วัดเราได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว ฉะนั้นต่อไปก็เดือนมีนาคมพระอาจารย์ต้องไปรับเขาเรียกใบอะไรก็ไม่รู้ ถัดจากนั้นก็มีขั้นตอน นายอำเภอก็ต้องมาปักหมุดที่โบสถ์ ตรงกับที่ขอไปหรือเปล่า แล้วหลังจากนั้นก็มีงานฝังลูกนิมิต ผูกพัทธสีมา ฝังเสร็จๆ เสียทีจะได้หมดธุระ เรียกเป็นภาระ
วงการสงฆ์ก็วุ่นวาย พระไม่ดีทำความเสียหาย ฝ่ายปกครอง ฝ่ายพระสังฆราช คณะมหาเถรสมาคมพยายามแก้ปัญหา ออกระเบียบอะไรมาเยอะแยะไปหมด สังคมเรามันไม่ร่มเย็นเหมือนสมัยโบราณ สมัยหลวงพ่อเด็กๆ วัดมันร่มเย็น สงบสุข เดี๋ยวนี้พวกเหลวไหลเข้าไปอยู่กันเยอะแยะ คนที่สร้างปัญหาได้มากๆ ส่วนใหญ่ก็พระผู้ใหญ่ ไม่ใช่พระเด็ก พระเด็กก็มีเรื่องผิดวินัยหยุมหยิม พระผู้ใหญ่เป็นเรื่องโกงเงิน โกงทอง ซื้อตำแหน่งอะไรต่ออะไร ใช้อำนาจหน้าที่ จะแก้ปัญหาก็เลย วัดเล็กวัดน้อยเลยโดนไปหมด จริงปัญหามันอยู่ที่วัดใหญ่ๆ พระผู้ใหญ่
วัดเล็กๆ พระเด็กๆ แก้ปัญหาง่าย จับสึกไปอะไรไป ยังบอกพวกพระเลยว่ารีบภาวนา เราไม่รู้วันข้างหน้า มันจะสงบสุขพอที่จะภาวนาหรือเปล่า ดูยุ่งเหยิงเหลือเกิน ปัญหาใหญ่มันอยู่ที่สู้กิเลสไม่ไหว แล้วก็ไม่รักษาพระธรรมวินัย ที่จริงถ้าพระรักษาพระธรรมวินัย กฎระเบียบอะไรไม่จำเป็นเท่าไร พระวินัยท่านกำหนดเอาไว้ดีแล้ว ไม่มากไป ไม่น้อยไป มันห้ามไม่ได้ คนไม่ดีมาบวชมาอะไร ต่อไปการบวชต้องถูกสอบประวัติก่อนบวชด้วย ก็คงยุ่งเหมือนกัน พวกบวช 7 วัน 15 วัน บวชเดือนหนึ่ง สอบประวัติยังไม่เสร็จเลย ไม่รู้จะทำกันอย่างไร
การรักษาศีลเป็นการปฏิบัติธรรมในขั้นต้น
หลวงพ่อเห็นปัญหาในวงการพระมานานแล้ว รู้ว่าวงการพระค่อนข้างจะอ่อนแอลง เพราะโลกมันเข้าไปครอบคลุมถึงในวัด ความวุ่นวายอย่างชาวโลก จริงๆ พระก็ชาวโลกนั่นล่ะ แค่มาบวช แรกๆ อาจจะบวชเพื่อหวังจะพ้นทุกข์ อยู่นานๆ ไม่รู้จะพ้นได้อย่างไร ก็ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไป บางองค์ พระที่ท่านดีๆ ยังมีมาก ถ้ามีแต่พระเลว ป่านนี้ศาสนาล่มไปแล้ว หลวงพ่อเลยมุ่งเป้ามาที่กลุ่มฆราวาส ตั้งแต่เริ่มทำงานเผยแผ่ จะเน้นมาที่กลุ่มฆราวาส จะแตกต่างจากยุคครูบาอาจารย์
สมัยหลวงปู่มั่นท่านเน้นพัฒนาพระ สร้างพระ แล้วท่านก็ได้ลูกศิษย์ที่ดีๆ เอาไว้เยอะแยะ พอสังคมมันเปลี่ยน จากสังคมเกษตรมาเป็นอุตสาหกรรม มาเป็นสังคมยุคนี้มันเลยอุตสาหกรรมมา สังคมมันเปลี่ยนพระส่วนใหญ่ตามไม่ทัน ตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน อย่างไปเรียนมหาวิทยาลัยสงฆ์ อยากจะให้ตามโลกทัน เรียนแล้วสึกไปเยอะเลย มีวุฒิเอาไปทำมาหากินได้ แล้วดูไม่แข็งแรง หลวงพ่อเลยเปลี่ยนทิศทาง ภิกษุณีหมดไปแล้ว ภิกษุอ่อนแอลง อุบาสก อุบาสิกาต้องรับภาระในการรักษาสืบทอดพระศาสนา
ศาสนาพุทธไม่ใช่ของพระ เป็นของพุทธบริษัท ภิกษุณีหมดไปแล้ว แล้วก็ไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก การบวชภิกษุณีต้องบวชจากภิกษุณี บวชกับพระด้วย ภิกษุณีไม่มีที่เป็นอุปัชฌาย์ก็ขาดตอนไปแล้ว ที่บวชๆ กันก็ไม่ใช่ภิกษุณีทางเถรวาทที่แท้จริงแล้ว เห็นที่เขาบวช เขาไปบวชกับภิกษุณีทางมหายาน แล้วก็มาบวชกับพระเถรวาท มันดูแปลกๆ ฉะนั้นภิกษุณีไม่มี ภิกษุอ่อนแอลง หลงโลก ตามโลกไม่ทัน อุบาสก อุบาสิกา ต้องสู้ ต้องรักษาพระศาสนาไว้ให้ได้
เราอาจจะไม่ต้องเรียนพระไตรปิฎกทั้งหมดหรอก เพราะว่าแต่ละคนมีภาระเยอะ ทำมาหากินเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า ภาระมาก จะไปเรียนบาลีเรียนอะไร ลำบาก ถ้าเรียนทางคันถธุระ เรียกคันถธุระ มันใช้เวลาเยอะ เราก็มาเรียนทางวิปัสสนาธุระ งานในศาสนาพุทธมี 2 ซีก 2 ฝ่าย คันถธุระก็เรียนตำรับตำรา ทรงจำเอาไว้ วิปัสสนาธุระเรียนสู้กับกิเลสจริงๆ เรียนแล้วอาจจะไม่ได้แตกฉาน เหมือนคนที่เขาเรียนทางปริยัติหรอก แต่เรียนแล้วเราลิ้มรสชาติของธรรมะ
เราต้องลงมือปฏิบัติธรรม การลงมือปฏิบัติธรรม เริ่มต้นต้องรักษาศีล การรักษาศีลเป็นการปฏิบัติธรรมในขั้นต้น เป็นการปรับพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาของเรา ให้สงบเรียบร้อย ถ้ากายวาจาเราวุ่นวาย จะให้ใจเราสงบ มันทำไม่ได้ ฉะนั้นเบื้องต้นก็ปรับกายวาจาของเราให้เรียบร้อยก่อน ด้วยการรักษาศีล เอา 5 ข้อ ทำให้ได้ รักษาให้ได้ 5 ข้อ ข้อที่รักษายาก ข้อ 4 ผิดง่าย พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ อย่างช่วงนี้หาเสียงเลือกตั้งกัน ก็เต็มไปด้วยมุสาวาท โกหกบ้าง อะไรบ้าง ด่าคนโน้นคนนี้บ้าง
พวกเข้ามาเล่นการเมือง เริ่มต้นด้วยการไม่มีศีล แล้วหวังว่าเขาจะมีศีลทีหลัง หวังยาก ก็เริ่มต้นมันก็ไม่มีศีลแล้ว เราไปแก้ที่คนอื่นไม่ได้ เรามาเริ่มต้นที่ตัวเราเอง ตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อให้ดี เมื่อเรารักษาศีล 5 ได้ดี ก็เรียกเราจัดระเบียบพฤติกรรมทางกาย ทางวาจาของเราได้เรียบร้อยแล้ว เมื่อกายวาจาของเราเรียบร้อย การจะฝึกจิตฝึกใจให้เรียบร้อย ก็เป็นไปได้ ถ้ากายวาจาเราไม่ดี แล้วหวังว่าจิตจะดี มันไม่มีเหตุผล มันเป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นตั้งอกตั้งใจรักษาศีลไว้ 5 ข้อก็พอแล้ว ถ้าเรารักษาต่อเนื่องสัก 3 เดือน เราก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง จิตใจที่เคยดิ้นพราดๆ จะไปตีกับคนโน้น ตีกับคนนี้ มันจะลดลง จะรู้จักขอบเขตของตัวเอง อันนี้ทรัพย์สินของเราอยู่ตรงนี้ ลูกเมียเราอยู่ตรงนี้ ก็ไม่ไปรุกรานคนอื่น ทำให้สังคมวุ่นวาย ถ้าสังคมวุ่นวาย เราก็ต้องวุ่นวายไปด้วย เพราะเราอยู่ในส่วนหนึ่งของสังคม พอกายวาจาของเราเรียบร้อย งานต่อไปก็คืองานฝึกจิตฝึกใจของเราให้มันเรียบร้อย อันนี้เรียกว่าจิตตสิกขา หรือการฝึกสมาธิ
มีศีล แล้วก็กายวาจาเรียบร้อย มีสมาธิ ก็ให้จิตใจเรียบร้อย พอจิตใจเราเรียบร้อย กาย วาจาเรียบร้อย มันก็เอื้อที่จะให้เราเรียนรู้ความจริงของชีวิต ธรรมะไม่ได้เรียนเรื่องประหลาดอะไร เรียนเรื่องชีวิตของเรานี้เอง คือกายกับใจของเรานี้ล่ะที่ประกอบกันเป็นชีวิต ถ้าเรียนรู้ตรงนี้ได้ เข้าใจชีวิตตัวเอง มันก็จะเข้าใจคนอื่นด้วย เข้าใจโลกด้วย คราวนี้ต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ในโลกนี้วุ่นวายแค่ไหน เรารู้ด้วยความเข้าใจ เราเห็นด้วยความเข้าใจ จิตใจเราจะไม่กระเพื่อมหวั่นไหว
อย่างตอนนี้ดูสิ ทั่วโลกวุ่นวายไปหมดเลย เมืองไทยเราอยู่เฉยๆ ก็มีคนมายิง มาลอบทำร้าย ลอบบุกรุก ประเทศทางด้านตะวันตกของเรา มีการแบ่งแยกประเทศ มันรอบทิศทาง รอบทิศทาง มหาอำนาจทั้งหลายก็ยากจนลง มีหนี้มีสินล้นพ้นตัว ทุกประเทศ ประเทศยิ่งใหญ่ในยุโรปก็ระส่ำระสาย ตะวันออกกลางก็วุ่นวาย ยุโรปก็วุ่นวาย ในอเมริกาก็วุ่นวาย ยึดประเทศโน้นประเทศนี้ อะไรอย่างนี้ มี
เรียนรู้โลกตามความเป็นจริง
ฉะนั้นโลกนี้มันวุ่นวาย แล้วจริงๆ มันไม่เคยหยุดวุ่นวายหรอก มันวุ่นวายมาตลอด นี้รอบๆ ตัวเราเห็นไหม ชีวิตเราทุกวันนี้ก็วุ่นวายมากขึ้น เมื่อก่อนเราทำงานเราเก็บเงินไว้ ฝากธนาคารกินดอกเบี้ยเราก็อยู่ได้ตลอดชีวิตแล้ว เดี๋ยวนี้มีเงินไปฝากธนาคาร ไม่รู้ถูกใครเขาดูดไปหมด ทำงานมาตลอดชีวิตเก็บเงินเอาไว้ หวังว่าจะช่วยตัวเองได้ตอนแก่ เพราะว่าลูกหลานมันไม่เลี้ยงอยู่แล้วยุคนี้ แล้วเงินก็โดนเขาโกงเอาไป
ชีวิตเราทุกวันนี้เหมือนมั่นคง มีอยู่มีกินอะไร ดูมั่นคง ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ได้มั่นคงเลย ชีวิตเราจะเผชิญปัญหาเมื่อไร ไม่รู้ บางอย่างเรานึกไม่ถึงเลย อย่างคนเรียนหนังสือเยอะๆ อย่างนักศึกษาแพทย์ เดี๋ยวนี้เขาเป็นโรคทางจิตใจตั้งเยอะ แล้วคนทั่วๆ ไป คนไทยเป็นโรคซึมเศร้าไม่รู้กี่ล้านคนแล้ว หลวงพ่อจำตัวเลขไม่ได้ บอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น คนมั่งมีขึ้น มีอยู่มีกินมากขึ้น แล้วทำไมบ้ามากขึ้น มันไม่มีความสุข มันเครียด
สิ่งเหล่านี้เราควบคุมไม่ได้ เราบังคับไม่ได้ ว่าโลกนี้จงสงบสุข บ้านเมืองของเราจงสงบสุข ครอบครัวของเราจงสงบสุข เราเองก็สงบสุข ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย เราสั่งไม่ได้สักเรื่องหนึ่ง เมื่อสั่งไม่ได้ เราอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย เราจะทำอย่างไรดี ถ้าใจเรายอมรับความจริงได้ ใจมันจะไม่ระส่ำระสาย ถ้าใจยอมรับความจริงไม่ได้ มันระส่ำระสาย มันทุกข์ทรมาน ที่เรามาฝึกกรรมฐานนี้ เพื่อเราจะได้มีปัญญา เรียนรู้ความจริงของโลก สิ่งที่เรียกโลกเขาเรียกหมู่สัตว์ หรือโลกเรียกว่ารูปนาม กายใจของเรานี้ก็ถือเป็นโลก มีกายใจของใครไม่อยู่ในโลกบ้าง มันเป็นส่วนหนึ่งของโลกทั้งนั้น สัตว์ทั้งหลายก็เป็นส่วนหนึ่งของโลก
ศาสนาพุทธก็สอนให้เราเรียนรู้โลกตามความเป็นจริง ไม่ได้สอนให้เราหนีโลก ท่านสอนให้เราเรียนรู้โลก ท่านบอก “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงดูโลกอันวิจิตรงดงาม ดุจราชรถทรงของพระราชา ที่คนเขลาพากันติดอยู่ แต่ผู้รู้ไม่ติดข้อง” โลกนี้ดูสวยสดงดงาม แต่ซ่อนภัย ซ่อนอันตรายเอาไว้รอบทิศทาง ถ้าเราไม่มีสติปัญญา เราก็รู้สึกโลกนี้น่าอยู่ ถ้าเรามองโลกแง่ร้าย อย่างพวกโรคซึมเศร้า โลกไม่น่าอยู่ อยากฆ่าตัวตาย เดี๋ยวนี้คนอยากฆ่าตัวตายเยอะ มีเยอะแยะเลย เพราะนี่ปฏิเสธโลก พวกหนึ่งหลงโลก พวกหนึ่งปฏิเสธโลก
พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราหลงโลก แล้วก็ไม่ได้สอนให้เราปฏิเสธโลก ท่านสอนให้เราเรียนรู้โลกตามความเป็นจริง โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้ มันเป็นของมันอย่างนี้ล่ะ คือมันไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอนอะไร ความสุข ความสงบทั้งหลายที่มีอยู่ ก็กำลังถูกบีบคั้นให้แตกสลายไป แล้วไม่มีอะไรที่เราบังคับควบคุมได้จริง อย่างประเทศมหาอำนาจคิดว่าควบคุมโลกได้ มันควบคุมไม่ได้ ถ้าควบคุมได้ มันคงไม่วุ่นวายหรอก
ในบ้านเรา เราควบคุมใครได้บ้าง ควบคุมลูกได้ไหม ควบคุมไม่ได้ ยิ่งวันนี้ยิ่งควบคุมไม่ได้ใหญ่ ครูก็ควบคุมนักเรียนไม่ได้ ครูให้คะแนนนักเรียนให้ 8/10 มันชกหน้าครูเลย มันควบคุมอะไรกันไม่ได้ ในบ้านเรา เราก็ควบคุมลูกไม่ได้ ควบคุมสามีภรรยาไม่ได้จริง ตัวเราเอง เราก็ควบคุมไม่ได้ เราสั่งตัวเราเองว่าอย่าแก่นะ อย่าเจ็บนะ อย่าตายนะ เราสั่งไม่ได้ เราสั่งตัวเองว่าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจของเรา จงกระทบแต่อารมณ์ที่ดี อย่ากระทบอารมณ์ไม่ดี เราก็สั่งไม่ได้
อย่างลืมตาขึ้นมา จะต้องเห็นแต่ของสวยของงาม มันสั่งไม่ได้ บางทีก็เห็นของไม่สวยไม่งาม ได้ยินเสียง จะสั่งว่าจงได้ยินแต่เสียงที่ดี ก็สั่งไม่ได้ บางทีก็ได้ยินเสียงที่ไม่ดี ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส มันควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่าง เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรในโลกที่เราควบคุมได้ ตั้งแต่โลกทั้งโลกก็ไม่มีใครคุมได้ ถ้าคุมได้มันก็ไม่รบกันหรอก ในแต่ละประเทศก็ควบคุมกันไม่ได้ ในบ้านเราก็ควบคุมกันไม่ได้ ตัวเราเองเราก็ควบคุมไม่ได้ สั่งให้เป็นไปเหมือนใจเราต้องการไม่ได้ ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริง ไม่ใช่หนีโลก หรือหลับหูหลับตา ไม่ยอมรับรู้ความจริงของโลก แล้วบอกว่ามีความสุข
ถ้าอย่างนั้นไม่ต้องไปหัดสมาธิอะไรหรอก ไปกินกัญชา ไปกินยาเสพติด ให้มันเคลิ้มๆ คนเขาตีกันหัวแตก เราก็นั่งหัวเราะ โอ๊ย มีความสุขอะไรอย่างนี้ มันไม่มีประโยชน์จริง ฉะนั้นเราไม่หนีโลก แล้วเราก็อย่าหลงโลก อยู่กับโลกด้วยการรู้เท่าทันมัน เท่าทันว่าจริงๆ โลกนี้ทุกระดับ ตั้งแต่โลกใหญ่ๆ จนถึงโลกเล็กๆ คือตัวเราเองนี้ ตกอยู่ใต้สถานการณ์อันเดียวกัน คือไม่เที่ยง แล้วก็ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ให้เสื่อมไป แตกสลายไป แล้วก็บังคับควบคุมอะไรไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยากให้เป็น
เราจะมาเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ การเรียนรู้ความจริงของโลก คือการเรียนรู้ความจริงนี้ เราไม่ต้องเรียนโลกทั้งโลก เราสุ่มตัวอย่างมาเรียน ใครจะไปเรียนโลกทั้งโลก จักรวาลทั้งจักรวาล เอาเวลาที่ไหนไปเรียน ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้ามีพระปัญญาธิคุณมาก ท่านสอนเราให้เรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง เรียนรู้รูปนามนี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจความจริงของรูปนามกายใจตัวเอง เราก็จะเข้าใจคนอื่น แล้วเราก็เข้าใจโลก แต่ถ้าเรียนรู้โลก มันเรียนไม่จบ ความรู้ในโลกมันไม่มีวันจบ
เรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้
พระพุทธเจ้าเลยสอนให้เรามาเรียนรู้ที่กายที่ใจตัวเองนี้ เพราะเรียนแล้วมีที่จบ จบตรงไหน จบตรงเกิดปัญญาสัมมาทิฏฐิ คือรู้ความเป็นจริงของรูปนามกายใจหรือของชีวิตเรานี้เอง ถ้าเราเห็นความจริงของชีวิตเรา ชีวิตเรามีแต่ความไม่เที่ยง คนอื่นมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่ละประเทศมันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน โลกมันก็ไม่เที่ยง โลกของเราจะมีอายุต่อไปอีกประมาณ 4,500 ล้านปี ก็จะถูกไฟบรรลัยกัลป์ล้างโลก ไฟบรรลัยกัลป์ดวงนี้ก็คือดวงอาทิตย์นั่นล่ะ ดวงอาทิตย์มันก็จะตาย
ตอนที่ดวงอาทิตย์มันตาย มันจะพองตัวขึ้นมา มันขยายตัวขึ้นมาคลุมถึงโลกเราก็จะเผาทุกสิ่งทุกอย่างหมดไป โลกนี้ก็อายุมา 4,900 ล้านปี หรือ 4,500 ล้านปี มันเถียงๆ กันอยู่ รวมแล้วโลกนี้อายุ 9,000 ล้านปี หมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว แล้วโลกก่อนหน้านี้ ไม่ใช่มนุษย์อยู่ได้ โลกสมัยไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ออกซิเจนต่ำ ถ้าเราไปเกิดยุคนั้น เราตายเลย อยู่ไม่ได้ มนุษย์อยู่ไม่ได้ มนุษย์อยู่ได้เมื่อไม่นานนี้เอง
ถ้าเราเรียนรู้ศาสตร์ทั้งหลายแหล่ มันลงมาที่เดียวกัน กระทั่งจักรวาลทั้งจักรวาล แต่เดิมบางคนคิดว่าจักรวาลยั่งยืน จักรวาลก็แตกดับ เกิดแล้วก็แตกดับ ดวงอาทิตย์เกิดแล้วก็แตกดับ กาแล็กซีเกิดแล้วก็แตกดับ โลกของเราเทียบกับจักรวาลแล้วเล็กนิดเดียว เราตัวเล็กนิดเดียว อยู่ในโลกที่เล็กๆ จริงๆ แล้วพวกเราเล็กยิ่งกว่าผงธุลีในจักรวาลอีก แต่กิเลสมันทำให้เราตัวพอง ตัวใหญ่ ทั้งๆ ที่ถ้าเราเรียนรู้โลก เรียนรู้จักรวาล เรียนรู้กาแล็กซีอะไรนี้ เราก็พบว่าจริงๆ แล้วมันตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์เหมือนกัน
ปัญญาของพระพุทธเจ้าสูงส่งขนาดนั้น ท่านบอกเลยในจักรวาล ในกาแล็กซีเราอะไรนี้ มีดาวขนาดใหญ่ที่สิ่งมีชีวิตอยู่ได้ 500 ดาวเล็กๆ ที่อย่างขนาดโลกเรานี้มีนับไม่ถ้วน มีเยอะแยะที่สัตว์อยู่ในโลก ในจักรวาลนี้ แต่ทั้งหมดตกอยู่ใต้กฎอันเดียวกัน เรียกธรรมนิยาม สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ คือถูกบีบคั้นให้แตกสลาย สภาวะทั้งหลายทั้งปวง ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่เป็นสังขาร และไม่ใช่สังขาร ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน
คนที่เขาเรียนเรื่องจักรวาล เขาก็จะรู้ว่าตัวเองเล็กนิดเดียว ความทะเยอทะยานในโลกมันก็ลดลง เพราะมันเห็นความจริง เขาเรียนมาจากวิทยาศาสตร์ มันก็มาลงรอยเดียวกับศาสนาพุทธ เรียนไปแล้วรู้ตัวเองไม่มีคุณค่าอะไรเลย เล็กกระจิดเดียว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไปเรียนอะไรใหญ่โตอย่างนั้น สอนให้เรา Scope การเรียนของเราลงมาที่กายที่ใจตัวเองนี้ วิธีเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ก็ต้องดู ใช้การสังเกตการณ์ สังเกตการณ์ว่าจริงๆ ร่างกายเราเป็นอย่างไร จริงๆ จิตใจของเราเป็นอย่างไร ใช้การสังเกตการณ์ ไม่ใช่การคิดเอา ไม่ใช่การเดาเอา ไม่ใช่การท่องตำราเอา
การที่เราคอยสังเกตกาย สังเกตใจของตัวเองนี้ เป็นวิธีเรียนรู้ที่ตรงไปตรงมาที่สุด คล้ายๆ ทำงานวิจัย วิจัยธรรมะ วิจัยรูปธรรมนามธรรม เรียกวิจัยธรรมะ เรียกว่าธัมมวิจยะ ท่านใช้ ธัมมวิจยะ วิจยะ วิจัย คนรุ่นหลังนี้เอาคำวิจัยมายืมใช้ เวลาเราทำงานวิจัย เราไม่ต้องเรียนทุกสิ่งทุกอย่าง เราสุ่มตัวอย่างมาเรียนบางสิ่งบางอย่าง ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่เราเรียนรู้แล้ว เราก็จะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด
พระพุทธเจ้าก็สอนให้เราสุ่มตัวอย่างมาเรียน เรียนรู้กาย เรียนรู้เวทนา เรียนรู้จิต เรียนรู้ธรรม ถ้าเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ คือรูปนามกายใจของเรานี้ล่ะ ถ้าเราเข้าใจตรงนี้ เราก็จะเข้าใจโลกทั้งโลก เข้าใจจักรวาลทั้งจักรวาล มันคือสิ่งเดียวกัน เพียงแต่ขนาดมันต่างกันเท่านั้นเอง เวลาเรียนไม่ต้องไปเรียนของไกลตัว เรียนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ร่างกายเรานี้ เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ เห็นไหม ลมหายใจของเรา เราไม่ต้องเสียเงินซื้อ
เราลองเรียนรู้ลงไป เรียนรู้ด้วยการสังเกตการณ์ หายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว ยืน รู้สึกตัว เดินรู้สึกตัว นั่งรู้สึกตัว นอนรู้สึกตัว เคลื่อนไหวรู้สึกตัว หยุดนิ่งรู้สึกตัว เห็นไหม มีคำว่ารู้สึกตัวๆ เต็มไปหมดเลย เพราะความรู้สึกตัวคือจุดตั้งต้นของการปฏิบัติ ที่จะลบล้างกิเลสได้ นี้หลวงพ่อไม่ได้พูดเอง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า “ความรู้สึกตัวเป็นจุดตั้งต้น ที่จะเอาชนะกิเลส” กิเลสตัวสำคัญ ก็ความโง่ของเรานั่นล่ะ ความไม่รู้ความจริงของชีวิต ของโลก ของจักรวาล
ถ้าเรารู้สึกตัว อย่าใจลอย สิ่งที่เป็นศัตรูกับความรู้สึกตัวมี 2 อย่าง อันที่หนึ่ง ลืมตัว รู้จักลืมตัวไหม อันที่สอง บังคับตัวเอง บังคับตัวเองมันก็ไม่ใช่เรียนรู้ร่างกายจิตใจตามความเป็นจริง เราไปบังคับมันผิดธรรมชาติธรรมดา ลืมตัวเองก็ไม่ได้เรียนรู้ความจริงของกายของใจ ไม่ได้เรียนรู้ตัวเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นศัตรูสำคัญของความรู้สึกตัวที่เราจะใช้เรียนรู้ตัวเอง ก็คือการลืมตัวกับการบังคับตัวเอง มี 2 อย่างเท่านั้นล่ะ ทำอย่างไรเราจะไม่ลืมตัว ทำอย่างไรเราจะไม่บังคับตัวเอง ทำไม่ได้
จิตนั้นมีธรรมชาติไหลไปตามความเคยชิน จิตของคนและสัตว์ทั้งหลายมีธรรมชาติหลง ลืมตัวเอง ไม่ค่อยสนใจตัวเอง คนและสัตว์ทั้งหลาย กระทั่งเทวดา สิ่งที่เขารักที่สุดก็คือตัวเอง แต่ละเลยที่จะเรียนรู้ตัวเองมากที่สุด สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งอื่น เรียนรู้คนอื่น ละเลยที่จะเรียนรู้ตัวเอง ฉะนั้นเรามาปรับทัศนคติของเรา คอยรู้สึกตัวไว้ สิ่งที่จะช่วยให้เรารู้สึกตัวได้ดี ก็คือวิหารธรรม เราต้องมีบ้าน วิหารก็คือบ้าน มีบ้านให้จิตใจของเราอยู่
พระพุทธเจ้าท่านเลือกไว้ให้แล้ว วิหารธรรมทั้งหลายไปดูเอา อยู่ในเรื่องของสติปัฏฐาน ท่านให้ใช้กายเป็นวิหารธรรม แล้วก็แยกแยะออกไปได้หลายแบบตามความสามารถ อย่างถ้าเราทรงฌานทรงอะไรอย่างนี้ เราใช้ธาตุกรรมฐาน เรารู้ธาตุเลย เราไม่ใช่รู้แขน รู้ขา รู้มือ รู้เท้า แต่เรารู้ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อย่างในผม 1 เส้น มีธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม มีธาตุทั้ง 4 อยู่ด้วยกันเลย บรรจุอยู่ในอากาศธาตุ การเรียนอย่างนี้ยากเกินไป ต้องทรงฌานถึงจะเรียนได้
ถ้าพวกเรา อย่างพวกเรานี้จิตใจพื้นๆ บุญบารมีไม่ได้แก่กล้ามาก เรียนรู้กายอย่างง่ายๆ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก เราอาศัยลมหายใจเป็นวิหารธรรม หายใจไปแล้วพอจิตมันลืมตัวเอง มันก็ลืมการหายใจ หรือว่ามันบังคับตัวเอง แล้วมันไปเพ่งจ้องการหายใจ ใจก็จะอึดอัดขึ้นมา ถ้าไม่ชอบการหายใจ มันละเอียดเกินไป ก็มาทำกรรมฐานที่หยาบ กรรมฐานหยาบก็คือการยืน เดิน นั่ง นอน
ยืนอยู่ก็รู้สึกตัว เดินอยู่ก็รู้สึกตัว นั่งอยู่ก็รู้สึกตัว นอนอยู่ก็รู้สึกตัว เราสั่งให้รู้สึกไม่ได้ เราก็รู้สึกร่างกาย แล้วเราก็สังเกตที่ใจเรา ใจเราบางทีเรารู้กายอยู่ดีๆ ร่างกายมันนั่งอย่างนี้ ใจมันหนีไปคิดเรื่องอื่น มันก็จะลืมร่างกายที่นั่งอยู่ มันขาดสติ ถ้าเราเคยรู้สึก เวลานั่งแล้วรู้สึกตัวบ่อยๆ เวลาเดิน เวลายืน รู้สึกตัว เวลานอนรู้สึกตัวเรื่อยๆ พอจิตใจเราลืมร่างกาย มันจะนึกได้เร็ว มันจะหลงไม่ยาว
ธรรมะที่มีอุปการะมากคือสติสัมปชัญญะ
ฉะนั้นการที่เรามีวิหารธรรม ไม่ใช่เพื่อไม่ให้หลง แต่เพื่อหลงไม่ยาว ถ้าไม่ให้หลงเลย มีวิธีเดียวคือนั่งเพ่ง ซึ่งเป็นความสุดโต่งอีกข้างหนึ่งที่ใช้ไม่ได้ คือการบังคับกายบังคับใจ อย่างจิตเรานี้มีธรรมชาติไหลไปตามความเคยชิน เราเคยชินที่จะหลง เราจะมาบังคับจิตไม่ให้หลง ให้จ้องนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว เราก็จะไม่เห็นความจริงของจิต ฉะนั้นถ้าเราใจลอย เราลืมอารมณ์กรรมฐานของเราไป เราก็ขาดสติ เราก็เรียนรู้กายรู้ใจไม่ได้ ถ้าเรามาถลำ ลงมาเพ่งมาจ้องอารมณ์กรรมฐาน อย่างมาเพ่งร่างกายอย่างนี้ เราก็ไม่รู้ความจริงของร่างกาย ไม่รู้ความจริงของจิตใจ
ฉะนั้นต้องทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของจิตใจ อย่างเราทำกรรมฐานพุทโธๆ หรือเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก หันซ้าย หันขวา รู้สึก แล้วพอเราใจลอย มันลืมอารมณ์กรรมฐานของเรา มันจะลืมไม่นาน ถ้าเราเคยฝึกรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก มันลืมประเดี๋ยวเดียว พอร่างกายขยับ รู้สึกเลย มันรู้สึกเอง สติเกิดเอง สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่น เพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ
ฉะนั้นเรารู้สึกในอารมณ์กรรมฐานของเราบ่อยๆ แล้วรู้ทันจิตของเราบ่อยๆ แล้วสติของเรามันจะเร็วขึ้นๆ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้น เป็นเครื่องระลึก เป็นตัวระลึกได้ สติคือความระลึกได้ อันแรกระลึกได้ถึงความมีอยู่ของกายของใจ อันที่สอง ระลึกได้ถึงความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ของกายของใจ อันนี้สติทำหน้าที่ระลึก ปัญญาเป็นตัวเข้าใจความเป็นจริง สติเป็นตัวระลึกได้ ปัญญาเป็นตัวเข้าใจ สัมปชัญญะเป็นความรู้สึกตัว สัมปชัญญะก็เป็นปัญญาขั้นต้น
เวลาเราปฏิบัติ ธรรมะที่มีอุปการะมากคือสติสัมปชัญญะ สัมปชัญญะคือเรารู้ตัวเองว่าเราควรจะทำกรรมฐานอะไร แล้วเราก็ไม่หลงไม่ลืมการทำกรรมฐานนั้น ไม่ปล่อยจิตล่องลอยไป ไม่ไปนั่งเพ่งจ้องบังคับตัวเองไว้ อย่างนี้เรียกว่าเรามีสัมปชัญญะที่ดี มีความรู้สึกตัว มีสติ มีความรู้สึกตัว ทำมากๆ สมาธิมันจะเกิด จิตมันจะทรงสมาธิขึ้นมา ฉะนั้นเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง พอจิตเราทิ้งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน รู้บ่อยๆ ทุกครั้งที่รู้ เขาเรียกว่ามีสัมมาสติ
สัมมาสติคือสติที่รู้รูปธรรมนามธรรม สัมมาสติก็คือสติปัฏฐาน สติมีเยอะแยะ สติ อย่างเราเห็นพระ เราอยากใส่บาตร อันนี้จิตเป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลทุกดวงมีสติ แต่ไม่ใช่สติปัฏฐาน สติปัฏฐานคือสติรู้กายรู้ใจ สัมมาสติ พระพุทธเจ้าอธิบายคำว่าสัมมาสติ ด้วยสติปัฏฐาน 4 เพราะฉะนั้นเราทิ้งการทำสติปัฏฐานไม่ได้ ถ้าทิ้งการทำสติปัฏฐาน 4 เราก็จะไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็จะไม่มีสมาธิ เมื่อไม่มีสมาธิ ก็ไม่มีปัญญาที่จะเห็นความจริงของชีวิต ของรูปนามกายใจ เพราะเป้าหมายเราต้องการสัมมาทิฏฐิ คือความรู้ถูกเข้าใจถูก
ฉะนั้นเราภาวนา ถึงขีดสุด สิ่งที่เราได้มาคือสัมมาทิฏฐิ สิ่งที่เราหมดไปคือมิจฉาทิฏฐิเท่านั้นเอง แต่ถ้าเรามีสัมมาทิฏฐิแล้ว คราวนี้เรารู้ความจริงของชีวิต ของโลก อะไรเกิดขึ้นเรารู้เลยนี่มันธรรมดา คนมันทำสงครามกัน เราก็รู้นี่มันธรรมดา ลูกเราดื้อไม่เชื่อฟังคำสั่งของเรา เราก็รู้นี่ธรรมดา สามีนอกใจ เราก็รู้นี่ธรรมดา มันธรรมดาไปหมดเลย เราแก่ เราก็รู้นี่คือธรรมดา เราเจ็บ เราก็รู้นี่คือธรรมดา เราตาย เราก็รู้นี่คือธรรมดา เราประสบกับอารมณ์ที่ชอบใจ เราก็รู้ว่านี่คือธรรมดา ประสบอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ นี่ก็ธรรมดา เราพลัดพรากจากสิ่งที่รัก อันนี้ก็ธรรมดา เราประสบกับสิ่งที่ไม่รัก อันนี้ก็ธรรมดา เราไม่สมหวังทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่หวังอะไรก็ได้ทุกอย่าง อันนี้ก็เรื่องธรรมดา
ฉะนั้นสิ่งที่เราจะได้มา คือเราได้สัมมาทิฏฐิ เรารู้ความเป็นธรรมดาของกาย ของใจ ของโลก ของชีวิต คำว่าธรรมดานั้นล่ะคือคำว่าธรรมะ เมื่อไรใจยอมรับธรรมดาได้ คือใจเห็นธรรมะแล้ว ที่ว่ามีดวงตาเห็นธรรม มีดวงตาเห็นธรรม คือมีดวงตาเห็นธรรมดาว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น แล้วก็ดับไปทั้งสิ้น ที่พระโสดาบันท่านได้ธรรมะ มีดวงตาเห็นธรรม เห็นอะไร เห็นธรรมดาว่าสิ่งทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ย่อมดับไปเป็นธรรมดา
เพราะฉะนั้นธรรมะไม่ใช่ของประหลาด ธรรมะคือธรรมดา แต่พวกเราต่างหากที่ปฏิเสธธรรมดา เราถึงได้เวียนว่ายตายเกิด จมอยู่ในกองทุกข์ไม่เลิก ฉะนั้นที่เรามาหัดวิปัสสนากรรมฐาน เบื้องต้นรักษาศีล เพื่อให้กายวาจาอยู่ในระเบียบเรียบร้อย แล้วจะเอื้อให้การรักษาจิต ให้มีสมาธิ จิตใจสงบเรียบร้อย มันทำง่าย พอจิตใจเราสงบเรียบร้อยแล้ว การเจริญสติเจริญปัญญาไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
เพราะฉะนั้นมีศีล มีสมาธิ เราก็จะมาเจริญปัญญา สมาธิเราต้องทำให้ถูก สมาธิที่ถูกต้อง เรียกว่าสัมมาสมาธิ สติที่ถูกต้องเรียกว่าสัมมาสติ สัมมาสติคือสติปัฏฐาน สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต ไม่ใช่ความสงบ เรามั่ว ชอบแปลสมาธิว่าสงบ สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต เพราะฉะนั้นเราอยู่ท่ามกลางความวุ่นวาย จิตเราก็ตั้งมั่นได้ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในถ้ำคนเดียว ไม่รู้เหนือรู้ใต้ แล้วบอกว่าสงบ อย่างนั้นง่ายเกินไป สมาธิชาวพุทธเรานี้ อยู่ในโลกที่กำลังวุ่นวาย กำลังยิงกันโครมคราม จิตเรายังตั้งมั่นได้เลย ต้องฝึกเรื่อยๆ
เข้าใจธรรมดาของกายของใจ ก็คือเข้าใจธรรมะ
หลวงพ่อสอนสิ่งเหล่านี้มากมาย ไปทบทวนเอา เราจะฟังวันเดียวให้รู้เรื่อง มันเกิน เกินที่เราจะฟัง เราไม่ใช่พระพาหิยะ ฟังเทศน์ทีเดียว 2 – 3 ประโยคก็บรรลุพระอรหันต์ บารมีเราไม่อย่างนั้น ไม่ถึงขนาดนั้น เราก็ต้องอดทน สะสมไป รักษาศีล 5 ทุกวันแบ่งเวลาทำในรูปแบบ ทำในรูปแบบก็คือ มีวิหารธรรมอันหนึ่งที่เหมาะกับตัวเอง คล้ายๆ เราจะปลูกบ้าน เราก็ต้องปลูกบ้านที่พอดีกับตัวเราเอง บางคนโลภมาก มีรายได้เดือนละ 10,000 บาท ปลูกคฤหาสน์ 20 ล้านอะไรอย่างนี้ เดี๋ยวก็โดนเขายึดบ้าน ฉะนั้นเราก็สร้างบ้านที่พอดีกับตัวเรา
อย่างหลวงพ่อตอนที่เจริญปัญญา บ้านที่พอดีกับหลวงพ่อ คือจิตตานุปัสสนาและเวทนานุปัสสนา บ้านของพวกเราส่วนใหญ่ สมาธิเราไม่พอ บ้านที่เหมาะกับพอดีกับตัวเราคือกาย กายานุปัสสนาเป็นกรรมฐานที่ง่ายที่สุดแล้ว คล้ายๆ ว่าตอนนี้เรายังไม่ใช่เศรษฐีในธรรมะ เรายังไม่ได้มีอริยทรัพย์มาก เรายังเป็นผู้ยากจนในธรรมะอยู่ เราก็สร้างบ้านที่พอดีกับตัวเราเอง บ้านตัวนี้ก็ใช้กายนี่ล่ะ
ถ้าใช้ธัมมานุปัสสนา คือบ้านระดับพระราชวัง ถ้าตอนนี้เงินเดือน 8,000 บาท แล้วสร้างบ้านพระราชวัง เป็นหนี้ตายเลย ทำไม่สำเร็จหรอก รู้สึกกาย แล้วรู้สึก ถ้ารู้สึกอานาปานสติ อันนี้ละเอียดเกินไป รู้อิริยาบถ 4 หยาบเกินไป อย่างนั่งนี้นั่งนาน นั่งไปนี้ หลงไป 5,000 ครั้งแล้ว ที่ไม่เร็วไป ไม่ช้าไป คือการรู้ความเคลื่อนไหว ร่างกายเราเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ ขยับซ้าย ขยับขวา คอยรู้สึกไป อันนี้ไม่เร็วเกินไป ไม่ช้าเกินไป พอดีๆ ที่เราจะทำได้ นี้เรียกว่าเราสร้างบ้านพอดีกับตัว
เราฝึกนะ ขยับแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ไปทำงานบ้าน กวาดบ้าน กวาดบ้านก็รู้สึก เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อบวชครั้งแรกที่วัดชลประทานฯ หลวงพ่อเห็นพระผู้เฒ่าองค์หนึ่ง ตื่นเช้าฉันข้าวเสร็จ กวาดวัด ถือไม้กวาด 2 อัน กวาดวัด หัววัดไปท้ายวัด ท้ายวัดกลับมาหน้าวัด กวาดทั้งวันเลย เรามันโง่ เราเห็นท่านกวาดทั้งวัน เราก็สงสารท่าน ไปบอก “หลวงพ่อ เราไปนั่งสมาธิกันก่อน เดี๋ยวผมมาช่วยกวาดเอง”
ท่านก็ยิ้มๆ ท่านบอกว่า “คุณบวชไม่นาน คุณไปนั่งไป ผมกวาดเอง” ภาวนาเป็นแล้วถึงรู้ ท่านเจริญสติทั้งวันเลย ด้วยการกวาดวัด กวาดไป กวาดมา กวาดอยู่นั่นล่ะ ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เรามันโง่เอง กว่าจะเข้าใจท่าน จะไปกราบท่าน ท่านก็ไม่อยู่แล้ว สิ้นไปแล้ว ฉะนั้นพวกเราเคลื่อนไหวไว้ ไปทำงานที่ใช้ร่างกายแล้วดี เคลื่อนไหวไป รู้สึกไป ไม่ลืมร่างกาย แล้วก็ไม่เพ่งจ้องร่างกาย เรียนรู้ธรรมดาของร่างกาย เข้าใจธรรมดาของกายของใจ ก็คือเข้าใจธรรมะนั่นล่ะ
สิ่งที่เราเสียไปก็คือมิจฉาทิฏฐิ เราเห็นว่ากายนี้ใจนี้คือตัวเรา เป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นตัวเรา แล้วภาวนาถูก สิ่งที่เราเสียไปคือมิจฉาทิฏฐิ สิ่งที่ได้มาคือสัมมาทิฏฐิ รู้ถูกเข้าใจถูก เขาเรียกว่าเข้าใจธรรมะนั่นล่ะ เข้าใจความจริงของกายของใจเรานี้ เข้าใจตัวนี้ ก็จะเข้าใจคนอื่น เข้าใจคนในครอบครัว เข้าใจคนในที่ทำงาน เข้าใจคนในโลก อย่างเราไปด่าคนขายเสียงเลือกตั้ง ถ้าเราเข้าใจเขา เราก็รู้ ไม่โมโหเขาหรอก ก็เขาได้แค่นั้น เขารู้อยู่แค่นั้น แต่ละคนภูมิจิตภูมิธรรมมันไม่เท่ากัน ถ้าเข้าใจแล้วไม่โมโหแล้ว ไม่อย่างนั้นเราจะโมโห พวกนี้ไม่รู้จักจำ ไม่รู้จักจำ
พอรู้เรื่องไหม วันนี้เทศน์ง่ายที่สุดเลย ง่ายกว่านี้ก็คือพุทโธๆๆ ไป อย่าดูถูกพุทโธ หลวงตามหาบัวเคยบอก ท่านพุทโธตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ท่านไม่ได้ท่องพุทโธเล่นๆ ท่านพุทโธแล้วมีสติ มีสติ จนกระทั่งจิตเกิดสมาธิ ท่านออกมาเรียนรู้กาย รู้ความจริงของกายแจ่มแจ้ง จิตวางกาย จิตย้อนเข้ามาที่จิต มาเรียนรู้ความจริงของจิต ก็คือสุดท้ายก็รู้แจ้งรูปธรรมนามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว ไม่มีอะไรเลย มีแต่ของที่เกิดแล้วดับทั้งสิ้น
สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เกิดขึ้นแล้วก็เสื่อมไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความพ้นจากสังขาร พ้นเสียได้ จิตใจก็เข้าถึงความสุข ความสงบคือพระนิพพาน สิ่งที่เรียกว่าสังขารก็คือกายคือใจเรานี้ล่ะ เราไม่รู้ความจริง เราก็ยังยึดอยู่ ถ้ารู้ความจริงก็ปล่อยวาง ปล่อยวางได้เรียกว่าเราพ้นสังขารแล้ว คราวนี้ร่างกายแก่ ร่างกายเจ็บ ร่างกายตาย ใจไม่สะเทือน คนที่เราคุ้นเคยตายไป ใจก็ไม่สะเทือน ใจเข้าสู่จุดที่เสถียร
เมื่อเช้ามีผู้ช่วยสอนคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกว่าบางทีเห็นโลกมันแบนๆ เห็นโลกมันแบน มองไป คือใจมันทรงสมาธิดีๆ มีสติ มีปัญญาดีๆ เห็นโลกนี้แบน ราบเป็นหน้ากลองเลย เขาเห็นถูกแล้ว หลวงพ่อก็บอกว่า ท่านทำถูกแล้ว ฝึกไป จนกระทั่งมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อันนี้เรายังเห็นชั่วคราว ต่อไปมันจะเห็น นั่งกันเต็มอย่างนี้ มันว่าง มันมีๆๆๆ แต่มันว่าง ทุกสิ่งทุกอย่างเสมอกันหมด มันว่าง นั่นล่ะ “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง”
นิพพานไม่เห็นต้องเข้านิพพานอะไรเลย นิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตานี้ล่ะ กิเลสตัณหามันบังไว้ไม่ให้เห็น ฝึกไป มีตัวอย่างเล่าให้ฟัง มีตัวอย่างมาส่งการบ้านหลวงพ่อแล้ว เขาเห็นโลกนี้ราบเป็นหน้ากลอง มันว่าง มันไม่มีอะไรหรอก ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา แต่อันนี้ยังเห็นแบบเห็นชั่วคราวอยู่ ค่อยฝึกเรื่อยๆ จนรู้แจ้งเห็นจริง ก็สามารถวางโลกได้ ไปยึดอะไรกับภาพที่เหมือนความฝันอยู่นี้ มันก็ไม่ยึดแล้ว ใจก็เข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง
วัดสวนสันติธรรม
25 มกราคม 2569