิตมันฉลาด มันรู้ว่าทุกอย่างผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไรที่ยั่งยืน จิตก็เบื่อหน่าย คลายความยึดถือ พอจิตไม่ยึดถือ จิตก็หมดความดิ้นรน จิตไม่ดิ้นรน จิตก็เข้าถึงความสงบอย่างยิ่งด้วยปัญญา
ปัญญาคือการรู้แจ้งแทงตลอดแล้ว สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป แล้วทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ล้วนแต่ทุกข์ทั้งสิ้น นอกจากทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์เกิดขึ้น มีแต่ทุกข์ตั้งอยู่ มีแต่ทุกข์ดับไป ทีแรกเราจะเห็น ว่าทุกอย่างเกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป สุขเกิดแล้วก็ดับ ทุกข์เกิดแล้วก็ดับ ใจก็หมดความยึดถือของหยาบๆ พวกนั้น แล้วต่อไปภาวนาไปเรื่อยๆ ทีแรกเราเห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับเป็นธรรมดา อันนี้เป็นภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน เห็นว่าสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ
เราทำวิปัสสนา จิตเราตั้งมั่น เราก็เห็นทุกอย่างมาแล้วก็ไป ต่อไปจิตมันก็สรุปได้ว่า สิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ นี้คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน แล้วเราก็ภาวนาต่อไปอีก ยังไม่ถึงที่สุดของทุกข์ ภาวนาต่อไปเราก็จะรู้เลย สิ่งที่เกิดสิ่งที่ดับนั้นคืออะไร นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ถ้าเห็นตรงนี้ จิตจะสลัดคืนทุกสิ่งทุกอย่าง จะสลัดคืนเรียกปฏินิสสัคคะ สลัดคืน คืนทุกอย่างให้ธรรมชาติไป จิตเราก็อยู่เหนือความเปลี่ยนแปลง อยู่เหนือความปรุงแต่ง ดิ้นรน ไม่เกาะไม่เกี่ยวอะไร จิตมีความสุข มีความสงบอย่างแท้จริง
สมัยก่อนหลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อก็คิดว่า เราทำอย่างไรเราจะถึงพระนิพพาน ทำอย่างไรจะนิพพานได้เสียที ก็คิดว่านิพพานเป็นสภาวะที่สงบสันติอะไรอย่างนี้ ไม่ดิ้นรน ไม่ปรุงแต่ง ก็ไปหัดเข้าสมาธิ เข้าสมาธิที่จิตมันว่างๆ มันไม่ไปเกาะไปเกี่ยวอะไร รู้สึกตรงนี้ละมังเป็นนิพพาน พอดีเจอครูบาอาจารย์ โดนท่านเขกกระโหลกให้ ท่านบอกนิพพานอะไรมีเข้ามีออก ยังมีความกลับกลอกแปรปรวนอยู่ ต้องนั่งสมาธิ แล้วก็บอกไปเข้านิพพาน นิพพานอย่างนั้น นิพพานจอมปลอม
ถ้าเมื่อไรจิตของเราหมดความดิ้นรนปรุงแต่ง พ้นจากสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง เราจะพบความสงบสุขอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่ล่ะ ไม่ต้องทำอะไร อยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้เอง แต่เราไม่เห็น เพราะจิตของเราวุ่นวาย เต็มไปด้วยความอยาก เต็มไปด้วยความยึดถือ เต็มไปด้วยความดิ้นรนปรุงแต่ง จิตเราจะพ้นจากความดิ้นรนปรุงแต่งได้ พ้นไปได้ ก็จากการที่พาจิตให้เรียนรู้ความจริง ความจริงของโลก
โลกก็คือรูปธรรมนามธรรม ไม่ต้องเรียนโลกทั้งโลก สุ่มตัวอย่างมาเรียน คือเรียนรูปธรรมนามธรรมของตัวเองนี้ล่ะ ถ้ามีจิตตั้งมั่นเป็นคนรู้คนเห็น ก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปธรรมไปเรื่อยๆ เห็นความเปลี่ยนแปลงของนามธรรมไปเรื่อยๆ ต่อไปก็จะรู้เลยว่าสิ่งใดเกิด สิ่งนั้นก็ดับ ส่วนที่เหลือค่อยๆ ทำไป เดี๋ยววันหนึ่งก็จะเข้าใจ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอน เทศน์ให้ฟัง 20 นาทีพอไหม ทำ 20 นาที ทำกันปางตาย หลายสิบปี ทำกันนาน อย่านึกว่าเทศน์สั้นๆ แล้วธรรมะน้อย ไม่น้อย
วันนี้พวกเราคนไหน คิดว่าเราถือศีล 5 ได้ครบ ยกมือให้หลวงพ่อดู ยกสิๆ มีใครคิดว่าถือศีล 5 ได้ ยกสูงๆ คนอื่นเขาเห็น เขาจะได้หลงเชื่อ เขาจะได้อนุโมทนา พูดผิดๆ ใครศีลข้อ 1 เสีย ยกมือสิ ไม่มี ข้อ 2 มีไหม ข้อ 3 ไม่มีเลย ดี ใครผิดศีลข้อ 4 ยกมือ ใครผิดศีลข้อ 5 ยังมีอีกหรือ มี 1 คน แล้วมีมนุษย์จำพวกหนึ่ง ถามว่าใครมีศีล 5 ครบ ไม่ยก มีนิดเดียวที่ยก ใครผิดศีลข้อ 1 2 3 4 5 ก็มีคนยก แต่เหลืออีกกลุ่มหนึ่งไม่ยอมยกมือ อันนี้แสดงว่ายังไม่มั่นใจ ว่าศีลขาดหรือเปล่า
หลวงพ่อเทศน์ต้องคอยปัดแมลงหวี่ เดี๋ยวมันเข้าปาก เดี๋ยวมันตาย อย่าแต่งจิต อันนั้นยังแต่งจิต เอ้า ต่อไปเราจะทำสมาธิ ด้วยการฟังพระสวดบทถวายพรพระ พาหุงมหากา การฟังสวด เมื่อกี้ฟังเทศน์ ฟังเทศน์ก็ฟังให้รู้เรื่อง รู้เหตุรู้ผล รู้สิ่งที่ควรประพฤติ สิ่งที่ควรละ อันนี้ฟังเทศน์ ต่อไปฟังสวด ฟังสวดไม่ต้องแปลก็ได้ ฟังให้จิตสงบ ถ้าสังเกตให้ดี เวลาพระสวดมนต์ จังหวะมันจะคงที่ ฟังแล้วมันจะสงบ ฉะนั้นเราจะทำสมาธิ ด้วยการฟังพระสวดมนต์ นิมนต์พระอาจารย์
……………………………. พระสงฆ์สวดถวายพรพระ ……………………………………
เราเวียนเทียนเสร็จแล้ว กลับไปทำต่อ การปฏิบัติหยุดไม่ได้ มีเวลาเมื่อไรรีบปฏิบัติทันทีเลย พอหยุดเมื่อไร กิเลสก็มาจูงเราไป มันเลยไม่ก้าวหน้าเสียที ถอยหน้าถอยหลังอยู่อย่างนั้น ให้เข้มแข็งไว้ สู้ ต้องต่อสู้ เดี๋ยวพระท่านจะให้พรให้พวกเรา ตั้งอกตั้งใจแผ่ส่วนบุญ
วัดสวนสันติธรรม
3 มีนาคม 2569