สิ่งที่เหนือดวงคือกรรม

ใครมีเหรียญเหนือดวงบ้าง สิ่งที่เหนือดวงมีอยู่คือกรรม ดวงวิเศษแค่ไหน สิ่งที่เหนือมันก็คือกรรม ทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป อย่างไรก็ต้องได้รับผล การให้ผลของกรรม มันก็มีให้ในปัจจุบัน ให้ในชาติถัดไป ในชาติต่อๆ ไป กรรมบางอย่างก็เลิกให้ผลแล้ว อย่างอโหสิกรรม นี้บางทีเราดู เมื่อไรมันจะให้ผล ก็ให้ผลมาเรื่อยๆ เราก็ได้ตำแหน่งเจ้าอาวาสว่างหลายแห่งแล้ว เยอะแยะ มีเรื่อยๆ ไม่ต้องตกใจ อย่าไปด่าเขา เขาทำชั่วมันก็เรื่องกรรมของเขา ถ้าเราไปด่าเขา มันกรรมชั่วของเรา ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ ฟังไว้ก็เป็นเครื่องเตือนใจ ว่ากิเลสไม่เข้าใครออกใคร กิเลส หลวงพ่อบอกเรื่อยๆ กิเลสไม่กลัวผ้าเหลือง กิเลสกลัวสติ กลัวปัญญา

เราเห็นคนอื่นพลาด เราก็ต้องสรุปเป็นบทเรียน ไม่ใช่ไปซ้ำเติมเอาความสะใจ หลวงพ่อไปเห็น มันมีคลิปสั้นๆ รูปพระนั่งกินข้าวบนโต๊ะกลม มีโยมเดินมาตบหัว พระกลิ้งลงไปที่พื้น คนบอก โอ๊ย ดีจัง มันสร้างกรรม พระเลวๆ มันก็มี โยมเลวๆ มันก็มี พระดีๆ ก็เยอะแยะไป ไม่เป็นข่าว เอาไปล้อเลียน มันไม่ใช่ล้อพระองค์เดียวแล้ว มันไปล้อเอาพระทั้งหมดเข้าไปด้วย มันสร้างกรรมหนักโดยคะนอง เป็นความคะนองแล้วทำกรรมหนักเข้าไป อีกอย่างพวกที่ถูกจับสึก อย่าไปเรียกเขาว่าทิด ทิดเป็นคำดีแปลว่าบัณฑิต ก็เรียกเขานาย นายนั่น นายนี่ อะไรก็ว่าไป อย่าไปเรียกทิดนั่น ทิดนี่ คำดีๆ มันจะเสียไป เป็นชาวพุทธก็รู้จักแยกแยะ รู้จักอะไรควร อะไรไม่ควร

 

ศีลเป็นเครื่องมือข่มใจ
ไม่ให้ยอมแพ้กิเลส

กิเลสไม่เข้าใครออกใครหรอก การจะเอาชนะกิเลสไม่ใช่เรื่องง่าย ยาก ยากมาก ไม่ใช่ยากธรรมดา เวลาที่กำลังของสติสมาธิเรายังอ่อน เราต้องอาศัยความศรัทธาเชื่อมั่น ว่าพระพุทธเจ้าคงไม่สอนสิ่งเลวร้ายให้เราหรอก แล้วเราก็ตั้งใจทำตามที่ท่านสอนไป โดยเฉพาะเรื่องศีล ตั้งใจรักษาไว้ให้ดี ไปด่าเขาเพื่อความสะใจก็เสียศีลแล้ว ฉะนั้นเราตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อก็พอแล้ว สำหรับฆราวาส สำหรับพระก็ต้องเยอะกว่านั้น

ศีลเป็นเครื่องมือข่มใจไม่ให้ยอมแพ้กิเลส สมาธิเป็นเครื่องข่มกิเลส ไม่ให้มีอำนาจเหนือใจ ปัญญาเป็นเครื่องทำลายล้างกิเลส ฉะนั้นในขณะที่เรายังไม่มีสมาธิที่จะข่มกิเลส ยังไม่มีปัญญาที่จะทำลายกิเลส เราต้องรักษาศีลไว้ก่อน เวลาใจเราอยากทำชั่ว เรามีโอกาสทำชั่ว เราต้องข่มใจไม่ทำ อย่างคนจะทำชั่ว ตัวสำคัญเลยเขาต้องมีโอกาส อย่างเช่นติดกล้องวงจรปิดไว้ ใครมาจะได้รู้ก่อน ก็ต้องมีโอกาส เช่น ปลอดคน ไม่มีใครเห็น อันนี้เรียกว่ามีโอกาสทำชั่ว แล้วถ้าพื้นจิตเขาสู้กิเลสไม่ได้ เมื่อจิตเขาชั่ว เขาก็เลยผิดศีล

ถ้าคนเราฝึกจิตฝึกใจให้ดี รู้จักรักษาศีล รู้จักข่มใจตัวเองไม่ทำตามกิเลส มีโอกาสทำชั่วก็ไม่ทำ เวลาคิดจะทำชั่ว มันเกิดความละอายใจขึ้นมา ละอายใจที่จะทำชั่ว ถึงไม่มีใครเห็นก็ละอายใจ ตัวเองรู้ ตำหนิตัวเองได้ ฉะนั้นการที่บางคนบอกไม่ผิดศีล เพราะยังไม่มีโอกาสทำชั่ว นี้ไม่ใช่คนมีศีล เรียกว่ายังไม่มีโอกาส อย่างคนอายุ 90 ปี แล้วไม่ได้ไปเป็นชู้กับใคร ไม่ถือว่ามีศีล ถือว่าไม่สามารถทำได้ ถ้าทำ มีโอกาส ร่างกายแข็งแรงอาจจะทำได้ หรือเด็กเกิดใหม่ ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย เด็กก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่คือตัวเรา สักกายทิฏฐิก็ยังไม่ได้เกิดขึ้นมา

ฉะนั้นกิเลสมันเป็นของชั่วคราว เกิดๆ ดับๆ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ถ้าหากเรามีโอกาสทำชั่วแล้วเราไม่ทำ อันนี้เรียกว่าเรามีศีล เราเห็นเงินคนเขาตกอยู่ เจ้าของเขาเดินไป เราก็ไม่ไปดีใจ รีบไปตะครุบเอา อันนี้ไม่ดีแล้ว มีโอกาสหยิบก็หยิบได้ ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น แต่เราก็ไม่เอาของคนอื่น อย่างนี้ถือว่าเรามีศีล ฉะนั้นมีศีล ต้องมีโอกาสทำชั่วแล้วไม่ทำ เพราะเรารู้จักข่มใจตัวเอง

การข่มใจตัวเองสำคัญมาก เวลาเราจะภาวนา กิเลสมันจะผุดขึ้นมามากมาย บางทีก่อนจะภาวนาใจเราเฉยๆ ไม่ค่อยมีกิเลสหรอก แต่พอเราลงมือทำ โห กิเลสมาเยอะแยะเลย ลองดูว่าจริงไหม เวลาที่เรายังภาวนาไม่เป็น ยังไม่ได้ภาวนา เรารู้สึกเราไม่ค่อยมีกิเลส วันๆ หนึ่งเราไม่ค่อยจะโลภ ไม่ค่อยจะโกรธ ไม่ค่อยจะหลงเอาเลย ถ้าเราภาวนาขึ้นมา เราจะรู้เลยวันๆ กิเลสเกิดเยอะแยะไปหมดเลย คนทั่วไปมองไม่เห็นว่ามีกิเลส ก็ถูกกิเลสบงการพฤติกรรม บงการความคิด บงการคำพูด บงการการกระทำ

เราหัดภาวนา เราอยากทำผิด อย่างเป็นพระ อยากสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง มันห้ามไม่ได้ยังหนุ่มๆ อยู่ ก็ต้องข่มใจไม่ทำ อันนี้เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าห้าม เราก็ไม่ทำ อย่างนี้เราข่มใจตัวเอง เรียกว่าเรารักษาศีล จำเป็น เรื่องศีล ทุกวันนี้โลกวุ่นวาย สังคมวุ่นวาย ก็เพราะคนมันไม่มีศีล มันเบียดเบียนกันตลอดเวลา มันคล้ายๆ สัตว์เข้าไปทุกทีแล้ว สัตว์เดรัจฉานมันไม่รู้เรื่องอะไร มันอยากได้อะไร มันก็ไปแย่งเขา ไปขโมยเขา สัตว์พยายามจะไปสืบพันธุ์กับแม่ของตัวเองก็มี มันไม่รู้เรื่อง

เราไม่ใช่สัตว์ เราเป็นมนุษย์ แปลว่าผู้มีใจสูง เพราะฉะนั้นเราจะไม่เลียนพฤติกรรมของสัตว์ เราต้องรู้จักข่มใจตัวเอง ไม่ทำตามใจกิเลส เราหัดตัวนี้ให้ดี แล้วการพัฒนาจิตใจของเราในขั้นต่อไปก็จะไม่ยาก อันแรกเรามีศีล ข่มใจไม่ให้ไหลตามกิเลส ต่อไปเราก็ต้องมาฝึกจิตของเรา ให้จิตของเราสงบ ให้จิตของเราตั้งมั่น พอจิตเราสงบ มันจะข่มกิเลส กิเลสจะทำงานขึ้นมาไม่ได้ อย่างพระถ้าทำสมาธิได้ เรื่องกามก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวแล้ว

 

สมาธิเป็นเครื่องข่มกิเลส
ไม่ให้มีอำนาจเหนือใจ

ถ้าทำสมาธิไม่ได้ เรื่องกามก็เป็นเรื่องใหญ่ ก็ต้องใช้ศีลไปข่ม แต่ถ้ามีสมาธิ ทำสมาธิได้ สมาธิมันสามารถข่มกิเลสได้ไว้ชั่วคราว ข่มเอาไว้ อย่างเวลาเราภาวนา เราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ไม่วอกแวกไปที่อื่น ใจเรามีความสุขมีความสงบ เมื่อใจเรามีความสุข มีความสงบเพราะสมาธิแล้ว เราจะรู้ว่ากามเป็นของหยาบ เป็นของสกปรก ไม่น่ายกย่อง เพราะฉะนั้นจิตของคนทรงฌานให้ไปเสพกาม ขยะแขยง ไม่ได้อยากทำหรอก จะรู้สึกขยะแขยง ไม่ใช่ของดีงาม

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกสมาธิได้ การถือศีลของเราก็ง่ายขึ้น เพราะกิเลสมันถูกข่มเอาไว้ ถ้ากิเลสทำงานขึ้นมาไม่ได้ ศีลของเราไม่เสียหรอก คนทำผิดศีลก็เพราะว่าแพ้กิเลส เพราะฉะนั้นเราพยายามถือศีลอย่างเดียว ยังไม่มั่นคงหรอก เราข่มใจของเราให้ไม่ตามกิเลส มันไม่มีแรงข่มตลอดหรอก เราต้องพัฒนาคุณภาพของจิตใจของเรา หัดทำสมาธิ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง

อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็ก หลวงพ่อใช้อานาปานสติบวกกับพุทโธ มีเวลาเมื่อไร จะหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ตอนเด็กๆ มีนับเลขด้วย หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับหนึ่ง หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับสอง ทำไปเรื่อยๆ อย่าอยากสงบ อย่าอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ อยากดีอะไรทั้งสิ้น น้อมจิตให้อยู่ในอารมณ์อันเดียวไปเรื่อยๆ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ ถ้าเราอยากทำสมาธิ เราก็ต้องรู้จักเลือกอารมณ์ จิตเราอยู่กับอารมณ์อันไหนแล้วมีความสุข เราใช้อารมณ์อันนั้น แต่ต้องเป็นอารมณ์ที่ไม่ยั่วกิเลส

อย่างถ้าด่าคนแล้วมีความสุข สมาธิไม่มีหรอก ใช้ไม่ได้ ต้องเป็นอารมณ์ที่ไม่ทำให้กิเลสรุนแรงขึ้นมา อย่างพุทธานุสสติ การระลึกถึงพระพุทธเจ้า ธัมมานุสสติ ระลึกถึงพระธรรม สังฆานุสสติ ระลึกถึงพระอริยสงฆ์ จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่เราได้ทำแล้ว ได้แจกธรรมทาน ช่วยสงเคราะห์ผู้อื่นสัตว์อื่น กายคตาสติ มีสติรู้สึกอยู่ในกาย เห็นร่างกายแยกเป็นส่วนๆ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก หรืออานาปานสติ เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายหายใจเข้า เทวตานุสสติ คิดถึงสภาวธรรม ที่ทำให้คนเป็นเทวดาได้ คือมีศีล 5 มีหิริโอตัปปะ มีความละอายใจที่จะทำชั่ว มีการเกรงกลัวผลของการทำชั่ว

ชาวพุทธนับถือเทวดาได้ไหม นับถือได้ แต่ที่เรานับถือ ไม่ใช่ตัวเทวดา เพราะตัวเทวดา ท่านยังมีกิเลสอยู่ ก็ยังทำผิดทำพลาดได้อยู่ ที่เรานับถือเทวดา เรานับถือคุณธรรมที่ให้เขากลายเป็นเทวดา คุณธรรมที่ทำให้คนธรรมดา กลายเป็นเทวดาได้ คือมีศีล 5 แล้วก็ละอายใจถ้าจะทำผิดศีล เกรงกลัว ทำผิดศีลเกรงกลัวบาป ไม่ใช่เกรงกลัวตำรวจหรอก เกรงกลัวบาป ถ้าเรามีจิตใจ อบรมจิตใจ ฝึกจิตใจเราอย่างนี้เรื่อยๆ เรียกว่าเรามีเทวธรรม ธรรมะของเทวดา

ฉะนั้นเวลาเราจะเจริญเทวตานุสสติ ระลึกถึงเทวดา ให้ระลึกถึงธรรมะที่ทำให้คนเป็นเทวดา ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ก็คิดถึงธรรมะที่ทำให้ท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีปัญญาตรัสรู้ ท่านมีความบริสุทธิ์ ตรงสัมมาสัมพุทธัสสะ ท่านตรัสรู้ได้ด้วยพระองค์เอง ท่านมีมหากรุณา คิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ฉะนั้นเวลาเราคิดถึงพระพุทธเจ้า เราก็คิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คิดถึงพระพุทธรูป คิดถึงคุณของพระพุทธเจ้า เวลาคิดถึงพระธรรม เราก็คิดถึงคุณของพระธรรม ทำแล้วเราลดละกิเลสได้ ทำลายกิเลสในใจเรา เจริญกุศลในจิตใจของเราขึ้นไปได้ ระลึกถึงพระสงฆ์ก็คิดถึงคุณของพระสงฆ์ ท่านมีศีลมีธรรม มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว ที่จะตามรอยบาทของพระพุทธเจ้า คิดไป

 

ถ้าเราเจริญอนุสติอยู่ สมาธิจะเกิดขึ้น

ก็ในบทอิติปิโส สวากขาโต สุปฏิปันโนนั่นล่ะ ไปดูคำแปลเอาแล้วคิดถึงคุณเหล่านี้ คิดถึงเทวดา ก็คิดถึงคุณที่ทำให้คนเป็นเทวดา ยังมีอย่างอื่นอีก อย่างเราไปทำทานทำอะไรมา เราก็คอยระลึกถึงทานที่เราทำ การทำ ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทหมดเนื้อหมดตัว ทำเท่าที่สมควร ไม่ต้องทำเยอะ แต่ทำบ่อยๆ ดี ไม่ต้องทุ่มเทแบบมีเงินเท่าไร เอาไปทำทานหมด อันนั้นไม่ฉลาด พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เราบริหารทรัพย์สิน รู้จักส่วนไหนจะใช้ ส่วนไหนจะเอาไปลงทุน ส่วนไหนจะเก็บ ส่วนไหนทำบุญ ท่านแยกแยะ

เวลาเราทำทาน มี หลวงพ่อเห็นบางคน ทำทาน ทำบุญเข้าวัด ทำวันละบาท เขาทำของเขาทุกวัน อันนี้มันเป็นเรียกว่าอาจิณณกรรม กรรมที่ทำจนกระทั่งเป็นประจำเคยชินเลย กรรมพวกนี้มีผลเยอะ บริจาค 10 ล้านแล้วก็ลืมไปเลย สู้คนบริจาคบาทเดียวไม่ได้ เขาทำเป็นอาจิณณกรรม มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แต่บอกอย่างนี้ ทีมไวยาวัจกรจะปวดหัว เวลา Print statement ที 1 บาท 1.50 บาทอะไรอย่างนี้ ยาวหลายหน้าเลย แต่ว่าไม่อยากโกหก ทีมเราก็ยอมลำบากหน่อย

ฉะนั้นทำให้มันเป็นอาจิณณกรรม ไม่ใช่ทุ่มลงไปเอาหน้า ไม่ได้เรื่องหรอก แล้วเวลาเราทำทานไปแล้ว เราก็นึกถึง นึกถึงเรื่อยๆ นึกถึงบ่อยๆ เราจะอิ่มอกอิ่มใจ หรือเรามีสีลานุสสติ เรานึกถึงศีล คนไม่มีศีล อย่าไปนึกถึงศีล ยิ่งนึก ยิ่งอาภัพ วันนี้ไปฆ่าหมา 3 ตัว ตีแมวไป 6 ตัว ไม่ต้องไปนึกมัน ยิ่งนึกก็ยิ่งลงอบาย วันนี้เราถือศีลมาดี อย่างบางคนถึงเวลาเข้าพรรษา ไม่กินเหล้า อดเหล้าเข้าพรรษา 3 เดือนไม่กินเหล้า พอใจ

ออกพรรษาแล้วก็มี 2 พวก พวกหนึ่งดีใจว่า ต่อไปนี้จะได้กินเหล้าอีกแล้ว พวกนี้ถือศีลโง่ๆ ถือแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น อีกพวกหนึ่งอดเหล้าเข้าพรรษา ออกพรรษาแล้วก็นึกถึง ในพรรษาเราอดเหล้าได้ มันปลื้มใจ เวลาเรารักษาศีลได้ดี แล้วเรานึกถึง มันเกิดความปลื้มใจ มีความสุข เรียกมีความยินดีพอใจ มีคำว่า “ปราโมทย์” ปราโมทย์แปลว่าความยินดี ปราโมทย์เป็นตัวสำคัญเลย มันทำให้เราเกิดปีติ เกิดความสุข เกิดสมาธิ แล้วพัฒนาขึ้นไปสู่อุเบกขา สมาธิของเราก็จะดีขึ้น

เพราะฉะนั้น อย่างเรารักษาศีลมาดี เราทำทานแล้วเรานึกถึง จิตเราเกิดปราโมทย์ มีความยินดีที่เราได้สร้างคุณงามความดี เราก็จะเกิดปีติ มีปีติ จิตใจก็มีความสุข พอจิตใจมีความสุข มันก็ข่มกามได้ ความสุขที่เกิดจากสมาธิ มันประณีตมากกว่าความสุขในกาม ความสุขในกามเป็นความสุขเร่าร้อน ความสุขในสมาธิเป็นความสุขร่มเย็น เรานึกถึงสิ่งที่ดีๆ นึกถึงความตายก็ได้ คนไหนวันๆ คิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่น นึกถึงความตาย แย่งชิงคนอื่นมา ก่อกรรมทำเข็ญมากมาย ตัวเองก็เหนื่อยยาก ลำบากมากมาย เพื่อจะแย่งชิงทรัพย์สมบัติมามากมาย แล้ววันหนึ่งเราก็ไม่ได้ครอบครองทรัพย์สมบัติอันนั้นแล้ว นี้เราโง่เปล่าๆ เหนื่อยเปล่าๆ ทำอะไรให้ชีวิตหมดเปลืองไปเปล่าๆ

ถ้าเราคิดถึงความตาย มันจะตั้งสติได้ ใจที่กำลังมีกิเลสรุนแรง อยากไปเป็นชู้กับเมียชาวบ้านอะไรอย่างนี้ พอเราคิดถึงความตาย ใจมันก็สลดลงไป ไม่เป็นแล้ว มีหลายแบบ บางคนคิดถึงความตาย คือกลัวผัวมันมายิง อันนี้ไม่ใช่ ไม่ใช่มรณานุสสติ ถ้าคิดถึงความตาย หมายถึงเรา ชีวิตเราไม่มีความยั่งยืน ไม่มีความแน่นอน จะโลภ จะโกรธ จะหลง จะไปเบียดเบียนคนอื่นสัตว์อื่นไปทำไม ถ้าอย่างนี้เรียกว่าคิดถึงความตายเป็น มันจะไปเป็นชู้ ย่องเข้าบ้านเขา แล้วกลัวผัวเขายิง อันนี้ไม่ใช่คิดถึงความตายที่เป็นมรณสติ อันนั้นหมามันยังทำเป็นเลย จะเข้ามาขโมยของ มันก็คอยกลัว เดี๋ยวใครเห็นหรือเปล่า ถ้าเห็นเดี๋ยวเขาตีเอา เลยไม่ขโมย ไม่กล้า อันนั้นมันแบบสัตว์ ไม่ใช่แบบมนุษย์ ธรรมดา

เราลองไปดูเรื่องอนุสติ 10 ข้อ อนุสติ 10 ประการ ลองไปดู ทำอันไหนได้เราก็ทำอันนั้น ทำได้หลายอย่างก็ไม่เป็นไร ไม่เสียหลายอะไร ถ้าเราเจริญอนุสติอยู่ สมาธิจะเกิดขึ้น จิตใจจะมีปราโมทย์ มีปีติ มีความสุข มีความสงบเกิดขึ้น แล้วเราก็จะสามารถข่มกิเลสลงไปได้ เมื่อจิตมีสมาธิ กิเลสจะซ่อนตัวทันทีเลย กิเลสไม่หาย กิเลสแค่หลบไปชั่วคราว ตัวที่จะฆ่ากิเลสได้คือตัวปัญญา ปัญญาไม่ใช่ความเฉลียวฉลาด ความเฉลียวฉลาดอย่างที่เราเข้าใจ อย่างที่ชาวโลกเข้าใจ ดีไม่ดีเป็นเครื่องมือของกิเลส

อย่างคนที่ฉลาดทางโลกมากๆ เวลาโกง แนบเนียน มันจะแนบเนียนกว่าคนไม่รู้เรื่อง ฉลาดอย่างนั้นใช้ไม่ได้ มันเป็นการใช้สติปัญญาไปในทางชั่ว ไม่มีสติ ไม่มีปัญญาตัวจริงหรอก มันเป็นการตามใจกิเลสแล้ว แล้วก็สามารถทำชั่วได้มากกว่าคนอื่น ลึกซึ้งกว่าคนอื่น อย่างเราจะดูพวกนักการเมืองอะไรพวกนี้ บางคนมันฉลาด มันไม่ใช่คนโง่ มันฉลาดอย่างโลกๆ มันต้องใช้คำนี้ โกงแล้วคนอื่นติดคุก ตัวเองไม่ติด

หลวงพ่อเคยอยู่องค์การโทรศัพท์ เคยอยู่องค์การโทรศัพท์เราก็เห็นนักการเมืองหลากหลาย เห็นหลากหลายมาก พวกนี้เขามีวิธีโกงหลากหลายมาก วิธีการ ไม่เล่าดีกว่า เดี๋ยวพวกเราจะฉลาดในทางโกงมากขึ้น แต่รวมความก็คือ พวกขี้โกงนี้รวย พวกเจ้าหน้าที่ประจำตัวเล็กตัวน้อย ติดคุก ตัวใหญ่มันโกง อย่างนี้ไม่ใช่คนมีสติปัญญาอะไร มันเป็นสติปัญญาอย่างโลกๆ เอามาใช้ในทางธรรมะไม่ได้ เพราะอะไร เพราะมันเห็นแก่ตัว อะไรที่ทำแล้วตัวตนหนาขึ้น เห็นแก่ตัวมากขึ้น อันนั้นไม่ใช่เส้นทางของพระพุทธเจ้า เส้นทางของพระพุทธเจ้า ท่านลดละกิเลส ลดละความเป็นตัวตนลงไป

 

สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา

ถ้าเราภาวนาแรกๆ เราก็ลดละความเป็นตัวตน ภาวนาดีขึ้นไปอีก เราจะพบว่าจริงๆ เราไม่มีตัวตน ไม่ต้องไปละตัวตน เพราะตัวตนไม่มีให้ละ มันจะประณีตขึ้นเป็นลำดับๆ ไป ค่อยๆ ภาวนา ปัญญาเกิดจากอะไร ปัญญาไม่ใช่เกิดจากแค่มีศีล ไม่ใช่มีสมาธิ แค่เกิดความปีติ ความสุข ความสงบอะไรอย่างนั้น สิ่งที่ทำให้เกิดปัญญา มีสภาวะสำคัญอยู่ 2-3 ตัว ตัวที่สำคัญมากเลย ก็คือตัวความตั้งมั่นของจิต

ฉะนั้นท่านถึงสอนบอกว่า สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิไม่เหมือนสมาธิทั่วๆ ไป แล้วมันเป็นสิ่งที่เข้าใจยากที่สุดเลย แล้วเป็นจุดที่หลวงพ่อเห็นว่ายากที่สุดของการปฏิบัติ ทำอย่างไรจะเกิดสัมมาสมาธินี้ยากที่สุดเลย เมื่อ 3 วันก่อนหลวงพ่อเดินตรวจแถวพระ ก็เจอพระบวชใหม่องค์หนึ่ง บอก “เออ ใช้ได้แล้วที่ภาวนา จิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตมันทรงสัมมาสมาธิขึ้นมาได้แล้ว” ถามว่า “ใช้เวลาเท่าไร” “ 20 ปี” ไม่ใช่บวชมา 20 ปี หมายถึงตอนเป็นโยม

เขาเรียนมา แล้วเขาตั้งใจภาวนามาเรื่อยๆ มีโยมผู้หญิงอีกคนหนึ่ง 20 กว่าปี กว่าจะได้สัมมาสมาธิมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตัวนี้ยากที่สุดเลย เพราะอะไร เพราะจิตของเราคุ้นเคยกับความหลง มันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตลอดเวลา แล้วมันไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น มันเคยชินที่จะหลง มันไม่เคยชินที่จะรู้สึกตัว กว่าจะรู้สึกตัวได้ ต้องฝึกกันมากเลย บางคนใช้เวลาตั้ง 20 กว่าปี กว่าจิตจะตื่น ตั้งมั่น รู้ตื่นขึ้นมา แต่ไม่ต้องตกใจ บางคนใช้เวลาไม่กี่วันหรอก บางคนใช้เวลานิดเดียว บางคนใช้เวลาเยอะขึ้นอยู่กับอินทรีย์ ถ้าเราอินทรีย์แก่กล้า เรามีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีสมาธิ มีปัญญาที่เคยสะสมมาดี มันจะไม่ยาก

เมื่อก่อนมีพระองค์หนึ่ง ไม่ใช่หลวงพ่อ ท่านเล่าให้ฟัง ท่านบอกตอนท่านเป็นวัยรุ่น ท่านบวชแล้ว ยังเป็นเณรอยู่หรืออย่างไร บวชแล้วไปเที่ยวงานลอยกระทง บวชหรือยังหลวงพ่อจำไม่ได้แล้ว นานมากแล้ว ท่านเล่าให้ฟัง 20 กว่าปีแล้ว ท่านบอกตอนเป็นวัยรุ่น น่าจะยังไม่บวช ไปดูลอยกระทง แล้วไม่ได้ทันสังเกต ว่าตัวเองไปยืนอยู่ตรงจุดที่เขาจะจุดพลุ ไม่รู้เลยว่าเขาจะจุดพลุอยู่ตรงข้างๆ ตัวเองนี่ล่ะ ยืนดูโน้นดูนี้เพลินๆ ได้เวลาเขาจุดพลุ บอกตกใจ ตกใจอย่างรุนแรงเลย สติวกกลับมาดูความตกใจ มาเองเลย จิตก็ตื่นโพลงขึ้นมา ตื่นขึ้นมา มีสติรู้ทันสภาวะที่กำลังมีกำลังเป็น แล้วสัมมาสมาธิจะเกิด

ฉะนั้นสัมมาสติ เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ ท่านตกใจ พอตกใจ สติมันวกกลับมาเห็นความรู้สึกตกใจ ความรู้สึกตกใจดับ จิตก็สว่างโพลงตื่นขึ้นมา ทรงสัมมาสมาธิขึ้นมา องค์นี้บารมีท่านก็เยอะ ท่านก็สะสมบารมีแก่กล้า อินทรีย์แก่กล้า ท่าน ไม่มีใครสอน วกกลับเข้ามาดู ของหลวงพ่อตอน 7 ขวบ ไฟไหม้ข้างบ้าน หลวงพ่อตกใจก็วิ่งจะไปบอกพ่อ ก้าวที่หนึ่งยังตกใจอยู่ ก้าวที่สองยังตกใจ พอก้าวที่สามสติมันวกกลับมา เห็นความรู้สึกตกใจ ความรู้สึกตกใจดับปั๊บลงไป จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมาทันทีเลย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ตั้งมั่นขึ้นมา ตรงนั้นน่าเสียดายว่า ไม่มีครูบาอาจารย์

ถ้ามีครูบาอาจารย์ต่อยอดให้หลวงพ่อเดินปัญญา หลวงพ่อคงไม่มาเจอพวกเราแล้ว คงไปอยู่ในป่าที่ไหนสักที่หนึ่ง แต่ตอนนั้นไม่มีครูบาอาจารย์ จิตมันตกใจ หลวงพ่อเลยรู้อย่างหนึ่ง ว่าการที่จิตเราจะตื่นขึ้นมา มันมีวิธี 2 อัน อันหนึ่งเราเข้าฌานไปตามลำดับ ถึงฌานที่ 2 เราจะได้จิตที่เป็นผู้รู้ขึ้นมา ฌานที่ถูกด้วย ฌานที่ฝึกกันอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นมิจฉาสมาธิ ไม่มีผู้รู้หรอก มีแต่ผู้หลง อีกอย่างหนึ่งอาศัยสติ รู้ทันสภาวะ สภาวะก็คือรูปธรรมนามธรรม ที่กำลังมีกำลังเป็น

ถ้าสติระลึกรู้สภาวะ โดยที่ไม่ได้เจตนาเมื่อไร สัมมาสมาธิจะเกิด ถ้าเจตนาระลึกรู้ ไม่เกิดหรอก มันจะเพ่ง ใจจะแน่นๆ ฉะนั้นที่ภาวนาแล้วแน่นๆ มันเกิดจากมีเจตนาที่จะปฏิบัติ ทีแรกเราก็ต้องเจตนาก่อน แต่ว่าฝึกไปเรื่อยๆ ต่อไปสติอัตโนมัติเกิด หมายถึงสภาวธรรมเกิดขึ้น สภาวะ เช่น ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วสติเกิด หรือนามธรรมเกิด แล้วสติไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา ไม่ได้เจตนา มีคราวหนึ่ง หลวงพ่อไปดูสายหลวงพ่อเทียน เข้าไปวัดหลวงพ่อเทียน เห็นหลวงพ่อเทียนท่านขยับมือ ท่านขยับมือไป พูดไป ท่านมีสติ ท่านรู้ตัวได้ ลูกศิษย์ขยับ บางทีไม่ได้มีสติ ขยับไปอย่างนั้น มีแต่ท่าทาง แต่จิตไม่ถูกต้อง จิตไม่มีสติจริง

หลวงพ่อ เออ วิธีขยับมืออย่างนี้ ก็ใช้ได้เหมือนกัน หลวงพ่อก็ลองไป เข้าไปใต้ต้นไม้ที่วัดท่านนั่นล่ะ มันมีต้นไม้ ไม่มีใครมายุ่ง เขากำลังไปล้อมหลวงพ่อเทียนอยู่ หลวงพ่อไปนั่งใต้ต้นไม้ ขยับ ไปดูตัวอย่างท่านมาแล้ว เห็นท่านขยับแล้วจำได้ 14 จังหวะ ขยับไปขยับมา น่ารำคาญ เพราะจริตเราไม่ถูกกัน หลวงพ่อเป็นพวกโทสจริต อะไรที่วุ่นวายนี้ไม่ชอบ ชอบประเภทรวดเร็ว รุนแรง ล้างผลาญ ประเภทประดิดประดอยอะไร โอ๊ย รำคาญ ให้หลวงพ่อไปยกไม้ยกมือ ไปยกเท้าย่างเท้าอะไร ไม่ทำ ทำไม่ได้ รำคาญ

หลวงพ่อก็เคลื่อนไหว เราไม่เห็นต้องเคลื่อนไหว 14 จังหวะเลย เคลื่อนไหวแค่นี้ก็ได้ อันนี้ก็เคลื่อนไหวแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก หมอ ไม่ใช่ หมอขยับมือจริง แต่จิตไม่ได้รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วก็รู้สึกไป รู้สึกด้วยใจธรรมดา หลวงพ่อหัดขยับอย่างนี้ อยู่ไม่กี่วัน วันหนึ่งเห็นเพื่อนเดินอยู่คนละฝั่งถนน เพื่อนนี้ไม่เจอนานแล้ว เป็นเพื่อนสนิทกัน ดีใจ ว่าเห็นเพื่อนแล้ว เขายังไม่ทันเห็นเรา เราเห็นเขา ดีใจ ไม่เห็นว่าดีใจ หลง อย่างนี้หลง

หลวงพ่อก็ก้าวเท้าเลย ขยับเท้าจะข้ามถนน พอเท้าเคลื่อนเท่านั้น สติเกิดเลย ทั้งๆ ที่ตอนฝึก เราฝึกขยับมือ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกๆ อย่างนี้ แล้วพอเราขยับเท้า สติก็เกิดเหมือนกัน วิธีที่ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก หลวงพ่อเลยสอนพระอาจารย์อ๊า อาจารย์อ๊าเป็นโรคจมูกตัน จมูกอักเสบ ไม่ใช่อักเสบ จมูกคด แล้วก็หายใจลำบาก ฉะนั้นให้ทำอานาปานสติแล้วอึดอัด เมื่ออึดอัดเรียกว่าไม่มีความสุข ไม่มีความสุขสมาธิไม่เกิด หลวงพ่อก็ให้พระอาจารย์ บอกเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกเอา ไปรู้สึกร่างกายเอา พระอาจารย์ก็แค่รู้สึกไปเรื่อยๆ เขาก็ทำได้ จิตเขาก็ตื่นขึ้นมาได้

 

อุดรูรั่วด้วยสติ

ฉะนั้นพวกเราไปดูตัวเอง ทำกรรมฐานอะไรแล้วสติเกิดบ่อยๆ เอาอันนั้นล่ะ ดีสำหรับเรา ไม่ต้องเลียนแบบคนอื่น กรรมฐานเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไปเลียนแบบกันไม่ได้กินหรอก พอเรา จิตเราตื่นได้ การเจริญปัญญาถึงจะทำได้ เพราะสัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตื่นขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมา เป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ถ้าไม่มีสภาวะที่จิตรู้ตื่นขึ้นมา การเดินปัญญาที่แท้จริงยังไม่เกิดขึ้น ได้แค่คิดเอา คิดเรื่องไตรลักษณ์ คิดเรื่องรูปนาม ได้แต่คิดเอา ไม่เป็นวิปัสสนาตัวจริง

อย่างบอกร่างกายมันเดิน ก็คิดเอา รูปมันเดิน นามเป็นคนรู้ รูปมันเดิน นามเป็นคนรู้ ก็คิดไปเรื่อยๆ ไม่ขึ้นวิปัสสนาหรอก จิตมันต้องตั้งมั่นจริงๆ ถ้าไม่มีจิตที่ตั้งมั่น ขึ้นวิปัสสนาไม่ได้ จิตของพวกเรา อันแรกเลยไม่มีแรง อันที่สองไม่ตั้งมั่น ที่ไม่มีแรงเพราะจิตมันรั่วตลอดเวลา เดี๋ยวก็หลงไปทางตา เดี๋ยวหลงทางหู ทางจมูก ทางลิ้น หลงทางกาย หลงไปคิดนึกทางใจ หลงตลอดเวลา เหมือนเรามีตุ่มน้ำ แล้วตุ่มของเรารั่วตั้ง 6 รู ตักน้ำใส่ไปเดี๋ยวมันก็ไหลออกหมด น้ำไม่เต็มตุ่มสักที พลังไม่มี ไม่เต็ม

ฉะนั้นเราต้องอุดรอยรั่วให้ได้ อุดรูรั่ว ด้วยอะไร ด้วยสติ จิตเราหลงไปดู รู้ทัน จิตหลงไปฟัง รู้ทัน จิตหลงไปดมกลิ่น ลิ้มรส หลงไปรู้สัมผัสทางกาย รู้ทัน จิตหลงไปคิด รู้ทัน ถ้ารู้เรื่อยๆ กำลังมันจะเกิดขึ้น จิตมันจะมีแรงเต็มขึ้นมา เราจะรู้ทันได้ เราต้องฝึก การที่จะเห็นจิตหลงไปทางทวารทั้ง 6 ได้ ต้องฝึก วิธีฝึก ก็มีวิหารธรรม ทำสติปัฏฐาน 4 สติปัฏฐาน 4 ต้องมีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เมื่อจิตมีเครื่องอยู่แล้ว พอจิตมันหลงไปจากเครื่องอยู่ เราจะรู้ อ้อ นี้หลงแล้ว

ถ้าจิตไม่มีเครื่องอยู่ มันหลงทั้งวัน ไม่รู้เรื่องเลย ไม่รู้ว่าหลง บางคนมันหลง หลวงพ่อบอก “เฮ้ย หลง ไม่รู้สึกตัว” มันโมโห มันบอก “ดิฉันไม่เคยหลงเลย” มันบอก เราสยองเลย อันนี้นานแล้ว เจอ 20 กว่าปีแล้ว บอกว่า “หลงแล้ว” มองหน้า “ดิฉันไม่เคยหลงเลย” “เออๆ อนุโมทนา สาธุ โยมไม่หลงก็ดีแล้ว อาตมาหลงเอง หลงผิดไปสอนโยม” ต้องฝึก มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ แล้วพอจิตหนีไปจากเครื่องอยู่ให้รู้ทัน มันหนีไปทาง 6 ช่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางใจคือไหลไปคิด มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ แล้วถ้าจิตหนีไปให้รู้ทัน ถ้าจิตถลำลงไปแปะที่เครื่องอยู่ ไปแนบอยู่ที่เครื่องอยู่ ไปเพ่งอยู่ที่เครื่องอยู่ ก็ให้รู้ทัน

ฉะนั้นเวลาเรามีเครื่องอยู่ เราต้องรู้ทัน 2 อย่าง อันหนึ่งย่อหย่อนไป คือจิตลืมเครื่องอยู่ อันหนึ่งตึงเกินไป จิตถลำลงไปเพ่งเครื่องอยู่ แล้วจิตจะทื่อๆ หนักๆ แน่นๆ แข็งๆ อันนี้ผิด ฉะนั้นสิ่งที่ผิดมี 2 อัน เผลอไปคือลืมเครื่องอยู่ของเรา กับเพ่ง ตึงไป ก็ไปเพ่งเครื่องอยู่ จิตเราไหลไปแนบที่เครื่องอยู่ ถ้าเราไม่เห็นสภาวะคู่นี้ ไม่ได้กินง่ายๆ หรอก แต่ถ้าเราเห็นทัน จิตเราไหลไปคิด รู้ทัน จิตเราไหลลงไปเพ่ง อย่างใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ จิตไหลลงไปแนบอยู่ที่ลมหายใจ รู้ทัน

ฝึกรู้บ่อยๆ รู้ทันบ่อยๆ จิตจำสภาวะที่ไหลไปได้ แล้วจิตจำสภาวะที่เพ่งได้ ต่อไปพอจิตมันไหลปุ๊บ สติเกิดเองเลย จะไหลไปคิด หรือจะไหลไปเพ่งก็ตาม รู้ทันปั๊บ จิตที่ไหลไปก็ดับ จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิดขึ้น อาศัยสัมมาสติ รู้ทันสภาวะ แล้วสัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิตก็จะเกิดขึ้น ฉะนั้นทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไม่มีกรรมฐานอะไรวิเศษกว่ากรรมฐานอะไรหรอก ในกาย เวทนา จิต ธรรม ใช้ได้ทั้งหมด เพียงแต่เราถนัดอันไหน เราใช้อันนั้น ไม่ต้องไปเลียนแบบคนอื่น ไม่ใช่ได้ยินว่าหลวงพ่อดูจิต แล้วพวกเราจะต้องดูจิต มันดูไม่ได้จริงหรอก มันก็กลายเป็นคิดเรื่องจิตไป

คนจะดูจิตได้ สติต้องเร็ว เพราะจิตมันไว สมาธิต้องพอ ถ้าเรายังไม่แข็งแรง อินทรีย์เรายังไม่แข็งแรง รู้สึกร่างกายไว้ ง่ายดี จิตมันหนีเร็ว แป๊บเดียวก็หนีไปแล้ว ร่างกายไม่เคยหนีเราไปไหนเลย อยู่กับเราจนวันตายเลย อย่างหลวงพ่อเวลาทำสมถะ หลวงพ่อใช้ลมหายใจ ลมหายใจเป็นเพื่อนเราจนวันตาย ตายเมื่อไรก็เลิกหายใจเมื่อนั้น กายเป็นของที่อยู่กับเราทุกวัน ไม่เคยหนีไปไหนเลย ใจเราต่างหาก หนีไปจากร่างกายของตัวเอง หนีไปคิดเรื่องอื่น

ฉะนั้นเวลา ถ้าเราจะใช้กายเป็นวิหารธรรม คอยระลึกถึงกายเรื่อยๆ แล้วไม่ห้ามใจ ถ้าใจหนีไปก็รู้ทัน ก็กลับมารู้สึกร่างกายใหม่ รู้สึกไปด้วยใจธรรมดา ถ้าใจถลำลงไปเพ่งร่างกายก็รู้ ตรงนี้ก็ผิดอีกแล้ว ฝึกอย่างนี้ อย่าให้ผิดไป 2 ข้าง คือย่อหย่อนคือหลงไป กับตึงเครียดคือเพ่งเอาไว้ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหายใจออก หายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกอะไรอย่างนี้ ไม่ชอบกาย ชอบเวทนาก็ดูไป ร่างกายเราสุขก็รู้ ร่างกายเราทุกข์ก็รู้ ไม่ชอบดูเวทนาทางใจ ไม่แนะนำดูเวทนาทางกาย

เพราะถ้าไม่ทรงสมาธิ ดูเวทนาทางกายแล้ว สติแตกง่าย มันเจ็บ ร่างกายมันเจ็บ มันทรมาน ใจมันจะหงุดหงิดขึ้นมา ให้ดูเวทนาทางใจ ใจเราขณะนี้สุขก็รู้ ขณะนี้ทุกข์ก็รู้ ขณะนี้เฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ วันๆ หนึ่งรู้อยู่อย่างนี้ รู้ไปเรื่อยๆ ตาเราก็เห็น หูเราก็ได้ยิน ใจเราก็คิดเป็นปกติ แต่พอเกิดความรู้สึกสุข ทุกข์ เฉยๆ ในใจ มีสติรู้ทัน แค่นี้ก็ใช้ได้ ง่ายๆ ไม่เห็นยากเลย ได้ยินคนมาด่า ใจเรามีความทุกข์เกิดขึ้นแล้ว มันด่าเรา เสียใจ รู้ รู้ที่ใจตัวเอง คนเขามาชมแล้วใจเราพอง ดีใจ รู้ว่ามีความสุข รู้ว่าดีใจ

 

ถ้าเห็นจิตเกิดดับได้
ไม่นานจะละความเห็นผิดว่าจิตคือตัวเรา

เวลาคนเขามาว่าเรา ใจมีความทุกข์ มีโทสะแทรก เวลามีความสุข ราคะมักจะแทรก เวลามีความทุกข์ในใจ โทสะแทรกเสมอ ไม่เท่ากัน เวลามีความสุขในใจ บางตัวมีราคะ บางทีสุขของสมาธิ ไม่ได้มีราคะอย่างนั้น ไม่มีกามราคะ แต่ถ้าทุกข์ทางใจ มีโทสะเสมอ โทสะเกิดร่วมด้วยเสมอ เราก็หัดดูไป ถ้าเราดูใจมีโทสะ เราดูได้เราก็ดูไป ถ้าดูตัวนี้ไม่เป็น เราก็ดูใจมันไม่สบายใจ มันกลุ้มใจ ก็ดูไปกลุ้มใจก็รู้ สบายใจก็รู้ ดูไปเรื่อยๆ อย่างนี้ก็ได้

ถ้าดูได้ละเอียดขึ้นไป เราก็เห็นจิตเป็นกุศลก็รู้ อกุศลก็รู้ แล้วต่อไปปัญญาเราแก่กล้าขึ้นเรื่อยๆ หัดดูไปตามลำดับ อย่าใจร้อน อย่าข้ามขั้น หัดดูไปตามลำดับ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก สุขทุกข์เกิดขึ้น รู้สึก กุศลอกุศลเกิดขึ้น รู้สึก ต่อไปรู้สึกบ่อยๆ มันจะเห็น ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่จิต สุขทุกข์ไม่ใช่จิต กุศลอกุศลไม่ใช่จิต จิตเป็นแค่คนรู้คนเห็น เราเข้ามาถึงตัวจิตแล้ว เข้ามาที่ตัวจิต เราอย่ารักษาจิต

หลวงพ่อเคยทำผิด พอเข้ามาที่ตัวนี้ หลวงพ่อรักษาจิต หลวงปู่ดูลย์บอกทำผิด จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไปทำจนไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ ท่านว่าอย่างนี้ หลวงพ่อก็เลย จิตมันเป็นอย่างไร รู้ว่าเป็นอย่างนั้น เราฝึกเรื่อยๆ จิตมันตั้งมั่นรู้ว่าตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวก็ดับ เกิดจิตที่ไปดูรูป จิตที่ไปดูรูป เรียกว่ามีวิญญาณทางตา เกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่นมาคั่น จิตที่ตั้งมั่นเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ไปคิด นี้เกิดวิญญาณทางใจ เรียกมโนวิญญาณ คำว่าวิญญาณ คำว่าจิต คือสภาพอันเดียวกัน สภาพที่รู้อารมณ์

แต่ถ้าเป็นจิตที่ไปรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอะไรนี้ ทำหน้าที่รับรู้ก็เรียกว่าวิญญาณ ถ้ารับรู้แล้วมาเสพอารมณ์ มาอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เป็นจิตชนิดอื่น เรียกจิตชนิดอื่น เราดูตัววิญญาณไว้ให้ดี คือการที่จิตเราออกไปรับรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอเราเข้ามาถึงตัวจิต เราจะเห็นจิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยง จิตที่ดูรูปก็ไม่เที่ยง จิตที่ได้กลิ่นก็ไม่เที่ยง จิตที่รับรสก็ไม่เที่ยง จิตที่รู้สัมผัสทางกายก็ไม่เที่ยง จิตที่คิดนึกทางใจก็ไม่เที่ยง

จิตจะไปเกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น ที่กายหรือที่ใจ สั่งไม่ได้ เลือกไม่ได้ บังคับไม่ได้ นี่คืออนัตตา ถ้าดูจิตเป็น มันจะดูเข้ามาถึงจุดนี้เลย เข้ามาที่ตัวจิตจริงๆ เลย เห็นจิตเกิดดับ จิตมันจะเกิดดับอยู่ทางอายตนะทั้ง 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถ้าเราเห็นได้ขนาดนี้ การภาวนาจะง่ายแล้ว ไม่ยากแล้ว ถ้าดูมันเกิดดับเรื่อยๆ ไม่นาน สติปัญญาเราแก่กล้าพอ เราจะรู้เลย จิตไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตเป็นแค่สภาวธรรมตัวหนึ่ง มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้

เหตุของจิตก็คือมันมีผัสสะ มีผัสสะ มีการหมายรู้อารมณ์ เกิดเวทนา เกิดอะไรขึ้นมา เกิดร่วมกันเป็นดวงเลย เวลาจิตใจมันเกิด จะมีขบวนเป็นแถวเลย จิตเหมือนหัวรถจักร รถพ่วงตามมาเป็นแถวเลย ฉะนั้นจิตทุกดวงจะมีเวทนา จิตทุกดวงก็มีสัญญา จิตทุกดวงก็ต้องมีสังขาร ความปรุงแต่งทั้งหลาย แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่จิต มันจะเห็นจิตเองเกิดดับ ถ้าเห็นจิตเกิดดับได้ ไม่นานเราก็ละความเห็นผิดว่าจิตคือตัวเรา

ถ้าละความเห็นผิดว่าจิตเป็นเราได้ ขันธ์ 5 ซึ่งมันปรากฏขึ้นเพราะจิต ก็จะไม่ใช่เรา โลกทั้งโลกที่ปรากฏขึ้นมาได้ เพราะจิตไปรับรู้เข้าก็ไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี ตัวเราไม่มีนี้ภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน ท่านไม่ได้ละตัวตน แต่ท่านได้เห็นความจริงแล้วว่าตัวตนไม่มี ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา ได้เห็นความจริง ไม่ใช่ละตัวตน มันไม่มีตัวตนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ สรุป อย่าไปด่าเขา บาป ด่าคนชั่วก็บาป ไม่ใช่ด่าคนชั่วแล้วได้บุญ เขาจะชั่วก็เรื่องของเขา เขาก็รับกรรมของเขา ตอนนี้เขารับอยู่แล้ว ถ้าเรา มโนกรรมเราเสีย เสีย ใจเราเศร้าหมอง เสีย เสียเราเอง

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
12 กันยายน 2569