เจริญพรทุกๆ คน เมื่อวันอังคารพระอาจารย์อ๊าไปรับ เรียกใบอะไรสักอย่าง ที่ในหลวงพระราชทานวิสุงคามสีมา ถัดจากนี้ยังมีอีก 2 งาน งานปักหมุดรอบโบสถ์ แล้วถึงจะถึงงานฝังลูกนิมิต ขั้นตอนการสร้างวัด ยาก ยากมาก แล้วคณะสงฆ์ก็น่าเห็นใจ วัดร้างมันก็เยอะ คนก็สร้างวัดใหม่ไปเรื่อยๆ พยายามวางเงื่อนไขอะไรต่ออะไร ให้มันยุ่งยาก ลดแรงจูงใจ แต่มัสยิดสร้างง่าย นายอำเภอเซ็นได้เลย ทำวัดทำยาก ก็คุยกัน พระอาจารย์อ๊ากราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดไว้ จะปักหมุดวันที่ 14 พฤษภาคม มีเวลาเตรียมตัวเดือนกว่าๆ จัดงานก็คล้ายๆ ตอนถอนสีมา คล้ายๆ กัน เพียงแต่พระไม่มาก คราวนั้นพระหลายร้อย เยอะ ลำบาก นี้เกริ่นๆ ให้ทีมงานทำใจไว้
วันนี้ทางมาเลเซีย มีพวกเราส่วนหนึ่งไปร่วมจัดคอร์สกับคนมาเลเซีย มีผู้ช่วยสอนส่วนหนึ่งไปทำงานที่โน่น รวมทั้งทีมงานด้วย และยังมีโครงการจัดอีกหลายประเทศ เป็นความพยายามของพวกเราชาวพุทธ อยากกระจายธรรมะออกไปสู่ที่ต่างๆ เป็นวิธีที่พระเจ้าอโศกท่านทำมาก่อน ท่านส่งสมณทูต สมณทูตของท่านเป็นพระอรหันต์ ของเรายุคนี้เทียบกันไม่ได้หรอก ท่านส่งสมณทูตไปหลายสาย มาสุวรรณภูมิ พระโสณะ พระอุตตระ ที่เรามีความเชื่อต่อๆ กันมา ว่าพระอุตตระคือหลวงปู่โลกอุดร
ถ้าพระเจ้าอโศกท่านไม่เผยแพร่ธรรมะออกนอกอินเดียไว้ ตอนนี้ศาสนาพุทธก็หมดไปนานแล้ว ที่ท่านทำไว้ เพราะท่านกระจายธรรมะออกไปยังประเทศอื่นๆ รอบๆ ที่หนึ่งหมด อีกที่หนึ่งยังเหลือ อย่างยุคสุโขทัย เราก็ได้พระจากลังกามา ช่วยทำงานเผยแพร่ สมัยพระเจ้าบรมโกศ ศาสนาพุทธในลังกาหมดไป ก็มาขอพระไทย พระพม่า แชร์กันกลับไปกลับมา ศาสนาถึงอยู่รอดมาถึงวันนี้ ฉะนั้นพวกเราไปทำงาน ไปต่างประเทศไปอะไร ไม่ได้ว่าไปเพราะความอยากเด่นอยากดัง เราอยากให้ธรรมะกระจายออกไป มากที่สุดที่จะทำได้
แต่ตอนนี้ก็ใช้ได้แต่ภาษาอังกฤษกับภาษาจีน ภาษาอังกฤษก็เผยแพร่ออกไป มีพวกเราไปทำงานที่อเมริกา ที่แคนาดา แต่ได้ผลไม่มาก มีทีมแคนาดาที่ภาวนาได้ดี รู้เรื่องหลายคน ตอนหลังไปเรียนที่บ้านจิตสบาย ที่คอร์สดูดีขึ้น อีกภาษาหนึ่งคือภาษาจีน ภาษาจีนใช้ได้ทั่วโลก คนจีนไปอยู่ที่ไหน ก็เอาภาษาไปด้วย ตอนนี้พวกคนจีนที่มาเรียนที่นี่ หลายคนเริ่มภาวนา เริ่มรู้เรื่อง รู้หลัก ยาก กว่าคนต่างชาติจะเรียนได้ ก็ต้องมีล่ามแปล
วันก่อนมีเรื่องตลก มีฝรั่งคนหนึ่งมาเรียนใส่หูฟัง หลวงพ่อพูดให้ฟังภาษาไทย ล่ามแปลภาษาไทยเป็นภาษาจีน ล่ามจีนแปลภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ โอ้ ทำไมมันหลายทอด มิน่าคนฟัง หน้าตามันยิ่งฟังยิ่งงง สุดท้ายหลวงพ่อต้องเดินเข้าไปคุยด้วย เอาคนไทยที่เก่งภาษาอังกฤษไปพูด ตัดเอาไปช่วงหนึ่ง อันนี้คล้ายๆ สมัยอยุธยา เวลาส่งราชสาส์นระหว่างอยุธยากับพม่า ต้องมีล่ามแปล มอญแปลจากภาษาไทยเป็นภาษามอญ แล้วจากภาษามอญแปลเป็นภาษาพม่า แปลไปแปลมา มันจะรบกัน อาจจะแปลบอกเราขอส่งความปรารถนาดี มายังพระเจ้าหงสาวดี มอญไม่ชอบพม่าอยู่แล้ว เราขอสาบแช่งพระเจ้าหงสาวดี อย่างไรก็ตีกัน
ความยาก ตอนนี้พวกเราเรียนศาสนาง่าย เรารู้ภาษาไทย หลวงพ่อเทศน์ภาษาไทย ถ้าศาสนามันหมดไปจากเมืองไทย แล้วเราต้องไปเรียนจากต่างประเทศ ยาก ฉะนั้นพยายามศึกษาเอาไว้ รักษาเอาไว้ อย่างเราอ่านพระไตรปิฎก พวกคนที่มีความรู้ทางปริยัติ ท่านก็บอกพระไตรปิฎกภาษาไทย แปลแล้วไม่ได้อรรถรส คลาดเคลื่อนบ้างอะไรบ้าง มี ไม่รู้ภาษาบาลี แล้วเราต้องไปเรียนบาลีหลายปี อย่างอ่านพระไตรปิฎก แต่ส่วนใหญ่ไม่อ่าน เรียนจบแล้วก็จบกัน ลืม เดี๋ยวก็ลืมแล้ว
ปัญญาอันยิ่งคือสัมปชัญญะ
รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา
การเรียนธรรมะคร่อมภาษานี้ยาก ธรรมะที่เรียนง่าย คือธรรมะที่เป็นระบบ ที่ครูบาอาจารย์วัดป่ารุ่นเก่าท่านใช้ เป็นการถ่ายทอดธรรมะจากจิตของครูบาอาจารย์ ไปที่จิตของลูกศิษย์ ฉะนั้นเวลาท่านสอนแต่ละคน จะไม่เหมือนกัน จะแตกต่างกันไป อย่างท่านสอนหลวงพ่อ หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนหลวงพ่อให้ดูจิตเอา สอนบางท่าน ท่านก็ให้ดูกาย บางองค์ก็แยกละเอียด ให้ดูกระดูก บางองค์ให้ดูผม คือครูบาอาจารย์ท่านพิจารณา ธรรมะนี้เหมาะกับเรา ท่านก็ถ่ายทอดให้ เลยไม่มีรูปแบบตายตัว
บางคนท่านเข้มงวด ให้อดกิน อดนอน อดนอนผ่อนอาหาร บางคนท่านสอนอีกคนหนึ่ง ท่านไม่ได้ห้ามอะไรพวกนี้เลย เรียนธรรมะอย่างนั้น เรียนแบบครูบาอาจารย์ท่านพิจารณา แล้วก็ถ่ายทอดธรรมะ ที่พอดีกับพวกเรา เราก็เอาไปปฏิบัติ มันก็ทำง่าย มันถูกจริต นี้ครูบาอาจารย์แบบนั้น ยุคนี้หลวงพ่อยังไม่เห็น เห็นหลวงปู่ดูลย์ นอกนั้นส่วนใหญ่ท่านเคยทำอย่างไร ท่านก็สอนอย่างนั้น ท่านเคยหายใจเข้าพุทออกโธ พิจารณากาย ท่านก็สอนอย่างนั้น
หรือเคยขยับมือทำจังหวะอะไร ก็สอนกันมาอย่างนั้น ดูท้องพองยุบก็สอนกันมา อานาปานสติสายสวนโมกข์ ก็สอนอานาปานสติ ใครเข้าไปเรียน เข้าสำนักนี้ก็ต้องเรียนอย่างนี้ เหมือนกันหมดทุกคน แต่สมัยหลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์ ไม่มีรูปแบบตายตัว ท่านดูจากจริตนิสัยเรา ก็สอนกรรมฐานที่พอดีกับตัวเรา ช่วงก่อนสมัยที่หลวงพ่อเข้าเรียนกับครูบาอาจารย์ คนไปเรียนน้อย ไม่ค่อยมี คนทำบุญเยอะ แล้วคนไปนั่งสมาธินิ่งๆ เงียบๆ มีเยอะ แต่ที่จะทำสมาธิให้ถูก แล้วก็มาเดินปัญญาอะไรนี้มีน้อย มีไม่มาก
ฉะนั้นเวลาเราเข้าไปถามครูบาอาจารย์ ว่าเราควรจะปฏิบัติอย่างไร ท่านก็มีเวลา อย่างหลวงปู่ดูลย์ แทบไม่มีใครสนใจท่าน คนนึกว่าเป็นพระในเมือง ไม่รู้ว่าท่านเป็นอาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน นานๆ จะมีคนไปถามกรรมฐานสักทีหนึ่ง หลวงพ่อเข้าไปหา ไปถาม ไปกราบเรียน “หลวงปู่ ผมอยากปฏิบัติ” ท่านก็นั่งสมาธิ นาน เกินครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิตรวจภูมิหลังของเราแต่ละคนๆ แล้วท่านก็สอน สอนออกมาได้ตรงจริต เราก็เอามาทำง่าย
มายุคนี้พวกเรามาเรียนทีหนึ่ง เป็นร้อย เป็นพัน จะให้หลวงพ่อบอก หลวงพ่อทำไม่ไหวหรอก แล้วหลวงพ่อไม่ได้เก่งเหมือนครูบาอาจารย์รุ่นก่อน หลวงพ่อถึงสอนหลักกว้างๆ ให้พวกเรา สอนหลักให้ ไม่ได้บอกว่าให้เราทำอันนั้น ทำอันนี้ เราต้องไปสังเกตตัวเราเอง เราทำกรรมฐานชนิดไหน จิตใจมีความสุข ถ้าเราทำกรรมฐานอะไร ที่จิตใจเรามีความสุข สิ่งที่เราได้คือความสงบ ความสุขทำให้จิตใจสงบ แล้วถ้าเราอยากเจริญปัญญา เราก็ต้องมาดูอีกทีหนึ่ง
กรรมฐานที่ทำให้สงบก็ส่วนหนึ่ง กรรมฐานที่ทำให้เกิดปัญญา ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง อย่างพระพุทธเจ้า ตอนเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ยังไม่บรรลุ ท่านทำสมถกรรมฐานด้วยอานาปานสติ เสร็จแล้วท่านมาเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน สัจจบรรพอันสุดท้ายเลย สูงสุด ท่านพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
ฉะนั้นพวกเราต้องเข้าใจ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสรู้เพราะอานาปานสติ อานาปานสติทำให้จิตของท่านพร้อมที่จะเจริญปัญญา ท่านตรัสรู้ได้เพราะการเจริญปัญญา พิจารณาปฏิจจสมุปบาท คำว่าพิจารณา คือจิตมันเคล้าเคลีย มันเข้าไปศึกษา ไม่ใช่นั่งคิดเอา บางคนไปคิดว่าพระพุทธเจ้าคิดเอา พระพุทธเจ้าท่านบอก “สติปัฏฐานเป็นทางสายเอก เป็นทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น” มันเป็นเรื่องของการเจริญสติ ไม่ใช่นั่งคิดเอา
ถ้าบอกพระพุทธเจ้าคิดเอาแล้วบรรลุ ฉะนั้นสติปัฏฐานก็ไม่ใช่ทางสายเดียว นี้ท่านทำสัจจบรรพ พิจารณาปฏิจจสมุปบาท พิจารณาคือเห็นสภาวะจริงๆ มีสภาวะรองรับถึงจะใช้ได้ ไม่ใช่มโนเอา อย่างท่านดูว่าทุกข์มีสภาพเป็นอย่างไร มีลักษณะอย่างไร มีลักษณะมันบีบคั้น ทุกข์ มีทุกข์กาย ทุกข์ใจ อะไรทำให้ทุกข์เกิดขึ้น เพราะมีชาติ ชาติก็แปลว่าความเกิด เราก็มาแปลว่าความเกิด ก็คือหลุดออกมาจากท้องแม่ เรียกว่าเกิด ไม่ใช่
ความเกิด คำว่า “ชาติ” ตัวนี้ หมายถึงการที่จิตเข้าไปหยิบฉวยอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมา จิตมันตะครุบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจขึ้นมา ภาษาไทย บางทีฟังแล้วมันนึกว่าเข้าใจ แต่มันไม่เข้าใจหรอก ต้องเห็นสภาวะจริงๆ เราจะรู้เลยว่า เวลาจิตมันหยิบฉวยอายตนะ มันทุกข์อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จิตมันหยิบฉวยจิตขึ้นมา แล้วมันทุกข์อย่างไร มันต้องเห็นเอง ไม่เห็นก็ไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านทำสมถะด้วยอานาปานสติ แล้วท่านทำวิปัสสนาด้วยการพิจารณาปฏิจจสมุปบาท พวกเราก็ต้องดูตัวเอง เราควรทำสมถะด้วยอะไร ควรทำวิปัสสนาแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่า “ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการ คือสมถะและวิปัสสนา” ต้องเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่หลับหูหลับตาทำไปเรื่อยๆ แล้วนึกว่าจะดี ไม่ได้มีปัญญาประกอบ ไม่ได้มีปัญญาตัวนี้ เป็นสัมปชัญญะ รู้ว่าอะไรควรแก่ตัวเรา
ฉะนั้นเราต้องดูตัวเอง หลักของสมถะ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ อารมณ์อะไรที่จิตไปอยู่แล้วมีความสุข เอาอารมณ์อันนั้นมาให้จิตรู้ เป็นเครื่องให้จิตรู้ แล้วรู้อย่างไร รู้ไปสบายๆ ไม่ต้องคิดมาก รู้อย่างเดียว รู้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคิด หลวงพ่อพุธท่านบอก “สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด”
สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง
ฉะนั้นอย่างเราจะทำสมถะ แล้วเราจงใจจะให้สงบ รับรองว่าไม่สงบ ตรงที่จงใจทำอันนั้น จงใจทำอันนี้ จิตมันมีโลภะ มันไม่เกิดสติจริง แล้วพอมันมีโลภะ มันก็จะเกิดการแสวงหา เกิดความดิ้นรนของจิต ที่จะให้จิตสงบ ก็เมื่อตั้งหน้าตั้งตาดิ้นรนแล้ว มันจะสงบได้อย่างไร เพราะฉะนั้นอันแรกเลย รู้จักเลือกอารมณ์กรรมฐาน ที่เราอยู่ด้วยแล้วเราสบายใจ แต่สบายใจ ไม่เผลอเพลิน ถ้าเผลอเพลินใช้ไม่ได้ อย่างนั่งเล่นไพ่มีความสุข แล้วบอกใช้ทำกรรมฐาน ไม่ได้ มันเผลอเพลิน
ฉะนั้นเราต้องดู อย่างหลวงพ่อใช้อานาปานสติ อยู่กับลมหายใจแล้วมีความสุข หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ทุกวันเวลาหลวงพ่อสอนพวกเราเสร็จ หมดธุระจากศาลาใหญ่ หลวงพ่อจะเข้ากุฏิ แล้ววันนั้นจะไม่ออกมาอีกแล้ว ไม่จำเป็นจริงๆ จะไม่ออกมา เราอยู่ตามลำพัง ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดี อยู่ลำพัง สบาย มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบาย ถ้าเอาคนโน้นคนนี้มาเป็นเพื่อน ปวดหัว ต้องคอยเอาใจเขาอะไรต่ออะไร แล้วแต่ละคนนำความวุ่นวายมาให้เราเสมอ ไม่ว่าเราคบใคร เราจะอดวุ่นวายไม่ได้ พอเขามาคบกับเรา เขาก็จะคาดหวัง
อย่างพวกเราหลายคน ยังติดนิสัยไร้สาระอยู่ วันธรรมดาตอนเช้าประมาณ 8 โมง หลวงพ่อจะออกมา ระหว่างที่พระตักอาหาร หลวงพ่อจะเดินดูญาติโยม ดู ใครแก้กรรมฐานอะไร ใครสงสัยอะไร ปรับให้ บางคนคาดหวังสูง ว่าหลวงพ่อจะต้องคุยด้วยทุกครั้ง อันนี้เพ้อฝันไป หลวงพ่อไม่ใช่พระประจำตัวใคร จะได้ต้องมารับใช้เฉพาะตัว ไม่ใช่ คนไหนท่าทางภาวนาดี หรือกำลังติดขัด จำเป็น จะเข้าไปคุยด้วย
ฉะนั้นถ้าไม่มีใครยุ่ง ไม่มีงานอะไรแล้ว หลวงพ่ออยู่คนเดียว สงบสุข ยุ่งกับโลก วุ่นวาย ก็ยุ่งเท่าที่จำเป็น อันนี้เป็นนิสัยมาตั้งแต่ตอนเป็นโยม เวลาไปทำงานก็ทำเต็มที่ แต่หมดเวลางานกลับมาบ้านแล้ว เป็นเวลาส่วนตัวของเรา ไม่ยุ่งกับใครแล้ว ไม่สนใจใคร ตั้งแต่เด็กๆ ก็เป็นอย่างนั้น อยู่ลำพัง สบาย อยู่ในห้องเงียบๆ จนผู้ใหญ่เขาแซว ทำตัวเป็นนางห้อง บอกเป็นเด็กชายห้องต่างหาก ไม่ใช่นางห้อง อยู่ของเรา สบาย
ถ้าเรารู้จักเลือกอารมณ์กรรมฐาน ที่เราอยู่แล้วมีความสุข เราก็อยู่กับกรรมฐานอันนั้น แล้วก็อย่าจงใจให้สงบ ไม่ต้องจงใจให้สงบ มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งคือคุณแม่จันดี น้องสาวหลวงตามหาบัว องค์นี้ภาวนาเก่ง ท่านเล่าให้ฟัง ภาวนา ตอนที่จิตท่านแตกหักกับกิเลส บอกฟ้าผ่าเลย รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าใส่ศีรษะเลย ระเบิดเปรี้ยง องค์นี้ท่านก็สอน เห็นท่านสอนลูกศิษย์ท่าน ให้ทำอานาปานสติ ท่านบอกกำหนดลมไว้ตรงนี้ แล้วสงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง
คำว่า “สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง” ก็คืออย่าจงใจให้สงบ ไม่ต้องจงใจให้สงบ ถ้าจงใจจะให้สงบ จิตจะเกิดการดิ้นรน จิตยิ่งไม่สงบ ไม่ต้องคาดหวังอะไร แค่มีสติ เห็นลมหายใจมันไหลเข้าไป ไหลออกมา หัดใหม่ๆ จะเห็นลมไหลไปถึงท้องน้อย แล้วหัดชำนาญ ไม่ต้องไปไล่ยาวๆ แล้ว กำหนดอยู่ที่ปลายจมูกนี้นิดเดียว ลมไหล ลมเข้า ลมออก คล้ายๆ มีคนเดินเข้ามาในบ้านเรา ลมหายใจเหมือนคนเดินเข้ามาในบ้านเรา เป็นคนที่เราไม่คุ้นเคย มันเดินไปทางไหน เราต้องเดินตาม มันขึ้นชั้นบน เราก็ต้องขึ้นตาม มันเข้าครัว เราก็ต้องเดินตาม นี่คนที่ไม่คุ้นเคย
ถ้าคนคุ้นเคย เปิดประตูให้มันแล้ว เห็นมันเข้ามาแล้ว โอเค เห็นออกไป ไม่ต้องตาม ลมหายใจนี้ก็เหมือนกัน หัดใหม่ๆ เรายังไม่คุ้นเคยก็ต้องตาม ตาม ไหลขึ้นไหลลง พอเราคุ้นเคย เราชำนาญ ไม่ต้องตามแล้ว เฝ้าอยู่ที่ประตู ประตูของลมหายใจก็คือจมูกเรานี้เอง กำหนดจิตไว้ ลมหายใจเข้าก็รู้สึกกระทบ ลมหายใจออกก็รู้สึก แล้วจิตจะฟุ้งซ่านก็ไม่ว่ามัน ฟุ้งซ่านก็แค่รู้ว่ายังฟุ้งซ่านอยู่ ก็หายใจไปเรื่อยๆ แล้วมันก็ค่อยสงบเอง ถ้าเราไม่ดิ้นรนที่จะให้สงบ มันก็จะสงบ
ฉะนั้นหลวงพ่อพุธท่านถึงบอก “สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ” ฟังแล้ว ถ้าเรียนแต่ปริยัติ จะไม่เข้าใจสิ่งที่ครูบาอาจารย์บอก แต่อันนั้นท่านบอกมาจากประสบการณ์ตรง ว่าถ้าเราจงใจให้สงบ จิตจะไม่สงบหรอก จิตไม่มีความสุข “ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ” เกิดความสงบตัวนี้
มีสติรู้ทันใจตัวเอง จะได้ความตั้งมั่น
สมาธิอีกตัวหนึ่ง คือความตั้งมั่นของจิต จิตเป็นอนัตตา เราสั่งจิตให้ตั้งมั่นไม่ได้ ฉะนั้นเราก็อย่าไปสั่งจิต ไม่ต้องพยายามทำจิตให้ตั้งมั่น
เมื่อก่อนหลวงพ่อยังพูดเรื่อย ความพยายามอยู่ที่ไหน ความล้มเหลวอยู่ที่นั้น เพราะสิ่งที่พวกเราเรียกว่าพยายาม มันเป็นความพยายามที่เจือด้วยกิเลส เจือด้วยโลภะ เมื่อจิตของเรามีกิเลสเจือปน สติตัวจริงจะไม่เกิด มีแต่สติตัวปลอม ไปนั่งเพ่งแข็งๆ ทื่อๆ อะไรอย่างนั้นไป ไม่ได้เรื่องหรอก ทำผิด ถ้าเราจะทำวิปัสสนา เราก็ต้องรู้อย่าง จิตเราห้ามมันไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้ แต่จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่ฝึกได้
วิธีฝึกจิตก็คือ รู้มัน รู้ทันมัน มันฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน มันสงบรู้ว่าสงบ คล้ายๆ ตอนทำสมถะ แต่ตอนทำสมถะ ความสนใจของเราอยู่ที่ลม จนกระทั่งจิตไม่หนีไปไหนเลย จิตสงบสบายอยู่กับลม จิตนิ่ง สว่างไสวขึ้นมา อันนั้นเป็นสมถะ ถ้าเราจะทำวิปัสสนา เราถนัดกรรมฐานอะไรก็ใช้อันนั้น อันเดิมนั่นล่ะ แต่ปรับนิดหนึ่ง อันนี้เป็น Know how ที่หลวงพ่อทดลองมา อย่างหลวงพ่อใช้อานาปานสติทำความสงบ เวลาหลวงพ่อจะฝึกจิตให้พัฒนาต่อไป หลวงพ่อจะมีสติคอยรู้ทันจิตตัวเอง
เคล็ดลับสำคัญ อยู่ที่มีสติรู้ทันจิตตัวเอง ไม่ใช่มีสติรู้ลมหายใจ ไม่เหมือนกัน ระหว่างมีสติรู้ลมหายใจ ไม่วอกแวกไปที่อื่น อันนี้ได้ความสงบ อีกอันหนึ่งมีสติรู้ทันใจตัวเอง อันนี้จะได้ความตั้งมั่น ตอนที่หลวงพ่อเด็กๆ 7 ขวบ เรียนกรรมฐานครั้งแรกกับท่านพ่อลี เป็นเด็ก เข้าไปเรียน ท่านก็สอนให้หายใจเข้าพุท หายใจออกโธนับ 1 หายใจเข้าพุทออกโธนับ 2 นับไปถึง 10 แล้วก็หายใจเข้าพุทออกโธนับ 9 8 7 6 5 นับขึ้นนับลง ท่านสอนอย่างนี้ หลวงพ่อยังเด็กเล็ก นับเลขถอยหลังไม่เป็น นับแล้วเครียด หลวงพ่อไม่เอา
เราพลิกแพลงได้ตั้งแต่ 7 ขวบ นับ1 ถึง 10 แล้วก็ 9 8 7 นับไม่เป็น นับแล้วเหนื่อย หลวงพ่อนับ 1 ถึง 100 เลย หายใจเข้าพุท หายใจออกโธนับ 1 หายใจเข้าพุทออกโธ 2 นับถึง 100 ครบ 100 ก็เริ่มนับใหม่ ทำ ฝึกไปเรื่อยๆๆๆ ต่อไปพอจิตมันเริ่มสงบ การนับเลขก็หายไป สงบมากขึ้น พุทโธคำบริกรรมก็หายไป สงบมากขึ้น ลมหายใจระงับ ลมหายใจละเอียด กลายเป็นแสงสว่าง ทีแรกเป็นแสงสว่างกว้าง กว้างๆ แล้วก็ค่อยๆ ดู
ภาวนาเรื่อยๆ แสงมันก็รวมตัวลงมา จนกระทั่งมันย่อลงมาเหลือเล็กนิดเดียว แล้วพอเราชำนาญ นึกให้กว้างก็ได้ นึกให้แคบก็ได้ เวลานึกให้แคบ มันแคบขนาดที่ว่าลอดรูเข็มได้เลย จิตเรา บีมลงมา จนเป็นดวงแสงเล็กนิดเดียว ลอดรูเข็มได้เลย เล่นอย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วพอจิตมันสว่าง จิตมันอย่างนี้ จิตหลวงพ่อมันไม่มีการ ไม่มีครูบาอาจารย์อบรม ท่านสอนแต่สมถะเบื้องต้นมา มันก็เริ่มเกิดนิมิต นิมิตนี้อย่าไปเชื่อมัน นิมิต นิมิตมีทั้งนิมิตจริง นิมิตปลอม
ถ้าเรายังมีกิเลสอยู่ นิมิตมักจะปลอม อย่างนิมิตว่ารู้อดีต รู้อนาคต ระลึกชาติ ส่วนใหญ่เกือบร้อยละร้อยที่เห็นคือปลอม สังเกตไหม พวกที่ระลึกชาติได้ ล้วนแต่คนใหญ่คนโตทั้งนั้นเลย ชาติโน้นเคยเป็นกษัตริย์ เป็นคนเก่งอย่างโน้น เป็นคนเก่งอย่างนี้ เป็นมหาเศรษฐีอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่เห็นระลึกว่าเป็นหมา เป็นแมว เป็นหมาขี้เรื้อน ไม่เห็นระลึกสักคนเลย เพราะอะไร มันสนองกิเลส นิมิตมันสนองกิเลส อย่าไปเชื่อมัน
ตอนหลวงพ่อไม่ได้มีนิมิตพวกนี้ ตอนที่ไปสว่าง เราไม่รู้หลักของการปฏิบัติ พอมันสว่าง แล้วไปจ้องที่แสงสว่าง พอจ้องที่แสงสว่าง คราวนี้จิตมันไหลปุ๊บๆๆๆ ออกไป ไปเห็นสวรรค์ เห็นสวนดอกไม้ในสวรรค์ เห็นเทวดาเห็นอะไร ทีแรกก็ตื่นเต้นดีใจ แล้วต่อมาก็นึก มันคล้ายๆ เราไปเที่ยวบ้านเศรษฐี เราก็อยู่กับเขาไม่ได้ เรามันยาจก ไปดูบ้านเศรษฐี ไปดูมันทำไม ที่สำคัญถ้าเราเห็นเทวดา เห็นสวรรค์ได้ เราก็เห็นผี เห็นนรกได้ หลวงพ่อกลัวผี นี่ล่ะได้ดีเพราะผี ได้ดีเพราะกลัวผี
พอหลวงพ่อภาวนาไป แล้วมันมีแสงสว่างขึ้นมา จิตมันจะไหลไปในแสง หลวงพ่อไม่ยอม มีสติรู้ทัน ว่าจิตกำลังจะไหลเข้าไปในแสง พอมีสติรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ไหล จิตที่ไหลไปไหลมา คือจิตที่ไม่ตั้งมั่น นี้ได้ครูดีคือผี เหมือนที่ครูบาอาจารย์สมัยก่อน ท่านอยู่ตามป่า ตามเขา องค์ไหนกลัวผี หลวงปู่มั่นก็ให้ไปอยู่ป่าช้า องค์ไหนกลัวเสือ ท่านก็ให้ไปอยู่ในถ้ำ เสือมันป้วนเปี้ยนอยู่ กลัวอะไรก็ไปอยู่แถวนั้น
หลวงพ่อกลัวผี พอกลัวผี จิตมันหมดความคะนอง ไม่เที่ยวซุกซนแล้ว จิตมันก็เลยตั้งมั่นอยู่มันไม่ยอม มันจะไหล มันอยากไหล รู้ทันว่าจิตจะไหลแล้ว พอรู้ทันว่าจิตจะไหล จิตที่ไหลดับ จิตที่ตั้งมั่นก็เกิด แต่ตอนนั้นเด็กๆ ทำไปเรื่อยๆ ไม่รู้หรอก ไม่รู้อันไหนถูก อันไหนผิด อาศัยว่ากลัวผีก็เลยประคอง ไม่ให้จิตไหลออกไป ไม่รู้หรอกว่า เป็นหลักการปฏิบัติที่สำคัญ จิตไม่ออกข้างนอก ค่อยๆ ฝึก ฝึกเรื่อยๆ ไป
ตอน 10 ขวบไฟไหม้ใกล้บ้าน พอไฟไหม้ใกล้บ้านเราเห็น เล่นอยู่หน้าบ้าน ตกใจ เลยวิ่งไปบอกพ่อ ก้าวที่หนึ่งตกใจ ก้าวที่สองตกใจ ก้าวที่สามสติย้อนกลับมาเห็นความตกใจ ไม่ได้เคยเรียน ไม่ได้เจตนาเลย แต่อาศัยที่ฝึกจิตตั้งมั่น จิตอยู่กับเนื้อกับตัวนั่นล่ะ ฉะนั้นพออะไรแปลกปลอมขึ้นที่จิต แป๊บเดียวก็รู้แล้ว ก็เห็นร่างกายมันเดินไปบอกพ่อ ไม่ตกใจ จิตมันเป็นผู้รู้ผู้ตื่นขึ้นมา ความตกใจ ความกลัวหายไปเลย จิตมันตั้งมั่น หลวงพ่อฝึกจิตตั้งมั่นได้ตั้งแต่ 10 ขวบ
เพราะฉะนั้นเวลาหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอบประวัติหลวงพ่อแล้ว ท่านให้หลวงพ่อดูจิตไปเลย เพราะตอนที่หลวงพ่อจิตตั้งมั่นแล้ว หลวงพ่อก็ไม่รู้จะไปภาวนาอย่างไรต่อ ไปอ่านพระไตรปิฎก มีหลักของการปฏิบัติมากมายมหาศาล ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไปอ่านคำสอนครูบาอาจารย์สายวัดป่า ท่านก็พุทโธพิจารณากาย ลองพิจารณากายแล้ว จิตใจมันไม่ชอบ มันรู้สึกคับแคบ ไม่ถูกจริต ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จนเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้ดูจิตตัวเอง ไปดูจิต ทีแรกทำผิดอยู่ 3 เดือน ไปเพ่งจิต เพ่งจิตให้มันนิ่ง ให้มันว่าง
เราไม่ไปปรุงแต่งจิต
แล้วอย่าไปรักษาจิตผู้รู้ไว้
ฉะนั้นเลยหลวงพ่อพูดเต็มปากเลย ใครที่ไปฝึกจิตให้ว่าง ทำผิด หลวงพ่อไปทำจิตให้ว่างมาแล้ว แล้วไปกราบเรียนหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกว่าทำผิดแล้ว จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไปทำจนมันไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ทำผิดแล้วไปทำอีก ไปทำใหม่ หลวงพ่อก็จับหลักได้แล้ว ไม่ให้ปรุงแต่งจิต เราจะคอยรู้ จิตเป็นอย่างไร เราจะคอยรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ไปปรุงแต่งมัน เราก็เห็นว่าจิตนั้น มันปรุงแต่งตัวมันเองตลอดเวลา เดี๋ยวก็ปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงสุข ปรุงทุกข์
อย่างจิตมันปรุงโทสะขึ้นมา เราก็แค่รู้แค่เห็น ว่าจิตมันปรุงโทสะขึ้นมา เราไม่ไปปรุงแต่งจิต ว่าทำอย่างไรจะละโทสะได้ อย่างโทสะเกิด แล้วพยายามให้โทสะหาย อันนี้ผิด เราไปปรุงแต่งจิตแล้ว แต่ถ้าจิตมันปรุงแต่งโทสะขึ้นมา เป็นเรื่องของจิต เรามีหน้าที่ตามรู้ตามเห็นอย่างที่เป็น แล้วเราจะรู้ว่า จิตนั้นมันไม่เที่ยง จิตนั้นมันเป็นอนัตตา มันทำงานของมันได้เอง อันนั้นคือวิปัสสนาปัญญา เราเห็นไตรลักษณ์ของธาตุขันธ์ ของรูปนามกายใจนี้
หลวงพ่อเริ่มพาสเข้ามาที่จิตเลย ไม่ได้เริ่มจากกาย เพราะว่าจิตของเรา มีกำลังพอที่จะดูจิตได้ จิตมันตั้งมั่น ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจ ก็คิดว่าคนอื่นเขาจิตเหมือนเรา พอโตขึ้นมาสังเกตดู ไม่ใช่ ในโลกคนที่มีจิตตั้งมั่น จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว หายากจริงๆ แทบไม่มีเลย ตอนหลวงพ่อยังไม่ได้บวช หลวงพ่อสอนเพื่อนไว้กลุ่มหนึ่งราวๆ 10 คน เสร็จแล้วก็พากันขึ้นรถตู้ ไปกราบครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์บางองค์จิตท่านไวมาก
ท่านนั่งสอนโยมอยู่ พอรถตู้เราเข้าไปถึง ท่านหันขวับเลย หันมามอง แล้วท่านก็อุทาน “เฮ้ย มันไปรวมกันมาได้อย่างไร” 10 คนนี้ มันรวมกลุ่มกันมาได้อย่างไร 10 คนนี้มันเป็นอย่างไร ทำไมครูบาอาจารย์รู้สึกแปลกใจ คนที่นั่งอยู่กับท่านเป็นร้อย ท่านไม่แปลกใจ 10 คนนี้รู้สึกตัวได้ ไม่ได้ว่าได้มรรคผลอะไร แค่รู้สึกตัวได้ รู้สึกตัวเป็น จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ หายาก ไม่ใช่ง่าย เพราะในโลกมีแต่คนหลง กระทั่งทำกรรมฐานยังหลงเลย
ฉะนั้นเราจะต้องฝึกตัวเองให้ดี ให้จิตตั้งมั่น มีวิธีฝึก 2 อัน อันหนึ่งทำฌาน อันนี้ไม่อยากสอน เพราะว่าพวกเราทำยาก ยุคนี้เป็นยุคสมาธิสั้น สิ่งที่จะช่วยเราคือขณิกสมาธิ พระอรหันต์ส่วนใหญ่มาด้วยขณิกสมาธิ ตั้งแต่พุทธกาล ไม่ใช่ว่าแต่ละองค์ทรงฤทธิ์ ทรงอภิญญา พระที่ทรงฤทธิ์ ทรงอภิญญา ทรงวิชชา 3 มีไม่มาก เป็นพระส่วนน้อย พระส่วนใหญ่เป็นสุกขวิปัสสกะแบบพวกเรานี่ล่ะ พวกไม่ได้เล่นฌาน ไม่ได้เล่นฤทธิ์อะไรกับใครเขา
แล้วทำอย่างไร อาศัยสติ อาศัยสติเป็นเครื่องมือสำคัญ คอยรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น จิตที่ไม่ตั้งมั่น คือจิตที่หลงไปไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าพูดแบบปริยัติรู้เรื่องหน่อย ก็บอกว่าให้รู้ทัน จักขุวิญญาณจิตเกิดขึ้นก็ให้รู้ จักขุวิญญาณจิตก็คือ จิตที่หยั่งลงไปรู้รูปทางตา ไปรู้รูปด้วยลูกตา โสตวิญญาณจิต จิตที่หยั่งไปรู้เสียงทางหู อย่างนี้ มีมโนวิญญาณจิต จิตที่หยั่งไปรู้ธัมมารมณ์ทางใจ ให้เราคอยรู้พวกนี้ไว้
ถ้าเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง จิตไหลไปคิด นี่ไหลไปทางมโนทวารแล้ว วิญญาณหยั่งลงทางมโนทวาร ให้รู้ทัน แล้วจิตที่ไหลไปทางมโนทวารจะดับ จิตก็จะกลับมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานใหม่ แล้วอย่ารักษา เห็นไหม มีเคล็ดลับมากมาย ถ้าเราไปรักษาจิตผู้รู้ไว้ ผิดเลย หลวงพ่อเคยผิด เสียเวลาตั้งเยอะ แก้กันเป็นปีเลย มีคราวหนึ่งนั่งภาวนา แล้วเห็นความไหวๆ อยู่ที่หน้าอก แล้วไม่รู้ว่า จิตเราไหลลงไปดูความไหวๆ ที่กลางอก นี้เจอหลวงพ่อคืน ไปภาวนาที่วัดท่าน แล้วท่านให้หลวงพ่อพักกุฏิติดกับท่านเลย ประตูกุฏิเผชิญหน้ากันเลย เพราะเราลูกศิษย์คนโปรด แล้วท่านจะแอบดูเวลาเราภาวนา
ท่านเห็นหลวงพ่อไปดูที่หน้าอก ท่านบอก “เฮ้ย ปราโมทย์ ไปดูอะไรอย่างนั้น จิตมันอยู่ทางนี้” ทำมืออย่างนี้ “จิตมันอยู่ทางนี้ ไปดูอะไรตรงนั้น” เรา โอ้ ได้เคล็ดลับ เราต้องไปดูจิต คือดูตัวผู้รู้ เราไม่ได้ดูไหวๆ ที่ถูกรู้ ดีใจได้เคล็ดวิชาชั้นสูง เข้ากุฏิเลย ปิดประตูเลย นั่งดูตัวผู้รู้ พอเราไปดูจิต จิตกลายเป็นตัวถูกรู้ เกิดตัวรู้ตัวใหม่ขึ้นมา เราไปดูตัวรู้ตัวที่สอง ตัวที่รู้ตัวที่สองกลายเป็นสิ่งที่ถูกรู้ เป็นอารมณ์แล้ว เกิดตัวผู้รู้ที่สามขึ้นมา ตรงนี้เอง มันเหมือนวิญญาณเป็นอนันต์ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย
พอภาวนามาถึงตรงนี้ เรารู้ จนสว่าง ใกล้สว่างแล้ว ผิดนี่หว่า นี่มันผิดนี่หว่า จิตเราระส่ำระสายไปหมดแล้ว โมโหเลย ตอนนั้นยังโมโหเก่ง เดี๋ยวนี้ก็อย่าไว้ใจ วันดีคืนดีอาจจะโมโหอีกก็ได้ ใครจะไปรู้ โมโหหลวงพ่อคืน โอ๊ย เราภาวนาของเราดีๆ แล้ว มาสอนอะไรเรา พอได้แสงสว่าง พระอาทิตย์เริ่มขึ้น โมโห ผลักประตูโครมเลย หลวงพ่อคืนจิตท่านไว ท่านรู้ว่าเราจะไปเล่นงานท่าน ท่านก็ผลักโครมพร้อมๆ กันเลย บานประตูกุฏิที่อยู่ตรงข้ามกัน เปิดพร้อมๆ กันผลัวะออกมา
เราขยับจะจวกท่าน ท่านจวกก่อน “ปราโมทย์ ภาวนาไม่ได้เรื่องเลย” อ้าว เราจะเล่นงานท่าน มาว่าเราภาวนาไม่ได้เรื่อง ก็เถียงบอก “หลวงพ่อมาสอนผมเอง ผมภาวนาของผมอยู่ดีๆ มาสอนผมว่าจิตอยู่ทางนี้” “โอ๊ย พูดแล้วไม่ได้ให้ดูตัวนี้ แต่ให้รู้ตรงนี้ไม่ใช่จิต” “อ้าว แล้วทำไมไม่บอก” จะบอกว่า จิตมันอยู่ทางนี้ ก็นึกว่าให้ดูตัวนี้ แล้วกว่าหลวงพ่อจะแก้ตัวนี้ได้ ใช้เวลาเป็นปีเลย ถัดจากวันนั้นมา พอเริ่มปฏิบัติ นั่งสมาธิปุ๊บ จิตมันจับเข้าที่ตัวผู้รู้เลย
ฉะนั้นหลวงพ่อถึงบอก อย่าไปเพ่งใส่ตัวผู้รู้ ถ้าเราไปเพ่งใส่ตัวผู้รู้ หรือไปพยายามรักษาตัวผู้รู้ ผิดอย่างแสนสาหัสเลย แก้ยากที่สุดเลย ถ้าตายไปก็ต้องไปเป็นพระพรหม ไม่มีทางได้มรรคได้ผลอะไรเลย พระพรหมชนิดนี้ ไม่ได้รู้โลกเลย โลกเขาไปถึงไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นเราทำกรรมฐานอันเดิมของเราก็ได้ แต่แทนที่จะให้ความสำคัญกับตัวอารมณ์ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง หายใจไป แล้วมันก็สงบเอง แต่ถ้าเราอยากให้จิตตั้งมั่น ให้มีสติรู้จิตที่ไม่ตั้งมั่น
อย่างหลวงพ่อรู้ทันว่า จิตจะไหลเข้าไปในแสง รู้ทันว่าจิตจะไหลเข้าไปที่แสง จิตที่ไหลก็ดับ จิตที่ตั้งมั่นก็เกิด หรือเวลาเราหลงไปในโลกของความคิด นั่ง เราภาวนาของเราพุทโธๆ อ้าว จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นแล้ว รู้ทันว่าจิตหลงไปทางทวาร มโนทวาร หลงไปคิดแล้ว ทันทีที่เรารู้ว่าจิตหลงไปคิด จิตที่หลงคิดดับ จิตผู้รู้ก็จะเกิดขึ้นมาอีก เราจะต้องฝึกเรื่อยๆ จนจิตผู้รู้ของเราแข็งแรง วิธีให้ได้จิตผู้รู้ ก็คือรู้ทันจิตผู้หลง ไม่ใช่ทำจิตผู้รู้ให้เกิดขึ้น ไม่มีใครทำได้ ให้รู้ทันจิตผู้หลงไว้ เมื่อไรไม่หลง เมื่อนั้นมันก็รู้เอง
เห็นไตรลักษณ์ของจิตได้
วันหนึ่งเราเห็นความจริง
ฉะนั้นครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ จะสอนให้หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ อย่างหลวงพ่อเทียน ขยับไป ขยับมือไป แล้วถ้าหลง หลงไม่ใช่หลงข้างนอกอย่างเดียว หลงไปเพ่งมือก็หลง หลงแล้วก็ให้รู้ทัน ท่านเรียกว่าปลุกธาตุรู้ เขย่าธาตุรู้ให้เกิดขึ้น ก็ฝึกให้จิตมันเป็นผู้รู้นั่นเอง ฉะนั้นจริงๆ กรรมฐานอะไรก็ใช้ได้หมด ถ้าจับหลักได้ ดูท้องพองยุบ จิตไหลลงไปที่ท้องรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น ดูท้องพองยุบ จิตหนีไปคิดรู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น ภาวนานะมะพะทะ จิตไหลลงไปที่คำภาวนา รู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น จิตเห็นสวรรค์ เห็นนรกอะไรขึ้นมา รู้ทัน จิตก็จะตั้งมั่น รู้ว่าจิตไหลไป
ฉะนั้นการที่เราคอยรู้จิตที่ไหลไปๆ เรียกเรารู้วิญญาณที่หยั่งลงทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตัวนี้ ถ้าเราตัดตรงเข้ามาเห็นวิญญาณเกิดดับได้ การปฏิบัติสั้นนิดเดียว เพราะตัวรูป เวทนา สัญญา สังขาร อาศัยวิญญาณเป็นประธาน หัวโจกของมันคือตัวจิต คือตัววิญญาณ ถ้าเราจัดการหัวหน้ามันได้ ลูกน้องมันไม่มีผลอะไรแล้ว ถ้าเมื่อไรเราเห็น จิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปฟังเสียง
เห็นไหม มันต้องมีตัวรู้มาคั่นๆๆ เรื่อยๆ คือหลงไปทางตาก็รู้ พอรู้แล้วจิตที่หลงทางตาดับ เกิดจิตที่รู้ จิตที่รู้อยู่ชั่วคราวก็ดับ เกิดจิตที่ไปฟังเสียง หยั่งไปทางหู พอรู้ทันจิตที่หยั่งไปทางหูดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่นขึ้นมาอีก มีจิตที่ตั้งมั่นมาคั่นๆๆๆ จิตดวงอื่นๆ แล้วเราก็จะเริ่มเห็นความจริง จิตทุกชนิดไม่เที่ยง จิตที่ตั้งมั่นก็ไม่เที่ยง จิตที่เป็นวิญญาณ คือความหยั่งรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ไม่เที่ยง
จิตตั้งมั่นก็เป็นอนัตตา ควบคุมไม่ได้ บังคับไม่ได้ จิตที่หยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ สั่งไม่ได้เหมือนกัน ถ้าเรารู้ว่าจิตเป็นอนัตตา จิตไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ขันธ์อีก 4 ขันธ์ มันมาจากจิตดวงเดียว อาศัยจิตนั่นล่ะ ขันธ์ 4 ขันธ์ถึงปรากฏ ก็ตัวต้นตอไม่ใช่เราแล้ว 4 ขันธ์นั้นมันจะเป็นเราไปได้อย่างไร
ฉะนั้นการภาวนา ถ้าเราตัดตรงเข้ามาถึงจิตถึงใจตัวเองได้ เห็นไตรลักษณ์ของจิตได้ วันหนึ่งเราเห็นความจริงว่า จิตก็ไม่ใช่เรา ขันธ์อีก 4 ขันธ์ที่เหลือ จะไม่เป็นเราทันทีเลย แล้วตัวเราจะไม่มีในขันธ์ 5 นี้ ไม่มีเรา ไม่มีเรานอกขันธ์ 5 ไม่มีเราตรงไหนเลย แล้วขันธ์ 5 ก็ไม่ใช่เราด้วย นี่คือเส้นทางที่เราจะได้ธรรมะขั้นต้น เป็นพระโสดาบัน ง่ายๆๆๆ ไม่รู้จะว่าง่ายอย่างไรแล้ว ขอให้ทำให้ถูกเท่านั้น ต้องทำ 2 อย่างด้วยสติปัญญา
ถ้ามีปัญญา คือทำสมถะและวิปัสสนาด้วยปัญญาอันยิ่ง ตอนนี้จิตฟุ้งซ่านทำสมถะ ใช้กรรมฐานที่เราอยู่แล้วสบายใจ แล้วก็อย่าจงใจให้สงบ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แล้วมันจะสงบอย่างรวดเร็ว หลวงพ่อใช้เวลาแค่นี้ แล้วจิตเข้าที่สงบได้ ฝึกเรื่อยๆ มันใช้เวลาพริบเดียว เข้าๆ ออกๆ ต้องฝึกให้ชำนิชำนาญ อันนี้เรื่องของสมถะ ถ้าเรื่องของวิปัสสนา ก็คือวิธีฝึก จะเดินปัญญาได้ ทำวิปัสสนาได้ จิตต้องตั้งมั่น
เราต้องพัฒนาจิตที่ตั้งมั่นขึ้นมาก่อน สตินั้นเราฝึกไว้แล้ว เราฝึก จิตไหลไปแล้วรู้ ไหลไปคิดก็รู้ ไหลไปดูก็รู้ ไหลไปฟังก็รู้ จิตตั้งมั่นอยู่ก็รู้ ตรงที่มันไหลไป แล้วเรารู้ว่าไหล มันจะตั้งมั่นเอง นี้ความตั้งมั่นพอเกิดถี่ๆๆ ขึ้น จิตจะมีกำลัง อย่างหลวงพ่อบอกพวกเราบางคน เดี๋ยวนี้จิตมีกำลังแล้ว จิตมีแรงแล้ว พร้อมจะเจริญวิปัสสนาได้แล้ว ทำอย่างไรถ้าจิตตั้งมั่นแล้ว เจริญวิปัสสนาจะทำอย่างไร สติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมใดๆ ก็จะเห็นไตรลักษณ์อัตโนมัติ เพราะสัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิต เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
เพราะฉะนั้นถ้าจิตเราตั้งมั่นได้แล้ว สติระลึกรูปธรรมก็จะเห็นไตรลักษณ์ ระลึกนามธรรมก็เห็นไตรลักษณ์ การที่เราเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม นั่นล่ะคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นี้เจริญไปช่วงหนึ่งหมดแรง กลับมาทำสมถะใหม่ ชาร์จพลังใหม่ให้จิตสดชื่น จิตสดชื่นแล้วลุยใหม่ คล้ายๆ เราจะไปชกกับเขา ตอนนี้ชกแล้วเหนื่อย กลับบ้านมากินข้าวก่อน พักผ่อน กินข้าว มีเรี่ยวมีแรง เดี๋ยวไปชกใหม่ เวลาเราสู้กับกิเลส เราก็สู้อย่างนี้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันสู้ทั้งวันทั้งคืน ต้องรู้จักกลับมาพักเป็นระยะๆ ไป จิตเราถึงจะมีแรงไปสู้กับกิเลสได้ ฉะนั้นสมถะก็สำคัญ วิปัสสนาก็สำคัญมาก จำเป็น
ไปทำเอาเอง ไปสังเกตตัวเอง กรรมฐานอะไรเหมาะกับเรา ไปดูตัวเอง อย่าเข้าข้างตัวเอง แล้วบอกนอนวันละ 12 ชั่วโมงเหมาะกับเรา พูดอะไร ฟังไม่รู้เรื่อง เรียกไม่เข้าหู
วัดสวนสันติธรรม
21 มีนาคม 2569