นั่งก็ภาวนาไปสิ นั่งใจลอยไปเรื่อยๆ เคยตัว ทำก็ทำได้แต่ไม่ค่อยอยากทำ จิตเรามีธรรมชาติไหลไปตามความเคยชิน เราเคยชินที่จะใจลอย มันก็ใจลอยเรื่อยๆ ไป ฉะนั้นธรรมะจริงๆ ไม่ได้ยากเย็นอะไรนักหนา ให้รู้เนื้อรู้ตัว ศึกษาความจริงของร่างกายจิตใจตัวเองไป ที่มันยากก็เพราะว่าเราไม่เคยชินที่จะเรียนรู้ตัวเอง เราเคยชินที่จะไปสนใจสิ่งภายนอก หลวงปู่ดูลย์ถึงบอกว่า “การปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ” ผู้ไม่ปฏิบัติก็คือปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยจิตใจไหลไปตามความเคยชิน ก็หลงไปเรื่อยๆ
เวลาคิดถึงการปฏิบัติก็พยายามบังคับกายบังคับใจ พอมันเหวี่ยงสุด เหวี่ยงไปข้างหลงไปแล้ว มันก็เหวี่ยงกลับข้างมาเป็นข้างบังคับ คนทั่วไปก็เคยชินที่จะหลง นักปฏิบัติเวลาอยู่เฉยๆ ก็หลง เวลาคิดถึงการปฏิบัติก็บังคับเพราะว่าเคยชิน เมื่อเช้าหลวงพ่อเห็นพระองค์หนึ่ง ข้างหลังนี่ล่ะ พระที่นี่ล่ะ เคยชินที่จะบังคับจิตเอาไว้ควบคุมจิตเอาไว้ ฝึกมาตั้งแต่ปี 2530 30 กว่าปี เพ่งอยู่ นิ่ง รวบจิตเข้ามาให้มันนิ่งอยู่ คิดว่านี่คือการปฏิบัติ ที่จริงมันก็แค่เหมือนลูกตุ้มนาฬิกาเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวา ข้างหนึ่ง เวลาไม่ได้คิดเรื่องปฏิบัติ จิตมันก็หนีไป เวลาคิดถึงการปฏิบัติก็บังคับมันไว้ควบคุมมันไว้ จะอึดอัด แน่นๆ จิตมันเลยไม่ได้เข้าสู่ทางสายกลาง
ทางสายกลางคือทางที่มันไม่สุดโต่งไป 2 ฝั่ง ฝั่งที่หลงไปกับฝั่งที่บังคับไว้ เพ่งไว้ ทีนี้ธรรมชาติของพวกเราเวลาไม่ได้ปฏิบัติ เราก็หลงเพลินๆ ไป เวลาปฏิบัติเราก็มานั่งเพ่งเอาไว้บังคับไว้ เรื่องของความเคยชินทั้งหมดเลย เราไม่เคยจะรู้ด้วยความเป็นกลาง จิตไม่เข้าสู่ทางสายกลาง ภาวนากี่ปีๆ มันก็อยู่อย่างนั้นล่ะ อาจจะบังคับตัวเองได้เก่งขึ้นเนียนขึ้น แต่สุดท้ายมันก็คือบังคับอยู่
ฝึกให้ได้สติอัตโนมัติ
พยายามฝึก ฝึกความเคยชินใหม่ เบื้องต้น ฝึกความเคยชินที่จะรู้ทันเวลาจิตมันหลงไป ส่วนใหญ่มันหลงไปคิด มันชินอย่างนั้น หลงทั้งวัน หลงทั้งคืน กลางคืนก็ฝันไป กลางวันก็คิดไปมันแบบเดียวกัน ไปตลอดเวลา ลืมกายลืมใจของตัวเอง เราก็ต้องมาฝึกความเคยชินอันใหม่ คือความเคยชินที่จะคอยรู้สึกตัว ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง อะไรก็ได้ๆ ทำไปเถอะ แล้วคอยสังเกตจิตใจของตัวเอง อ่านใจตัวเองให้ออก
อย่างเราหายใจเข้าพุทหายใจออกโธ เราก็หายใจไป ไม่ได้มุ่งที่ความสุข ความสงบ ความดี เราหายใจไป หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมการหายใจ ลืมพุทโธ ให้รู้ทันเอา ไม่ห้าม หนีได้ แต่พอหนีไปแล้วคอยรู้ทัน นี่มันลืมกรรมฐานของเราไปแล้ว ลืมลมหายใจ ลืมพุทโธไปแล้ว ฝึกบ่อยๆ จนกระทั่งจิตมันจำสภาวะที่มันลืมตัวเองได้ แล้วต่อไปเวลาเราหลงเราลืมตัวเอง สติมันจะเกิดเร็ว จะเร็วขึ้นๆ หลงปุ๊บรู้ปั๊บๆ เลย อันนั้นเป็นสติอัตโนมัติ
เราจะต้องฝึกถ้าอยากได้มรรคผลจริงๆ ฝึกให้ได้สติอัตโนมัติ สมาธิอัตโนมัติ ปัญญาอัตโนมัติ ต้องฝึกอย่างนี้ ถ้ายังไม่ถึงขั้นอัตโนมัติ มรรคผลยังไม่เกิดหรอก ยังจงใจ ยังเจือความโลภ พอเจือความโลภลงไป มีความอยากมีเจตนาที่เจือด้วยความอยาก จิตมันก็จะเกิดการทำงาน มันจะทำกรรม มันสร้างภพสร้างชาติขึ้นมา มันก็อยู่ในโลกวนเวียนไป ไม่ถึงโลกุตตระ คือสภาวะที่เหนือโลก ฉะนั้นเราต้องฝึกจนได้สติอัตโนมัติ สมาธิอัตโนมัติ ปัญญาอัตโนมัติ โอกาสที่จะเกิดมรรคผลถึงจะมี
เบื้องต้น ฝึกให้ได้สติอัตโนมัติ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วถ้าจิตเราหนีไปจากกรรมฐานอันนั้น รู้ทัน ไม่ห้าม แต่หนีแล้วรู้ๆ หรือทำกรรมฐานอยู่ จิตถลำลงไปเพ่งไปจ้องกรรมฐาน อย่างหายใจเข้าพุทออกโธ บางทีจิตถลำไปเพ่งลมหายใจ รู้ทัน จิตที่ถลำไปเพ่ง หัดรู้สภาวะบ่อยๆ สภาวะที่มันสุดโต่ง 2 ฝั่งนั่นล่ะ ฉะนั้นทำกรรมฐานต้องทำ จะดีวิเศษแค่ไหนไม่ต้องทำกรรมฐาน ไม่มีหรอก
ฉะนั้นเบื้องต้นต้องทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง เรียกว่าหาเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เรียกมีวิหารธรรม หาเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เครื่องอยู่นั้นเลือกเอาเอง บางคนชอบอยู่บ้านจัดสรร บางคนอยากอยู่บ้านแบบโบราณ หลังคามุงจาก เสาสูงๆ บางคนชอบอยู่คอนโดอะไรอย่างนี้ บ้านที่แต่ละคนอยู่แล้วสบายไม่เหมือนกัน ฉะนั้นเราจะหาบ้านให้จิตอยู่ เราก็สังเกตดู จิตเราอยู่กับกรรมฐานอันไหนแล้วสบายใจ อยู่กับอันนั้นล่ะ แต่ว่าอยู่แล้วก็อย่าไปติด สบายใจแล้วเลยเผลอๆ เพลินๆ ไป ต้องมีสติกำกับตลอดสายของการปฏิบัติ
ทำกรรมฐานสักอันหนึ่ง อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็ก ทำอานาปานสติบวกกับพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับหนึ่ง หายใจเข้าพุทออกโธ นับสอง นับไปถึงร้อยแล้วนับใหม่ ทำทุกวันๆ ไม่มีใครบังคับให้ทำหรอก เรียนจากครูบาอาจารย์นิดเดียวเอง ครูบาอาจารย์บอกให้ไปทำอย่างนี้ก็ทำมาตลอด ทีนี้ทำทีแรกยังไม่ได้หลัก หายใจไป พุทโธไป นับเลขไป พอจิตมันเริ่มสงบ การนับเลขก็หายไป สงบมากขึ้น คำบริกรรมก็หายไป เหลือแต่ลมหายใจ สงบมากขึ้น ลมหายใจก็หายไป กลายเป็นแสงสว่างเกิดขึ้นแทน
คราวนี้จิตมันไหลเข้าไปในแสง ไม่เห็น จิตไหลเข้าไปที่แสงสว่าง ไม่รู้ไม่เห็น คราวนี้จิตมันก็หลอน เที่ยวเห็นโน่นเที่ยวเห็นนี่ เที่ยวรู้โน่นรู้นี่ไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็เฉลียวใจ เอ๊ะ เราออกไปรู้ไปเห็นอะไร ไม่เห็นจะมีประโยชน์ มีแต่ทุกข์มีแต่โทษ ไม่เห็นได้เรื่องอะไร ก็เลยเพิ่มกำลังของสติ พอจิตมันจะเคลื่อนเข้าไปที่แสง รู้ทัน จิตมันก็ไม่ไหลไปตามแสง จิตก็ตั้งมั่นขึ้น ค่อยๆ ฝึกไปจนจิตมันตั้งมั่นขึ้นมา ไม่หลงตามอารมณ์กรรมฐานไป
อย่างพวกเรานั่งหายใจ บางทีจิตหลงเข้าไปในลมหายใจ พุทโธ จิตหลงไปอยู่ในคำว่าพุทโธ ดูท้องพองยุบ จิตหลงเข้าไปอยู่ที่ท้อง เดินจงกรม ยกเท้าย่างเท้า จิตหลงไปอยู่ที่เท้า ขยับมือทำจังหวะที่มือ เคลื่อนไหว จิตหลงไปอยู่ที่มือ ถ้าจิตไหลไปอยู่ที่มือ ที่เท้า ที่ท้อง ที่ลมหายใจ ที่คำบริกรรมแล้วไม่รู้ทัน จิตมันจะหลงไปอยู่นิ่งๆ ไปเพ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียวนิ่งๆ เราก็คิดว่านี่คือการปฏิบัติ ที่แท้กำลังหลงอยู่ ไม่ใช่ปฏิบัติหรอก กำลังหลง เรียกว่าหลงเพ่ง หรือทำกรรมฐานไป
บางทีพุทโธๆ เดี๋ยวแป๊บเดียวหนีไปคิดเรื่องอื่นแล้ว เราก็สังเกตจิตตัวเองไปเรื่อย อ้าว นี่หนีไปคิดแล้ว เราทำกรรมฐานไป จิตหนีไปคิดก็รู้ๆ ต่อไปจิตมันจำสภาวะหลงคิดได้ พอสภาวะหลงคิดเกิดปุ๊บ สติรู้ทันเลย อ้าว นี่หลงคิดไปแล้ว นี่สภาวะ พอจิตจำสภาวะได้แม่น สติเกิดเอง สติอัตโนมัติมันเกิดเพราะว่าจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเราเห็นสภาวะบ่อยๆ
ปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเวลาหลับ
เพราะฉะนั้นเราต้องทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วสังเกตสภาวะของจิต แนะนำให้สังเกตสภาวะของจิต แล้วถ้าเราตัดตรงเข้าที่จิตได้ การปฏิบัติมันจะลัดสั้นที่สุด แต่บางคนเข้ามาที่จิตไม่ได้ก็ดูกายไปก่อนไม่เป็นไร ค่อยๆ เดินไป สุดท้ายมันก็เข้ามาที่จิต ครูบาอาจารย์ท่านก็สอนบอกว่าดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้เห็นธรรม ถ้าใช้วิธีอย่างที่หลวงพ่อบอก ทำกรรมฐานอะไรก็ได้ที่เราถนัดแล้วรู้ทันจิตตัวเอง สังเกตจิตตัวเอง พุทโธๆ จิตหนีไปคิด รู้ทัน พุทโธๆ จิตถลำลงไปเพ่งพุทโธ รู้ทัน หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก จิตเผลอไปที่อื่นลืมการหายใจก็รู้ทัน
ทีแรกก็ใช้เวลานานกว่าจะรู้ทัน ฝึกไปเรื่อยๆ จิตมันจำสภาวะที่หลงไปไหลไปได้ มันก็จะรู้ได้เร็วขึ้นๆ สติเราก็จะถี่ยิบขึ้นมา แต่เดิมสติเราเหมือนหลักกิโลเมตร กิโลเมตรหนึ่งก็มีหลักหนึ่ง นานๆ มีทีหนึ่ง ฝึกเรื่อยๆ มันถี่ยิบขึ้นมาเลย มันไม่ใช่รอ 1 กิโลเมตรถึงจะเกิดสติทีหนึ่ง ถี่ยิบเลย ค่อยๆ ฝึกไป เมื่อไรจิตจำสภาวะที่หลงได้แม่นยำ สติอัตโนมัติจะเกิดขึ้น เมื่อไรจิตจำสภาวะหลงได้แม่นยำ สติอัตโนมัติจะเกิดขึ้น เราจำสภาวะหลงได้แม่นยำ เพราะเราเห็นหลงบ่อยๆ เพราะฉะนั้นทำกรรมฐาน จิตหลงไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน หลงอีกรู้อีกๆ จนกระทั่งหลงปุ๊บรู้ปั๊บ
หรือจิตเคยชินที่จะเพ่ง ทำกรรมฐานปุ๊บเพ่งปั๊บเลย พวกที่ทำ ไม่ได้เคยฝึกกรรมฐาน เรียนง่าย พวกที่เคยฝึกกรรมฐานผิดๆ เรียนยาก จิตมันติดล็อกไปแล้ว ใช้เวลามากในการที่จะแก้จิตที่ติดล็อกอยู่ ต้องอดทนมากๆ เลย เวลาพวกที่ติดล็อกพอคิดถึงการปฏิบัติปุ๊บ จิตมันจะไหลเข้าช่องเดิม สมมติ เราดูไม่เป็นเสียอีก สมมุติว่าเราชอบหายใจอย่างนี้ พอเราคิดถึงการปฏิบัติ จิตเราไปจับอยู่ที่ลมหายใจเลย หรือบางทีเราก็เคยชินที่อัดไว้กลางหน้าอก พอคิดถึงการปฏิบัติเมื่อไร อัดเข้ามาทันทีเลย
เมื่อก่อนหลวงพ่อใช้วิธีสังเกตอย่างนี้ อันนี้เป็น Know-how บางครั้งเราภาวนา เราติดสภาวะบางอย่าง แต่เราไม่รู้ว่ามันติดด้วยวิธีไหน มองไม่ออก บางทีจิตมันไปว่างสว่างอยู่อย่างนี้ ภาวนาไปเรื่อยๆ จิตมันว่าง สว่าง สบาย มีแต่ความสุข มันอยู่ข้างนอกเราไม่เห็น ทีนี้ค่อยๆ สังเกตไป จิตมันไปอยู่ข้างนอก รู้สึกตัวทีไรจิตไปอยู่ข้างนอกตรงนี้ทุกทีเลย สว่างว่างอยู่ตรงนี้ ทำอย่างไรดี ดูก็ดูไม่ออกว่าทำไมจิตเป็นอย่างนี้ หลวงพ่อใช้วิธีดูตอนตื่น ตอนที่เรานอนหลับ เราไม่ได้เจตนาปฏิบัติ ตอนเราตื่น ขณะแรกๆ ที่ตื่นเรายังไม่ได้จงใจปฏิบัติ พอเราตื่นมาสักครู่หนึ่ง เราคิดว่าเราจะปฏิบัติธรรมแล้ว จิตมันจะเคลื่อนเข้าไปสู่จุดที่เคยชิน จะไหลไปอยู่ที่จุดที่เคยชิน มันเคยชินที่จะไหลออกไป มันก็ไป เคยชินที่จะไหลเข้ามากลางหน้าอก มันก็มา
หลวงพ่อใช้วิธีสังเกตตอนตื่นนอน เพราะตอนตื่นนอน ตอนที่เรานอนหลับนี่จิตใจเราไม่มีมารยา นักปฏิบัติตัวมารยามาก เราก็ดูตัวเองไม่ออก มันมารยา คล้ายๆ มันดัดจริตทั้งวันทั้งคืน ดูตัวเองไม่ออกเลยว่าดัดจริตอยู่ แต่ตอนที่ตื่นนอนมันยังไม่ได้ปลอม ยังเป็นตัวธรรมดา ตัวดั้งเดิมของเรา ฉะนั้นตอนที่ตื่นนอนเป็นนาทีสำคัญของการปฏิบัติ ตื่นนอน อย่ามัวแต่บิดขี้เกียจไปมาอะไรอย่างนี้ เสียโอกาสทอง ฉะนั้นตื่นปุ๊บแล้วพอคิดถึงการปฏิบัติปั๊บ จิตมันจะทำงานทันทีเลย มันจะเคลื่อนเข้าไปในช่องเดิม จะไหลเข้าช่องเก่า เช่น ไหลเข้าไปตรงนี้ปุ๊บ บางคนก็ไหลมานี่ปุ๊บ เคยชิน
ถ้าเราเห็นจิตที่มันเคลื่อนไปในทิศทางต่างๆ ไปทำงานตรงนั้นตรงนี้ ถ้าเราเห็นจิตที่เคลื่อน จิตที่เคลื่อนมันจะดับ แล้วจิตที่ตั้งมั่นมันจะเกิดขึ้นแทนที่ ฉะนั้นเวลาที่ตื่นนอนอย่าเอาแต่บิดขี้เกียจ อย่าเอาแต่คิดโน่นคิดนี่ ส่วนใหญ่คิดลามก โดยเฉพาะหนุ่มๆ สาวๆ แล้วพอตื่นนอนปุ๊บ ถ้าคิดถึงการปฏิบัติเมื่อไร สังเกตให้ดี ทันทีที่คิดถึงการปฏิบัติจะเกิดการดัดแปลงจิตใจขึ้นทันทีเลย ให้รู้ทันตัวนี้ ถ้ารู้ทันได้เราจะรู้เลยว่า โอ้ย ทั้งวันมีแต่ตัวปลอม ไม่มีตัวจริงสักที หัดสังเกตเอาๆ
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติเราจะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งถึงเวลาหลับ ทั้งวันคือเวลาปฏิบัติ ยกเว้นเวลาที่จำเป็น ทำงานที่ต้องคิดอย่างนี้ปฏิบัติไม่ได้ สติไปอยู่กับงาน เป็นสติโลกๆ สมาธิไปอยู่กับงาน ก็เป็นสมาธิโลกๆ ปัญญาไปอยู่กับงาน ก็เป็นปัญญาโลกๆ เวลาที่เหลือที่ไม่ได้ทำงานที่ต้องคิดกับไม่ได้นอนหลับ อย่าทิ้งเปล่าๆ หัดปฏิบัติไปให้เคยชิน มีเวลาปุ๊บคิดถึงการปฏิบัติปั๊บ สังเกตไปเลย จิตใจเรามันทำงานอย่างไรคอยรู้เท่าทันมัน
ที่พูดอันนี้ละเอียดหน่อยเพราะว่าเมื่อเช้าไปเห็นพระองค์หนึ่งภาวนามา 30 กว่าปีแล้ว จิตก็ยังล็อกอยู่ที่เดิม ดีขึ้นๆ ใช้เวลาเรียนเป็นเดือนแล้วก็เริ่มดีขึ้น แต่ยังเคยชิน จิตจะเป็นอย่างนี้ตลอดเวลาเลย ดูไม่ออกว่ามันเข้าไปอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ให้ดูตอนที่ตื่นนอน จับหลักตัวนี้ ไปสังเกตดู พอตื่นนอนแล้วเราคิดถึงการปฏิบัติปั๊บมันจะเข้าช่องเดิมนี่ล่ะ ถ้ารู้ทันมันจะไม่ไหลเข้าไป จิตที่ตั้งมั่นจะเกิดขึ้นแทนที่ สำหรับพวกติดเพ่ง แก้ยาก ฉะนั้นพวกที่ภาวนามากๆ ติดเพ่ง กว่าจะแก้ได้แต่ละคนใช้เวลา
เตือนตนด้วยตนเอง อย่าให้ประมาท
ส่วนพวกไม่ได้เรื่อง ไม่เคยฝึก ไม่ปฏิบัติ พวกนี้ถ้าลงมือปฏิบัติมันไม่มีอะไรต้องแก้ แก้อย่างเดียวคือแก้ขี้เกียจ ถ้าขยันคงปฏิบัติไปแล้วล่ะ แต่ส่วนใหญ่ขี้เกียจ ก็ต้องไม่ขี้เกียจ ขยันเข้า เตือนตัวเองตลอดเวลา ชีวิตเราสั้นลงตลอดเวลา สั้นลงทุกวันๆ แป๊บหนึ่งก็เดือนหนึ่ง นี่จะผ่านไปอีกปีหนึ่งแล้ว ผ่านไป 1 ปีเราได้อะไรมาบ้าง ได้แต่กิเลสตัณหาหรือว่าเราได้พัฒนาจิตใจบ้าง สอนตัวเองไปเรื่อยๆ เตือนตัวเองไปเรื่อยๆ ไม่มีใครเขามาเตือนเราหรอก วิญญูชนต้องเตือนตัวเอง เตือนตนด้วยตนเอง เตือนอย่าให้ประมาท พวกที่ไม่เคยปฏิบัติพวกประมาท เพราะฉะนั้นต้องมาเตือนตัวเองบ่อยๆ ชีวิตเหลือน้อยแล้ว
ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านบอกดี หลวงปู่เทสก์ท่านบอกพวกขี้เกียจมีเวลาปฏิบัตินับไม่ถ้วนเลย เดี๋ยวตายแล้วมันก็ไปเกิดอีก มีเวลาอีกแล้ว เวลาไม่รู้จักจบ เวลาเป็นอนันต์ไม่มีวันจบสิ้น เพราะไม่ได้ปฏิบัติสักที ก็เหลวไหลอย่างไรก็ยังเหลวไหลอย่างนั้นไปเรื่อยๆ ไปเจอพระศรีอาริย์ก็ยังเหลวไหล ฟังธรรมะ พระศรีอาริย์ก็ไม่รู้เรื่องอีกล่ะ เพราะใจมันขี้เกียจ ใจมันไม่อยากปฏิบัติ
ฉะนั้นปลุกใจตัวเองให้มันเข้มแข็งก่อน ต้องสู้ อยากได้ของดีต้องอดทน ต้องต่อสู้ อย่าเอาแต่เผลอๆ เพลินๆ สนุกๆ ไปวันๆ หนึ่ง สนุกไปวันหนึ่งๆ ว่างเปล่า สุดท้ายว่างเปล่า หลวงพ่อตั้งแต่วัยรุ่นมา หลวงพ่อไม่ยุ่งกับคน ไม่ชอบยุ่งกับใครเลย ให้ไปนั่งคุยงานชุมนุมศิษย์เก่า ไปนั่งคุย ไม่เอา รู้สึกเสียเวลา ไม่เห็นมีประโยชน์เลยไปนั่งคุยหัวเราะกันเอิ๊กๆ อ๊ากๆ เสร็จแล้วก็เหมือนเดิม ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น หมดเวลาไปแต่ละวันๆ เอาแต่คุย เอาแต่เล่น เอาแต่เพลิน
ฉะนั้นหลวงพ่อจะไม่ยุ่งกับคนเลย หลวงพ่อไปเรียนหนังสือหรือไปทำงาน เสร็จแล้วกลับบ้าน ไม่ไปเถลไถลที่อื่นเลย ไม่อยากยุ่งกับคนอื่น งานสังคมถ้าไม่จำเป็นจะไม่ไป ไปเฉพาะงานศพ งานอื่นไม่ไปหรอก เสียเวลา อย่างงานแต่งงานไม่ไป ไปทำไม ถึงเราไม่ไปเขาก็แต่ง ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเลย เอาเวลามาอยู่กับตัวเอง มาฝึกตัวเอง แล้วมันให้ผลที่คุ้มค่า เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเขาก็ใช้ชีวิต เขาบอกใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ สนุกเต็มที่ สุดเหวี่ยง รู้สึกใช้ชีวิตคุ้มค่า ถึงวันนี้ก็เป็นตาแก่เป็นยายแก่ ตายไป 1 ใน 3 แล้วกระมัง ตายไป 30 – 40 คนแล้วรุ่นหลวงพ่อ ไม่มีอะไร ไม่ได้อะไรไป
ในขณะที่เราตั้งอกตั้งใจศึกษาปฏิบัติของเรามาเรื่อยๆ เรามีธรรมะเป็นเครื่องอยู่ มีธรรมะเป็นเพื่อน มีความสุข มีความสงบอยู่กับตัวเอง เราเลือกวิถีทางของตัวเอง เราเลือกที่จะยุ่งอยู่กับโลก เราก็ได้อยู่กับโลก เรายุ่งวุ่นวาย ศึกษาค้นคว้าอยู่ที่กายที่ใจของตัวเอง เราก็จะได้พ้นจากโลก เราก็เลือกเอาเอง นี่กฎแห่งกรรม วุ่นวายอยู่กับโลกก็ได้โลก สนใจศึกษาธรรมะก็ได้ธรรมะ เลือกเอาเอง ไม่มีใครบังคับกันได้หรอก เพราะฉะนั้นหลวงพ่อไม่ได้ว่า บางคนจะขี้เกียจอะไร ไม่ว่าหรอก ก็ปล่อยแล้วแต่เวรแต่กรรม ถ้าคนไหนภาวนาจะเมตตามาก คนไหนขี้เกียจ หลวงพ่ออุเบกขา เฉยๆ ธรรมดา สังสารวัฏมันยาว เรายังไม่เข็ดความทุกข์ ยังไม่เห็นทุกข์ ไม่รู้ว่าเกิดทีไรก็ทุกข์ทุกที
เมื่อวานคุยกับครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง พระเถระองค์หนึ่ง พูดเรื่องภาวนากับท่าน บอกสังเกตไหม ทุกคราวที่จิตกระทบอารมณ์ จิตมีภาระเกิดขึ้น เมื่อตาเห็นรูป จิตมีภาระเกิดขึ้น หูได้ยินเสียง จิตก็มีภาระ จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด จิตก็มีภาระ เกิดการทำงานขึ้นมา ดูไปเรื่อยๆ ก็จะเห็น จิตนี้ พอจะห้ามมันกระทบอารมณ์ก็ไม่ได้ กระทบแล้วจะห้ามไม่ให้กระเทือนก็ไม่ได้ จิตนี้เป็นตัวทุกข์ เป็นตัวมหันตทุกข์ พอดูไปเรื่อยๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์ทีไร จิตมันต้องดิ้นรนทำงาน จิตมันทุกข์ทุกทีเลย
บอกถ้าเห็นอย่างนี้ได้ ถึงจุดหนึ่งจิตมันจะปล่อยวางจิตได้ ก็มันเป็นตัวทุกข์ จะเอามันไว้ทำไม ที่เราปล่อยวางไม่ได้เพราะเราไม่เห็นตัวทุกข์ อย่างเราปล่อยวางร่างกายเราไม่ได้ ปล่อยวางตาเราไม่ได้ เพราะเรารู้สึกตามันนำความสุขมาให้ พาให้เห็นโน่นเห็นนี่ เราปล่อยวางหูไม่ได้ เพราะหูนำความสุขมาให้ ได้ยินเพลงเพราะๆ ได้ยินคำชมอะไรอย่างนี้ เราปล่อยวางจมูกไม่ได้ เพราะเรารู้สึกจมูกนำความสุขมาให้ ปล่อยวางลิ้นไม่ได้ เพราะลิ้นนำความสุขมาให้ ปล่อยวางร่างกายไม่ได้ เพราะรู้สึกร่างกายนำความสุขมาให้
ถ้าภาวนาเรื่อยๆ จะเห็นเลยนอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นของไม่เที่ยง เป็นของไม่ยั่งยืน เป็นของที่บังคับควบคุมอะไรไม่ได้จริง เห็นแล้วค่อยๆ เบื่อ มันจะเบื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย พอมันเบื่อตา หู จมูก ลิ้น กาย มันก็เบื่อโลก เบื่อรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะทั้งหลาย ใจมันก็พ้นจากโลกที่เราคุ้นเคยนี้ เรียกกามาวจร ถัดจากนั้นมันเป็นโลกทางใจ โลกที่จิตสร้างขึ้นมา แต่ถ้าเราเห็นจิตกระทบอารมณ์ทีไรก็ทุกข์ทุกที มันปล่อยวางจิตได้ๆ ก็ปล่อยวางโลกทั้งหมดได้
ตราบใดที่เรายังถูกกิเลสครอบงำอยู่
ต้องสู้ด้วยสติด้วยปัญญา
เส้นทางปฏิบัติมีอยู่ ไม่ยากเกินไป อันแรกเลย ต้องมีใจต่อสู้ ถ้ามีแต่ใจที่ยอมแพ้อ่อนแอแพ้กิเลส ไม่ต้องพูดเรื่องปฏิบัติแล้ว มันทำไม่ได้ ถ้ามีใจเข้มแข็งคิดจะต่อสู้ เวลาที่ต่อสู้แพ้บ้างชนะบ้าง ล้มลุกคลุกคลาน อันนั้นเป็นเรื่องปกติ สู้ไปแล้ววันนี้แพ้กิเลส รู้ตัว อ้อ นี่แพ้กิเลสแล้ว วันต่อไปจะไม่ยอมแพ้ จะต้องสู้ให้ดีกว่านี้อีก ให้มันเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่านี้อีก ฝึกตัวเอง ต้องเข้มแข็ง ต้องคิดต่อสู้ ไม่ใช่คิดพึ่งครูบาอาจารย์หรือคิดพึ่งคนอื่น อย่างถ้ามาเรียนกับหลวงพ่อแล้วคิดจะพึ่งหลวงพ่อ บางคนถ้าคุ้นๆ หลวงพ่อด่าเช็ดเลย เมื่อไรมันจะหายโง่ ตนเป็นที่พึ่งของตน ไม่ใช่มาพึ่งหลวงพ่อ พึ่งได้อย่างไร หลวงพ่อก็บอกให้ว่าทำอย่างนี้ๆ แล้วตัวเองไม่ทำ ฉะนั้นใจของเราต้องกล้าหาญ ต้องฮึกเหิมที่จะสู้กับกิเลส ถ้าใจเราเริ่มต้นก็ยอมแพ้แล้ว อย่างไรก็แพ้ ถ้าใจเราคิดต่อสู้ วันนี้แพ้ พรุ่งนี้อาจจะชนะ ไม่ยอม
หลวงพ่อภาวนา ตอนนั้นยังเป็นโยมอยู่ หลวงพ่อเห็นจิตไม่อิสระ จิตถูกขังอยู่ เหมือนอยู่ในแคปซูลอันหนึ่ง ถูกขัง แคปซูลนี้ทั้งเหนียว ทั้งหนา ทั้งแข็งแรง กำหนดจิตเพ่งลงไป เพ่งแบบฟ้าผ่าเปรี้ยงลงไป มันกระเทือนนิดเดียวก็ปิดใหม่ ทำอย่างไรก็ทำลายมันไม่ได้ รู้สึกเราเกิดมาในคุก จิตเราไม่อิสระ จิตเราถูกขังอยู่ เราเกิดในคุก เราโตมาในคุกแล้วเราจะยอมตายในคุกนี่หรือ ยอมไม่ได้ อย่างไรต้องแหกคุกนี้ให้ได้ ใจมันอย่างนี้ มันถึงสู้
ถ้าพวกเราเดินจงกรมเมื่อยแล้ว ท้อแท้ ภาวนานิดๆ หน่อยๆ ท้อแท้ โอ๊ย ฟังแล้ว มันไม่มีเลือดนักสู้เลย ใช้ไม่ได้ มันต้องสู้ ตราบใดที่เรายังถูกกิเลสครอบงำอยู่ ต้องสู้ ยอมแพ้ไม่ได้ สู้ด้วยสติด้วยปัญญา ไม่ได้สู้ด้วยกำลัง มีสติรู้ทัน สภาวะอะไรเกิดขึ้น รู้ทันไป สภาวะอะไรกำลังมีกำลังเป็น รู้ทันไป รู้ไปเรื่อยๆ พอเราเห็นสภาวะที่ดี สภาวะที่สุข สภาวะที่สงบ จิตเรายินดีพอใจ ให้รู้ทัน ยินดีพอใจในความสุข ความสงบ ความดี ก็ยังใช้ไม่ได้ พอจิตเราชั่ว เราไม่ชอบ จิตเราทุกข์ เราไม่ชอบ ให้รู้ทัน จิตเราชอบสภาวะอย่างนี้ก็รู้ จิตเราไม่ชอบสภาวะอย่างนี้ก็รู้ หัดรู้ไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นทีแรกรู้สภาวะที่เกิดขึ้น ถัดจากนั้นรู้ได้ละเอียดขึ้นคือรู้ปฏิกิริยาของจิตต่อสภาวะอันนั้น อย่างโทสะเกิดขึ้น คนทั่วไปมันไม่เห็นโทสะเกิด มันเห็นแต่คนที่ทำให้เราเกิดโทสะ ของเรานักปฏิบัติ พอโทสะเกิด เรารู้ทันจิตโกรธแล้ว ความโกรธเกิดขึ้นแล้ว นี่ระดับหนึ่ง ถัดจากนั้นถ้าเราฝึกไปชำนาญเราจะเห็นเลย พอความโกรธเกิด เราอยากให้มันหาย เราไม่ชอบ ให้รู้ทันที่ไม่ชอบ ความโกรธนั้นเป็นอดีตแล้ว ความไม่ชอบเป็นปัจจุบัน ให้รู้ใจไม่ชอบความโกรธแล้ว ความทุกข์เกิดขึ้น ใจเราไม่ชอบความทุกข์ ทีแรกรู้ว่ามีความทุกข์เกิดขึ้น อันนี้ดี พอรู้ว่ามีความทุกข์เกิดขึ้นแล้วใจไม่ชอบความทุกข์ ให้รู้ที่ใจไม่ชอบความทุกข์
ภาวนา ค่อยๆ ตัดตรงเข้าหาจิตให้มากขึ้นๆ เข้าใกล้จิตให้เยอะขึ้นๆ ทีแรกเห็นอารมณ์ข้างนอก เห็นผู้หญิงสวย คนทั่วไปมันจะไปมองผู้หญิงสวย เราเห็นผู้หญิงสวย จิตเราเกิดราคะ เกิดเรารักเขาเสียแล้ว เรารู้ทันว่าจิตเรารักแล้ว ถัดจากนั้นเราก็เห็นอีก ไม่ดีเลย จิตมีกิเลส จิตมีราคะ เมื่อไรมันจะหายสักที เมื่อไรมันจะเลิกบ้ากามเสียที จิตมีโทสะ ไม่ชอบ ไม่ชอบราคะ อันแรก ผู้หญิงเป็นอารมณ์กรรมฐานอันที่หนึ่ง เป็นอารมณ์ที่หนึ่ง ผู้หญิงเป็นอารมณ์ที่หนึ่ง อันที่สอง ราคะเป็นอารมณ์ อันที่สาม ความไม่ชอบราคะ เป็นอารมณ์ปัจจุบัน เป็นปัจจุบันซ้อนๆๆ เข้ามา ก็เห็นผู้หญิง อันนี้อารมณ์ข้างนอก จิตเกิดราคะ รู้ว่ามีราคะ จิตไม่ชอบราคะ รู้ว่าไม่ชอบราคะ อยากให้ราคะหายไป รู้ว่าอยาก
เรียนรู้ตัวเอง เรียนลึกๆ ลึกๆ เข้าหาจิตใจ ไม่ใช่ส่งจิตเพ่งเข้าไปหาจิต อย่าไปเพ่งใส่จิต นั่งแก้กันลำบากเลย ให้รู้ทันทีละช็อตๆๆ อย่างที่หลวงพ่อบอก เห็นผู้หญิงสวย ใจเราชอบ มีราคะเกิดขึ้น รู้ว่ามีราคะ เรารู้ว่ามีราคะแล้วเรารู้สึกไม่ดีเลย นี่มันกิเลส อยากให้มันหายไป เราไม่ชอบมัน รู้ว่าไม่ชอบ อยากให้มันหายไป รู้ว่าอยาก นี่หัดดูจิตดูใจ ดูให้มันละเอียดให้มันประณีตลึกซึ้งขึ้นเป็นลำดับๆ เสร็จแล้วพอเราดูเข้าถึงอยาก ชอบไม่ชอบ ดูเข้าถึงชอบไม่ชอบ ชอบไม่ชอบดับ ความอยากก็ไม่มี ถ้ามันชอบมันก็จะเกิดความอยาก อยากได้มา อยากรักษาเอาไว้ ถ้าเกิดภาวะไม่ชอบ มันก็อยากให้หมดไปสิ้นไป
ถ้าเราใจเราชอบอันนี้ รู้ทัน ใจเราไม่ชอบอันนี้ รู้ทัน รู้ทันตรงนี้ ชอบไม่ชอบดับ ความอยากจะไม่มี เมื่อความอยากไม่มี จิตจะเข้าสู่ความสงบสันติ จิตจะไม่ปรุงต่อ จิตจะหยุดความปรุงแต่งได้ชั่วครั้งชั่วคราว ฝึกเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งจิตจะพ้นจากความปรุงแต่งได้ ยากไหม ไม่ยากหรอกถ้าลงมือปฏิบัติ แต่ถ้าใจอ่อนผัดไปผัดมา กี่ชาติมันก็ทำไม่ได้ หรือติดเพ่งอย่างนี้ กี่ชาติมันก็เพ่งอยู่อย่างนั้นล่ะ
เมื่อก่อนหลวงพ่อเคยไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง เป็นด็อกเตอร์ ขยันภาวนา ชอบไปเดินจงกรม หลวงพ่อก็เคยเห็นเขาเดินจงกรม เขาเดินเพ่งร่างกายไปเรื่อยๆ บอกอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง มีอีกทีหนึ่งไปเห็นเขา หลายปีผ่านไป ไปเห็นเขาเดินจงกรมอยู่ที่ปฏิบัติแห่งหนึ่ง เห็นแล้วสงสาร เขาเดินเหมือนเดิม เลยบอกเขาว่าเมื่อหลายปีก่อนจิตเป็นอย่างนี้ อีกหลายปีข้างหน้าจิตก็จะเป็นอย่างนี้อีก คือมันเคยเพ่ง มันเคยชินจะเพ่ง มันก็เพ่งอยู่อย่างนั้นล่ะ เขาก็สะเทือนใจ ค่อยมายอมเรียนว่าการเพ่งเป็นอย่างไร การเพ่ง
ถ้าดูตอนไหนดูไม่ออก ดูตอนตื่นนอนนั่นล่ะ เราคิดถึงการปฏิบัติเมื่อไร จิตมันจะเข้าล็อกเดิมเลย เคยเพ่งอย่างไรมันจะเข้าช่องเก่านั่นล่ะ ใช้สังเกตเอา ฉะนั้นศัตรูของเราที่ขวางการปฏิบัติเราคือเผลอกับเพ่ง เผลอคือหลงไป ลืมอารมณ์กรรมฐาน อันที่สอง เพ่งคือจ้องลงไปนิ่งๆ อยู่กับอารมณ์กรรมฐาน 2 ตัวนี้ ตัวอัปมงคล ทำให้เราข้ามภพข้ามชาติไม่ได้สักที ถ้าคิดสู้มัน
ถ้าคนไม่เคยปฏิบัติ สังเกตจิตใจของตัวเองเป็นช็อตๆ ไปเลย ตาเห็นผู้หญิงสวย อย่ามัวแต่ดูผู้หญิง หรือเห็นหนุ่มหล่อ อย่ามัวแต่ดูหนุ่มหล่อ ใจเราชอบ รู้ว่าชอบ ใจเราชอบแล้วเรา เฮ้ย นี่มันกิเลส เราไม่พอใจกิเลสนี้แล้ว ไม่ชอบกิเลส ให้รู้ทันอีก ถ้าเรารู้ไม่ทันเราจะเกิดความปรุงแต่ง ทำอย่างไรจะเลิกชอบ ทำอย่างไรจะละราคะได้ ทำอย่างไรจะละกิเลสได้ มันจะเกิดคำว่าทำขึ้นมา ทำอันนี้ถูกไหม ทำอย่างนี้จะถูกไหม หรือทำอันนี้จะดีไหม ในหัวจะเต็มไปด้วยคำว่าทำ ตราบใดที่ยังคิดถึงคำว่าทำอยู่ ทำอย่างไรจะดี ทำอย่างไรจะถูก ยังไม่เข้าใจการปฏิบัติหรอก
ไม่ต้องทำอะไร รู้อย่างที่มันกำลังเป็น รู้ลงปัจจุบันให้ได้เท่านั้นล่ะ นี่สำหรับคนที่ไม่เคยทำ ส่วนพวกเคยทำพวกติดเพ่ง ไปดูตอนตื่นนอน มันจะเข้าช่องเดิม สังเกตจิตใจตัวเองไปเรื่อยๆ สังเกตไป มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีใจก็คิด ไม่ได้ห้ามดู ห้ามฟัง ห้ามคิด มีตาเห็นดอกไม้สวย อยากเอาไปปลูกที่บ้าน รู้ทัน เห็นดอกไม้สวย ใจมันชอบ ชอบแล้วอยากได้ รู้ทันเป็นช็อตๆๆ เข้ามา ฝึกเรื่อยๆ ไม่นานก็เก่ง ส่วนพวกติดเพ่งก็ไปสังเกตตอนตื่นนอน จิตมันจะเข้าร่องเดิม พอเรารู้ทัน เข้าตรงนี้มันก็จะไม่เข้าแล้วมันก็หลุดแล้ว กว่าจะสรุปออกมาได้ ภาวนา มันไม่มีในตำรับตำราอะไรหรอก ค่อยๆ สังเกต ค่อยๆ ดูไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เรียนรู้จากจิตตัวเองนี่ล่ะ แล้วถึงเอามาบอกพวกเราได้ ไปทำเอา ค่อยๆ ฝึกไป
ทำกรรมฐานแล้วคอยรู้ทัน
เราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญาอัตโนมัติ
อยู่กับกรรมฐานต้องมีวิหารธรรม อยู่แล้วก็ไม่ใช่เพื่อบังคับให้จิตนิ่ง มีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ของจิต เอาไว้เป็นเครื่องสังเกตจิต ไม่ได้เอาเป็นเครื่องทำให้จิตนิ่ง เช่น เราหายใจเข้าพุทออกโธเป็นเครื่องสังเกตจิต หายใจเข้าพุทออกโธ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน ไม่ดึงคืน รู้เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไรต่อ รู้แล้วจบลงที่รู้ หรือจิตเราถลำไปเพ่งลมหายใจ รู้ทัน ทำกรรมฐานอันหนึ่งแล้วคอยรู้เท่าทันจิตตัวเอง จิตหลงไปจากกรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน ฝึกตัวนี้ให้มากเลย นี่เป็นพื้นฐานเลย เป็นเบสิกที่สำคัญมากเลย
เมื่อก่อนตอนหลวงพ่อเข้ามหาวิทยาลัย เข้าจุฬาฯ ปีหนึ่ง ไปเข้าชมรมฟันดาบ มันมีท่าดาบเยอะแยะเลย กระบวนท่า แต่มีท่าสำคัญอันหนึ่ง ท่าเบสิก เรียกท่าเบสิก ท่าจรดดาบนี่ล่ะ ใครๆ เขาฝึก เขาฝึกได้หลายท่าแล้ว หลวงพ่อฝึกแต่ท่าเบสิก ตีกันทีไรเราชนะทุกทีเลย เขามัวแต่ร่ายรำ พอเขาเคลื่อนไหวเราก็เห็นจุดอ่อนแล้ว ก็ซัดจุดอ่อนเลย เพราะฉะนั้นเราอยู่กรรมฐาน เบสิกสำคัญที่สุด ทำกรรมฐานไป จิตหนีไป รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ทำตัวนี้ได้ แล้วเก่งเอง ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่รู้ ไม่เห็น ทำไม่ได้อะไรอย่างนี้ พื้นฐานให้ดีแล้วมันเก่งเองล่ะ ส่วนอย่างรำกระบี่ท่าโน้นท่านี้ กระบี่ทุกท่ามีจุดอ่อนทั้งหมด เวลาเราภาวนาก็เหมือนกัน เราทำอะไรขึ้นมาทีไร นั่นล่ะมีจุดอ่อนแล้ว เราหลงในโลกของความปรุงแต่งแล้ว
เพราะฉะนั้นอยู่กับกรรมฐาน แล้วอย่าบังคับตัวเอง จิตหนีไป รู้ทัน จิตถลำไปเพ่ง รู้ทัน ฝึกตัวนี้ให้มากที่สุดเลย ทำให้ได้ทั้งวันเลย ทำไป 7 เดือน 7 ปี 7 วัน อะไรก็ทำไปเถอะ ที่เหลือมันมาเอง ที่เหลือมันจะมาเอง พอจิตเราไหลไปคิด รู้ทัน จิตไปเพ่ง รู้ทัน รู้ได้เร็วขึ้นๆ ตัวที่รู้ทันคือตัวสติ เห็นไหมเราได้ตัวสติแล้ว พอกิเลสเกิดขึ้น สติรู้ทัน เราไม่ทำผิดศีลแล้ว เราได้ศีลอัตโนมัติแล้ว
พอจิตเราไหลไป เรารู้ทัน จิตก็ไม่ไหล จิตก็ตั้งมั่น เราก็ได้สมาธิอัตโนมัติแล้ว เราทำ กรรมฐานอยู่ จิตไหลไปหรือจิตถลำไปเพ่ง จิตที่ตั้งมั่นก็ไม่เที่ยง จิตที่ไหลไปก็ไม่เที่ยง จิตที่เพ่งอยู่ก็ไม่เที่ยง จิตจะตั้งมั่นก็สั่งไว้ไม่ได้ บังคับไม่ได้ จิตจะหลงไปคิดลืมกรรมฐานก็ห้ามไม่ได้ จิตจะเพ่ง มันก็เพ่งไปตามความเคยชิน ห้ามไม่ได้ จิตมันเป็นอนัตตา ฉะนั้นเบสิกที่หลวงพ่อสอน ทำกรรมฐานแล้วคอยรู้ทัน เราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญาอัตโนมัติ ปัญญาคือเห็นไตรลักษณ์
ฉะนั้นอย่านึกว่ากระบวนท่าเบสิกนี่ง่ายเกินไป ทำตัวนี้ได้เราจะได้ทุกตัวเลย ได้สติตัวเดียว สติที่ถูกต้อง สติรู้กายรู้ใจคือสติปัฏฐาน เราจะได้ศีล เราจะได้สมาธิ เราจะได้ปัญญา เมื่อศีล สมาธิ ปัญญาแก่รอบแล้ว อริยมรรคจะเกิดขึ้นเอง ไม่มีใครสร้างอริยมรรคได้ อริยมรรคเกิดเองเมื่อศีล สมาธิ ปัญญาของเราสมบูรณ์แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์ได้เพราะสติ สติเราเข้มแข็งขึ้นได้เพราะการเจริญสติปัฏฐาน
มีเครื่องอยู่แล้วสังเกตจิตตัวเองให้ออก จิตไหลไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน ต่อไปพอจิตเคลื่อนนิดเดียว เราเห็นแล้ว สติเกิด ศีลมันก็เกิด จิตเราเข้าสู่ความเป็นปกติ ไม่ถูกกิเลสครอบงำ แล้วจิตมันก็จะตั้งมั่นขึ้นมา เราจะมีสมาธิที่ถูกต้อง แล้วเราก็จะเห็นจิตมันทำงานได้เอง มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา เราภาวนาเรื่อยๆ เราจะรู้จิตนั้นล่ะคือตัวทุกข์ ที่สุดแห่งทุกข์ก็ตรงที่เห็นทุกข์นั่นล่ะ
วันนี้เทศน์ให้ฟังเล็กน้อย เทศน์แค่นี้ทำหลายสิบปีบอกให้ ถ้าทำ หลวงปู่ดูลย์จะเทศน์บางเรื่องให้หลวงพ่อฟัง หลวงพ่อใช้เวลา 22 ปี 22 ปีกว่าจะทำได้อย่างที่ท่านบอก ขนาดทำทุกวัน ไม่ใช่ทำบ้างไถลบ้าง ไม่ใช่ ธรรมะไม่ใช่เรื่องลึกลับ ธรรมะเป็นของประณีตลึกซึ้ง ไม่ใช่ลึกลับ เพราะว่าถ้าใครมีความเพียร ทำถูกต้อง ทำต่อเนื่อง ทำมากพอ ก็จะเห็นธรรมะอันเดียวกัน มันไม่ใช่ของลึกลับ แต่มันประณีต มันลึกซึ้ง คนกิเลสหนาปัญญาหยาบเข้าไม่ถึง เราก็ค่อยๆ รู้เท่าทันกิเลสตัวเองไป อ่านจิตตัวเองเรื่อยๆ มันจะชนะกิเลส จิตเราก็จะสะอาดประณีตมากขึ้นๆ เมื่อจิตเราสะอาด ถึงที่สุดเราก็จะเห็นที่สุดของความทุกข์แล้ว
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ 10 โมงพอดี หลวงพ่อแก่ลงเรื่อยๆ แรงน้อยลงเรื่อยๆ แล้ว อีกหน่อยจะเทศน์เหมือนครูบาอาจารย์แล้ว เทศน์ 20 นาที ฉะนั้นรีบช่วยตัวเองให้มากที่สุด เดี๋ยวหลวงพ่อสอนได้น้อยลงๆ ตามธรรมชาติ แต่ที่สอนดุเดือดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะว่าคล้ายๆ น้ำมันงวดลงเรื่อยๆ มันเข้มขึ้นทุกที เดี๋ยวนี้เวลาสอน ไม่มีไว้หน้าเลยทั้งพระทั้งโยม ยิ่งพระยิ่งเอาหนักเลย ไปได้แล้วๆ
วัดสวนสันติธรรม
23 พฤศจิกายน 2568