ไม่ยึดถือจิตก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5

ดูดีนะ นั่งก็อย่านั่งเฉยๆ นั่งทำกรรมฐานไป ฝึกตัวเองให้เคยชิน ทุกวันนี้เวลาหลวงพ่อไม่ได้ทำอะไร จิตมันก็หายใจเข้าพุทออกโธของมันเอง ทุกวันนี้ยังไม่เลิกเลย ยังทำ มันเป็นเครื่องอยู่ของจิต ฉะนั้นเราก็ต้องฝึก ต้องทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ให้จิตเรามีบ้าน ให้จิตเรามีที่อยู่ที่อาศัย อยู่กับอารมณ์กรรมฐานไป จิตจะได้ไม่ร่อนเร่ จิตร่อนเร่ก็คือจิตฟุ้งซ่าน ฝึกไปเรื่อยๆ

 

ไม่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปหาผลประโยชน์

เมื่อเช้าประธานมูลนิธิสื่อธรรมฯ มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง ว่าทุกวันนี้ทำงานยุ่งยากมากขึ้นๆ มีคนเอาหลวงพ่อไปหาผลประโยชน์หลากหลาย มีถึงขนาดเอารูปหลวงพ่อไปทำ AI เสียงก็เสียงหลวงพ่อด้วย ทั้งรูป ทั้งเสียง เทศน์สารพัดจะเทศน์ เทศน์เอาเอง นานๆ ก็มาพูดคำที่คล้ายๆ หลวงพ่อพูดสัก 1 – 2 คำให้พวกเราเชื่อ บางทีทำเป็นไลฟ์สดเป็นอะไรก็มี อัศจรรย์หนักขึ้นทุกทีแล้ว หากินแปลกๆ ก็มี เอาหลวงพ่อเป็นตัวล่อเป้า ให้คนมาสมัครจ่ายรายเดือน มีสารพัดรูปแบบ

บางทีก็เอาธรรมะหลวงพ่อ ไปปนกับของครูบาอาจารย์องค์อื่น ที่จริงแล้วครูบาอาจารย์แต่ละองค์สอนไม่เหมือนกันหรอก เอามาปนๆ กันแล้วฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่ว่าของคนอื่นไม่ดี แต่ฟังหลายๆ อย่างผสมกัน ลูกผสม มั่ว บางทีก็โยงเราเข้ากับพระที่มีชื่อเสียง แต่ว่ามีชื่อเสียง แต่กำลังจะมีคดี เอาไปโยงให้ดูเป็นพวกเดียวกัน สารพัดเลย บางทีก็เป็นหลวงพ่อเทศน์พระบิดา พระบุตร พระจิต พระคัมภีร์ ไปใหญ่เลย หลวงพ่อปราโมทย์เทศน์พระรัตนตรัยแบบใหม่ พระบิดา พระบุตร พระจิต

คอนเซ็ปต์อย่างนี้มีมานานแล้ว เมื่อก่อนหลวงพ่ออยู่สภาความมั่นคง มีข้อมูล เอ่ยชื่อก็ไม่ค่อยดี ไม่เอ่ยชื่อก็ไม่รู้เรื่อง เป็นนครรัฐเล็กๆ อยู่ในกรุงโรม มีนโยบายให้พระสงฆ์กลมกลืนทางศาสนา ประเทศไหนเขามีศาสนาที่ดีๆ ของเขา ให้ดึงเข้ามาอยู่ในคำสอนของตัวเอง เอามาปนๆ กัน ที่จริงศาสนาทั้งหลายก็ดีทั้งนั้นล่ะ ต่างคนต่างดี เอามาปนกันแล้วมั่ว มันคล้ายๆ เหมือนประกาศว่าคุณภาพของเรา สินค้าที่เราทำอยู่ไม่มีใครสนใจแล้ว มั่วๆ เอาของคนอื่นเข้าไป

มูลนิธิฯ เขาก็ทำงานลำบาก งานหนัก บางคนเอาธรรมะหลวงพ่อไปแล้ว ไปบิดไปบิดมา เตือนไป มันจะฟ้อง ฟ้องก็ฟ้อง ฟ้องก็ฟ้อง แต่หลวงพ่อเป็นพระ หลวงพ่อไม่ไปฟ้องกับโยมหรอก แต่ลิขสิทธิ์ในธรรมะ หลวงพ่อให้มูลนิธิฯ เป็นคนดูแล ไม่ได้ให้มูลนิธิฯ เอาไปหาผลประโยชน์ เอาไปดูแล คนละเรื่องกัน เพราะหลวงพ่อมีหลักการชัดเจน เราไม่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้าไปหาผลประโยชน์ คอนเซ็ปต์นี้ล่ะที่ทำให้เกิดปัญหา

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน คนเห็นหลวงพ่อมีคนมาฟังเยอะ พยายามเข้ามาประกบ ก็แฝงการหาผลประโยชน์ต่างๆ หลวงพ่อเตือนหลายหน ไม่ฟังก็ไล่ออกไป พอไล่ออกไปก็แค้น โจมตีหลวงพ่ออุตลุดเลย เราก็เฉย เราสู้ ธรรมะสอนเรา สู้ความเท็จด้วยความจริง ตอนนั้นถูกสอบสวนสารพัดเลย คณะสงฆ์ก็สอบอธิกรณ์ เราก็ไม่มีความผิดอะไร มหาดไทยก็มาสอบ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ สุดท้าย DSI ก็มาสอบ เราไม่กลัว เรา ถามอะไรก็ตอบตรงไปตรงมา ไม่มีปิดบัง เราก็ชนะทุกข้อหา

ที่ผ่านมาก็ ในการจะทำงานเผยแผ่ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เผยแผ่ก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้ผิดพลาดจากพระธรรมวินัย เผยแผ่ดีนัก คนมาเยอะ คนก็มุ่งเข้ามาหาผลประโยชน์หลากหลายวิธี แต่หลวงพ่อมีหลักการทำงานที่ชัดเจน อันหนึ่งไม่หาผลประโยชน์ อีกข้อหนึ่งไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่ใช่เศรษฐีมาต้อนรับ หรือคนจนมาก็ไม่เห็นหัว ไม่ได้เป็นอย่างนั้น สอนให้เหมือนๆ กันทุกคน ใครรับไปทำได้ ก็ดีกับตัวเอง

 

อยากให้หลวงพ่อปลื้มก็ต้องภาวนา

ทุกวันนี้เวลาหลวงพ่อไปธุระนอกวัด ไปเห็นบางทีชาวบ้านระดับรากหญ้า เขาฟัง เขาภาวนา แล้วเขามีความสุข เข้าใจว่าศาสนาพุทธไม่ใช่ของหลอกเด็ก ไม่ใช่มีเรื่องแค่ว่าทำบุญ ทำทาน ไหว้โน่นไหว้นี่ เขาเข้าใจว่าปฏิบัติ เจริญสติ ถือศีล เจริญสติ เจริญสมาธิ จิตใจของเขามีความสุข หลวงพ่อเห็น หลวงพ่อก็มีปีติ มีปีติเบิกบานใจ อย่างคนเอาเงินมาให้หลวงพ่อ หลวงพ่อเฉยๆ เมื่อ 1 – 2 อาทิตย์นี้ก็มี เอามาให้หลวงพ่อหนึ่งล้าน หลวงพ่อก็ให้ไวยาวัจกรเอาเข้าวัดไป ก็อนุโมทนาที่เขาทำบุญ ก็ดีของเขา แต่ว่าที่หลวงพ่อจะปลื้มก็คือภาวนา

เมื่อเช้าก็มีนักจัดดอกไม้ จัดดอกไม้มาตั้งข้างหลังนี้ จัดแบบนี้ก็มีคนว่า จัดแบบนี้ก็มีคนว่า เพราะมันจัดให้ถูกใจทุกคนไม่ได้ แต่อย่าให้น่าเกลียดนักก็แล้วกัน หลวงพ่อบอก เออ คราวนี้จัดดูไม่รุงรัง เขาก็ปลื้ม บอก เขาจัดดอกไม้ให้หลวงพ่อปลื้มใจ หลวงพ่อบอกหลวงพ่อเฉยๆ หลวงพ่อปลื้มกับคนภาวนา ถ้าอยากให้หลวงพ่อปลื้มก็ต้องภาวนา

การภาวนาเริ่มต้นจากพวกเราต้องถือศีล 5 ยุคนี้เป็นยุคของคนทุศีล เขาเรียกเป็นยุควิบัติ กาลวิบัติ คติวิบัติ ทิฏฐิวิบัติ มันวิบัติหลายอย่าง ฉะนั้นคนชั่วมีกำลังมาก คนดีมีกำลังถดถอย คนทำชั่ว กรรมชั่วให้ผลช้า เพราะมันเป็นยุคนี้ บางยุคทำชั่วนิดเดียวก็สังคมไม่โอเคแล้ว เรื่องกฎแห่งกรรม มันมีเรื่องสมบัติกับวิบัติ ลองไปดูกูเกิลเอา เพราะฉะนั้นบางทีเราจะรู้สึก ทำความดีแล้ว ความดีไม่เห็นให้ผลเลย มันยังไม่ถึงเวลา ยังไม่ถึงเวลา อย่างไรก็มีผล

คนชั่วเวลาทำชั่ว ลำพอง ทำได้แล้วลำพอง สุดท้ายก็ต้องเศร้าหมอง กลุ้มใจ สิ่งที่ทำไว้มันไม่ได้สูญหายไปไหน ทำอะไรขึ้นมา วันหนึ่งคนเขาก็รู้ อาจจะช้าจะเร็วเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพวกเราตั้งอกตั้งใจถือศีล บางคนเขามองคนถือศีลว่าเป็นคนโง่ โง่ก็โง่ โง่แล้วใจเราสะอาด ใจเราเข้าถึงความสุขความสงบได้ พวกคนฉลาดเขาร้อน เหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า เหมือนหมาถูกน้ำร้อนไป ไม่มีความสุข ไม่มีความสงบหรอก

บางคนมีวาทกรรมแหลมคมอะไรอย่างนี้ พูด วันนี้พูดอย่าง อีกวันพูดอีกอย่าง พลิ้วไปพลิ้วมา คนยุคนี้มันตรวจสอบง่าย มันเช็กได้โกหกอะไรไว้ พูดอะไรไว้ ไม่เห็นเหมือนที่พูดสักเรื่อง ใจไม่ได้มีความสุข ไม่ได้มีความสงบเลย แค่พูดเท็จก็กลัวเขาจะจับได้ พอเขาจับได้ก็ต้องคิดต่ออีก จะทำอย่างไรให้เขาหลงเชื่อ ว่าเราไม่ได้ชั่ว ฉะนั้นคนทุศีล ใจมันฟุ้งซ่าน คนมีศีลมีธรรม ใจมันสงบ ไม่ต้องคิดเยอะ อย่างถ้าเราไม่ได้โกหก เราไม่ต้องคิดเยอะ ไม่ต้องจำเยอะ ความจริงก็คือความจริง พูดกี่ทีมันก็เหมือนกัน

ถ้าเราตั้งใจถือศีล 5 ใครจะหัวเราะเราก็ช่างมัน แต่ชีวิตเราร่มเย็นเป็นสุข เป็นฆราวาสจริงๆ แล้วถือศีล 5 ลำบาก เพราะสังคมนี้ มันเป็นสังคมของคนไม่ค่อยมีศีล แต่ถ้าเรารักษาตัวเองไว้ได้ ผ่านไปช่วงหนึ่ง เราจะเห็นคุณค่าของการที่เรามีศีล การที่มีศีลทำให้ใจเราสงบง่าย ไม่ต้องคิดเยอะ เมื่อใจเราสงบง่าย เราก็มาภาวนา พัฒนาจิตของเรา ศีลเป็นการจัดระเบียบพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาให้มันเรียบร้อย ไม่ต้องมากังวลวุ่นวาย พฤติกรรมทางกายวาจาเรียบร้อยแล้ว คราวนี้เราก็มาฝึกจิตฝึกใจของเรา นั่นก็คือการฝึกสมาธิ ฝึกสมาธิเป็นการจัดระเบียบจิตใจของเรา

ถ้าจิตใจเราว้าวุ่นมาก ลักษณะจิตที่ว้าวุ่น ก็คือ เดี๋ยวกระโดดไปจับอารมณ์อันโน้นที จับอารมณ์อันนี้ที กระโดดไปกระโดดมา หาความสงบไม่ได้ เรามาจัดระเบียบจิตใจของเรา หาอารมณ์กรรมฐานที่จิตอยู่แล้วสบายใจ ทำกรรมฐานอันนั้นเป็นเครื่องอยู่ อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็ก ท่านพ่อลีท่านสอนทำอานาปานสติ หลวงพ่อทำมาแต่เด็ก มีเวลาเมื่อไร ไม่ต้องทำงานที่คิด จิตมันก็จะมาอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตใจเราก็ไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว

พอจิตสงบในอารมณ์อันเดียว จิตได้พักผ่อน จิตก็มีกำลัง พอจิตมีกำลังก็เอาไปใช้งาน จะใช้อย่างโลกๆ ก็ได้ ใช้ยกระดับจิตใจขึ้นสู่การเจริญปัญญาก็ได้ ลำพังการจัดระเบียบกายวาจาให้เรียบร้อยด้วยศีล จัดระเบียบจิตใจให้สงบให้เรียบร้อยด้วยสมาธิ เป็นเรื่องดีแต่ยังไม่พอ เรามีศีลเพื่อจะมีสมาธิ มีสมาธิเพื่อเจริญปัญญา เราก็ต้องอัปเกรดสมาธิของเรา เวลาใจเราฟุ้งซ่าน เรามาอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ที่อยู่แล้วสบายใจ

อย่างหลวงพ่อสบายใจ อยู่กับลมหายใจกับพุทโธ ว่างๆ ปุ๊บก็กลับมาอยู่กับลม กับพุทโธ จิตไม่วิ่งพล่านไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทางใจก็หลงไปคิด พอจิตเราไม่วิ่งพล่าน จิตก็ไม่เหนื่อย จิตก็มีแรง จิตได้พักผ่อน จิตมีกำลัง ฉะนั้นการที่เราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง จิตเราจะเกิดกำลังขึ้นมา มีแรง ตรงนี้หลวงพ่อใช้คำว่า น้อมจิตไปอยู่กับอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข ในตำราบอกว่าเป็นวิธีทำสิ่งที่เรียกว่าอารัมมณูปนิชฌาน คนไทยไปแปลคำว่าฌานว่าเพ่ง พอทำอารัมมณูปนิชฌานก็เลยไปเพ่งอารมณ์ มันโอเวอร์ไป

การเพ่งนั้น เบื้องหลังการเพ่งคือโลภเจตนา ร้อยละร้อยคือโลภเจตนา ฉะนั้นเรา เราทำด้วยฉันทะ มีความพอใจ ไม่ได้ทำด้วยความโลภ พวกที่ทำด้วยความโลภนี้อยากได้ผล ส่วนพวกที่ทำด้วยฉันทะ พอใจในการทำเหตุ อย่างหลวงพ่อพอใจในการหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ เรามีความสุข มีความพอใจตั้งแต่เริ่มปฏิบัติ จิตก็สงบง่าย แล้วสงบอยู่กับอารมณ์พุทโธ อยู่กับลมหายใจ อันนี้ก็เป็นอารัมมณูปนิชฌาน ถ้าลงไปเพ่งลมหายใจเอาเป็นเอาตาย จิตไม่มีความสุข จิตไม่มีความสุข จิตมันเครียด

ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ พอเริ่มต้นก็ทำด้วยความเคร่งเครียด แล้วสมาธิมันจะเกิดได้อย่างไร มันไม่มีความสุข ฉะนั้นคนที่ คนไทยเราไปแปลฌานว่าเพ่ง มันแรงไป มันคล้ายๆ ใส่ใจ สนใจอยู่ในอารมณ์อันเดียว น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว อย่าไปกดดันจิตมากเกินไป จิตมันจะเครียด ถ้าจิตเครียด จิตไม่มีความสุข ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เมื่อไม่มีความสุข จิตมันก็ไม่สงบ หลักของมันก็มีอย่างนี้เอง

บางคนเรียนแต่ปริยัติ ก็คิดว่าต้องไปเพ่งอารมณ์ ดูลมหายใจก็เพ่งลม ไม่ให้จิตหนีไปไหน ดูท้องพองยุบก็เพ่งท้อง ไม่คิด ไม่นึกอะไรเลย เดินจงกรมไปเพ่งร่างกายทั้งตัว เครียด ทำตัวเองให้ลำบาก ถ้าลองเปิดใจ อย่าไปแปลฌานว่าเพ่ง แค่น้อมใจไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว น้อมใจไป ระลึกถึงอารมณ์อันเดียว สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว เพราะจิตใจมีความสุข พอจิตใจเรามีกำลังพอ เราก็อัปเกรดขึ้นมา สังเกตอารมณ์กรรมฐานเป็นของถูกรู้ถูกดู มันมีธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นคนรู้คนดูอารมณ์กรรมฐาน สิ่งที่ถูกรู้ถูกดูเรียกว่าอารมณ์ สิ่งที่ไปรู้อารมณ์เรียกว่าจิต จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์

 

พัฒนาสมาธิไปสู่ลักขณูปนิชฌาน

ฉะนั้นเวลาที่เราจะพัฒนาสมาธิ ขึ้นไปสู่สมาธิอีกชนิดหนึ่ง คือสมาธิที่สามารถเห็นไตรลักษณ์ได้ เรียกลักขณูปนิชฌาน มีคำว่าฌาน แล้วก็ไปเพ่งไตรลักษณ์ ไปเพ่งไตรลักษณ์ สติปัญญาไม่ทำงานเลย มันทื่อๆ อยู่อย่างนั้น แค่น้อมใจไปเห็นไตรลักษณ์ ที่จริงแทบไม่ต้องน้อมเลย ถ้าสมาธิถูก จิตมันไปสนใจ มันไปเห็นความเป็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรเลย ฉะนั้นถ้าใจเรามีกำลังแล้ว อย่าเผลอเพลินอยู่ที่จิตสงบ

จิตสงบก็ยังมีสิ่งที่มาล่อคือนิมิต นิมิตมันจะมาหลอกมาล่อ เดี๋ยวมันจะเกิดแสงสว่างขึ้นมา ถ้าเราอยากรู้อยากเห็นอะไรที่อยู่ไกลๆ อยากรู้อดีต อนาคต อยากรู้ว่าคนนี้ตายแล้วไปไหน อยากรู้จิตคนอื่น เรากำหนดจิตเข้าไปตรงนี้ ตรงที่อยู่กับแสงสว่าง มันเป็นอุปจารสมาธิ ตรงนี้ แล้วก็อธิษฐานจิตเอา อยากรู้อยากเห็นอะไร อธิษฐานเอา อยู่กับแสงไป เดี๋ยวจิตมันก็ไหลออกข้างนอกอยู่แล้ว ตรงที่จิตไหลไปอยู่กับแสง มันออกนอก แล้วเที่ยวออกรู้ออกเห็นอะไรไป สนุกสนาน จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แยกแยะไม่ออก

สิ่งเหล่านี้ถ้าพอไปรู้ไปเห็น เกิดนิมิตแล้วไปหลงมันก็มักจะลืมตัว สนุกไป ไม่เดินต่อไปข้างหน้า ครูบาอาจารย์ท่านบอก เหมือนเราเดินทางอยู่ แล้วเราไปเจอที่พักที่สบาย เราก็นอนอยู่ตรงนั้น ไม่ไปไหนต่อ พอเราเพลิน มีหูทิพย์ ตาทิพย์ มีอันโน้นมีอันนี้ขึ้นมา โอ๊ย สนุก เพลิน เลยไปต่อไม่ได้ อันนั้นยังไม่ใช่สาระแก่นสารอะไรเลย ไม่ใช่สาระหรอก สมัยที่ไม่มีพระพุทธศาสนา ฤๅษีชีไพรเขาก็ทำอภิญญา 5 ข้อได้ พระพุทธเจ้าทำให้เกิดอภิญญาข้อที่ 6 คือการล้างกิเลสได้

อภิญญา 5 ข้อ พระโพธิสัตว์ได้มาตั้งหลายครั้ง ได้มาเยอะแยะ ได้มาแล้วก็ยังเวียนลงนรกเป็นระยะๆ ไป ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร อภิญญาที่ 6 คือการล้างกิเลส เป็นเรื่องสำคัญ เราจะล้างกิเลสได้ อย่ามัวแต่หลงนิมิต เวลานิมิตเกิดอย่าสนใจ ให้รู้ทันที่จิตของเรา ถ้าจิตเราพอใจในนิมิตนั้นให้รู้ทัน จิตไหลตามนิมิตไปให้รู้ทัน คอยรู้ทันจิตตัวเองไว้ จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นมา หรือเราคอยฝึก ทำกรรมฐานไม่มีนิมิตหรอก ไม่เห็นนิมิต

อย่างกรรมฐานบางอย่างมีนิมิต บางอย่างไม่มี ไม่มีปฏิภาคนิมิต อย่างการเจริญเมตตา ไม่มีปฏิภาค ฉะนั้นไม่ใช่ทำสมถะทุกชนิด จะเกิดปฏิภาคนิมิต บางอย่างที่เกิด อย่างกสิณ 10 เกิด แต่อย่างอัปปมัญญา เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ไม่มีปฏิภาคนิมิต เราก็เจริญเมตตาไปเรื่อยๆๆๆ ใจเราร่มเย็นเป็นสุขออกมา รวมลงไป ไม่คิดวอกแวกไป จิตรวม ร่างกายหายไป โลกธาตุหายไป เหลือแต่จิตดวงเดียว ไม่มีนิมิตอะไรปรากฎ นี้เส้นทางเดิน ถ้าเราไปเดินทางสมาธิลึกๆ มันมีกับดักเยอะ

ยุคนี้เป็นยุคของคนสมาธิสั้น เราก็ต้องใช้กรรมฐานที่เหมาะกับสมาธิสั้น คือขณิกสมาธิ ใช้ขณิกสมาธิ สมาธิทีละขณะ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต สิ่งที่ตรงข้ามกับความตั้งมั่นของจิตคือความไม่ตั้งมั่น ความไม่ตั้งมั่น คือการที่จิตมันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หลงทางใจคือหลงไปคิด เราอาศัยสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ถ้าเรามีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น แล้วจิตที่ตั้งมั่นจะเกิดเอง จิตที่ไม่ตั้งมั่นเป็นจิตที่ไหลไปด้วยอำนาจของโมหะ เรียกว่าอุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน ฟุ้งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ถ้าเรามีสติรู้ ว่าจิตมันหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความฟุ้งซ่านดับ ความไม่ฟุ้งซ่านก็เกิดขึ้น จิตมันจะตั้งมั่นขึ้นโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เราจะเจริญปัญญา เราควรที่จะฝึกจิตของเราให้ตั้งมั่นโดยอัตโนมัติให้ได้เสียก่อน จิตที่มีสมาธิอัตโนมัติ ไม่ได้เจตนาให้เกิด แล้วก็เกิดสัมมาสมาธิ เป็นจิตที่มีกุศลกำลังกล้า เป็นกุศลที่มีกำลังกล้า ถ้ากุศลใดที่ต้อง Build ให้เกิด เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน ยกตัวอย่าง อย่างเราเห็นคนเขาใส่บาตร เราเกิดปีติ เกิดอยากใส่บาตรด้วย ไม่มีใครมาชวนเรา อันนี้เป็นกุศลที่มีกำลังกล้า

ถ้าเราขี้เกียจ ผู้ใหญ่มาปลุก ไป ไปใส่บาตรด้วยกัน เด็กๆ ขี้เกียจ แต่หลวงพ่อไม่เป็น หลวงพ่อชอบ ตอนเด็กๆ มีหน้าที่ยกโต๊ะตัวหนึ่ง ไปตั้งหน้าบ้าน ผู้ใหญ่ก็ขนข้าว ขนถาดใส่กับข้าว ใส่ดอกไม้ เอาไปใส่บาตร แล้วก็ไปยืน เห็นพระมาบิณฑบาต จิตมีปีติ มีความสุข ถ้าเราจะใส่บาตร แล้วเราก็ต้อง คนมาเคี่ยวเข็ญเราเยอะแยะเลยถึงยอม อันนี้เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน แล้วกุศลอกุศลบางทีพลิกไปพลิกมา รวดเร็ว

อย่างเราเห็น จะออกพรรษาแล้ว หรือเห็นคนเขาจะทอดผ้าป่า ใจเราเกิดกุศล เราก็อยากทอดบ้าง นี้ใจเป็นกุศล ไปร่วมกับเขา อันนี้บุญเราแรง บุญเราเกิดโดยที่ไม่ได้ Build ให้เกิด แต่ถ้าเขาต้องมาอ้อนวอน น่าทำ ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ทำไป อันนี้เป็นกุศลมีกำลังอ่อน สมาธินี้ก็เหมือนกัน ปัญญาก็เหมือนกัน การทำความดีทั้งหลาย ถ้าต้อง Build ให้ทำ ยังอ่อนอยู่ สมาธิอ่อนๆ สติอ่อนๆ สมาธิอ่อนๆ เอาไปทำวิปัสสนาจริงๆ ยังไม่ได้หรอก

 

สมาธิอัตโนมัติเกิดจากสติอัตโนมัติ

ฉะนั้นเราต้องฝึก จนกระทั่งสมาธิอัตโนมัติเกิดขึ้น สติอัตโนมัติเกิดขึ้น จะต้องฝึกให้ได้อย่างนี้ก่อน ตัวสมาธิอัตโนมัติ มันเกิดจากสติอัตโนมัติ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราฝึกตอนแรกคือตัวสตินี่ล่ะ วิธีฝึกสติก็คือการทำสติปัฏฐาน สติปัฏฐานในเบื้องต้น ทำไปเพื่อให้เกิดสติ สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สิ่งที่เรียกว่าสภาวะ ก็คือรูปธรรมนามธรรม อย่างเรานี้ก็มีรูปธรรม นามธรรมก็คือความรู้สึกนึกคิด ความรับรู้ทั้งหลายเป็นนามธรรม ตัว ไอ้ตัวแข็งๆ นี้เป็นตัวรูปธรรม

ถ้าเราจะฝึกให้เรามีสติ เราก็มีเครื่องอยู่ อย่างหลวงพ่อตอนที่จะฝึกเจริญสติ หลวงพ่ออยู่กับจิตเลย เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านพาสให้หลวงพ่อเข้าไปเรียนที่ชั้นจิตเลย เพราะหลวงพ่อมีสมาธิเยอะตั้งแต่เด็ก เข้าไปดูจิตเห็นจิตมันเดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เห็นมันทำงานไปเรื่อยๆ แล้วพอละเอียดเข้าไปอีก ก็เห็น เดี๋ยวจิตก็เกิดที่ตา เดี๋ยวจิตก็เกิดที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ ดูเข้าไปตรงนี้ได้เลย แล้วจิตขยับเขยื้อนอย่างไร เห็นหมดเลย จิตทำงานอะไร เห็นหมดเลย เรามีสติ

ถ้ากำลังเราไม่พอ แนะนำให้ดูกาย ดูกายไปก่อน ดูกาย หมวดกายก็มีหลายอัน แต่หมวดกายส่วนที่ง่ายๆ เรียกว่าง่ายก็ไม่เชิง บางอันก็ที่หลวงพ่อว่าง่าย เราก็ยาก อย่างอันแรกคืออานาปานสติ หายใจออก รู้สึกตัว หายใจเข้า รู้สึกตัว ถ้าเมื่อไรเราเห็นร่างกายหายใจออก เราก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ โดยที่เราไม่เจตนา สติเราเกิด หายใจไปเรื่อยๆ สติคอยรู้ลมหายใจเรื่อยๆ ต่อมาพอเราขาดสติ แล้วมันจะระลึกได้เร็ว

อย่างเวลาเราโกรธใครสักคน ลมหายใจเราเปลี่ยนจังหวะ พอลมหายใจมันเปลี่ยนจังหวะปุ๊บ สติเกิดเลย เพราะมันเคยอยู่กับลมหายใจที่เงียบๆ คราวนี้ลมหายใจนี้แรงๆ ขึ้นมา สติก็เกิดเอง สติอัตโนมัติมันเกิด ตัวอานาปานสติจะพูดตรงๆ คือละเอียดเกินไปสำหรับคนยุคนี้ เราก็ดูของที่ง่ายๆ บางทีบางที่เขาก็สอนให้ดูรูปยืน เดิน นั่ง นอน นั่งอยู่ก็รู้ ยืนอยู่ก็รู้ เดินอยู่ก็รู้ นอนอยู่ก็รู้ แต่ยืน เดิน นั่ง นอน มันเกิดช้า ขณะที่นั่ง จิตไหลไปตั้งไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้งแล้ว ดูไม่ทัน

นั่งก็นั่งเผลอๆ เพลินๆ นั่งหลับไปบ้างอะไรบ้าง เดินจงกรมก็ใจลอยบ้าง เพราะว่าอิริยาบถมันห่างไป มันช้าไป ตัวที่ไม่ละเอียดเท่ากับลมหายใจ แล้วก็ไม่หยาบเท่าอิริยาบถ คือการรู้ความเคลื่อนไหว ร่างกายของเราเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ คอยรู้สึกอยู่ในร่างกายเรา ร่างกายเราหัน รู้สึก หันซ้าย หันขวา รู้สึก คอยรู้สึกจนเคยชินที่จะรู้สึก แล้วต่อมาเวลาเราขาดสติ เราเกิดขยับตัวอย่างนี้ สติเกิดเอง รู้เลยว่าเมื่อกี้นี้หลงไป แล้วทันทีที่สติเกิด จิตที่หลงก็ดับ จิตที่ตั้งมั่น คือจิตที่ทรงสมาธิอัตโนมัติก็เกิดขึ้น เห็นไหม พอสติอัตโนมัติเกิด สมาธิอัตโนมัติก็จะเกิดร่วมด้วย

ฉะนั้นเราต้องไปทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ทำกรรมฐานไป แนะนำทั่วๆ ไปอย่างนี้ก็ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก แค่นี้ก็พอเหลือเฟือ ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เริ่มต้นจากตรงนี้ ร่างกายเคลื่อนไหว มันเคลื่อนไหวอยู่ตลอด อย่างหลวงพ่อเมื่อก่อนนี้ชินอย่างนี้ เป็นความเคยชินเลย ถ้าสังเกตให้ดี หลวงพ่อขยับนิ้วอยู่เรื่อย อันนี้เป็นความเคยชินเลย

เมื่อก่อนเวลานั่งประชุม มือเราอยู่ใต้โต๊ะ เวลา Member สมาชิกคนนี้พูดบ้าๆ บอๆ เสียเวลา เราก็นั่งขยับของเราไปอย่างนี้ นั่งขยับ เวลาคนนี้พูดน่าสนใจ หยุดขยับแล้ว จดจ่อกับการฟัง เจอเรื่องไม่ได้เรื่อง เราก็แอบขยับอยู่ใต้โต๊ะอย่างนี้ ไม่มีใครรู้ว่าเราภาวนา ฝึกจนเคยชิน เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ฝึกไป

ลองไปทำนะ เคยมีลูกศิษย์หลวงพ่อคนหนึ่ง เป็นลูกศิษย์ตั้งแต่ปี 2542 ไปเรียนกับหลวงพ่อที่ศาลาลุงชิน ตอนนั้นหลวงพ่อยังไม่ได้บวช ลูกศิษย์คนนี้บ้านเขาอยู่ชลบุรี เวลาจะไปเรียนกับหลวงพ่อ ต้องออกจากบ้านตี 4 เหนื่อย ต่อรถไปตั้งหลายต่อกว่าจะไปถึง พอไปถึงก็ง่วงเต็มทีแล้ว ฟังไม่รู้เรื่อง หลวงพ่อก็เลยบอกว่าดูกายไป เขากลับมาดูกาย มาบ้านแล้วก็มาดูกาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก

จากคนที่โมหะเยอะๆ 3 วันเท่านั้นเอง แค่ 3 วัน พอร่างกายขยับ เห็นจิตมันเคลื่อนไป สติระลึกรู้ปุ๊บ จิตตื่นขึ้นมาเลย ใช้เวลา 3 วัน 3 วันที่ทำกรรมฐานถูกจริต ถูกกับจริต 3 วันเอง จิตก็ตื่น คนนั้นก็อยู่แถวนี้ นั่งอยู่บนอาสนะนั่นล่ะ ชอบใจองค์ไหนก็ชี้เอาก็แล้วกัน เห็นไหม เขาไม่ได้เริ่มจากอะไรที่ลึกลับเลย เคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหว รู้สึกไป พอเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ทีแรกก็จงใจรู้สึกหน่อยๆ ต่อมาเผลอขาดสติ แล้วร่างกายเคลื่อนไหว สติเกิดเอง รู้ว่า เฮ้ย หลงไปแล้ว สติอัตโนมัติเกิด ทันทีที่สติอัตโนมัติเกิด สมาธิอัตโนมัติก็เกิด จิตมีปีติ มีความสุขเกิดขึ้นทันทีเลย ง่ายๆ เห็นไหม

ฉะนั้นเราไปทำกรรมฐาน เคลื่อนไหวแล้วรู้สึกไป แต่ถ้าใครถนัดกรรมฐานอย่างอื่นก็ทำ อันนี้พูดคนทั่วๆ ไป สติปัฏฐานเบื้องต้นทำให้เกิดสติ สติเกิดโดยเราไม่จงใจ เป็นสติอัตโนมัติ ทำกรรมฐานจนกระทั่งจิตมันชิน แล้วพอมันหลงลืมไป ขาดสติไป แป๊บเดียวมันระลึกได้ ตรงระลึกได้ โดยไม่เจตนาระลึกนี้ คือสติอัตโนมัติ สติอัตโนมัติเกิดปุ๊บ สมาธิอัตโนมัติเกิดด้วย เกิดร่วมด้วยทันที จิตก็ตั้งมั่นขึ้นมา คราวนี้เราก็ทำสติปัฏฐานในขั้นต่อไป

 

เจริญปัญญาได้เพราะเรามีจิตตั้งมั่น

สติปัฏฐานมี 2 ขั้น ขั้นต้นทำให้เกิดสติ ขั้นที่สองทำให้เกิดปัญญา มีสติ มีปัญญา ปัญญาจะทำให้เราเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น ศีล สมาธิ สติอะไรนี้ ไม่ทำให้เราเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น “บุคคลเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา” พระพุทธเจ้าบอกไว้ แต่ปัญญาไม่ใช่คิดเอา ไม่ใช่อ่านหนังสือเยอะ เรียนพระไตรปิฎกเยอะ แล้วก็มีปัญญา ไม่ใช่ สมัยพุทธกาลก็มีพระองค์หนึ่ง ท่านทรงจำพระสูตรได้เยอะแยะเลย แล้วก็มีนิสัยแบบนี้ มา 7 พระพุทธเจ้าแล้ว

พระพุทธเจ้าของเรานี้เป็นองค์ที่ 7 แล้ว คือท่านจำพระไตรปิฎกได้ 7 พระพุทธเจ้า สอนมา สอนคนอื่นได้เยอะแยะเลย พระพุทธเจ้าท่านเจอหน้า ท่านเรียกโปฐิละ โปฐิละเป็นคัมภีร์ที่ไร้ตัวอักษร ใบลานเปล่า มีแต่คัมภีร์ ในใจไม่มีธรรมะ เรียนมากก็ยังไม่ได้ธรรมะ เรียนจบพระไตรปิฎกก็ยังไม่ได้ ต้องปฏิบัติ แล้วท่านก็ออกปฏิบัติไป การที่ท่านเรียนมาเยอะ พอท่านปฏิบัติถูก เป็นพระอรหันต์ ท่านแตกฉานอย่างยิ่งเลย

เพราะฉะนั้นเรียนไว้ไม่ได้เสียหาย แต่ถ้าคิดว่าเรียนแล้วจะพ้นทุกข์ เข้าใจผิด ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ พระโปฐิละก็ปฏิบัติไม่ยาก ท่านดูจิตเอา ฉะนั้นท่านเก่ง ท่านไปถูกพระพุทธเจ้าแซว อาย ก็ออกไปที่วัดป่า ไปกราบอาจารย์ใหญ่ของวัดป่า ขอเรียนกรรมฐาน ท่านอาจารย์วัดป่ามองแล้ว ยังดื้ออยู่ ทิฏฐิมานะแรง ถ้าสอนอย่างนี้ปุ๊บ ก็จะคิดเลย พระไตรปิฎกว่าอย่างนี้ สูตรนี้ว่าอย่างนี้ แบบนี้สอนไม่ได้ ท่านต้องดัดนิสัยก่อน

ท่านบอกท่านสอนไม่ได้หรอก ไปเรียนที่อื่น พระโปฐิละก็ไปเรียนกับพระรองๆๆ ลงไป ขอใครก็ไม่มีใครสอน จนกระทั่งใจนี้ก็ฝ่อแล้ว พอใจโดนนวด นี้เป็นการนวด นวดจนใจนี้นุ่มเลย พอใจหมดความถือดีแล้ว ไปขอเรียนกับเณร เณร 7 ขวบเอง เณรก็ทดลองบอก “ท่านอาจารย์ ใส่จีวรไหมสวยดี ลุยลงในท้องร่องเลย” ทั้งๆ ที่แต่งตัวสวยงามนี่ล่ะ ท่านใจเด็ด ท่านก็เดินลงน้ำจริงๆ พอเดินลงไปก้าวหนึ่ง น้ำยังไม่เปียกจีวร เณรก็บอกหยุดก่อน แค่นี้พอแล้ว แล้วเณรก็ชี้ ข้างๆ ลำห้วยนี้ มีจอมปลวก ในจอมปลวกใหญ่ๆ อันนี้ มีเหี้ยตัวหนึ่งเข้าไปอาศัยอยู่ แล้วมันมีรู มีรูที่มันออกได้ 6 รู

“ถ้าท่านอาจารย์จะจับเหี้ยตัวนี้ ให้ปิดเสีย 5 รู แล้วเฝ้าไว้รูเดียว เดี๋ยวท่านอาจารย์ก็จะจับเหี้ยได้” เณรไม่ทันจะพูดต่อเลย พระโปฐิละบอก “พอแล้วท่านอาจารย์ เข้าใจแล้ว” รูทั้งหกก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ท่านบอกปิดเสีย 5 รู คือไม่ต้องไปใส่ใจ 5 รูนั้น เฝ้าอยู่รูเดียวคือจิต เฝ้ารู้อยู่ที่จิต ตาเห็นรูป จิตก็ไหว หูได้ยินเสียง จิตก็ไหว จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส จิตก็ไหว เฝ้ารู้อยู่ที่จิตอันเดียว นี่ท่านใช้จิตเป็นเครื่องอยู่ แล้วใช้เวลาไม่นาน ท่านก็บรรลุพระอรหันต์

พวกเราถ้าใช้จิตเป็นเครื่องอยู่ไม่ได้ ก็ใช้กายไป เคลื่อนไหว รู้สึก เคลื่อนไหว รู้สึก จนกระทั่งจิตเกิดสมาธิอัตโนมัติ ทันทีที่สมาธิเกิดขึ้น มันจะเห็นกายกับจิตแยกออกจากกัน กายกับจิตจะแยกออกจากกัน กายก็ส่วนหนึ่ง จิตส่วนหนึ่ง กายคืออารมณ์ เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า จิตคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ มี 2 ส่วนแล้ว พอมันมี 2 ส่วนนี้ มันก็จะเริ่มเห็นไตรลักษณ์ ร่างกายนี้เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่จิต

แล้วจิตมันจะรู้สึกเลย ร่างกายไม่ใช่ตัวเราหรอก มันรู้สึกว่าจิตคือตัวเรา แต่ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา จะรู้สึกอย่างนี้ แล้วบางทีก็เห็นว่า ร่างกายมันเปลี่ยนแปลงตลอด มันไม่เที่ยง ยืนแล้วก็ต้องเดิน แล้วต้องนั่ง ต้องนอน ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ทำไมต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะมันถูกความทุกข์บีบคั้น ร่างกายนี้ถูกความทุกข์บีบคั้น จึงต้องเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา นั่งนานก็ทุกข์ เดินนานก็ทุกข์ นอนนานก็ทุกข์ เห็นไหม รูปเคลื่อนไหว เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อหนีทุกข์

ฉะนั้นพอเรามีจิตตั้งมั่น สติระลึกรู้กาย แล้วเราเห็นเลย กายมีแต่ของไม่เที่ยง หายใจออกแล้วก็หายใจเข้า ยืนแล้วก็เดิน นั่ง นอนอะไรนี้ ไม่เที่ยง ทำไมไม่เที่ยง เพราะถูกความทุกข์บีบคั้น หายใจออกแล้วก็ต้องหายใจเข้า หายใจออกอย่างเดียวก็ทุกข์ หายใจเข้าอย่างเดียวก็ทุกข์ นั่งอย่างเดียวก็ทุกข์ เดินอย่างเดียวก็ทุกข์ มันเปลี่ยนอิริยาบถ เพราะว่ามันถูกความทุกข์บีบคั้น แล้วเราจะเห็นเลย ร่างกายไม่ใช่ตัวเราของเรา มันเป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า มีธาตุไหลออกตลอดเวลา

ร่างกายไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา นี้เราก้าวมาสู่การเจริญปัญญาแล้ว ในขันธ์ 5 ขันธ์ ถ้าเราเริ่มที่กาย เราก็เห็น กายนี้ไม่ใช่เราแล้ว ถ้าเรามีสติรู้กายเรื่อยๆ ต่อไปเราก็เห็นเวทนา บางทีนั่งอยู่ก็มีความปวด ความเมื่อย ตรงนั้นตรงนี้ขึ้นมา แล้วจิตเราตั้งมั่น เราจะเห็นเวทนาไม่ใช่กาย เวทนาก็ไม่ใช่จิต เวทนาไม่เที่ยง เวทนาเป็นของบังคับไม่ได้ เวทนามี 2 อัน เวทนาทางใจ บางทีก็สุข บางทีก็ทุกข์ บางทีก็เฉยๆ ไม่ต้องไปทำจิตให้เฉย

จิตสุขให้รู้ จิตทุกข์ให้รู้ จิตเฉยๆ ให้รู้ รู้อย่างที่มันเป็น แล้วเราก็จะเห็น เออ จิตจะสุขหรือทุกข์ก็ไม่เที่ยง สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง เฉยก็ไม่เที่ยง บังคับไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ห้ามทุกข์ก็ไม่ได้ ตรงนี้คือการเจริญปัญญาแล้ว เจริญได้เพราะเรามีจิตตั้งมั่น เป็นคนเห็นเวทนา ถ้าจิตไม่มีจิตตั้งมั่น อย่ามาคุยเรื่องเจริญปัญญา ไม่มีทางเลย เพราะจิตกับอารมณ์ มันเข้าไปคลุกเป็นอันเดียวกันแล้ว มันดูอะไรไม่รู้เรื่องแล้ว

จิตกับอารมณ์มันต้องแยกออกจากกันได้ แต่ไม่ใช่แยกโดยการถอดจิตออกจากกาย อันนั้นไม่ใช่ ไม่ใช่ทางแล้ว เราแยกด้วยความรู้สึกของเรานี้ เห็นจิตกับอารมณ์เป็นคนละอันกัน อารมณ์ รูป จิตตั้งมั่น สติระลึกรู้รูปก็เห็นไตรลักษณ์ของรูป สติระลึกรู้เวทนา ก็เห็นไตรลักษณ์ของเวทนา สติระลึกรู้สังขาร อย่างโลภ โกรธ หลง โลภ โกรธ หลงก็ไม่เที่ยง โลภ โกรธ หลงก็ไม่ใช่เรา เป็นของที่จิตไปรู้เข้า

 

ทำอย่างไรจะเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์

ฝึกไปเรื่อยๆ สุดท้ายมันจะเข้าใจ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันเดียวที่เรารู้สึกว่าคือตัวเรา คือจิต รู้สึกไหม ในนี้มีเราอยู่คนหนึ่ง จะฆ่าตัวนี้ได้อย่างไร ก็ต้องเห็นไตรลักษณ์ของมัน ปัญญาคือตัวไตรลักษณ์นี้สำคัญ รัชกาลที่ 9 ท่านเคยไปถามหลวงปู่เทสก์ “อะไรเป็นที่สุดของศีล อะไรเป็นที่สุดของสมาธิ อะไรเป็นที่สุดของปัญญา” นี่ระดับพระเจ้าแผ่นดินที่บารมีสูง ไม่ถามอะไรง่ายๆ เลย ถามเอาจุดสุดยอดเลย “อะไรคือที่สุดของศีล อะไรคือที่สุดของสมาธิ อะไรคือที่สุดของปัญญา”

หลวงปู่เทสก์ท่านตอบ “ที่สุดของศีลคือเจตนาวิรัติ” เจตนางดเว้นนั่นล่ะคือตัวศีล “ที่สุดของสมาธิคืออัปปนาสมาธิ ที่สุดของปัญญาคือไตรลักษณ์” ครูบาอาจารย์ไม่ได้เรียนปริยัติ ตอบมาจากการปฏิบัติ แหม มันสะใจจริงๆ สะใจ เพราะฉะนั้นเวลาเราทำสมาธิขึ้นมา จิตตั้งมั่นขึ้นมา ขันธ์แยก สติระลึกรู้กาย รู้เวทนา รู้จิต ก็จะเห็นสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเรา เหลือแต่จิตดวงเดียวยังเป็นเราอยู่

ทำอย่างไรจะเห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ อยากรู้ไหม ให้รู้ว่าอยาก รู้ก่อนแล้วค่อยบอก ก็ต้องดูความเกิดดับของมัน จิตมันเกิดดับตลอดเวลา มันเกิดดับอยู่ทางอายตนะทั้ง 6 จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ กลายเป็นจิตผู้คิด จิตผู้คิดคือจิตที่เกิดทางใจ จิตผู้คิดเกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตผู้รู้ เราต้องฝึกจนกระทั่งจิตผู้รู้อัตโนมัติ พอพ้นจากจิตตัวอื่น ก็กลับมาที่จิตผู้รู้อัตโนมัติเลย อย่างนี้ถึงจะใช้ได้ ถ้าจิตหลงไปคิด จิตหลงไปดู จิตหลงไปฟัง อันนี้คนทั่วไปก็เป็น หมามันก็เป็นอย่างนั้น

ที่เราฝึกสมาธิเพื่อให้มีจิตผู้รู้ พอจิตผู้รู้ดับ เกิดเป็นจิตผู้คิด จิตผู้คิดดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ดับ เกิดเป็นจิตที่ไปดูรูป จิตไปดูรูปดับ เกิดจิตผู้รู้ จะสลับไปเรื่อยๆ แล้วสุดท้ายมันจะเห็น กระทั่งจิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้ดู ผู้ฟัง ผู้ได้กลิ่น ผู้ได้รส ผู้ได้สัมผัสทางกาย ผู้คิดนึกทางใจ ไม่เที่ยงเหมือนกัน จิตจะรู้อารมณ์ทางใจ หรือจิตจะรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เราก็เลือกไม่ได้ ไม่อยู่ในอำนาจ มันมีจิตดวงหนึ่งเป็นตัวเลือก ว่าเราจะรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น หรือทางกาย 5 ช่องนี้

จิตดวงที่เป็นคนเลือก เป็นคนเปิดทวาร เรียกปัญจทวาราวัชชนจิต เราเลือกไม่ได้ อย่างเราตื่นนอนมา เราเลือกไม่ได้ว่าเราจะเห็นก่อน หรือจะได้ยินก่อน จิตมันเลือกของมันเอง ทางใจเขาเรียกมโนทวาราวัชชนจิต จิตที่เกิดทางใจต่อไปนี้ จะเป็นกุศลหรืออกุศล เราก็เลือกไม่ได้ สั่งจิตให้เป็นกุศลได้ไหม สั่งจิตว่าอย่าเป็นอกุศลได้ไหม ไม่ได้ สั่งจิตว่าจงมีแต่ความสุขได้ไหม ก็ไม่ได้ สั่งจิตว่าอย่าทุกข์ได้ไหม ก็ไม่ได้ เรียนจิตใจ สุดท้ายก็เห็นไตรลักษณ์

จิต จิตทุกชนิดเลยเกิดแล้วดับ จิตทุกชนิดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นทุกข์คือถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นภาระ เป็นภาระอย่างยิ่งเลย จิต คล้ายๆ ต้องแบกหามอารมณ์ตลอดเวลา พอรู้แล้วจิตเป็นภาระ บางคนก็เห็นตรงนี้ ทิ้งเลย บางคนเห็นไม่เที่ยงก็ทิ้งเลย ท่านที่เห็นจิตไม่เที่ยงแล้วทิ้ง เรียกบรรลุโดยอนิมิตตวิโมกข์ เห็นจิตมันมีภาระ มันถูกบีบคั้นแล้วโยนทิ้ง เรียกอัปณิหิตวิโมกข์ ถ้าไม่เที่ยงเรียกอนิมิตตะ ไม่มีนิมิต ไม่มีเครื่องหมาย ถ้าเห็นโดยความเป็นทุกข์ เรียกอัปณิหิตวิโมกข์ ถ้าเห็นโดยความเป็นอนัตตา เรียกสุญญตวิโมกข์

เพราะฉะนั้นตรงที่เห็นแจ้งจิตอย่างแท้จริง จนกระทั่งปล่อยวางจิตได้ มันเห็นได้ 3 แบบ เราไม่ได้เลือก จิตเลือกเอง ส่วนใหญ่พวกทรงฌาน จะเห็นจิตเป็นตัวทุกข์ถึงจะวาง ทำไมต้องเห็นจิตเป็นทุกข์ถึงจะวาง เพราะจิตที่ทรงสมาธิ เป็นจิตที่มีแต่ความสุข แล้วมันก็ติดอยู่ในความสุข แล้ววันใดที่เห็นว่า จิตนี้มันไม่ได้สุข มันคือตัวทุกข์ มันถึงจะยอมวาง แล้วพวกมีปัญญากล้า ก็จะเห็นความไม่มีสาระแก่นสารของมัน เห็นอนัตตา ว่างเปล่า ไม่มีสาระแก่นสาร แล้วปล่อยวาง บางท่านก็เห็นมันเกิดดับ บังคับไม่ได้ เกิดดับไปเรื่อยๆ ไร้สาระ เวียนว่ายตายเกิด เกิดทีไรทุกข์ทุกที ใจก็ทิ้งเหมือนกัน

เพราะฉะนั้นในขันธ์ 5 เราจะเรียนรู้ความจริง ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน ในขั้นตอนท้ายของสติปัฏฐานจะเป็นเรื่องการเจริญปัญญา เรียนแล้วได้ปัญญา เราจะมีปัญญาในรูป ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารก่อน แล้วมีปัญญาในจิตเป็นตัวสุดท้าย บางคนบารมีแก่กล้า ตัดเข้ามาที่จิตเลย เห็นจิตไม่ใช่เรา ทันทีที่เห็นจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา โลกธาตุทั้งหมดไม่ใช่เรา จักรวาลไม่ใช่เรา แล้วถ้าตัดตรงตอนสุดท้าย เห็นจิตไม่ยึดถือจิตตัวเดียว ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5 ไม่ยึดถือโลกธาตุทั้งหมด ไม่ยึดถือจักรวาลทั้งหมด ฉะนั้นรู้ที่จิต ละที่จิต ตัดลงที่จิตที่เดียวเลย อันนี้เป็นเส้นทางที่ลัดที่สุดเลย

ครูบาอาจารย์จะย้ำเลยว่า “การดูจิตเป็นการปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุด” วันใดเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่เป็นเราหรอก ขันธ์ 5 เป็นผลผลิตจากจิต วันใดไม่ยึดจิต ก็ไม่ยึดขันธ์ 5 อัตโนมัติเลย นี้กำลังเราไม่พอ เราก็ไล่มาตามลำดับ รู้สึกกายไป เห็นความจริงของกาย เห็นความจริงของเวทนา บางท่านเข้ามาดูเวทนา แล้วเห็นปฏิจจสมุปบาท เห็นธัมมานุปัสสนาต่อ อย่างพระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระสารีบุตรเรียนเวทนา แล้วตัดเข้าปฏิจจสมุปบาท ก็ถึงที่สุด ลีลาแต่ละองค์จะแตกต่างกัน ถ้าเราภาวนาเป็น เราไปอ่านพระไตรปิฎก มันที่สุดเลย ลีลาการต่อสู้ของพระอรหันต์แต่ละองค์ๆ แซ่บ พูดได้คำเดียว แซ่บจริงๆ เลย อ่านแล้วใจฮึกเหิม ถ้าภาวนาไม่เป็น อ่านแล้วก็อย่างนั้นๆ ล่ะ จำไว้ ไว้เถียงกับคน

 

 

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ พรุ่งนี้หลวงพ่อไม่อยู่ หลวงพ่อไปเทศน์ที่ บ้านจิตสบาย ถ้าจิตสบายอะไรจะเกิดขึ้น ใครว่าศีลจะเกิด ใครว่าสมาธิจะเกิด ใครว่าปัญญาจะเกิด ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ ถ้าจิตเรามีความสุขก็ได้สมาธิ แต่ได้สมาธิแล้วไม่นิ่งนอนใจ เราก็เดินปัญญาต่อ ถ้ากระทั่งจิตเราก็ไม่มีความสุข ไม่มีสมาธิ ไม่ต้องพูดเรื่องเดินปัญญา

วันนี้เท่านี้ แต่บอกอย่างหนึ่ง ที่หลวงพ่อเทศน์ แล้วรูปหลวงพ่ออะไรต่ออะไร หลวงพ่อมอบลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้มูลนิธิฯ เขาดูแล ฉะนั้นใครจะทำอะไรละเมิดลิขสิทธิ์ เขาเตือนก็ต้องฟัง ไม่ใช่มาฟ้องเขา แล้วเขาฟ้องกลับจะลำบาก เพราะตัวละเมิดลิขสิทธิ์ ธรรมะเป็นของกลางก็จริง แต่หลวงพ่อเอามาถ่ายทอด แล้วก็ไม่ได้หาผลประโยชน์ ที่สงวนลิขสิทธิ์เพื่อไม่ให้คนเอาไปทำมาหากิน ในทางที่ไม่สุจริต แค่นั้นล่ะ

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
14 กุมภาพันธ์ 2569