ช่วยตัวเองให้มาก ไม่มีใครช่วยเราได้หรอก ศรัทธาของปุถุชนเป็นศรัทธาที่กลับกลอก เดี๋ยวก็ศรัทธา เดี๋ยวก็ไม่ศรัทธา พยายามปลูกศรัทธาไว้ในใจเรา ไม่ใช่ศรัทธางมงาย อย่างเราคบคนซึ่งมีศรัทธาแน่นแฟ้นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คบคนอย่างนี้เราก็ดึงดูดกัน เราไปคบคนไม่มีศรัทธา เดี๋ยวเราก็เตลิดเปิดเปิงไป ที่ศรัทธาเรายังกลับกลอกเพราะว่าเรายังไม่ได้เห็นคุณค่าของธรรมะ ถ้าเราลงมือปฏิบัติ เบื้องต้นยังไม่เชื่อก่อนก็ได้ แต่ลองปฏิบัติดูตามหลักที่พระพุทธเจ้าสอน แล้วเดี๋ยวเราศรัทธาเอง
หลวงพ่อตั้งแต่เด็กๆ อยู่ในบ้านที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เช้าๆ ก็ออกไปใส่บาตรหน้าบ้าน บ้านอยู่ริมคลองโอ่งอ่าง ใกล้ๆ วรจักร เช้าๆ มีหน้าที่แบกโต๊ะตัวหนึ่งไปตั้งหน้าบ้าน ผู้ใหญ่เขาไปใส่บาตร เราก็คอยส่งดอกไม้ให้อะไรให้ เห็นพระมาบิณฑบาต ถึงวันพระผู้ใหญ่เขาก็ไปวัดไปฟังเทศน์ ตอนนั้นไปฟังวัดโพธิ์ ส่วนใหญ่วัดโพธิ์ ก็นั่งรถรางไป เราอยู่ในแวดวงของผู้ใหญ่ที่เขาเป็นชาวพุทธ เราก็พลอยอยู่ในบรรยากาศที่สงบร่มเย็น ได้ซึมซับทีละเล็กทีละน้อย ผู้ใหญ่เขาก็ไม่ได้เคี่ยวเข็ญ อย่างไปวัดบางทีพระเทศน์ไม่สนุกเราก็ไปวิ่งเล่นกับพวกเด็กๆ บ้านอื่น ตอนไหนมีนิทานชาดกอะไรก็รีบเข้ามาฟัง ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง คุ้นกับพระ
เดี๋ยวนี้บรรยากาศอย่างนี้มันไม่มี เด็กรุ่นนี้พ่อแม่ไม่ว่าง ไม่รู้ประเทศเราเจริญอย่างไร เมื่อก่อนพ่อบ้านทำงานคนเดียวเลี้ยงลูกได้ตั้งโหล เดี๋ยวนี้ลูกคนเดียวเลี้ยงไม่ค่อยไหวเลย แต่ก่อนผู้ชายออกไปทำงานคนเดียว ผู้หญิงอยู่บ้านทำงานบ้าน งานหนักไม่ใช่งานเบา ตอนนี้ออกไปทำงานกันทั้ง 2 คนเลย มีลูกคนหนึ่งก็ยังไม่พอกิน ทำไมมันกินอะไรกันเยอะแยะนักก็ไม่รู้ ไม่รู้มันเจริญขึ้นหรือมันย่ำแย่ลงนะชีวิต เหมือนเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีข้าวของอะไรต่ออะไรให้ใช้เยอะแยะ ให้บริโภคเยอะแยะ แต่ชีวิตวุ่นวายมากขึ้น ลำบากมากขึ้น เด็กไม่ได้อยู่กับพ่อกับแม่ แต่ก่อนปู่ย่าตายายก็มี พ่อแม่ไม่ว่างปู่ย่าตายายก็เลี้ยง ก็ถ่ายทอดเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟัง เราก็ซึมซับวัฒนธรรมสืบเนื่องกันไป
เดี๋ยวนี้เด็กก็ไปเรียนจากมือถือ เรียนอะไรบ้างก็ไม่รู้ ไม่มีใครกลั่นกรองให้ พ่อแม่ก็ทำงานเหนื่อย เด็กก็ไม่มีความอบอุ่น ไม่รู้สังคมมันเจริญขึ้นหรือมันเสื่อมลง เศรษฐกิจมันเจริญขึ้น แต่สังคมมันดูแย่ลง สังคมก็คือชีวิตรวมหมู่ มันไม่ร่มเย็น ไม่รักใคร่ปรองดองกัน ไม่มีความสุข ในบ้านวันๆ แทบไม่เจอหน้ากันเลย เราวิ่งตามสังคมมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย วิ่งกันเหนื่อย เด็กๆ ไม่ได้รับการปลูกฝังให้รู้จักพระ ให้รู้จักวัด แล้วไปดูอะไรต่ออะไรกันตามใจชอบ เพื่อน อิทธิพลของเพื่อนเยอะ ชักนำกันไป คล้ายเด็กไร้เดียงสาชักนำเด็กไร้เดียงสาไปด้วยกัน
บางคนจนโตแล้วอยากเป็นนักการเมืองก็ยังดูเหมือนเด็กไร้เดียงสา บอกว่าขอโอกาสทำงานสัก 4 ปี ถ้าไม่ดีก็ค่อยว่ากันใหม่ เห็นบ้านเมืองเป็นของเล่น เหมือนเด็กเล่น เล่นเกมนี้ไม่สนุกก็เลิก เดี๋ยวไปหาเกมอื่นเล่น พูดออกมาได้อย่างไร มันสะท้อนความไม่มีความพร้อมอะไรเลย พวกไม่มีความอบอุ่นในชีวิตส่วนใหญ่จะคิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป ทีนี้เรามาวัด มาวัดมาฟังธรรม ใจเราก็ยังคุ้นเคยกับวัด คุ้นเคยกับพระ พาเด็กมาด้วยก็ดี แต่ว่าเวลาเทศน์ก็ให้ไปเล่นข้างนอก ให้เด็กมาวิ่งในวัดก็ยังดี ดีกว่าไปวิ่งที่อื่น
การศึกษาธรรมะคือการปฏิบัติธรรม
ถ้าเด็กเคยคุ้นเคยกับวัด คุ้นเคยกับพระ รู้ว่าศาสนามีอะไรอย่างหนึ่งที่ทำให้ปู่ ย่า ตา ยาย พ่อ แม่ยังสนใจ ศาสนาก็คงมีอะไรดี ฉะนั้นเวลาต่อไปข้างหน้าเวลาชีวิตเขามีความทุกข์เขาอาจจะนึกถึงศาสนาจะเป็นตัวเลือกตัวหนึ่งในการดำเนินชีวิต เห็นแล้วสงสารสัตว์โลก เรียนอะไรกันมากมายแต่มืดบอดทางจิตใจ ดูแล้วน่าสงสาร เมื่อก่อนเรียนหนังสือก็ยังมีวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม เดี๋ยวนี้ได้ยินว่าไม่มีแล้ว เด็กก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ เป็นวิธีบ่อนทำลายศาสนาได้ดีเลย บอกว่าเด็กต้องไปหาที่เรียนเอาเอง เป็นเสรีภาพ
พวกเรายังดี พวกเรายังมีศรัทธาอยากศึกษาธรรมะ มาศึกษาแล้วต้องรู้อย่าง การศึกษาธรรมะไม่ใช่การเข้าห้องเรียน การศึกษาธรรมะคือการปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติอะไร ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ปฏิบัติศีลศึกษา เราต้องศึกษาศีล ศึกษาเรื่องสมาธิ ศึกษาเรื่องปัญญา เรามาเข้าวัดก็มาศึกษามาเล่าเรียน เรียนเรื่องอะไร เรียนเรื่องศีล เรื่องสมาธิ ปัญญา เรียนแล้วก็เอาไปทำ ทีแรกอาจจะยังไม่ศรัทธาเยอะ ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง ไม่แปลกอะไร ปุถุชนก็เป็นอย่างนั้นล่ะ พอเราคุ้นเคยกับพระ คุ้นเคยกับวัด เราได้เล่าเรียน ได้ยินได้ฟังธรรมะ ได้ลองศึกษาด้วยการปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา
แค่เราตั้งใจรักษาศีลให้ดี การรักษาศีลคือการควบคุมพฤติกรรมทางกาย ทางวาจา ของเราเอง ถ้าเราตั้งใจรักษาศีลไปช่วงหนึ่ง เราก็จะเห็นอานิสงส์ของศีล อย่างเรารักษาศีลต่อเนื่องไป เราจะเห็น เออ รักษาศีลแล้วไม่ค่อยเปลืองเงิน ไปกิน ไปเที่ยว ไปเล่น คบคนเฮฮาไปเรื่อย เปลืองเงิน รักษาศีลแล้วเงินเหลือ มีศีลเลยมีโภคทรัพย์ มีศีลใจเราก็สงบร่มเย็น ในทางสังคมคำพูดของเราจะเป็นที่น่าเชื่อถือ บางคนหลวงพ่อเคยรู้จัก เก่ง เก่งทางโลก เก่งมากเลย แต่พูดอะไรเชื่อไม่ได้สักคำ พลิ้วไปเรื่อยๆ แถไปเรื่อยๆ คนอย่างนี้ก็หลอกคนได้ชั่วคราว พอคนเขารู้ทันก็หลอกเขาไม่ได้ ก็ไปหลอกคนอื่นต่อ หลอกไปได้เรื่อยๆ เพราะคนโง่มันเยอะ ไม่รู้จักหมดหรอก
ส่วนคนมีศีล พูดจาอะไรเชื่อถือได้ มีเครดิต อยู่กับโลกก็อยู่อย่างสง่าผ่าเผย เวลาเข้าไปพบครูบาอาจารย์จิตใจเราก็องอาจกล้าหาญ ถ้าเวลาศีลเราเสีย สังเกตไหมอย่างมาหาหลวงพ่ออย่างนี้ ถ้าศีลเสียไม่อยากเข้ามาใกล้เลย อยากหลบอยู่ไกลๆ ไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าศีลเราดี เราองอาจกล้าหาญ ไม่กลัว เมื่อก่อนหลวงพ่อไปหาครูบาอาจารย์ บางองค์ขึ้นชื่อลือชาว่าดุเหลือเกิน ที่ดุที่สุดเลยคือหลวงตามหาบัว ขึ้นชื่อเลย เวลาจะไปหาท่านบางทีก็นึกกลัว เวลานั่งรถทัวร์ไปจากกรุงเทพฯไปอุดรธานี นึก เมื่อเจอท่านจะคุยอะไรกับท่าน จะโดนไม้เรียวแบบไหน ใจก็มีความหวั่นๆ เหมือนกัน แต่พอเดินทางไปถึงหน้าวัดบ้านตาด พอเข้าไปถึงหน้าวัด ความกลัวมันหายหมดเลย ไม่มีความกลัวเลย
เพราะเรามีสมบัติติดตัวไปหลายอย่าง เรามีศีล เรามีความตั้งอกตั้งใจที่จะศึกษาเล่าเรียน พาหุสัจจะ เราศึกษามา เราศึกษาก็ด้วยการปฏิบัติมานี่ล่ะ ไม่ใช่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลยแล้วจะไปส่งการบ้าน ไปส่งการบ้านแล้วบอก “หลวงตาเจ้าขา จิตหนูเป็นอย่างไร” ก็คงโดนแพ่นกบาลเปิดลงมา แต่ถ้าเราศึกษามาแล้วไม่กลัว ศึกษาแล้วมันจะผิดจะถูกอะไรก็ไม่กลัว ศีลเราดี เราได้ศึกษา เราได้ฟัง เราได้ลงมือปฏิบัติ แล้วเราเข้าใจอย่างนี้ เราไปหาครูบาอาจารย์เพื่อไป Cross-check ว่าสิ่งที่เราเข้าใจว่าเราทำมาถูกมันถูกจริงไหม นี่เป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องไม่ดี
ตอนนั้นเข้าไปหาครูบาอาจารย์ก็นึก ถ้าเราทำผิดขอให้ท่านช่วยแก้ให้ ให้ท่านช่วยบอกว่าเราผิดตรงไหน เราย่อหย่อนตรงไหน ถ้าเราทำถูกแล้ว ก็ขอให้ท่านช่วยบอก ทำอย่างไรจะพัฒนาไปมากกว่านี้อีก เวลาเขาหาครูบาอาจารย์จะคิดอย่างนี้ บางองค์เราเข้าไปเลย ท่านมีอภิญญาของท่าน เราไม่ต้องถามอะไร ท่านก็ตอบให้เลย บางองค์ท่านก็ระมัดระวังไม่บอกก่อน รอให้เราพูดสักคำ 2 คำแล้วค่อยบอก ไปถึงก็จะไปกราบเรียนท่านว่า พ่อแม่ครูอาจารย์ให้ผมปฏิบัติอย่างนี้ ผมก็ลงมือทำแล้ว มันมีผลอย่างนี้ๆ มันถูกหรือมันไม่ถูก ถ้ามันไม่ถูกขอให้พ่อแม่ครูอาจารย์ช่วยกรุณาแนะนำสั่งสอนด้วย ถ้ามันถูกแล้ว ขอความเมตตาทำอย่างไรมันจะพัฒนามากกว่านี้ ไปขอความเมตตากรุณา ถ้ามันไม่ถูก กรุณาช่วยบอกด้วย ถ้ามันถูกแล้วเมตตาทำอย่างไรมันจะดีกว่านี้อีก
เข้าไปหาครูบาอาจารย์เอาการบ้านไปส่ง การบ้านของเราก็คือศีล สมาธิ ปัญญา อย่างถ้าใจเราฟุ้งซ่าน เจอหน้าครูบาอาจารย์ก็อึดอัดใจ ใจวุ่นวายไม่สงบสุข ถ้าเราภาวนาจิตใจเราตั้งมั่น ไม่กลัว ไม่กลัวใคร อย่าว่าแต่ไม่กลัวคนเลย ไม่กลัวงู ไม่กลัวอะไร เฉยๆ เมื่อก่อนอยู่สวนโพธิ์มีงูเห่า งูมันใจดี เรานั่งสมาธิอยู่มันก็เลื้อยๆ มาห่างเราสักศอกหนึ่ง มามุดๆ ไชตรงนั้นตรงนี้ หากิน มันก็ไม่กลัวเรา เราก็ไม่กลัวมัน แต่ถ้ามันชูหัว เราก็รีบกระโดด นี่หัวมันมุดๆๆ ไปเรื่อยๆ อันนี้เรามีความมั่นใจในศีลของเรา เราไม่ได้เคยทำร้ายเขาก่อน ไม่ได้ทำร้ายเขา เรามีแต่ความเมตตากรุณาให้เขา เราก็มีความเชื่อมั่น
ฉะนั้นเวลาที่เราตั้งอกตั้งใจศึกษาปฏิบัติไป คำว่าศึกษาไม่ใช่เรียนตำรา ศึกษาคือศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา คือลงมือปฏิบัติศีล ลงมือปฏิบัติสมาธิ ลงมือเจริญปัญญา อันนั้นถึงจะเรียกว่าสิกขา ถ้าเรียนแต่ตำราก็เรียนปริยัติเฉยๆ ยังไม่ได้เรียน ยังไม่ได้เป็นไตรสิกขาตัวจริง ถ้าเราลงมือทำไตรสิกขา ใจเราจะองอาจกล้าหาญ ไม่กลัว ครูบาอาจารย์ขึ้นชื่อว่าดุ เราก็ไม่กลัว เราเข้าไปหาแบบไม่กางเขี้ยวกางเล็บเข้าไป บางคนไปหาครูบาอาจารย์กางเขี้ยวกางเล็บเข้าไป ท่านก็อุเบกขา สอนไม่ไหวไม่สอน ถ้าไปแบบเหมือนเป็นผ้าเช็ดเท้าผืนหนึ่ง ถ้าท่านจะเช็ดเท้า เราก็ยินดีให้ท่านเช็ด ใจมันต้องถึงๆ
ศรัทธาที่แท้จริงต้องประกอบด้วยปัญญา
เราทำได้เพราะเราต้องศรัทธา ที่ศรัทธาเพราะเราลงมือปฏิบัติแล้วเราเห็นผล นั่นล่ะที่เรียกว่าศรัทธาจริง ศรัทธาที่แท้จริงต้องประกอบด้วยปัญญา ทีแรกก็ศรัทธาแบบคุ้นเคย พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายพาทำมาก็ศรัทธาไปอย่างนั้นล่ะ แต่เวลาบางช่วงบางตอนก็ไม่ศรัทธา แต่ถ้าเราลงมือศึกษาธรรมะจริงๆ ศึกษาเรื่องศีล เรื่องสมาธิ เรื่องปัญญา คำว่าศึกษาคือปฏิบัติ ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญา ใจเราจะองอาจกล้าหาญ ไม่กลัวครูบาอาจารย์ แล้วเราจะรักครูบาอาจารย์ รักพระพุทธเจ้า รักพระธรรม รักพระสงฆ์ ประเภทมอบกายถวายชีวิตได้ เพราะอะไร เพราะเราได้ศึกษาแล้ว เราเห็นผลของการศึกษาแล้ว เห็นแล้วซาบซึ้งถึงอกถึงใจ เรารู้ว่าการปฏิบัติ แหม มันยากเย็นกว่าเราจะพัฒนามาถึงจุดที่เราสบายใจพอเอาตัวรอด มันลำบากยากเย็นมากเลย ครูบาอาจารย์สอนแล้วสอนอีกกว่าเราจะเข้าใจแต่ละเรื่องๆ ครูบาอาจารย์ลำบากมากมาย ถามว่าท่านได้อะไรจากเราไหม ไม่ได้อะไรจากเรา
เมื่อก่อนหลวงพ่อรับราชการ ตั้งแต่เป็นข้าราชการซี 3 สมัยนั้นเงินเดือน 1,750 บาทเอง หักภาษีแล้วเหลือ 1,600 กว่าบาท เวลาไปหาครูบาอาจารย์ไม่ได้มีเงินเยอะๆ ไปถวาย ไปถวายทีหนึ่งก็ได้ 100 – 200 – 300 แต่ว่าพอครูบาอาจารย์เห็นหน้า ครูบาอาจารย์จิตใจท่าน Alert เลย โยมเอาเงินมาถวายเป็นแสนเป็นล้านท่านก็เฉยๆ คือท่านไม่ได้หิว เราสังเกตพระดีหรือพระไม่ดีตรงนี้ ดูง่ายๆ เลย ถ้าหิวอยู่ไม่ใช่พระดีหรอก ถ้าท่านไม่หิว เอาอะไรไปให้แล้วก็อนุโมทนาเฉยๆ แต่ถ้าเอาธรรมะไปรายงานท่านจะ Alert เลย จิตท่านจะตื่นตัวเลย
บางองค์ท่านอายุมาก แล้ววันๆ คนใหญ่คนโตเข้าไปกราบเยอะแยะเลย ทีนี้หลวงพ่อก็เคย ไปหาครูบาอาจารย์ เห็นเศรษฐีเอาอะไรต่ออะไรไปถวาย เอาเงินไปถวายเลยเป็นตั้งๆ ครูบาอาจารย์เฉยๆ เอาเข้าให้คนเก็บไปไวยาวัจกรเก็บไป แล้วท่านก็ต้องไปคิด Project ไปช่วยโรงพยาบาลนั้นโรงพยาบาลนี้ ช่วยโรงเรียน หลวงพ่อเข้าไปหา ท่านจะกระปรี้กระเปร่า ท่านจำได้ เวลาเข้าไปหาท่าน พระอุปัฏฐากจะให้หลวงพ่อไปนั่งรออยู่หลังครูบาอาจารย์ก่อน ให้หลบอยู่ก่อน ให้โยมอื่นๆ เข้ามาทีละกลุ่มๆ มากราบมาถวายโน่นถวายนี่ ถวายเสร็จครบทุกกลุ่มแล้ว พระอุปัฏฐากก็บอก เอ้า รับพร หลวงปู่จะพักผ่อน เชิญออกไปจากห้อง แล้วก็ปิดประตูเลย
คราวนี้หลวงพ่อก็จะได้ส่งการบ้าน ครูบาอาจารย์ท่านรับคนมาหาท่านก็นั่ง พอคนไปหมดแล้วท่านกระปรี้กระเปร่าแล้ว อายุ 80 กว่าแล้วองค์นั้น หลวงปู่เทสก์นั่นล่ะ ท่านกระปรี้กระเปร่า พอส่งการบ้านท่านก็ตอบด้วยความสดชื่น เราถามท่านตอบ เราถามท่านตอบ จนเราหมดคำถามแล้ว บอกผมหมดคำถามแล้วครับ ท่าน หา เท่านี้หรือ อย่างพวกเราถ้ามาถามหลวงพ่อ เฮ้อ ทำไมถามยาวนัก เออ แต่ถ้าภาวนามา เอ้า มีเท่านี้เองหรือ น่าจะมีอีก ไม่เหมือนกันใช่ไหม
ถ้าเราภาวนาแล้วก็บรรยากาศมันจะเป็นอีกแบบ ไม่ใช่บรรยากาศชุลมุนวุ่นวายแล้ว เจอครูบาอาจารย์หลายองค์ท่านสไตล์เดียวกัน บางองค์อาพาธหนักใกล้จะมรณภาพ นั่งรถเข็นแล้ว อย่างหลวงปู่สุวัจน์ท่านไม่สบายมาก เขาโด๊ปยาจนท่านซึม นั่งซึมไม่ค่อยรู้สึก พอเข้าไปกราบ พระอุปัฏฐากก็เข็นรถออกมา เราก็กราบท่าน ท่านก็มองเฉยๆ รู้ว่าพระท่านก็รับ แล้วรายงานท่าน พ่อแม่ครูอาจารย์ให้ผมดูจิต ผมก็ดูจิตอยู่ จากท่านที่กำลังเซื่องซึม ท่าน หือ ขึ้นมานั่งอย่างนี้เลย แล้วก็ผมก็เห็นจิตมันวางจิต หือ ขยับขึ้นมาได้อีกสเต็ปหนึ่ง แล้วผมก็หยิบมันขึ้นมาใหม่ เฮ้อ
เวลาจะตอบแทนครูบาอาจารย์ สิ่งที่ดีที่สุดคือผลของการปฏิบัติของเรา ผิดถูกไม่เป็นไร นี่ความเมตตาของครูบาอาจารย์ เพราะเราเห็นครูบาอาจารย์ที่เราเข้าไปหาแต่ละองค์ๆ ท่านเต็มไปด้วยความเมตตากรุณา ท่านไม่หิว เราไม่ได้คนร่ำคนรวย ท่านกลับดูแลเรามากเป็นพิเศษ ใจเราเห็นตัวอย่างของท่านผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เรารู้เลยคำสอนของพระพุทธเจ้ามีจริง เราได้เห็นแล้ว ตัวเรายังสกปรกอยู่ แต่เราได้เห็นตัวอย่างของท่านที่สะอาดหมดจด เรารู้เลยคำสอนของพระพุทธเจ้ามีจริง ความศรัทธาเราก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ยิ่งเราภาวนา เรารู้ เราเห็น สภาวะทั้งหลายตามความเป็นจริงมากขึ้นๆ ใจเรายิ่งมีความเคารพศรัทธาแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัยมากขึ้นๆ
อย่างเราภาวนาแล้วเราถือศีลดี ถือศีลดี จิตใจเราร่มเย็นเป็นสุข เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง เราก็จะ อืม คำสอนเรื่องศีลนี้ดี หรือเวลาเราอยู่กับโลกที่วุ่นวาย ทุกวันเราไม่ไปหลงโลก มีเวลาเมื่อไรเราก็ไปนั่งสมาธิไปเดินจงกรม เรารู้จักความสุขอีกอย่างหนึ่ง ความสุขที่คนในโลกรู้จักเรียกว่ากามสุข กามสุขคือความสุขที่ต้องอิงอาศัยรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางร่างกาย หรือกามสุขเป็นธรรมสุข กามธรรม เรียกกามธรรมคือการคิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันนี้ก็เป็นการเสพกามเหมือนกัน เสพกามด้วยใจ
อย่างพระนี่พระพุทธเจ้าท่านจะสอนให้ระวังเรื่องเมถุนสังโยค พวกนี้เป็นเรื่องเสพกามในใจ อย่างคิดถึงสมัยเราครองเรือนเราจะเสพกามอย่างโน้นอย่างนี้ อยากกินก็ได้กิน อยากนอนก็ได้นอน คนในโลกรู้จักความสุขจากกาม พอเรามาฝึกจิตฝึกใจ จิตเราสงบ เราพบว่าความสงบของจิตมีความสุขมากกว่าการเสพกาม การเสพกามนั้นมันเร่าร้อน เหน็ดเหนื่อย เร่าร้อน ความสุขจากการนั่งสมาธิจิตรวมเข้าไป มันสดชื่น มันเบิกบาน มันชุ่มชื่น ไปทุกขุมขนเลย มันสดชื่นอย่างนั้นเลย จะฉ่ำทุกขุมขนเลย มีความสุข
เห็นผลของการปฏิบัติ
แล้วศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น
ถ้าเราเคยภาวนาเราได้สมาธิอย่างนี้ เราก็ โอ้ พระพุทธเจ้าสอนดี ศรัทธาของเราก็ยิ่งแน่นแฟ้นมากขึ้นอีก ถ้าเราเคยเจริญปัญญาทำวิปัสสนากรรมฐาน เราเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจไปตามลำดับๆ ร่างกายมีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา ของที่เราไม่เคยรู้เคยเห็น แต่เดิมเราเคยเห็นว่าร่างกายเราอย่างมากก็สุขบ้างทุกข์บ้าง แต่พอเราลงมือเจริญปัญญาเราเห็นร่างกายไม่ใช่สุขบ้างทุกข์บ้าง ร่างกายนี้สุขมากบ้างสุขน้อยบ้าง เอ้ย ทุกข์มากบ้างทุกข์น้อยบ้าง จะเห็นทุกข์ พอเห็นทุกข์ใจเราจะค่อยๆ คลายออกจากความยึดถือในร่างกาย เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง จากคนหลงกามมามีความสุขอยู่กับการทำสมาธิ
คนมีความสุขจากการทำสมาธิแล้ว พอมาเจริญปัญญา ได้รู้ ได้เห็น สิ่งที่ไม่เคยรู้ได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยเห็นได้เห็น สิ่งที่ไม่เคยเข้าใจได้เข้าใจ สิ่งที่ไม่เคยปล่อยวางได้ปล่อยวาง เราเห็นอานิสงส์ เห็นผลอันยิ่งใหญ่ อย่างพอเราเจริญปัญญาขั้นแรก ปัญญาเบื้องต้น เราจะเห็นเลยร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุมาประชุมมารวมกันชั่วครั้งชั่วคราว ไม่นานธาตุนี้ก็แตกสลายไป ใจก็รู้สึกร่างกายเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ เพราะเป็นของแปรปรวน ความรักใคร่หวงแหนในกายลดลงๆ เห็นกายนี้เป็นเรือนของโรค เป็นบ้านของโรคภัยไข้เจ็บ เป็นที่อยู่อาศัยของความแก่ ของความเจ็บ ของความตาย
พอเห็นมากๆ ก็เกิดปัญญาขั้นกลาง โอ้ กายนี้คือตัวทุกข์ จิตสลัดกายให้โลกเลย จิตก็เข้าถึง ความสุขที่ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก อย่างตอนเรามีปัญญาขั้นต้นเราเห็นร่างกายเห็นจิตใจ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา มันจะมีความสุขที่มหาศาลเกิดขึ้น มันจะมีความสุข มันรู้แล้วว่าการเดินทางยาวนานของเราใกล้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว อย่างเวลาเราเดินทางไกลเหน็ดเหนื่อย แล้วเรารู้ว่าข้างหน้าเรานี้มีถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะมีกำลังใจเดิน มีกำลังใจกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
คราวหนึ่งโจโฉยกทัพไปรบ รู้จักโจโฉไหม ใครไม่รู้จักยกมือ มีไหม ไปหาอ่านสามก๊กเสีย แล้วเราจะเจ้าเล่ห์ ไปอ่านเสีย เขาบอกอ่าน 7 รอบแล้วคบไม่ได้ หลวงพ่ออ่านหลายรอบแล้วก็ยังคบได้ อ่านแล้ว โอ้ มันมีอะไรให้เราเรียนรู้เยอะ โจโฉยกทัพไปเป็นฤดูแล้ง ร้อน ทหารไม่มีน้ำกิน อดน้ำวันหนึ่งทรมานยิ่งกว่าอดข้าว 3 วันอีก กองทัพจะเดินไม่ไหวแล้ว โจโฉก็ปลุกใจทหาร บอกเดินอีกหน่อยหนึ่ง พ้นตรงนี้ไปจะมีดงของมะขามป้อม รู้จักลูกมะขามป้อมไหม ใครไม่รู้จัก ไปเปิด Google ดู เดี๋ยวนี้อะไรๆ ก็มีศาสดา Google ไปดู ไปถาม AI จริงบ้างไม่จริงบ้าง มั่วๆ เชื่อมากๆ ไม่ได้ ข้อมูลยังคลาดเคลื่อน
ทีนี้ทหารพวกนั้นได้ยินว่าข้างหน้ามีมะขามป้อม มันเปรี้ยว มันคิดถึง แค่คิดถึงรสมะขามป้อม น้ำลายไหลแล้ว พอน้ำลายไหลชุ่มคอมีแรงเดินไป ไปเจอแหล่งน้ำ มีมะขามป้อมอยู่ 1 ต้น ทหารมาตั้งหมื่น มันลูกเล่น มันฉลาด ไปคิดว่ามีป่ามะขามป้อมเยอะๆ เราภาวนาค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ฝึกไป แล้วเราจะมีความหวัง พอเราได้ธรรมะขั้นต้นแล้ว เรามีความหวังเกิดขึ้นแล้ว ข้างหน้าเรามีป่ามะขามป้อมอยู่ ไม่อด ไม่อยากแล้ว ไม่หิวน้ำ คือถ้าได้โสดาบันจิตใจมันจะอบอุ่น อบอุ่นอย่างยิ่ง มันรู้แล้วว่าการเดินทางใกล้จะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เหลืออีกนิดเดียว เหลืออีกไม่เกิน 7 ชาติเอง นิดเดียว
หลวงพ่อเคยถามครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง บอกว่าถ้าคนที่มีศรัทธามีศีลแล้วลงมือปฏิบัติ ใช้เวลานานไหมกว่าจะได้โสดาบัน ท่านบอกเท่าที่ท่านเห็นไม่นานหรอก 7 ชาติก็ได้แล้ว หลวงพ่อก็โวยวาย โอ๊ย 7 ชาติมันนานนะครับ ท่านบอก อู๊ย ตายเกิดมาไม่รู้กี่แสนกี่ล้านชาติแล้ว เหลืออีก 7 ชาตินี่นิดเดียว ใจมันจะอบอุ่น ใจมีความอบอุ่น รู้แล้วว่าเราปิดอบายแล้ว ต่อไปนี้ไม่ไปอบายแล้ว แล้วรู้ว่าข้างหน้าเราจะเข้าถึงจุดที่บริสุทธิ์หมดจดมากขึ้นๆ มันรู้สึกใจมันอบอุ่น
พอปัญญาที่เป็นโลกุตตรปัญญาเกิด ก็มีความสุขมหาศาลเลย มีความสุขเยอะ มีศีลก็มีความสุขแบบคนถือศีล มีสมาธิก็มีความสุขอย่างคนมีสมาธิ มีปัญญาก็สุขอย่างคนมีปัญญา หลวงพ่อเรียนจากครูบาอาจารย์ ท่านเก่ง หลวงพ่อไม่ค่อยเก่งหรอก หลวงพ่อค่อนข้างโง่ด้วยซ้ำไป อาศัยอึดเอาทนเอา รองมือรองเท้าครูบาอาจารย์ ถูกดุถูกด่าก็ไม่ว่าอะไรหรอก เพียงแต่ท่านไม่ค่อยดุไม่ด่าเรา เพราะเราขยัน ทำผิดท่านก็บอกให้เท่านั้นเอง ไม่ว่า ใจเรามีความอบอุ่น เรามีศรัทธามากขึ้นๆ เพราะเราเห็นผล เรามีศรัทธาเพราะเราเห็นผลจากการศึกษาปฏิบัติธรรม มีศีลเราก็มีความสุขอย่างคนมีศีล มีสมาธิเราก็มีความสุขอย่างคนมีสมาธิ มีปัญญาเราก็มีความสุขอย่างคนมีปัญญา แล้วเข้าถึงโลกุตตระเราก็มีความสุขที่มหาศาล
คราวหนึ่งไปเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง หลวงพ่อไม่ได้เรียนกับท่าน เข้าไปกราบท่าน แล้วท่านก็คุยธรรมะกัน ท่านบอก โอ้ ตั้งนานหลายปีมากแล้วไม่ได้คุยธรรมะที่สะใจถึงใจ ต่างคนต่างร่าเริง ถ้าเราปฏิบัติแล้วเราสนทนาธรรมกับคนที่รู้เรื่องกัน มันร่าเริง มีความสุข มีความร่าเริง หรือเราเล่นสมาธิ เจอคนเล่นสมาธิ เราไปเล่นกันก็ร่าเริง แต่ร่าเริงแบบเฉียดนรก
เพราะฉะนั้นศรัทธาของปุถุชนกลับกลอก ทีแรกอาศัยเชื่อลองดูก่อน ยังไม่ต้องศรัทธาเต็มร้อยหรอกเพราะไม่มีหรอก ศรัทธาบ้าง ไม่ศรัทธาบ้าง แต่มาลองดู มาลองเรียนไตรสิกขาดู แล้วพอเราเห็นผลของการปฏิบัติ ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้น การที่เราเข้าเห็นผลของการปฏิบัติเรียกว่าเรามีปัญญาแล้ว เรารู้เหตุรู้ผลแล้ว ทำศีลไปอย่างนี้มีผลอย่างนี้ เจริญสมาธิมีผลอย่างนี้ เจริญปัญญามีผลอย่างนี้ ถึงโลกุตตระแล้วเป็นอย่างนี้ๆ ศรัทธาเราจะแน่นแฟ้นมากขึ้นๆ
สมัยพุทธกาลมีขอทานคนหนึ่ง เที่ยวขอทานอดๆ อยากๆ ทีนี้วันหนึ่งผ่านหน้าวัด น่าจะวัดเชตวันหรืออย่างไรจำไม่ได้ เห็นคนเขาเข้าไปในวัดเยอะ เหมือนที่นี่คนเข้ามาในวัดเยอะ ขอทานนี้ก็คิด เอ ในนี้เดี๋ยวคงมีแจกอาหาร คล้ายๆ เดี๋ยวพอพระฉันข้าวแล้วส่งลงไป จะได้แบ่งแล้วได้ส่วนแบ่ง เข้ามาในวัดเจตนาจะมาหาของกิน ขอทานก็เข้ามา เอ ตอนนี้ก็ยังฟังธรรมอยู่ยังไม่แจกอาหาร แกก็นั่งฟังธรรมอยู่ ยังทำอะไรไม่ได้ จะไปรื้อของกินเดี๋ยวก็ถูกแม่ครัวแพ่นกบาลเอา แม่ครัวแต่ละวัดดุ ไม่ธรรมดาหรอก แต่บางคนก็ใจดี หลวงพ่อก็เคยเจอแม่ครัวใจดี ไม่มีข้าวกินหุงข้าวให้กิน มี เจียวไข่ให้กิน มี แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะดุ หลวงตามหาบัวเคยได้ยินท่านด่าแม่ครัว “พวกผีพวกเปรตมันมาชุมนุมอยู่ในครัว”
ทีนี้ขอทานรู้ว่ายังไม่ใช่เวลากิน ไม่กล้าไปล้วงอะไรกิน นั่ง ไหนๆ มาแล้วฟังเสียหน่อย แกฟังเทศน์แล้วแกบรรลุพระโสดาบัน พอบรรลุพระโสดาบันจะกินข้าวหรือเปล่าไม่รู้ อ่านมานานแล้วจำไม่ได้ ออกจากวัดไป เทวดาองค์หนึ่งคือพระอินทร์ก็มาลองใจ บอกว่าถ้าให้ปรามาสล่วงเกินพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะมอบสมบัติมากมายให้ ขอทานนี้ด่าพระอินทร์เลยเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ เขาไม่ใช่คนยากจนอีกต่อไปแล้ว ไม่ต้องมามอบสมบัติให้เขาหรอก เขามีสมบัติมหาศาลเลย เขามีอริยทรัพย์
ตัวที่หนึ่งศรัทธา มีศรัทธา มีจาคะ มีพาหุสัจจะ ตัวสุดท้ายคือปัญญา เขามีทรัพย์อันประเสริฐแล้ว แทนที่จะไปด่าพระพุทธเจ้าตามที่เทวดาติดสินบน เลยด่าเทวดา เทวดาดีใจรีบมาทูลพระพุทธเจ้าว่าคนนี้เขาศรัทธาแน่นแฟ้น ไม่มีจะกินยังศรัทธาแน่นแฟ้น เพราะใจมันเข้าใจธรรมะขึ้นมา พระพุทธเจ้าบอกว่าเอาอะไรมาล่อเขาก็ไม่สำเร็จหรอก เขาเป็นพระโสดาบัน
ให้ใจเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ ศรัทธาจะไม่ตก
พอเราเข้าถึงธรรมะที่แท้จริง ศรัทธาเราแน่นแฟ้น แต่ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ ศรัทธายังกลับกลอกได้ เราก็ต้องระมัดระวังจิตใจของเรา ทำอย่างไรศรัทธาเราจะไม่ตกง่าย ตั้งใจรักษาศีลให้ดี ทุกวันทำในรูปแบบไว้ คบก็คบคนซึ่งเขาสนใจปฏิบัติด้วยกัน มีเวลาก็มาฟังธรรมมาวัด มาไม่ได้ก็ดูยูทูปเอา ให้ใจมันเคล้าเคลียอยู่กับธรรมะ ถ้าใจมันเคล้าเคลียอย่างนั้นเรื่อยๆ ไปศรัทธามันจะไม่ตก ถ้าตกก็ตกแวบๆ เดี๋ยวก็ศรัทธาใหม่ ศรัทธามันตกตอนนี้ส่วนใหญ่ก็คือภาวนามาตั้งนานแล้ว ไม่เห็นจะได้ธรรมะสักทีเลย
โอ๊ย มันภาวนาไม่เป็น ภาวนาด้วยความโลภมันไม่ได้หรอก ภาวนาด้วยความอยาก เฮ้อ ทำตั้งนานแล้วไม่ได้ธรรมะ คนแถวนี้ก็มี หลวงพ่อชี้ได้เลยว่าคนไหน ทำตั้งนานชักใจฝ่อ ธรรมะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อดทนๆ น่าจะดี เมื่อก่อนหลวงพ่อดูอย่างนี้ เวลาบางครั้งใจเราเฉื่อยไม่ถึงขนาดไม่ศรัทธา เพราะว่านั่งสมาธิมาแต่เด็ก รักษาศีลมาเรื่อยๆ มันรู้คุณค่า แต่บางครั้งจิตใจเราเหนื่อย ท้อแท้ เฮ้อ เมื่อไรมันจะดีสักทีหนอ เข้าไปกราบครูบาอาจารย์ เห็นครูบาอาจารย์ โอ้โห แต่ละองค์ก็แก่ๆ แต่ผ่องใสจังเลย ใสยิ่งกว่าแก้วคริสตัลอีก ทำไมท่านผ่องใสขนาดนั้น ทั้งๆ ที่ท่านแก่ควรจะทรุดโทรม ไม่ทรุดโทรม ดูผ่องใส บางองค์ก็ป่วย นอนหายใจแขม่วๆ แล้ว ท่านเบิกบาน
มีคราวหนึ่ง หลวงปู่หา ตอนนั้นท่านไม่สบายมาอยู่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ พอดีหลวงพ่อไปเยี่ยมอุปัชฌาย์อยู่ห้องติดกัน หลวงพ่อก็บอกพวกหมอ หลวงปู่หามาอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวขอเข้าไปกราบหน่อย หมอเขาห้ามเยี่ยมท่าน แต่เราเส้นใหญ่ เขาบอกเข้าไปก็ได้คนเดียว พระอาจารย์อ๊าเลยไม่ได้เข้า จะหิ้วอาจารย์อ๊าเข้าไปเขาไม่ยอม ก็เข้าไปคนเดียว คุยกับท่าน ท่านก็นอนเอนๆ อยู่ คุยกับท่านไม่กี่คำ เห็นท่านไม่สบาย ทีแรกว่าจะสนทนาธรรมกับท่าน เลยไม่ได้สนทนา
ทีนี้ลูกศิษย์ท่านก็คุยแทน ลูกศิษย์ที่เก่งเวลาคนไปหาครูบาอาจารย์ ลูกศิษย์จะรีบคุยแทน แต่ต้องคุยรู้เรื่อง ไปคุยนอกรีตนอกรอยทำครูบาอาจารย์ฟังแล้วนิพพานดีกว่า หันมาดูหลวงปู่ หลวงปู่ที่ไม่สบาย จิตยิ้ม นอนอยู่ นอนเฉยๆ นอนฟังเราคุยกับลูกศิษย์ จิตยิ้มเบิกบานแจ่มใส บอก โอ้ จิตครูบาอาจารย์ดีจัง เราเห็น เราเห็น ถ้าตัวเรายังทำไม่ได้เราเห็นครูบาอาจารย์ ศรัทธาเราก็ยังยั่งยืนได้
ยากไปไหม วันนี้สอนง่ายๆ บางคนชอบบอกว่าหลวงพ่อสอนยาก วันนี้สอนเรื่องศรัทธา ศรัทธาไม่ใช่ว่าจะต้องเอาของมาให้หลวงพ่อ ไม่ต้องเอาเงินมาให้หลวงพ่อ ไม่ต้องข้าวของมาให้หลวงพ่อ พอแล้ว มีพอ ชุดหนึ่งก็ใช้ได้ 3 ปี ใช้อะไรเยอะ แต่พวกเราเอาบาตรเอาจีวรมาถวายทุกวัน บางวันมีหลายชุดเลย หลวงพ่อไม่ได้เอาไปขายบอกเสียก่อน ประชาสัมพันธ์ ไม่ได้เอาไปขาย ก็ส่งเอาไปแจกพระทางอีสาน ทางนั้นยังจนยังขาดแคลน ส่งบาตร ส่งจีวร ส่งข้าวของอะไรที่ส่วนเกิน ส่งไปให้แจกจ่ายทางภาคอีสาน เอาของมาให้หลวงพ่อ หลวงพ่อต้องคิดต่อจะทำอย่างไร
เมื่อก่อนต้องเสียเงินเยอะเลยเป็นค่าส่ง พวกเราเอาของมาให้ เอ้า อนุโมทนา ทีมงานเขาแพ็คๆ จ่ายค่าส่ง มีค่าส่ง ค่าส่งเยอะเชียวล่ะ แต่ไม่เป็นไรมันก็เป็นบุญ พวกเราทำบุญมันก็เป็นบุญของเรา เมื่อก่อนบางคนคิดแปลกๆ ไปพูดในวัดบ้านตาด บอกไม่ต้องทำบุญเยอะหรอก ที่วัดนี้ไม่ต้องเอาอาหารไป อาหารเยอะอยู่แล้ว ข้าวของอะไรก็ไม่ต้องเอาไปถวาย มีเยอะอยู่แล้ว คงไปกระทบใจหลวงตาเข้า หลวงตาบอกที่มันเยอะมันของคนอื่น มันไม่ใช่ของตัวเองสักหน่อย ต่อไปเป็นเปรตมันก็จะมาเห็นของกินของคนอื่นเยอะแยะเลย บอกตัวเองก็ต้องทำของตัวเองสิ จะมาบอกว่าวัดนี้ของเยอะแล้วไม่ต้องทำบุญ โดนหลวงตาท่านอบรมเอา ที่จริงท่านด่า สำนวนท่านเผ็ดร้อน
พยายาม พยายามฝึกตัวเอง ปฏิบัติธรรมตั้งแต่ของง่ายๆ ไป เรื่องทาน เรื่องศีล อย่างไปบริจาคโลหิต ไปทำแล้วมีความสุข ถ้าทำได้ก็ไปทำ ดีกว่าถวายเงินอีก อย่างบริจาคโลหิตได้ช่วยชีวิตคน ไปบริจาคอวัยวะร่างกาย ไปบริจาคอะไรพวกนี้ มีโอกาสทำก็ทำไป แล้วเวลาเรานึกถึงจิตใจเราจะมีความสุข จิตใจมันจะไม่หลุดออกจากวงจรของพระศาสนาถ้าเรายังเดินอยู่ในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา เอ้า วันนี้เทศน์ให้ฟัง นี่เอาใจตลาดเลย ชอบมาว่าหลวงพ่อเทศน์อะไรยาก เหมือนหลวงพ่อเคยนึก ครูบาอาจารย์บางองค์เทศน์ เทศน์เอาแต่ใจ
มีอยู่คราวเข้าไปกราบครูบาอาจารย์ ตอนนั้นบวชแล้ว พรรษาแรก ไปรายงานครูบาอาจารย์ ผมวางจิตลงได้แล้วหยิบฉวย ท่านก็ถอนใจ เฮ้อ ท่านบอกทิ้งมันไปเลย ไม่มีอะไรแล้ว ทิ้งมันไปเลย เราก็นึกในใจ หลวงปู่พูดง่าย แต่ไม่ถึงขนาดใช้คำว่าเอาแต่ได้ เอาแต่ได้มันมีอีกคนหนึ่งพูด พูดในใจ สอนเอาแต่ได้ เอาแต่ได้อะไร ท่านไม่ได้เอาอะไรสักอย่าง เรา โอ้ หลวงปู่พูดง่าย ใจนึกแค่นี้ ไม่ได้ว่าท่าน หลวงปู่พูดง่ายๆ แล้วมันปล่อยได้ที่ไหน ถ้าปล่อยได้เราก็ปล่อยไปแล้วสิ แต่เราเห็น โอ้ ครูบาอาจารย์งาม ศรัทธาเราเลยไม่คลอนแคลน
วัดสวนสันติธรรม
4 มกราคม 2569