สิ้นเดือนแล้ว เดือนกุมภาพันธ์เป็นวันที่มนุษย์เงินเดือนชอบ แต่นายจ้างไม่ค่อยชอบ ผ่านไปเร็ว ผ่านไป 1 ใน 6 ของปีแล้ว ต้องตั้งอกตั้งใจภาวนา เวลาผ่านไปรวดเร็วมากเลย แล้วช่วงเวลาที่เราจะภาวนาได้ดี มันไม่ใช่ทำได้ทั้งชีวิต แล้วทำได้ตั้งแต่ 7 ขวบ กว่านั้นทำไม่ได้ ทำยาก แล้วพออายุเยอะขึ้นจริงๆ สมองเริ่มเสื่อม แข้งขาไม่แข็งแรง นั่งสมาธิแป๊บเดียวก็เคลิ้ม หลับ เดินจงกรมก็เดินไม่ไหว
ฉะนั้นช่วงเวลาที่เราแข็งแรงจริงๆ มีไม่มาก ยิ่งยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์ดี คนแก่เยอะ เป็นยุคที่เกิดก็ยาก ตายก็ยาก คนก็ลดลง คนไทยน้อยลงทุกปีๆ ตอนนี้ แล้วคนแก่เพิ่มขึ้นทุกปี ต่อไปมีปัญหาเหมือนประเทศญี่ปุ่น คนแก่เยอะ จะไม่มีคนทำงาน ทางยุโรปก็เป็น พวกมีรัฐสวัสดิการ เวลาทำงานเสียภาษีเยอะๆ เกษียณแล้วก็รัฐบาลได้จ่ายเงินให้ อยู่ได้ หลายประเทศเขาก็เพิ่มอายุเกษียณ แก่แล้วก็ยังให้ทำงานต่อ มันไม่มีคนทำงาน
อาศัยธรรมะ เราก็จะอยู่ได้
สังคมเปลี่ยนเร็ว ความคิดที่จะดำรงชีวิตแบบเดิมๆ อยู่ยาก ประเทศใหญ่ๆ ก็ใกล้จะล้มละลายมีหนี้มหาศาล มีวิธีเอาตัวรอดก็ก่อสงคราม พวกเราตัวเล็กตัวน้อยอยู่ลำบาก หรือกิจการที่ปู่ ย่า ตา ยายเราเคยทำ มาถึงวันนี้ก็มันหมดยุค ทำไม่ได้ พวกเราหลายบ้านที่มาเล่าให้หลวงพ่อฟัง เคยมีโรงงานมีอะไร หมดยุค ผลิตไม่มีใครซื้อแล้ว ฉะนั้นเราเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงรอบด้าน รวดเร็ว แล้วก็รุนแรง
ในหลวงพระองค์ก่อนท่านมองการณ์ไกล ท่านมองคำว่า “พอเพียง” ถ้ารู้จักพอเพียง หาอยู่หากิน อยู่ได้ ก็อยู่ของเราได้ ไม่ฟู่ฟ่า มีโอกาสรวยก็รวย ไม่มีโอกาสก็ยังมีหลังพิง ทำมาหากินไป มีที่ดินสัก 10 ไร่ เลี้ยงครอบครัวได้แล้ว ในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง นอกจากเราจะต้องคิดต่อสู้กับชีวิตแล้ว เราต้องรักษาจิตใจของเราให้ดี จิตใจที่วิตกกังวล กลุ้ม ฟุ้งซ่าน จิตใจแบบนี้ไม่พร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิต ธรรมะตอบโจทย์เราข้อนี้
คนไทยเรายังมีบุญ ในด้านจิตใจเรายังมีพระพุทธศาสนา ด้านการดำรงชีวิต ด้านกายภาพเรามีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอเพียงจริงๆ ก็มาจากคำว่าสันโดษนั่นล่ะ ฉะนั้นอาศัยธรรมะ เราก็จะอยู่ได้ ในด้านจิตใจต้องฝึกให้ดี ทุกวันนี้คนเป็นโรคทางจิตมากมายมหาศาลเลย จิตแพทย์บางคนก็เป็นโรคจิต เคยมาศึกษาที่นี่ มาบวชมาอะไร เป็นจิตแพทย์ก็มีอาการทางจิตเหมือนกัน เราพยายามฝึกจิตฝึกใจของเราให้ดี ที่เป็นโรคซึมเศร้า โรคจิต โรคเครียด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่ายอมรับความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ความจริง เรายอมรับความจริงของชีวิตได้ เราก็อยู่ได้
พระพุทธเจ้าสร้างสังคมพระมาให้เป็นตัวอย่าง ท่านไม่ได้ให้พระเราอดอยาก แต่ท่านให้พระแสดงถึง Basic Minimum needs ให้เราดู ไม่มีจริงๆ กินข้าววันละมื้อก็ไม่ตาย เสื้อผ้าพระมีอยู่ชุดเดียวเที่ยวรอบโลก ไปได้ทุกงาน ของเราสิ้นเปลืองเยอะ ทรงผมพระก็มีอยู่ทรงเดียว ไม่ต้องคิดเยอะ ที่อยู่ก็อยู่ตามมีตามได้ อาหารตามมีตามได้ ฉะนั้นท่านสอนให้พระอยู่ในระดับที่ว่า อยู่ด้วย Basic Minimum needs จริงๆ แล้วอยู่ได้ไหม อยู่ได้ ถ้าใจมีความสุข บางคนกระทั่งมาบวช ใจไม่มีความสุข อดอยากไปทุกเรื่อง รู้สึกอย่างนั้น ที่อด อดอยาก อดอย่างที่อยาก ไม่ได้อดจริงหรอก อดสิ่งที่อยาก
ถ้าเราเป็นโยม เราไม่ได้ถึงขนาดต้องเอาอย่างพระหรอก แต่รู้จักพอบ้าง ชีวิตมันจะได้ไม่เป็นหนี้ ถ้าเราเป็นหนี้ เราก็กู้เงินมาใช้หนี้ หนักเข้าๆ ก็กู้เงินมาจ่ายดอกเบี้ย ไปถึงขนาดนั้นเจ๊งแน่นอน ล้มละลาย เพราะฉะนั้นพยายามดำรงชีวิตที่เรียบง่าย มีชีวิตอย่างเรียบง่าย อะไรมากระทบเรา เราก็พออยู่ได้ เสื้อผ้าไม่ต้องเปลี่ยนทุกวัน ตัดใหม่ทุกอาทิตย์อะไรอย่างนี้ กินอาหารก็ไม่ต้องกินของแพง กินอาหารก็ต้องกินของชนิดนั้นชนิดนี้ ฝึกตัวเองให้อยู่ง่ายกินง่าย แล้วค่าใช้จ่ายมันก็จะลดลง
ภาวนาเพื่อให้จิตยอมรับความจริงของชีวิต
ในด้านจิตใจ มาเรียนรู้ความจริงของชีวิต ถ้าเราเข้าใจความจริงของชีวิต ชีวิตเราไม่ได้ต้องการอะไรมากมายหรอก ถ้าเป็นพระก็เรียกต้องการแค่ปัจจัย 4 ถ้าเป็นโยมอาจจะเยอะกว่านั้นหน่อย เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือการเรียนรู้ความจริงของร่างกาย ของจิตใจ ถ้าเข้าใจความจริงได้ มันจะไม่ทุกข์ หรือทุกข์ก็ทุกข์น้อยๆ ความจริงของร่างกายเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ในโลกปัญหามากมาย ไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงที่สุดสำหรับเราเท่ากับตาย ถ้ากระทั่งตายยังไม่หวั่นไหว ปัญหาในโลกจะมาทำอะไรเราได้
การที่เราคอยมีสติรู้สึกกายรู้สึกใจ เราจะเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจ ร่างกายมีธรรมชาติต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เป็นธรรมดา ถ้ายอมรับได้ แก่ก็ไม่ทุกข์ บางคนแก่แล้วทุกข์ กลุ้มใจไม่มีใครเลี้ยง ไม่มีใครเลี้ยงแล้วกลัวอะไร กลัวลำบาก กลัวอดอยาก กลัวอดมากๆ หรือป่วยมากๆ ก็ตาย ลึกที่สุดก็คือกลัวตาย แต่ถ้าเราเห็นว่าความตายเป็นเรื่องธรรมดา เราก็จะไม่กลัวแก่ ไม่กลัวเจ็บหรอก ลองพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นมาแล้วอยู่ชั่วคราวก็ต้องดับไป
เวลาไปงานศพก็มัวเอาแต่คุยกัน ให้ไปพิจารณาธรรมะ คนที่อยู่ในโลง เมื่อก่อนก็เดินได้อย่างเรา แต่ตอนนี้เดินไม่ได้แล้ว ตายแล้ว แล้วทุกคนมีจุดจบเหมือนกัน จะรวย จะจน จะเป็นอย่างไรก็ตาม ลงท้ายก็อย่างเดียวกัน หนีไม่พ้นหรอก ถ้าใจยอมรับว่าความตายเป็นธรรมดา เวลาเราจะตาย ใจไม่หวั่นไหว เวลาเจ็บ บางคนบอกว่ากลัวเจ็บ ไม่กลัวตาย ความเจ็บก็หนีไม่ได้ ไม่รอด ความแก่ก็หนีไม่ได้ หนีไม่ได้ก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับความจริงของมัน
ที่เราภาวนาเพื่อให้จิตยอมรับความจริงของชีวิต ความจริงของร่างกายของจิตใจ มีสติรู้สึกอยู่ในร่างกายไปเรื่อยๆ แต่เดิมเรารู้สึกร่างกายเราเป็นของดีของวิเศษ น่ารัก น่าหวงแหน มีสติรู้สึกกายเรื่อยๆ เราจะรู้เลยร่างกายมีแต่ทุกข์ นั่งนานก็ทุกข์ เดินนานก็ทุกข์ นอนนานก็ทุกข์ ยืนนานก็ทุกข์ หิวก็ทุกข์ อิ่มเกินไปก็ทุกข์ ไม่มีจะกินก็ทุกข์ กินเยอะก็ทุกข์ ขับถ่ายไม่ออกก็ทุกข์อีก ขับถ่ายมากไปก็ทุกข์อีก
รู้สึกตัวไว้
ถ้ามีสติอยู่ในกายเยอะๆ แล้วเราจะเห็นกายนี้ไม่มีอะไร มีแต่ทุกข์ ถ้าเราเห็นตรงนี้ เราจะรู้สึกว่า ร่างกายไม่ใช่ของน่ารัก น่าหวงแหน ฉะนั้นการที่มันจะเจ็บ จะป่วย มันเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรารักร่างกายมาก เจ็บป่วยนิดหนึ่งก็กลุ้มแล้ว อย่างเรารักตัวเองว่าสวยว่างาม เจอผมหงอกเส้นแรก ร่างกายมันแสดงความจริงให้ดู ผมหงอกเส้นแรกที่เกิดขึ้น ทุกข์ จำได้ไหม วันที่เจอผมหงอกเส้นแรก รู้สึกอย่างไร ไชโย ได้เป็นผู้หลักผู้ใหญ่เสียที
ฉะนั้นถ้าเราพิจารณาร่างกายเรื่อยๆ ดูกายไป กายมีแต่ทุกข์ ทุกข์มากบ้าง ทุกข์น้อยบ้าง ดูทุกวันๆ นั่งอยู่ก็รู้สึกตัว เดินอยู่ก็รู้สึกตัว นอนอยู่ก็รู้สึกตัว ยืนอยู่ก็รู้สึกตัว หายใจออกก็รู้สึกตัว หายใจเข้าก็รู้สึกตัว เคลื่อนไหวก็รู้สึกตัว หยุดนิ่งก็รู้สึกตัว วิธีเรียนรู้ร่างกาย เรียนรู้ด้วยการสังเกตการณ์ รู้สึกตัวไว้ แล้วคอยดู ความจริงร่างกายเป็นอย่างไร ไม่ได้เรียนด้วยการคิดเอา แต่เรียนจากของจริงเลย
เราจะเรียนรู้ร่างกายได้ เราก็ต้องรู้สึกตัว ถ้าใจเราล่องลอย ไม่รู้สึกตัว มันก็เรียนความจริงของกายไม่ได้ พอใจล่องลอย มันหลุดไปอยู่ในโลกของความคิด ไม่ได้อยู่ในโลกของความจริง ฉะนั้นเราต้องคอยรู้สึกตัว ทำกรรมฐานไป ร่างกายหายใจ รู้สึกตัว ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกตัว ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึกตัวไป อย่าใจลอย แล้วก็ไม่ต้องไปบังคับตัวเอง ต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้ เราอยากเห็นความจริง เราก็อย่าไปบังคับ อย่าไปบิดเบือนความจริง
รู้สึกไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง มันจะรู้ร่างกายไม่ใช่ดีอะไรหรอก ความรักใคร่หวงแหนในกายก็จะลดลง คราวนี้พอร่างกายจะแก่ จะเจ็บ จะตาย เรารู้สึกเป็นธรรมดา เรียนรู้ร่างกายมากๆ สุดท้ายก็เห็นธรรมดาของร่างกาย
ในด้านจิตใจ เราก็เรียนรู้จิตใจของตัวเองไป อย่าลืมเนื้อลืมตัว อย่าหลงไปอยู่ในโลกของความคิด รู้สึกตัวไว้ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ ตาเห็นรูป จิตเราก็เปลี่ยนแปลง เห็นรูปที่ถูกอกถูกใจ มีความสุข เห็นรูปที่ไม่พอใจ ก็มีความทุกข์ อย่างใจเกิดความเปลี่ยนแปลง เห็นรูปที่พอใจก็เกิดความรัก เกิดราคะ อยากได้ เห็นรูปที่ไม่พอใจก็เกิดโทสะ อยากให้มันหายไป จิตใจมันมีความเปลี่ยนแปลง
ทุกคราวที่มีผัสสะคือการกระทบอารมณ์ สิ่งที่เรียกว่าผัสสะก็มีอายตนะภายใน อายตนะภายนอก แล้วก็มีความรับรู้ มี 3 อย่างนี้ประกอบกัน ถึงจะเป็นผัสสะ อย่างถ้าเรานั่งอยู่อย่างนี้ แล้วเห็นต้นไม้ แต่ใจเราลอย ตาเราเห็นต้นไม้อยู่แต่ใจเราลอย เห็นก็เหมือนไม่เห็น อันนี้ไม่เป็นผัสสะ ผัสสะต้องมีองค์ประกอบครบ
อย่างตาเรามองเห็นดอกไม้ มีใจรับรู้ มีใจรับรู้ว่ากำลังเห็นดอกไม้อยู่ กำลังเห็นรูปอยู่ อย่างนี้เรียกว่ามีผัสสะ มีองค์ประกอบ 3 อย่างประกอบกัน มีอายตนะภายใน คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอายตนะภายนอก คือรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ มีวิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณคือความหยั่งรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีองค์ประกอบ 3 อย่าง ก็รวมกันเป็นผัสสะ อย่างเรานั่งอยู่แล้วเราใจลอย ยุงมากัดเรา ยุงเป็นอายตนะภายนอก มากัด ร่างกายเป็นอายตนะภายใน แต่จิตเราไปคิดเรื่องอื่น เราไม่รู้ว่ายุงกัด ไม่เจ็บ รู้อีกที คันไปเรียบร้อยแล้ว
มีภพทีไรก็มีทุกข์ทุกที
มีอยากทีไรก็มีทุกข์ทุกที
ฉะนั้นผัสสะเป็นจุดเริ่มต้นที่จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลง กระทบอารมณ์ที่ดีก็เกิดความสุข กระทบอารมณ์ที่ไม่พอใจ ก็เกิดความทุกข์ พอมีความสุขจิตก็ทำงานต่อ ชอบ ติดอกติดใจในความสุข เกิดราคะ กระทบอารมณ์ไม่ดี ไม่ชอบ เกิดโทสะ จิตมันก็มีกิเลสขึ้นมา พอมีผัสสะก็เกิดเวทนา พอมีเวทนาก็มีกิเลสแทรกตามเวทนา พอมีกิเลสแรงขึ้นมาก็กลายเป็นตัณหา เห็นผู้หญิงสวย มีตา มีผู้หญิง มีความรับรู้ทางตา ไปเห็นเขาเข้า เขาสวย มีความสุขที่ได้เห็น รู้สึกรักใคร่ผูกพัน นี่ราคะเกิดแล้ว ถัดจากนั้นราคะก็จะทำงานแรงขึ้น กลายเป็นตัณหา อยากได้ผู้หญิงคนนี้มา
ตัณหาก็คือราคะที่มีกำลังแรง ทันทีที่ตัณหาเกิด กระบวนการแห่งความทุกข์ก็เกิดขึ้นทันที ทันทีที่เกิดความอยาก จิตใจเราจะเกิดการดิ้นรนขึ้นทันที เกิดความดิ้นรนปรุงแต่งทางใจ ความดิ้นรนปรุงแต่งทางใจเรียกว่าภพ ตัณหาเป็นผู้สร้างภพ ทันทีที่ใจเราดิ้นรน ใจเราจะมีความทุกข์เกิดขึ้นทันที ไม่ว่าจะเป็นภพที่ดี หรือภพที่เลว ภพที่เลวแรกๆ อาจจะรู้สึกว่ามีความสุขก็ได้ แต่สุดท้ายมันก็หนีความจริงไม่พ้น มันก็ทุกข์
ภาวนาละเอียดเข้าไป เราจะรู้เลย มีภพทีไรก็มีทุกข์ทุกที มีอยากทีไรก็มีทุกข์ทุกที ส่วนตามองเห็น หูได้ยิน ยังไม่มีความทุกข์ มีความทุกข์ เมื่อใจเราทำงานขึ้นมา เรามีสติรู้เนื้อรู้ตัว เรียนรู้ความจริงของจิตใจ เห็นการทำงานของจิตใจ เออ จิตใจมันสร้างความทุกข์ให้ตัวเองแท้ๆ อย่างตาเราเห็นสิ่งที่ไม่ดี หูเราได้ยินเสียงที่ไม่ดี จมูกได้กลิ่นที่ไม่ดี สิ่งที่มากระทบ อย่างมากที่สุดก็เป็นแค่ปัญหา มีปัญหาแล้ว เช่น เพื่อนบ้านชอบมาจอดรถหน้าบ้านเรา เกะกะ ชอบพาหมามาขี้หน้าบ้านเรา นิสัยเสีย อันนี้เป็นปัญหา ส่วนจะทุกข์หรือไม่ทุกข์ ก็อยู่ที่ใจเราเป็นอย่างไร
ถ้าใจเราอยาก อยากให้มันไปจอดที่อื่น แล้วมันมาจอดตรงนี้ อย่างนี้เราจะทุกข์ อยากให้หมามันไม่ขี้เลย ยิ่งทุกข์เข้าไปอีก มันเป็นไปไม่ได้ อยากให้มันไปขี้บ้านอื่น ไม่มาขี้บ้านเรา ความอยากเกิดทีไร ใจเราจะดิ้นรน แล้วความทุกข์มันจะเกิด ฉะนั้นปัญหากับความทุกข์เป็นคนละอันกัน ทำมาหากินลำบาก เป็นปัญหา กลุ้มใจเป็นทุกข์ บางคนทำมาหากินลำบาก ยากจน แต่ใจเขาไม่ทุกข์ เขาทำได้ จิตที่ฝึกดีแล้วมีความสุข
ฉะนั้นเรามาเรียนรู้จิตใจของเราไป จิตใจเราสร้างความทุกข์ขึ้นมาแผดเผาตัวเอง มันทุกข์เพราะอะไร เพราะมันอยาก แล้วทุกสิ่งที่อยากคือสิ่งที่ไม่มี อะไรที่มีแล้วก็ไม่ต้องอยาก อยากได้แฟนสวยๆ เพราะตัวเองไม่มี ได้แฟนมาแล้ว อยู่ไปนานๆ เบื่อ อยากให้มันหมดไปสิ้นไป ก็กลุ้มใจ เบื่อหน้า มันไม่มีจริง อยู่ๆ เราจะไปทิ้งแฟนเราก็ไม่ได้ เบื่อแล้วก็ยังทิ้งไม่ได้ ถ้าทิ้งได้เราก็ไม่ต้องอยากทิ้ง ถ้าจีบได้เราก็ไม่ต้องอยากให้ได้มา ฉะนั้นความอยากทั้งหมด คือสิ่งที่ไม่ได้มีจริง ถ้ามีจริงแล้วไม่ต้องอยาก
ยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์
ถ้าเราภาวนาเรายอมรับความจริงได้ เราจะกระทบสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่เลวเราเลือกไม่ได้ มันเป็นวิบากของเรา อย่างหลวงพ่อมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ โอ้ สบายจัง เงียบ กลางคืนเงียบกริบเลย แสงไฟอะไรก็ไม่มี ดูดาว เต็มฟ้าเลย 20 ปีก่อนที่นี่เงียบสงบ เดี๋ยวนี้หรือ กลางคืนเสียงคาราโอเกะ พอถึงฤดูหนาวหรือฝนตก อากาศชื้นๆ กลิ่นขี้ไก่ก็มา เราอุตส่าห์ทำที่อยู่ของเราสบาย ในวัดนี้กลางคืนน่าภาวนาที่สุดเลย มีดอกไม้ก็หอม มีหิ่งห้อย มีอะไรสวยงาม สงบ มีพระจันทร์ มีดวงดาว แล้วเราคุมอะไรไม่ได้ เห็นไหมสุดท้ายเป็นแบบนี้ กลายเป็นวัดในเมืองไปแล้ว
ถ้าเราโหยหาแต่อดีต ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมมันดันมาตั้งโรงงานตรงนี้ ก็มันจะตั้งเราห้ามไม่ได้ ทำไมญาติโยมชอบมาซื้อที่อยู่รอบวัดเลย ในห้องนี้ก็มากมายเลยที่มาอยู่รอบๆ นี้ เราอยากอยู่ในป่า พวกเราก็ตามมา มันเปลี่ยนแปลง ห้ามไม่ได้ บังคับไม่ได้ ถ้ายอมรับได้ ไม่ทุกข์ ยอมรับไม่ได้ กลุ้มใจ โถ เสียดายธรรมชาติ กลุ้มใจ กลุ้มใจ การที่เราหัดภาวนาเพื่อให้จิตยอมรับความจริง จิตยอมรับความจริงได้ จิตจะไม่เกิดความอยาก เมื่อจิตไม่เกิดความอยาก จิตจะไม่เกิดการดิ้นรน เมื่อจิตไม่ดิ้นรน จิตก็จะไม่เกิดความทุกข์ ความดิ้นรนของจิตก็คือตัวภพนั่นล่ะ
มีพระองค์หนึ่ง ท่านชอบไปนั่งในป่าช้า ไปดู จะดูศพ อยากดูศพ พิจารณาอสุภะ คนเฝ้าสุสานบอกทำอย่างนี้ไม่ได้ ให้ออกไปอยู่ที่อื่น แต่โอเค ถ้าจะเผาศพแล้วจะให้มาดู จะไปเรียกมาดู ตอนเขาเผาศพ คนอินเดียตายแล้วเขาก็เผาเลย เขาไม่มาเก็บไว้ 100 วัน 7 วัน 15 วันอะไร เขาไม่เก็บหรอก เขาตายแล้ว เขาก็รีบเผาเลยจะได้สิ้นธุระ แล้วประเทศเขาแออัด เอาศพคนป่วยมาไว้ เดี๋ยวเกิดโรคระบาด เหมาะสมมาก ตายปุ๊บเผาปั๊บ ศพที่เอาไปเผามันยังเหมือนคนนอนหลับ มีผู้หญิงสวยๆ ยังสาว ยังสวย ตาย เอาขึ้นเชิงตะกอนเผา เอาไม้ฟืนวางพาดๆ แล้วก็จุดไฟ
พระท่านก็ไปยืนดู โอ้ ผู้หญิงนี้สวย แล้วพอไฟมันเริ่มไหม้ มันลอก มันลวกที่ผิว ผิวหนังเริ่มลอก ดูไปเหมือนวัวด่างๆ หนังลอกแล้ว ด่างๆ น่าเกลียดแล้ว ไม่สวยแล้ว ท่านก็ดูไป พิจารณาไปเรื่อยๆ เผาศพเสร็จแล้ว ท่านบรรลุพระอรหันต์เลย ท่านอุทานธรรมะออกมาอันหนึ่ง “อนิจจา วต สังขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง อุปปาทวยธัมมิโน เกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เกิดแล้วก็ต้องดับไป เตสัง วูปสโม สุโข การเข้าไประงับดับสังขารได้ เป็นสุข” สังขารคืออะไร สังขารคือร่างกาย จิตใจ รูปธรรมนามธรรมทั้งหลายที่พวกเรามีนี้ล่ะ เกิดขึ้นแล้วต้องดับไป ต้องเสื่อม เกิดแล้วก็ต้องเสื่อม แล้วเกิดขึ้นแล้วก็ต้องดับไป ความดับสนิทของสังขาร เข้าถึงความดับสนิทของสังขาร ยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์แล้ว
ยอมรับความจริงได้ก็ต้องหันหน้าไปเผชิญความจริง มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง จิตมันก็จะปล่อยวางได้ มันไม่ยาก มันไม่ยากอีกแล้ว เดี๋ยวถูกประท้วง อาจารย์อ๊าประท้วงหลวงพ่อเรื่อย มันยาก ยาก โยมเขาบอกยากๆ แล้วตอนพระอาจารย์อ๊าเทศน์ พอเทศน์ๆ ไป มันง่าย เลยไม่รู้ยากหรือง่าย สรุปมันยาก ยากสำหรับคนที่ฝึกน้อยๆ ง่ายสำหรับคนที่ฝึกแล้ว ชำนาญแล้ว ก่อนจะเก่งก็ต้องไม่เก่งมาก่อน เริ่มต้นก็ยอมลำบาก ยอมยากไปก่อน แล้วต่อไปมันก็ง่ายขึ้นๆ
จุดที่ยากที่สุดของการปฏิบัติอยู่ตรงนี้
ทำอย่างไรสัมมาสมาธิจะเกิด
จุดที่ยากที่สุดของการปฏิบัติ อันนี้ในตำราเขาไม่ได้พูด หลวงพ่อพูดเอง จุดที่ยากที่สุดคือการปลุกจิตให้ตื่น ให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จุดนี้ที่หลวงพ่อบอกว่ายากที่สุดเลย เพราะถ้าจิตเราตื่นได้ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิแล้ว การเจริญปัญญาจะไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องทำอะไรเลย มันถึงจุดที่เราไม่ต้องทำ ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส สติปัญญามันจะทำงานเอง มันจะเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปอัตโนมัติ เราไม่ได้ทำอะไร
แต่การที่เราจะเห็นทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปได้ จิตต้องตั้งมั่น ต้องทรงสัมมาสมาธิ เพราะสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ความยากที่สุดอยู่ตรงนี้ ทำอย่างไรสัมมาสมาธิจะเกิด นั่งสมาธิมากๆ จะเกิดไหม ถ้านั่งสมาธิมากๆ แล้วเกิด พวกฤๅษีชีไพรบรรลุพระอรหันต์หมดแล้ว เขานั่งได้นานๆ นั่งได้ทีหลายๆ วัน บางท่านไปนั่งในหิมะ หิมะตกตัวขาวไปหมดเลย เฉย ไม่รู้เรื่องเลย แล้วก็ไม่ตายด้วย ไม่ป่วยด้วย เขานั่งสมาธิ สมาธิอย่างนั้นไม่ได้ทำให้เกิดมรรคผลอะไรเลย คนละชนิดกัน มันไม่ใช่สัมมาสมาธิที่พระพุทธเจ้าบอก
สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต สภาวะที่มันตั้งมั่น จิตมันจะเป็นกุศล จะมีความเบา มีความอ่อนโยน นุ่มนวล มีความคล่องแคล่วว่องไว ไม่ขี้เกียจขี้คร้านในการจะรู้สภาวะ คือขยันทำงาน แล้วก็ซื่อตรงต่อสภาวะ รู้ รู้ซื่อๆ จิตดวงนั้นไม่ประกอบด้วยราคะคือความโลภ ไม่ประกอบด้วยโทสะคือความขัดเคือง ไม่ประกอบด้วยโมหะคือความหลง องค์ประกอบมันมากมาย แล้วก็จะต้องเป็นจิตที่เกิดอัตโนมัติ ถ้า Build ให้เกิด ยังไม่ใช่ของจริง
องค์ประกอบของจิตผู้รู้ หรือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ มีเงื่อนไขมากมาย มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายไม่มี ไม่มีจิตที่ตั้งมั่น มีแต่จิตที่หลง ยิ่งยุคก่อนหลายสิบปีก่อน หลวงพ่อตระเวนไปดูสำนักปฏิบัติต่างๆ เขาปฏิบัติกันเข้มงวดจริงจัง บางที่ดุเดือดมากเลย คนที่นั่งปฏิบัติ คนที่เดินจงกรมเครียดไปหมดเลย เราดู โอ้ ไม่ได้กินหรอก ทุกข์ทรมาน ไม่ได้กินหรอก ถ้าทรมานกายแล้วก็บรรลุได้ พระโพธิสัตว์สิทธัตถะบรรลุไปนานแล้ว ทรมานตัวเองมากมาย บางที่เจริญปัญญาอย่างเดียว คิดแต่เรื่องไตรลักษณ์ แต่ไม่มีสมาธิ จิตไม่ได้ตั้งมั่น จิตฟุ้งซ่านในธรรมะ
จิตฟุ้งซ่านในธรรมะเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องน่ากลัว พวกนี้จะคิดว่าตัวเองรู้ธรรมะ อย่างช่วงนี้มีข่าว เห็นไหม สำนักอันหนึ่ง สอน พูดอย่างไรดี ไม่ให้กระทบ ไม่ได้ภาวนาอะไรหรอก ให้คิดเอา คิดๆ เอา ไม่อยากเอ่ย เดี๋ยวถูกฟ้อง เขาฟ้องเก่งคนนี้ มันคิดเอา คิดธรรมะไปเรื่อยๆ อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี อันนี้พุทธวจนะ อันนี้สาวกภาษิต คิดไปเรื่อยๆ แล้วบอกจะเข้าใจธรรมะ เข้าใจไม่ได้ ไม่ได้มีสัมมาสมาธิ ที่จะมาเรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจ มันได้แต่อ่านเอา คิดเอา แล้วคนพวกนี้ดื้อ มันจะดื้อสุดๆ เลย มันคิดว่ามันรู้ เป็นธรรมชาติเลย
เมื่อก่อนก็มี ไม่ใช่สำนักนี้แห่งแรก ก่อนหน้านี้ก็มี สายวัดป่าก็มี ใช้คิดธรรมะเอา ไม่ทำสมาธิ ไม่ฝึกจิต แล้วพวกนี้จะเซลฟ์จัด คิดว่ากูรู้แล้ว คนอื่นผิด กูถูกคนเดียว เป็นโรคระบาดอันนี้ ไม่หาย แก้ยาก แก้ยากก็ต้องปล่อย หลวงพ่อเที่ยวไปดู บางที่ไม่ทำสมาธิเลย ไม่ฝึกสมาธิเลย คิดอย่างเดียว บางที่ฝึกสมาธิ แต่เป็นสมาธิฤๅษี นั่งบังคับ กดข่มตัวเอง มันไม่ใช่สัมมาสมาธิ
สัมมาสติเจริญให้มาก
จะทำให้สัมมาสมาธิสมบูรณ์
สิ่งที่จะทำให้สัมมาสมาธิเราพัฒนาขึ้นมา คือสัมมาสติ สัมมาสติทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ สัมมาสติคืออะไร พระพุทธเจ้าอธิบายสัมมาสติด้วยสติปัฏฐาน 4 มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจของเรา กาย เวทนา จิต ธรรม ย่อๆ ลงมาเป็นรูปธรรมกับนามธรรม กายานุปัสสนาเป็นส่วนของรูปธรรม เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา เป็นส่วนของนามธรรม ธัมมานุปัสสนาครอบคลุมทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ฉะนั้นมันเหนือกว่ากัน เหนือชั้นกว่ากัน เพราะฉะนั้นการที่จะเกิดสติก็ต้องทำสติปัฏฐาน เท่านั้น ไม่ใช่ไปอ้อนวอนเทวดา แล้วจะเกิดสัมมาสติได้จะต้องทำสติปัฏฐาน
ทำอย่างไร อันแรกต้องมีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ เรียกว่ากาย เวทนา จิต ธรรมนี้ล่ะ เป็นวิหารธรรม แล้วการที่เราอยู่กับเครื่องอยู่นั้น เพื่อแผดเผากิเลส ไม่ใช่เพื่อเอาสุข เอาสงบ เอาดีอะไรหรอก เราจะสู้กับกิเลส ไม่ได้สู้กับคนอื่น ไม่ได้แข่งกับคนอื่น แล้วเราจะต้องมีความรู้เนื้อรู้ตัวอยู่ แล้วก็มีสติระลึกรู้ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ของรูปธรรมนามธรรมอันนั้นไป ต้องฝึก ไม่ใช่ง่าย สติปัฏฐาน พระพุทธเจ้าบอก สติปัฏฐานเป็นทางสายเอก เป็นทางสายเดียว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น
ความหมายของทางสายเอก เอกายนมรรค แปลได้หลายอย่าง อันหนึ่งคือทางของท่านผู้เป็นเอก คือทางของพระพุทธเจ้า คนอื่นไม่มีปัญญาค้นพบทางอันนี้ เป็นทางที่ไปครั้งเดียว แล้วไม่ต้องเดินซ้ำ ฉะนั้นถ้าเราเดินไปได้โสดาบันแล้ว ไม่ต้องมาฝึกเพื่อจะเป็นโสดาบันอีก ตายแล้วตายอีก ก็ยังเป็นพระโสดาบัน ไม่เสื่อม เป็นทางที่เดินครั้งเดียว ถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ก็คือไม่ทุกข์อีกแล้ว ไม่ต้องมาฝึกอะไรอีกแล้ว แล้วเป็นทางทางเดียว เป็นวิธีปฏิบัติอันเดียว ที่จะพาเราไปสู่ความหลุดพ้นได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีเครื่องอยู่ที่เราถนัด จะใช้กายก็ได้ ใช้เวทนาก็ได้ ใช้จิตก็ได้ เอาของง่ายก่อน
ถ้าใช้กายก็คือรู้เนื้อรู้ตัวไว้ อย่าลืมร่างกายตัวเอง แล้วก็อย่าไปบังคับร่างกายตัวเอง ร่างกายเราหายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก เคลื่อนไหว หยุดนิ่ง รู้สึก คอยรู้สึกไปเรื่อยๆ รู้สึกด้วยใจปกติ อย่าทำใจให้เคร่งเครียดแล้วไปรู้สึก ใช้ใจปกติ เคล็ดลับมันอยู่ตรงนี้ แล้วที่ทำกันไม่สำเร็จ ก็เพราะชอบไปบังคับจิตจนเครียด จิตที่เครียดมันเป็นอกุศลจิต จะเอาไปเจริญปัญญาได้อย่างไร อกุศลจิตมันไม่มีทางเกิดสติหรอก จิตที่มีสติเป็นจิตที่เป็นกุศล จิตที่เป็นกุศลมีลักษณะเบา อ่อนโยน นุ่มนวล คล่องแคล่ว ว่องไว ควรแก่การงาน ซื่อตรงในการรู้อารมณ์
เพราะฉะนั้นเริ่มต้น ไปทำจิตให้มันเป็นอกุศลเสียแล้ว เคร่งเครียด ภาวนาอย่างไรก็ไปไม่รอด ฉะนั้นเราใช้จิตใจปกติของเรานี้ล่ะ ระลึกรู้กาย ระลึกรู้เวทนา ระลึกรู้จิตใจของเราไป ใครเป็นคนระลึก สติเป็นผู้ระลึก ใครเป็นคนรู้ จิตเป็นคนรู้ จิตจะรู้ได้ ทุกคราวที่สติระลึก จิตจะรู้ได้ จิตต้องอยู่กับเนื้อกับตัว ถ้าจิตร่อนเร่หลงไปแล้วจะไปรู้กายรู้ใจได้อย่างไร อย่างเราใจลอย สาวสวยเดินผ่านเราก็ไม่รู้ หมาบ้าวิ่งมาเราก็ไม่รู้ นี่ใจลอยไป ใจอยู่กับเนื้อกับตัว อะไรเกิดขึ้นในร่างกาย อะไรเกิดขึ้นในจิตใจ คอยรู้ไป บางคนบอก แหม รู้ได้ชั่วคราว แป๊บๆ ลืมอีกแล้ว ทำไมสัมมาสติของเราไม่แข็งแรงเสียที ทำสติปัฏฐานได้ประเดี๋ยวเดียว เบื่อ หมดเรี่ยวหมดแรง ท้อแท้ อย่ามาอ้อน อ้อนหลวงพ่อด่าเอา
ถ้าใจเราสู้ เราก็จะทำสติปัฏฐานได้ดี
อะไรที่จะทำให้สัมมาสติของเราแข็งแรง สัมมาวายามะ เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสติบริบูรณ์ สัมมาสติ เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์ สัมมาสมาธิ เมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาญาณะ คือการเจริญปัญญาบริบูรณ์ แล้วสัมมาญาณะทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาวิมุตติ คือความบริสุทธิ์หลุดพ้นบริบูรณ์
สัมมาวายามะคืออะไร คนไทยเราแปลว่ามีความเพียร ความเพียรชอบ เพียรละอกุศลที่มี เพียรปิดกั้นอกุศลใหม่ไม่ให้เกิด เพียรทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิด เพียรทำกุศลที่เกิดแล้ว ให้งอกงามพัฒนาไป เราแปลสัมมาวายามะว่ามีความเพียร แล้วเราก็แปลต่อ ความเพียรก็คือนั่งสมาธินานๆ เดินจงกรมเยอะๆ ความเพียรตัวนี้ เป็นเรื่องทางใจ ไม่ใช่เรื่องทางกาย ความเพียรนี้หมายถึง ความห้าวหาญ ความกล้าหาญที่จะต่อสู้กับกิเลส ที่จะพัฒนากุศลที่ยังไม่มีให้มันมี จิตใจมันต้องห้าวหาญ ต้องมีความวีระ วีระ อาจหาญ กล้าหาญ ถ้าใจเราอ่อนแอ ท้อแท้ หนูทำไม่ได้ หนูเหนื่อย หนูอย่างโน้น หนูอย่างนี้ โอ๊ย ก็เป็นหนูไปเถอะ ให้เขาเอาไปย่างกินเสีย ขี้อ้อน ไม่มีสัมมาวายามะ แล้วจะมาอวด
ทำไมทำสติปัฏฐานได้ไม่ต่อเนื่อง ใจมันไม่สู้ ถ้าใจมันสู้ มันก็ทำได้ หลวงพ่อเลยบอกให้พวกเราไปเดินจงกรม 3 ชั่วโมง เดินเยอะๆ ใจที่อ่อนแอ แหม มันต้องเดิน มันค่อยฝึกความเข้มแข็ง ใจมันคิดจะสู้ พอใจเราเข้มแข็งขึ้น แล้วก็เห็นกายมันเดินไป เห็นใจมันกลุ้มใจ เดินนานมันเมื่อย ห่วงโน้น ห่วงนี้ เดินไป อดทน มีความอดทน มีความกล้าหาญที่จะสู้ ไม่กลัวลำบาก แล้วมันจะทำให้การเจริญสติปัฏฐานของเราเข้มแข็งขึ้น ไม่ใช่ดูเหยาะๆ แหยะๆ แล้วอ้อนอยู่นั่นล่ะ เรียนที่นี่ห้ามขี้อ้อน เพราะหลวงพ่อไม่เคยอ้อนครูบาอาจารย์ ครูบาอาจารย์สั่งอะไร หลวงพ่อทำเลย
ตอน 7 ขวบพ่อพาไปวัดอโศการาม เข้าไปกราบท่านพ่อลี ท่านก็สอนหายใจเข้าพุท หายใจออกโธนับหนึ่ง หายใจเข้าพุทออกโธนับสอง บอกไปทำเอา เราเด็ก ผู้ใหญ่สั่งอะไร ครับ ครับแล้วทำไหม ทำ กลับมาบ้านทุกวันเลย นั่งสมาธิหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ แล้วเห็นพระเขามีจีวร วันปีใหม่ผู้ใหญ่เขาให้เลือก เขาให้ผ้าเช็ดตัวคนละผืน ขอสีเหลือง เอามานั่งห่มแล้วก็สวดมนต์ หายใจไปอะไรไป หน้าหนาวก็ไหว พอถึงหน้าร้อนไม่เอาแล้ว เอาไว้ที่อื่น
ใจมันเป็นอย่างนี้ หรือหลวงปู่ดูลย์บอกให้หลวงพ่อดูจิต เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2525 เจอหลวงปู่ดูลย์ครั้งแรก ท่านบอกให้ดูจิตตัวเอง หลวงพ่อดูตลอด ไม่เคยเลิกเลย ดูจนไม่รู้จะดูอะไรแล้ว ไม่ต้องสั่งซ้ำสอง นี่คือสัมมาวายามะ ใจสู้ ไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมอ่อนแอ เหนื่อยก็ภาวนา ไม่สบายก็ภาวนา ไปนอนอยู่โรงพยาบาลตั้งหลายเดือน 4-5 เดือน ภาวนา เวลาอยู่ลำพัง เราก็ภาวนาของเราไป หายใจเข้าพุทออกโธ ดูกายดูใจไป
เวลาพยาบาลจะมาเจาะเลือด หมอจะมาผ่าอะไรอย่างนี้ เราก็เห็นกายกับใจมันทำงานไป บางทีหมอสงสัย มาผ่าหลวงพ่อ ฉีดยา ทำไมหลวงพ่อเงียบจัง ถาม เขากลัวหลวงพ่อช็อกไปแล้ว หลวงพ่อก็บอกหมอ จะให้หลวงพ่อร้องโวยวายหรือ หมอก็ หมอเลยเงียบไปเลย เห็นไหมป่วยแค่ไหนก็ยังดูกายดูใจอยู่ ไม่ต้องให้ครูบาอาจารย์มาสอนซ้ำเลย นี่คือสัมมาวายามะ ใจสู้ ไม่ใช่ว่าเดินนาน คือใจสู้ เพราะวิริยะมันเป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องทางกาย ถ้าใจเราสู้ เราก็จะทำสติปัฏฐานได้ดี ดูได้ต่อเนื่อง ทำสติปัฏฐานถูกต้อง สัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตตั้งมั่น รู้ ตื่น เบิกบานก็จะเกิดขึ้น เมื่อจิตตั้งมั่นรู้ ตื่น เบิกบานแล้ว การเจริญปัญญาที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น นี่คือเส้นทางที่เราจะต้องเดิน เส้นทางนี้ไม่มีที่เหลือสำหรับคนอ่อนแอ ต้องสู้

เทศน์ให้ฟังเล็กๆ น้อยๆ 45 นาทีจนได้ ว่าจะเทศน์สัก 20 นาที ยังปรับตัวไม่ได้ หลวงพ่อเห็นครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ท่านเทศน์ 20 นาที พออายุเยอะๆ แล้ว เทศน์เยอะๆ เทศน์ทุกวันเลย เทศน์ไม่ไหว หลวงพ่อสอนทุกวัน ก็จะมีบางวันเหนื่อยเต็มทีก็หลบออกไปข้างนอก ไปไหว้พระ พระพุทธรูป ไปไหว้พระวัดโน้นวันนี้ไป จังหวัดรอบๆ นี้ ไปไหว้พระ กะเราได้พักผ่อน ได้สงบบ้าง สอนทุกวัน เหนื่อย
สอนกรรมฐานนี้เหนื่อยมากเลย ใช้พลังภายใน ก็กะว่าเราหยุดพักอาทิตย์ละวัน น้อยกว่าโยมอีก ได้หยุดอาทิตย์ละวันเอง ออกไปพอลงจากรถ โยมมาแล้วหลวงพ่อปราโมทย์นี่ เออ ใช่ๆ บางทีไม่ได้ไหว้พระเลย จับเราไว้ แล้วก็ต้องมานั่งสอนอยู่ตรงนั้น ข้างถนน ที่แสบที่สุดเลยเราเดินทางไกล ปวดท้องจะเข้าห้องน้ำ รถจอดหน้าห้องน้ำ อุ้ย หลวงพ่อปราโมทย์ มากราบ ขอกราบหน่อย ขอกราบ ถามกรรมฐานอยู่นั่นล่ะ โอ๊ย ไม่รู้เลยว่าหลวงพ่อทุกข์ทรมานแค่ไหน รอให้ออกจากห้องน้ำก่อนก็ไม่ได้
จิตใจมีความสุข รู้สึกไหม เออ แค่นี้ล่ะ ยากอะไรล่ะ ใจมีความสุขก็รู้ ใจทุกข์ก็รู้ ใจเฉยๆ ก็รู้ นี้ก็คือการทำสติปัฏฐานแล้ว ใจสู้ๆ หน่อย แล้วมันจะได้ดูได้ตลอด
วัดสวนสันติธรรม
28 กุมภาพันธ์ 2569