จิตผู้รู้คือตัวทุกข์

อนุโมทนาทุกคน เช้าๆ วันอาทิตย์ฟังธรรม เมื่อก่อนหลวงพ่อก็ทําแบบพวกเรา คอยดูอาทิตย์นี้ครูบาอาจารย์องค์ไหนจะมาเทศน์ในกรุงเทพฯ ก็เลือก ไม่ใช่ไปฟังทุกองค์ เลือกครูบาอาจารย์ที่สะอาด เมื่อก่อนครูบาอาจารย์ดีๆ เยอะ ทุกวันนี้ร่อยหรอเหลืออยู่ไม่กี่องค์ วันนี้มีคนต่างประเทศมาฟังเยอะเหมือนกัน คนเวียดนาม

พวกเราเรียนศาสนาพุทธ เราต้องรู้เป้าหมายที่แท้จริง วัตถุประสงค์ objective ในคําสอนของพระพุทธเจ้า คือเราทําอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ ตอบโจทย์ใหญ่ของชีวิต ทําอย่างไรจะไม่ทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านก็พยายามหาเส้นทางนี้ ใช้เวลายาวนาน กว่าท่านจะเจอเส้นทางนี้แล้วเอามาบอกพวกเราได้ เฉพาะในชาติสุดท้ายของท่านยังใช้เวลาตั้ง 6 ปีในการค้นหาเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ ท่านเริ่มสอนว่าอะไรมันเป็นความทุกข์ ความทุกข์เกิดจากอะไร ทําอย่างไรจะดับความทุกข์ได้ คือกรอบคําสอนกว้างๆ ของท่าน

 

เราไปดับที่ตัวความทุกข์ไม่ได้
ต้องดับที่เหตุของความทุกข์

สิ่งที่เรียกว่าความทุกข์ในทางรูปธรรมของเราที่เห็นง่ายคือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ในทางนามธรรมในทางจิตใจสิ่งที่นําความทุกข์มาให้เราก็คือ การที่เราต้องเจอกับสิ่งที่ไม่ถูกใจ ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เรารักที่เราพอใจ หรือเวลามีความอยากเกิดขึ้นแล้วไม่สมอยากก็มีความทุกข์มีความเศร้าโศกในจิตใจ ความโศกเศร้าร่ำไรรําพัน ความไม่สบายใจต่างๆ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ อันนี้เป็นทุกข์ ท่านสอนบอกว่าทุกข์ให้เรารู้ ไม่ใช่ทุกข์ให้เราละ ทําไมละไม่ได้ โดยเฉพาะทุกข์ทางร่างกายเราละไม่ได้ ทุกข์ทางใจเราก็ละไม่ได้ เวลาละท่านสอนให้ไปละที่เหตุของทุกข์ อันนี้เป็นภูมิปัญญาของท่าน พวกเราบางทีนึกไม่ถึงเลย

อย่างไฟไหม้ ไฟไหม้บ้านใกล้ๆ เรา เราก็คิดว่าเราดับไฟ รถดับเพลิงมา ชื่อมันรถดับเพลิง แค่ตั้งชื่อก็รู้แล้วว่ายังไม่เข้าใจศาสนาพุทธ ไฟไหม้มันดับไม่ได้ ตัวไฟ ที่เราดับไฟมันดับเพราะว่าเราดับเหตุของไฟ อย่างไฟไหม้เพราะอุณหภูมิมันสูง ต้องเอาน้ำไปฉีดลดอุณหภูมิลง พอความร้อนมันไม่ถึงจุดสันดาป ไฟมันก็ไม่ติด แล้วก็มันมีเชื้อเพลิง เราบ้านติดๆ กันแล้วรื้อทิ้งสัก 2 หลัง ไฟก็ลามมาไม่ได้ ไม่มีเชื้อ ไฟก็ดับ อย่างในพระไตรปิฎกก็มีเวลาไฟไหม้ไฟลามมา อย่างคนมันเผาทุ่งมา มาทางบ้านเรา ท่านให้ทําลายเชื้อไฟที่บ้านเรา ด้วยการเราเผาเชื้อไฟรอบๆ บ้านเราเสียก่อน แล้วเราคุมได้ไฟเล็กๆ พอไฟในป่าไฟในทุ่งลามมาถึง ไม่มีเชื้อไฟ ไฟก็ดับ เพราะไม่มีเหตุคือเชื้อไฟ

หรืออย่างเราเห็นไฟไหม้รถยนต์ เขาเอาโฟมไปฉีด อันนั้นไม่ได้เพื่อลดอุณหภูมิ ไม่ได้เพื่อทําลายเชื้อไฟ แต่ว่าตัดไม่ให้ออกซิเจนเข้าไปโดนจุดที่ไฟไหม้ เหตุที่ไฟไหม้เหตุของไฟก็มีเชื้อเพลิงมีออกซิเจนมีการสันดาป เวลาดับไฟเราก็ดับที่เหตุ พอเหตุมันดับไฟมันก็ดับ นี่เป็นกฎธรรมชาติเลย พระพุทธเจ้าท่านมีปัญญามาก ท่านก็รู้ความทุกข์ก็เหมือนไฟไหม้ เราไปดับที่ตัวความทุกข์ไม่ได้ เราก็ต้องดับที่เหตุของความทุกข์ ทีนี้ตรงเหตุของความทุกข์ท่านก็ดูต่อไป ความทุกข์ในร่างกายมันแก้ไขไม่ได้ เรามีกรรมมีวิบากเกิดมาเป็นมนุษย์อย่างนี้ มีรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ แข็งแรงบ้าง ไม่ให้แข็งแรงบ้าง สวยบ้าง น่าเกลียดบ้าง

อันนี้เป็นผลของวิบากของกรรม กุศล ทุกคนเราที่พวกเรามานั่งอยู่ตรงนี้ กุศลวิบากให้ผลพวกเรามาเกิด เราถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ ทีนี้กุศลของเราแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนทํากุศลมาแต่นิสัยขี้โมโห หน้าตามันก็ดูไม่ค่อยจะได้ ถ้าคนมีศีลมีอะไรอย่างนี้ หน้าตามันผ่องใสก็ดูสวยดูงาม แต่ละอย่างแต่ละอย่างมันมีเหตุ ทีนี้เหตุของร่างกายมันผ่านมาแล้ว แก้ไม่ได้แล้ว ทีนี้ร่างกายพอเราเกิดขึ้นมา เราก็หนีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ไปไม่พ้น ท่านให้รู้ทุกข์จนเรายอมรับความจริงได้ว่า ร่างกายเราต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ท่านสอนให้เรามองเข้าไปที่สาเหตุ

เหตุของมันเป็นกุศลวิบากที่ให้ผลพวกเรามาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ยังมีกุศลบ้างอกุศลบ้างย่อยๆ ตามมาให้ผลอีก คนเราเลยไม่เหมือนกัน มีทฤษฎีเรียกร้องว่าทุกคนต้องเสมอภาคกัน นี่มันผิดธรรมชาติ คนมันเสมอภาคกันไม่ได้หรอก เพราะว่าต้นทุนไม่เท่ากันสะสมมาต่างกัน ความขวนขวายในปัจจุบันก็ต่างกันอีก มีทั้งกรรมเก่าส่งผลมา แล้วก็กรรมใหม่ที่พวกเราทําในปัจจุบัน อย่างกรรมเก่าดีเคยทําบุญทําทานร่ำรวย มีกรรมใหม่ขี้เกียจ เล่นการพนัน ติดยาเสพติด อย่างไรก็เจ๊ง อย่างไรก็ยากจน ฉะนั้นกรรมเก่าให้ผลมาก็จริง แต่ตัวที่จะชี้ขาดชีวิตเราคือตัวกรรมใหม่ สิ่งที่เราทําในปัจจุบันนี้

ทีนี้ส่วนเหตุของความทุกข์ทางจิตใจ พระพุทธเจ้าท่านก็มองออก สิ่งที่ทําให้ใจเราทุกข์ก็เรียกว่าสมุทัย คือตัวความอยากตัวตัณหา ความอยากเกิดขึ้นเมื่อไร จิตใจเราก็ไม่สงบสุข มันจะดิ้นรนทุรนทุรายไป อย่างเราอยากจีบผู้หญิงสักคน ใจก็ไม่มีความสุขหรอก ใจมันก็ดิ้นรนทําอย่างไรจะสําเร็จหรือจะไม่สําเร็จ เวลาใจเราเกิดความอยากใจก็จะเกิดความดิ้นรน พอใจมีความดิ้นรนเกิดขึ้น ใจมันก็มีภาระ มีความทุกข์ มีความหนัก มีความแน่นเกิดขึ้น ทุกข์ชนิดนี้เราสามารถแก้ได้ในปัจจุบัน ส่วนความทุกข์ที่มาทางร่างกาย อาศัยการทํากรรมใหม่ที่ดีๆ ก็ผ่อนหนักเป็นเบาได้ แต่สุดท้ายก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

อย่างเรามีกรรมเก่าส่งผลมาเราแข็งแรง แต่เรากินเหล้าเมายาไม่หลับไม่นอนเที่ยวกลางคืน ร่างกายก็ทรุดโทรม นี่เป็นผลของกรรมใหม่ แต่ถ้าเราไม่แข็งแรง เราก็พยายามออกกําลัง พักผ่อนให้พอ กินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ มันก็ประคับประคองธาตุขันธ์นี้อยู่ได้นานหน่อย ฉะนั้นเราอย่าไปมอบชีวิตให้กรรมเก่า ชาวพุทธเรารู้ว่ากรรมเก่ามี แต่ตัวสําคัญคือกรรมใหม่นี้ต่างหาก ในทางจิตใจเราก็มีกรรมเก่าให้ผลมา คือเราได้เห็นรูปที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ได้ยินเสียงที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ได้กลิ่นที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ได้รสที่ดีที่ไม่ดี ได้สัมผัสที่ดีที่ไม่ดี หรือได้กระทบเรื่องราวทางจิตใจที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็แล้วแต่วิบากกรรมเก่าให้ผลมา

 

ตัวสําคัญคือกรรมใหม่

กรรมเก่าที่ดีให้ผลมา เราก็ได้กระทบอารมณ์ที่ถูกอกถูกใจ กรรมเก่าให้ผลมาไม่ดี เราก็ กระทบอารมณ์ที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นการที่เราจะกระทบอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดีเราเลือกไม่ได้ เราเลือกไม่ได้ มันเหมือนที่เราเกิดมา เราเลือกว่าเราจะมีหน้าตาอย่างนี้ ไม่ได้ นี่เป็นเรื่องของวิบากกรรมเก่า บางคนทํากรรมเก่ามาดี ยกตัวอย่างอย่างคุณแม่ชี ที่กุฏิตอนที่อยู่เมืองกาญจน์ปลูกต้นไม้ไว้ต้นหนึ่งชื่อต้นจำปาเทศ มีกลอนชมจำปาเทศวิเศษกลิ่น มันวิเศษอย่างไร ฟังแล้วน่าปลูก ที่แท้กลิ่นเหมือนส้วมแตก กลิ่นพิเศษของมัน กลิ่นพิเศษไม่เหมือนใคร ปรากฏว่ามันออกดอก โอ้ย เหม็นทั้งวัดเลย คุณแม่ไม่ได้กลิ่นเหม็น ได้แต่กลิ่นหอม อยู่ที่วิบากของแต่ละคน

หรือเรานั่งรถไปเจอรถชนกันมีคนตาย บางคนก็ไม่อยากดู หรือเห็นรถทับหมากลางถนนเละเทะอยู่ เราไม่อยากดู ทั้งๆ ที่ไม่อยากดูพยายามเบือนหน้าหนี ก็ไปเห็นศพเขาย้ายมาไว้ริมถนนแล้ว ในขณะที่คนที่ไม่มีอกุศลวิบาก เขาพยายามดูอยากดูศพเละเทะ ได้ข่าวว่าน่าเกลียดมากเลยอยู่ตรงไหน ชะโงกไปกลางถนนไม่เจอเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัส มันก็เป็นวิบากเก่าให้ผลมา

แต่บอกแล้วว่าชาวพุทธเราไม่ยอมแพ้วิบากเก่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น วิบากเก่าให้ผลมาไม่ดี เราต้องกระทบแต่สิ่งที่ไม่ถูกอกถูกใจ ท่านก็สอนให้เราทํากรรมใหม่ที่ดี เจริญสติเจริญปัญญาไป มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ไปเรื่อยๆ กรรมใหม่ที่ดีของเรามันก็จะลดอิทธิพลของกรรมเก่าลง อย่างเราเกิดในบ้านที่ไม่มีความอบอุ่น พ่อแม่ตีกันทุกวันอย่างนี้ เราอย่าไปแก้ที่เขาตีกัน มันทําไม่ได้ หรือลูกเราติดยาอย่างนี้ กลุ้มใจ มันไม่ได้อย่างใจ ลูกเราไม่ดีเหมือนชาวบ้านเขา แก้ตรงนี้แก้ไม่ตกหรอก พยายามแก้ไม่ใช่ยอมจํานน พยายามแก้แล้วมันไม่สําเร็จ

เราทําอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ได้ ตรงนี้เป็นกรรมใหม่ของเราแล้ว ถ้าเราฝึกจิตฝึกใจของเรา ถึงชีวิตเราจะประสบปัญหาเพราะอกุศลวิบากให้ผลมา แต่เราก็สามารถไม่ทุกข์ได้ ตรงนี้เป็นธรรมะที่สุดยอดเลย ทางร่างกายเจ็บป่วยใจเราก็สามารถไม่ทุกข์ได้ ชีวิตเราประสบกับสิ่งที่ไม่รักไม่พอใจ พลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ เราก็สามารถไม่ทุกข์ได้ ไม่จําเป็นต้องทุกข์ พระพุทธเจ้าท่านเก่ง ท่านก็ค้นคว้ามา ทําไมใจเราถึงเกิดความทุกข์ ใจเราเกิดความทุกข์เพราะมีความอยาก แล้วสังเกตให้ดีความอยากทั้งหลายทั้งปวงคือสิ่งที่ไม่มีจริง

อย่างเราอยากรวยอย่างนี้ ก็เราไม่รวยเราถึงอยากรวย ถ้าเราพอแล้วเราก็ไม่ต้องอยากรวย คนรวยไม่จําเป็นต้องมีเงินแสนล้านหมื่นล้าน บางคนพออยู่พอกินมีความสุขแล้ว พอใจแล้ว นี่เขารวยแล้ว คนมีเงินเยอะๆ แล้วไม่รู้จักพอ มันหิว ถามว่ามันมีความสุขไหมที่มันหิว มันไม่มีความสุข มันมีแต่เรื่องแก่งแย่งชิงดี เท่าไรๆ ก็ไม่อิ่ม เท่าไรๆ ก็ไม่เต็ม เหมือนชีวิตของเปรต ได้อาหารมาเท่าไรมันก็ไม่หายหิว แต่คนที่เคยฝึกจิตฝึกใจ มันอิ่มมันเต็มอยู่ในตัวเอง เมื่อจิตมันอิ่มมันเต็มความอยากมันก็ไม่ต้องมี มันจะไม่ต้องมีความอยาก ความอยากทั้งหลายล้วนแต่ของไม่มีทั้งนั้น ไม่มีจริง

อย่างอยาก อยากหล่ออย่างนี้ ก็มันไม่หล่อ พยายามไปเกาหลงเกาหลีไปทําหน้ามาใหม่ ดูดีประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็เหี่ยวตามเดิม หรือข้างนอกบางคนไปผ่าเสียเยอะแยะเลยเพื่อให้สาวตลอดกาล แต่เวลานั่งกับพื้นไหว้พระเวลาลุกต้องเอา 4 ขายัน ต้องเอามือยันลุกแบบ 4 ขา สังขารมันไม่อํานวย เปลือกนอกหลอกได้ แต่ถามว่าร่างกายเราจะแข็งแรงขึ้นไหม ไม่จริงหรอก มันไม่แข็งแรงจริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราอยากนี่ล้วนแต่ของที่เราไม่มี ถ้าเรามีแล้วเราก็ไม่ต้องอยาก ถ้าเราพอแล้วเราก็ไม่ต้องอยาก

 

วิธีทําลายเหตุของทุกข์

ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้จบอยู่แค่ว่า สอนเราแค่ความอยากเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ แล้วเวลาแก้ไม่ได้แก้ที่ความทุกข์ แต่แก้ที่เหตุของทุกข์คือแก้ที่อยาก ทีนี้การที่จะแก้ความอยากจะทําอย่างไร ศาสนาอื่นเขาก็รู้ อย่างพวกนิครนถ์ที่เคยอ่านเจอ เขาก็รู้ว่าตัณหานี่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ รู้เหมือนกัน รู้ตัวสมุทัยเหมือนกันว่ามีความอยากเกิดขึ้นมีตัณหาเกิดขึ้นจะมีความทุกข์ แต่เขาก็แก้ไปตามภูมิของเขา อยากกินก็ไม่กินแล้วอดเสีย อดให้เข็ด อดจนหมดอยาก อยากนอนก็ไม่นอน อยากสุขอยากสบาย อยากมีเสื้อผ้าสวยๆ ก็ไม่ต้องมีเสื้อเลย ไม่ต้องนุ่งผ้าอะไรอย่างนี้ แก้ความอยาก

อันนี้แก้ความอยากแบบทรมานตัวเอง ในใจจริงๆ ไม่หายอยาก ทําไมต้องทรมานตัวเอง ก็เพราะอยากที่จะไม่ทุกข์ มันคือความอยากซ่อนอยู่ข้างหลัง มันก็เลยไม่ได้เลิกอยากจริง เคยมีพวกทรมานกาย พระพุทธเจ้าท่านก็จะไปโปรด ท่านก็ไปถามว่าทรมานกายทําไม เขาบอกว่าเพื่อชดใช้กรรมเก่า เดี๋ยวกรรมเก่าหมดแล้วชีวิตเขาก็สบาย ท่านก็ถามต่อว่าตอนนี้ทรมานมาหลายปีแล้ว กรรมเก่าหมดไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วยังเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่รู้ ท่านบอกโง่จริงๆ นี่กระตุ้นให้ใช้สติปัญญาพิจารณาดูสิ่งที่ทํานั้นไร้สาระ

แต่พระพุทธเจ้าเราไม่ธรรมดา ท่านสอนเรื่องทุกข์ ชี้เหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ไม่ได้จบอยู่แค่นั้น ท่านสอนวิธีทําลายเหตุของทุกข์ด้วย เหตุของทุกข์ตัวตัณหานี่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ท่านมองลึกลงไปอีก อะไรทําให้เกิดตัณหา แล้วไปแก้ที่ต้นตอของมันอีก ลําพังแก้ตัณหายังตื้นไป อย่างอยากแล้วก็ทรมานตัวเองไม่ให้อยาก อันนี้ยังตื้นไป แก้ปัญหาไม่ได้จริง พุทธเจ้าเราสติปัญญาสูง ท่านสาวลึกลงไปอีก อะไรเป็นเหตุของตัณหา ลึกลงไป

ลึกลงไปถึงที่สุดเลยก็คือความไม่รู้ความจริง การที่จิตใจเราไม่รู้ความจริงของชีวิตเรียกว่าอวิชชา อวิชชามีอยู่ ตัณหามันก็มีอีก มีตัณหาเมื่อไรก็มีทุกข์เมื่อนั้น อันนี้หลวงพ่อพูดปฏิจจสมุปบาทแบบหยาบ ถ้าพูดละเอียดเกินชั้นเกินภูมิที่พวกเราจะรู้ด้วยตัวเองได้ คนที่รู้แจ้งแทงตลอดในปฏิจจสมุปบาทมีแต่พระอรหันต์ พระอานนท์เป็นพระโสดาบัน แล้วท่านเคยไปทูลพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญปฏิจจสมุปบาทที่ใครๆ ว่าลึกซึ้ง ปรากฏแก่ข้าพระองค์เป็นของตื้น พระพุทธเจ้าก็บอกว่าอย่าพูดอย่างนั้นอานนท์ ปฏิจจสมุปบาทนี้ลึกซึ้งนัก ตราบใดที่ยังไม่รู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาท สัตว์ทั้งหลายก็ยังไม่พ้นจากสังสารวัฏ ยังเวียนตายเวียน เกิดอีก

พระโสดาบันยังไม่ได้รู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาท ฉะนั้นพวกเรายังไม่ต้องคิดเลยว่า จะรู้ตลอด อย่างไปอ่านตํารานึกว่ารู้เหรอ ไม่รู้หรอก ถ้ารู้จริงก็พ้นกิเลสตัณหาได้หมดแล้ว ทีนี้เราไม่ได้รู้จริง ตอนหลวงพ่อไปบวชที่วัดชลประทาน ตอนนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ ไปบวชหลวงพ่อปัญญาท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านให้หนังสือหลวงพ่อมาเล่มหนึ่งเล่มเบ่อเร้อเลย ของท่านอาจารย์พุทธทาส จําไม่ได้ว่าชื่ออะไร หลวงพ่อก็ไปอ่าน ท่านบอกให้ศึกษาเอาเอง ท่านไม่มีเวลาสอน ท่านมีแต่เรื่องงานนิมนต์ แล้วเราก็ไปดูๆๆ ในนั้นก็มีคําว่าปฏิจจสมุปบาท ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาทผู้นั้นเห็นธรรม ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท

 

ปฏิจจสมุปบาท

เรา เอ๊ะ ปฏิจจสมุปบาทคืออะไรสําคัญถึงขนาดนี้ แล้วผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นก็เห็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้นเห็นปฏิจจสมุปบาทก็เห็นพระพุทธเจ้าได้ เราก็สงสัยปฏิจจสมุปบาทคืออะไร หลวงพ่อก็เที่ยวถามพระในวัด ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร พระที่เขาบวชก่อนเรา เขาก็พูดแค่ว่า อ๋อ เป็นเรื่องเหตุกับผลแล้วหนีเลย กลัวเราถามรายละเอียด เรารู้ว่าเขาไม่เข้าใจเขาไม่รู้ เราก็ในใจเราก็ตั้งโจทย์ไว้เลยว่า เราจะต้องเรียนให้รู้ปฏิจจสมุปบาท

ทีนี้พอบวชครบกําหนดไปสึกกับหลวงพ่อปัญญา หลวงพ่อปัญญาบอกเดี๋ยวก่อนจะสึก ท่านขอปลงอาบัติก่อน ปลงอาบัติกับหลวงพ่อ เราพระเด็กๆ เลย ท่านบอกว่าท่านอาบัติ คือท่านเป็นอุปัชฌาย์แต่ท่านไม่ได้สอนเรา ท่านรับแต่งานนิมนต์ เป็นความบกพร่องของอุปัชฌาย์ ดูสิจิตใจของครูบาอาจารย์ น่าเคารพนับถือขนาดนี้ พูดแล้วขนลุกเลย แล้วท่านก็ปลงอาบัติ ปลงอาบัติเสร็จแล้วก็สึกออกมา สึกออกมาหลวงพ่อก็ไปเที่ยวหาหนังสือเรื่องปฏิจจสมุปบาท ก็ไปเจอหนังสือของท่านพุทธทาส เล่มเล็กๆ ไปซื้อมาอ่าน

ในนั้นก็มีแต่เรื่องอวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ อวิชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารมี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อาเนญชาภิสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ มีปฏิสนธิวิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ อ่านๆๆๆ แล้วมันไม่เข้าใจอยู่ดี มันเป็นปัจจัยกัน มันเป็นอย่างไร อวิชชามันเป็นอย่างไร อวิชชาคือไม่รู้อริยสัจ ทําลายอวิชชาเราต้องรู้อริยสัจ 4 ข้อทีเดียวในขณะจิตเดียวเลยเหรอ แล้วเราจะทําได้อย่างไร เราก็ไม่รู้อยู่ดี แล้วก็สังขารความปรุง สังขารอะไร ปรุงดีปรุงชั่ว อาเนญชาภิสังขารพยายามจะไม่ปรุง ก็รู้อยู่อย่างนั้นเอง

หรือผัสสะเกิดทําให้เกิดเวทนา เวทนาทําให้เกิดตัณหา ตัณหาทําให้เกิดอุปาทาน พวกนี้ยังพอดูได้ อุปาทานทําให้เกิดภพ ภพคืออะไร ต้องบอกว่ามีกามภพ รูปภพ อรูปภพ ฟังแล้วก็ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่ามันเชื่อมโยงกันอย่างไร แล้วไปถึงภพทําให้เกิดชาติ ชาติคือการได้มาซึ่งอายตนะ อ้าว ก็อายตนะได้มาตั้งแต่มีนามรูปแล้วนี่ แล้วทําไมมีอายตนะตรงนี้อีกแล้ว มีชาติ เรียน เรียนตํารานี่มันไม่มีทางถ่องแท้ในปฏิจจสมุปบาทได้ ทีนี้ตัณหาหลวงพ่อเลยจะเทศน์อย่างย่อ

ตัณหานี่รากเหง้าของมันคืออวิชชา ความไม่รู้ ไม่รู้อะไร ไม่รู้อริยสัจ ที่จริงก็คือไม่รู้ความจริงของชีวิตนั่นเอง ในชีวิตเรามีเหตุแห่งทุกข์มันก็เกิดทุกข์ มีเหตุที่จะไม่ทุกข์มันก็ไม่ทุกข์ ทีนี้เราก็ดูลงมาเรื่อยๆ ตัวอวิชชาตัวเหตุ เหตุของตัณหาที่ทําให้ตัณหาเกิดคืออวิชชา อวิชชาคือความไม่รู้อริยสัจ แล้วทําอย่างไรเราจะรู้อริยสัจ เห็นไหมมีปัญหาทุกขั้นตอนเลย เวลาที่เราดิ้นรนค้นคว้าศึกษาลงมือภาวนามา เราเจอปัญหาสารพัดเลยทุกขั้นทุกตอนเลย

เอ๊ะ เราไม่รู้อริยสัจแล้วทําอย่างไรเราจะรู้ พระพุทธเจ้าก็สอนต่อ ตัวทุกข์ในอริยสัจตัวแรกก็คือทุกขสัจ สิ่งที่เรียกว่าทุกขสัจ ทีแรกท่านก็บอกว่าเกิดแก่เจ็บตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ ความไม่สมปรารถนาเป็นทุกข์ แม้ความโศกความร่ำไรรําพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ก็เป็นทุกข์ อันนี้มันเป็นทุกข์ที่พวกเราพอรู้จัก

แต่สุดท้ายท่านสรุปบอก สังขิตเตนะปัญจุปาทานักขันธาทุกขา โดยสรุปอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือทุกข์ เพราะฉะนั้นการรู้ทุกข์ก็คือการรู้แจ้งในอุปทานขันธ์ทั้ง 5 คราวนี้ก็มีปัญหาอีกแล้ว มีขันธ์ 5 แล้วยังมีอุปาทานขันธ์ 5 อีก อุปาทานขันธ์ 5 คืออะไร คือขันธ์ถ้าเราไม่เข้าไปยึดก็ไม่เป็นอุปาทานขันธ์อย่างนั้นหรือ ไม่ใช่ อุปาทานขันธ์คือขันธ์อย่างที่พวกเรามี ขันธ์ที่ไม่ใช่อุปาทานขันธ์ก็คือขันธ์ในโลกุตระทั้งหลายอย่างโลกุตตรจิต แล้วก็โลกุตตรเจตสิกที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิต อันนั้นไม่จัดเป็นอุปาทานขันธ์

นอกนั้นอย่างที่พวกเรามีอย่างนี้ ร่างกายเรานี้ก็เป็นส่วนของอุปทานขันธ์ ความรู้สึกสุขทุกข์ในกาย ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ ในใจก็เป็นอุปาทานขันธ์ ความจําได้ก็เป็นอุปาทานขันธ์ ความหมายรู้ทั้งหมายรู้ถูกทั้งหมายรู้ผิดก็เป็นอุปาทานขันธ์ หมายรู้ถูกก็คือเห็นของที่เป็นอสุภก็รู้ว่าเป็นอสุภเป็นปฏิกูล ของไม่เที่ยงรู้ว่าไม่เที่ยงอันนี้หมายรู้ถูก ของเป็นทุกข์รู้ว่าเป็นทุกข์ ของไม่ใช่ตัวตน รู้ว่าหมายรู้ว่าไม่ใช่ตัวตน หมายรู้นะแค่หมายเท่านั้น ยังไม่รู้แจ้ง ในส่วนสัญญา สิ่งเหล่านี้ความจําได้หมายรู้ของเรา ล้วนแต่เป็นอุปาทานขันธ์ทั้งหมด

แล้วสังขารขันธ์คือความปรุงดี ปรุงชั่ว ปรุงไม่ดีไม่ชั่ว เช่น โลภ โกรธ หลง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง อโลภะ อโทสะ อโมหะ เป็นองค์ธรรมฝ่ายดี โลภะ โทสะ โมหะ เป็นองค์ธรรมฝ่ายชั่ว เป็นเหตุฝ่ายชั่วเรียกมีเหตุ 6 อย่าง เคยได้ไปฟังสวดศพ เหตุปัจจโย เหตุปัจจโย อันแรกเลยขึ้นปัจจยาการ เหตุปัจจโย เหตุ อะไรที่เรียกว่าเหตุ มี 6 อย่าง โลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ พวกนี้มันผลักดันให้จิตเราเกิดตัณหา แล้วก็เกิดการกระทํากรรมขึ้นมา ค่อยๆ ภาวนา แล้วก็มันจะค่อยๆ แจ้งๆๆ ขึ้นมา

 

เราทําวิปัสสนาเพื่อรู้ทุกข์

เราค่อยๆ ภาวนามาเรื่อยๆ เอ๊ะ ตัวทุกข์ ทุกข์ท่านบอกว่า สรุปแล้วก็คืออุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เป็นทุกข์ อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 ก็คือขันธ์ที่พวกเรามีอยู่นี่ล่ะ รวมทั้งวิญญาณขันธ์คือความรับรู้ อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความหยั่งรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือตัว วิญญาณ ท่านบอกว่าตัวนี้พวกนี้คือตัวทุกข์ ทุกข์ให้รู้ เพราะฉะนั้นวิธีปฎิบัติทําอย่างไรที่จะรู้

ท่านก็สอนละเอียด ท่านไม่ได้บอกว่าให้ไปรู้ทุกข์แล้วก็จบแค่นั้น ใครมันจะทําได้ ท่านสอนหลักของการเจริญสติปัฏฐาน การทําวิปัสสนากรรมฐาน ถ้าทํา ทำเพื่ออะไร เพื่อรู้ทุกข์ วิปัสสนาไม่ได้ทําเพื่อวิเศษวิโสอะไรทั้งสิ้น ที่เราทําวิปัสสนาเพื่อรู้ทุกข์ ท่านบอกว่าสังขิตเตนะปัญจุปาทานักขันธาทุกขา โดยสรุปอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์ ทุกข์ให้รู้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเราคือรู้อะไร รู้กาย รู้เวทนา รู้สัญญา รู้สังขาร รู้จิตคือรู้วิญญาณ รู้ขันธ์ 5 นี้ เราจะรู้ รู้ด้วยอย่างไร

ท่านตอบโจทย์ต่อไปอีก เรารู้ด้วยสติ รู้ด้วยสติ ฉะนั้นท่านถึงบอกสติปัฏฐานเป็นทางสายเอกเป็นทางสายเดียวเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น นี่คือคําตอบว่าทําไมเราต้องเจริญสติ รู้กายรู้ใจอย่างที่มันเป็น ที่หลวงพ่อบอกว่าให้มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางเป็นคําขยายที่จะบอกว่า ถ้าเราอยากเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงได้ จิตเราต้องตั้งมั่นและเป็นกลาง ลีลาอาการที่ท่านสอนมันประณีตมันลึกซึ้งเป็นสเต็ปๆๆ มา เราจะรู้ทุกข์ได้ อะไรเป็นเครื่องไปรู้ระลึกรู้ สติ

เพราะฉะนั้นสติ ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก อันนี้เรียกว่าเรามีสติ แต่จะเกิดปัญญาไหม ยังไม่เกิดปัญญา มีสติอย่างเดียวไม่เกิดปัญญา สิ่งที่เราต้องมีแล้วทําให้เกิดปัญญาคือสัมมาสมาธิ ท่านบอกว่าสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ไม่ได้บอกสัมมาสติ แล้วทําไมท่านบอกสติปัฏฐานเป็นทางสายเอกทางสายเดียว ถ้าเมื่อไรเราทําสัมมาสติถูกต้อง เมื่อนั้นสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย สัมมาสติยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างสมมุติว่าเราเคยฝึกร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก รู้สึกไปเรื่อยๆ ตัวที่ไปรู้สึกร่างกายคือตัวสติ

ทีนี้ต่อมาพอเราขาดสติ เราลืมตัวเอง เราหลง เรารู้สึกร่างกายขยับรู้สึก เห็นเพื่อนเราเดินมาเราดีใจ เราจะขยับเท้าไปคุยกับมัน พอร่างกายขยับเท่านั้นสติเกิดเอง เพราะเราเคยฝึกเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก ฝึกจนกระทั่งจิตมันจําสภาวะรูปที่เคลื่อนไหวได้ พอจิตมันจําสภาวะรูปที่เคลื่อนไหวได้แล้ว พอรูปเคลื่อนไหวสติเกิดเอง สติอัตโนมัติจะเกิด นี้เบื้องต้นเราก็มีสติที่เราจงใจรู้ไปก่อน อย่างเคลื่อนไหวรู้สึก หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก หัดรู้สึกไปก่อน

ทีแรกก็จงใจรู้สึก ตัวนี้ยังไม่ใช่สติแท้ๆ เป็นสติเบื้องต้นหรอก สติอัตโนมัติเป็นสัมมาสติจริงๆ มันเกิดโดยที่เราไม่ได้จงใจ เป็นสติที่มีกําลังกล้า กุศลทั้งหลายถ้าต้อง build ให้เกิดเป็นกุศลที่มีกําลังอ่อน ถ้ากุศลใดที่เราไม่ต้อง build ให้เกิด เกิดอัตโนมัติ เป็นกุศลที่มีกําลังกล้า สติ นี้ก็เหมือนกัน เราหัดรู้สภาวะไปเรื่อย อย่างเคลื่อนไหวรู้สึก หายใจรู้สึก ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกเรื่อยๆ ต่อไปพอเราขาดสติ เราจะขยับตัวนิดเดียวเท่านั้น สติเกิดเลย รู้สึกตัวทันทีเลย

ทันทีที่เรารู้สึกตัว เราจะเกิดภาวะแห่งความตื่นขึ้นฉับพลัน ทันทีที่สติเราเกิดจิตมันจะตื่นขึ้นมา จิตที่ตื่นขึ้นมาจริงๆ แล้วก็คือจิตดั้งเดิมของเรานั่นเอง พระพุทธเจ้าบอกว่าจิตดั้งเดิมของเราประภัสสร คือจิตนั้นมันผ่องใสอยู่โดยตัวเองอยู่แล้ว แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา เวลาที่เราขาดสตินั่นเป็นเวลาที่กิเลสจรมา เพราะฉะนั้นพอเราฝึกแล้วสติเกิดปุ๊บ กิเลสไม่มีแล้ว ในขณะนั้นจิตของเราประภัสสรเรียบร้อยแล้ว ทําไมเราต้องฝึกเรื่อยๆ ให้จิตประภัสสร พอจําตามทันไหม หัดรู้สภาวะไป รูปธรรมนี่ดูง่ายที่สุด แต่หลวงพ่อเริ่มจากนามธรรม หลวงพ่อเห็นจิตโกรธก็รู้ จิตไม่โกรธก็รู้

ต่อไปละเอียดขึ้น จิตโลภก็รู้ จิตไม่โลภก็รู้ ละเอียดขึ้นไปอีก จิตหลงก็รู้ จิตไม่หลงก็รู้ คือจะเป็นกุศลหรืออกุศล เราเห็นไปเรื่อยๆ แล้วต่อมานี้พอเราโกรธ โกรธปุ๊บสติระลึกรู้ได้ เพราะมันจําสภาวะโกรธได้ เห็นไหมสติเกิดจากจิตจําสภาวะได้แม่นยํา มันจําสภาวะโกรธได้ปุ๊บสติเกิด ทันทีที่สติเกิดความโกรธดับอัตโนมัติ เพราะกิเลสไม่เกิดร่วมกับสติ แล้วทันทีที่สติเกิดจิตเป็นกุศลปุ๊บ จิตดวงนี้ประภัสสรทันทีเลย สว่างผ่องใส ดูดีเลย แล้วจิตประภัสสรนี่ล่ะคือจิตที่ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านเรียกว่าจิตผู้รู้

จิตผู้รู้ก็คือจิตที่ไม่ใช่ผู้หลงคิดนึกปรุงแต่ง เป็นจิตผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน มันมีภาวะแห่งความรู้ รู้อะไร รู้เนื้อรู้ตัว มันตื่นคือมันหลุดออกจากโลกของความคิดความฝัน มันเบิกบานอยู่ในตัวเอง เพราะมันไม่มีภาระอะไร จิตมันเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเป็นตัวพุทโธ สายวัดป่าจะเรียกพุทโธ บางทีท่านก็เรียกจิตผู้รู้ พุทโธไม่ใช่ท่องพุทโธ ท่องพุทโธก็เป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่พุทโธแล้วรู้ทันจิตตัวเอง จิตเป็นอกุศลรู้ทันปั๊บจิตอกุศลดับ สติรู้ทันอกุศลดับ จิตผู้รู้ก็เกิดขึ้นมา คือจิตเราประภัสสรอัตโนมัติ

 

หลักของการปฏิบัติที่อยู่ในทางสายกลางคือรู้

ฝึกให้มากตรงนี้ ต้องฝึกให้มากที่สุดที่จะมากได้ คือหัดรู้สภาวะให้มากที่สุด รู้รูปธรรมหรือนามธรรมก็มีผลอย่างเดียวกัน คือถ้าเรารู้รูปธรรม อย่างเราเผลอแล้วเราขยับตัวอย่างนี้ เกิดรู้สึกขึ้นมาจิตเราก็ประภัสสร จิตผู้รู้ก็จะเกิดขึ้น จิตเราก็ตื่นขึ้น นามธรรม อย่างจิตเราโกรธ เราระลึกได้ว่าโกรธ สติรู้ว่าโกรธปุ๊บความโกรธดับ จิตผู้รู้ก็เกิด เพราะฉะนั้นถ้าเรารู้สภาวะรูปธรรมนามธรรมได้ มีสติรู้ได้ จิตผู้รู้หรือจิตที่ประภัสสรหรือจิตที่ตั้งมั่นจะเกิดอัตโนมัติ ทําให้มากเจริญให้มาก ท่านบอกว่าสัมมาสติคือสติที่รู้กายรู้ใจ สัมมาสติเมื่อทําให้มากเจริญให้มากจะทําให้สัมมาสมาธิบริบูรณ์

สภาวะของสัมมาสมาธิคือสภาวะที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจไม่ได้หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้สึกตัวขึ้นมา คือความรู้สึกตัว พระพุทธเจ้าบอกความรู้สึกตัวเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิบัติเพื่อการล้างกิเลส เราจะต้องหัดรู้สึกตัว ด้วยการมีสติ ทําสติปัฏฐานไปเรื่อย คอยระลึกรู้ นั่งอยู่ก็รู้ หายใจอยู่ก็รู้ ขยับอยู่ก็รู้ นิ่งอยู่ก็รู้ ฝึกไป สุขอยู่ก็รู้ ทุกข์อยู่ก็รู้ เฉยๆ ก็รู้ เป็นกุศลก็รู้ โลภ โกรธ หลงก็รู้ หัดรู้ไปเรื่อยๆ ถนัดรู้อันไหนก่อนรู้อันนั้นไป แล้วต่อไปมันรู้หมดเลย ฉะนั้นหัดที่ง่ายที่สุด หัดรู้รูป แล้วรูปก็มี ถ้าอานาปานสติ ยากๆ มันประณีต รู้รูปที่เคลื่อนไหวรูปที่หยุดนิ่งนี่ง่าย แต่อย่าจงใจรู้ อย่างสายหลวงพ่อเทียน ท่านก็รู้รูปที่เคลื่อนไหวรูปที่หยุดนิ่ง แต่มันรู้ไม่เป็น ยังรู้ไม่เป็น ทําไมรู้ไม่เป็นล่ะ จิตยังไม่เข้าทางสายกลาง

พระพุทธเจ้าละเอียดจริงๆ ก่อนที่ท่านจะสอนให้เจริญมรรค ในธรรมจักรกัปปวัฒนสูตร สิ่งแรกที่ท่านสอน คือ 2 ทางที่ไม่ให้เอา บรรพชิตไม่ควรเสพเส้นทาง 2 อันนั้น หนึ่งกามสุขัลลิกานุโยค คือปล่อยเนื้อปล่อยตัวปล่อยจิตใจตามกิเลสไป ข้อ 2 อัตตกิลมถานุโยค บังคับกายบังคับใจ ทีนี้ถ้าเราอย่างเราขยับมือแล้วเราก็บังคับตัวเอง เครียด ห้าม ห้ามเผลอ ห้ามเผลอบังคับแล้ว จิตมันจะแน่นๆ มันไม่ได้เข้าทางสายกลาง หรือบางคนขยับเก่ง ขยับสวยเป๊ะๆ เลย แต่จิตหนีไปที่อื่น อันนี้ไม่ใช่เข้าทางสายกลาง

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วไปทํากรรมฐาน หลวงพ่ออยากจะพูด อะไรก็ได้ทําให้เป็นเถอะ แล้วมันได้หมดล่ะ แล้วมันลงที่เดียวกันหมดล่ะ หลวงพ่อจะไม่ได้บอกว่ากรรมฐานอันนี้ดีกว่าอันนี้ เราถนัดอันไหนอันนั้นล่ะ แต่ทําให้ถูกหลัก ทําให้ถูกหลักก็คือต้องอยู่ในทางสายกลาง อย่าลืมมันไป แล้วก็อย่าไปบังคับกดข่มมัน ถ้ารู้กายก็อย่าลืมกาย แล้วก็อย่าไปบังคับกดข่มกาย กายเป็นอย่างไรให้รู้ว่าเป็นอย่างงั้น ถ้าจะดูจิตก็อย่าหลงลืมจิตตัวเอง เผลอคิดโน่นคิดนี่ไป แล้วก็จะไปบังคับจิตให้มันนิ่ง ให้มันทื่อ ให้มันแน่นๆ อะไรอย่างนี้ จิตเป็นอย่างไรให้รู้ว่าเป็นอย่างนั้น

หลักของการปฏิบัติที่อยู่ในทางสายกลางคือรู้ ฉะนั้นถ้าเราไปสังเกตในสติปัฏฐานสูตร มีกิริยาอยู่คําเดียวคือคําว่ารู้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นั่งก็รู้ นอนก็รู้ คู้ก็รู้ เหยียดก็รู้ มีแต่คําว่ารู้ รู้ มีความสุขก็รู้ มีความทุกข์ก็รู้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ จิตเป็นกุศลก็รู้ จิตมีราคะ ก็รู้ว่ามีราคะ จิตไม่มีราคะรู้ว่าไม่มีราคะ จิตมีโทสะรู้ว่ามีโทสะ ไม่มีโทสะรู้ว่าไม่มีโทสะ เห็นไหม มีแต่คําว่ารู้ ถ้าเกินรู้ล่ะก็ไม่ได้อยู่ในทางสายกลางแล้ว เกินรู้ก็คืออันหนึ่งลืมอารมณ์กรรมฐาน ไป หลงไปแล้ว อีกอันหนึ่งก็คือไปบังคับตัวเอง บังคับกาย บังคับใจ ให้มันผิดธรรมชาติ ตรงนี้ ล่ะที่แตกหักกัน

ที่หลวงพ่อตระเวนไปดูเขาฝึกกัน หลายแห่งครูบาอาจารย์ดีแต่ลูกศิษย์ทําไม่เป็นหรอก หรือบางที่ทั้งอาจารย์ทั้งลูกศิษย์ไม่เป็น มีอย่างนั้นเยอะเลย บางที่ครูบาอาจารย์ก็เป็นลูกศิษย์ส่วนหนึ่งก็เป็น อันนี้ดี ใช้ได้ แต่ว่าทําไมลูกศิษย์ดี ลูกศิษย์จับหลักได้ ให้จิตเดินเข้าทางสายกลางได้ คือมีสติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมไป จนกระทั่งมันจําสภาวะของรูปธรรมนามธรรมที่ระลึกเป็นประจําได้ แล้วสติเกิดเอง ทันทีที่สติเกิดเอง จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้น เมื่อสัมมาสมาธิเกิดแล้ว จิตของเราพร้อมที่จะเจริญปัญญาแล้ว มีสติอย่างเดียวเจริญปัญญาไม่ได้ ต้องมีสัมมาสมาธิ

 

สัมมาสติจําเป็น ถ้าทําถูกแล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ

สัมมาสมาธิอาศัยสัมมาสติเกิดขึ้น ที่จริงมันเกิดได้ 2 อัน อันหนึ่งมาจากการทําฌาน แต่ยุคนี้หลวงพ่อไม่ค่อยได้สอน ลูกศิษย์หลวงพ่อที่เดินทางฌานมี 2 คนเองที่มีวสีจริง วันก่อนก็มีคนหนึ่งมาเล่า อายุเยอะแล้ว เป็นลูกศิษย์เจ้าคุณนรฯ มาก่อน ก็ทําหายใจแล้วก็ไปไม่ได้ ไปที่อรูปอย่างเดียว บอกว่าตอนนี้หลวงพ่อบอก เฮ้ย อย่าทิ้งรูป เข้าอรูปแล้วตายไปไม่ได้พบพระพุทธเจ้า ต่อไปพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ ไม่ได้เจอ อยู่ในอรูปพรหม อย่างน้อยอย่าทิ้งรูป ให้รู้สึกรูปไว้ ตอนนี้เขาก็ไปฝึกใหม่ เขาบอกเดี๋ยวนี้พอขาขวาทับขวาซ้าย มือซ้ายวางบนตักมือขวา กําลังจะวาง จิตรวมพรึ๊บลงไปแล้วถึงฌานที่ 4 เลย จิตเป็นอุเบกขาตั้งมั่น รู้สึก บอกนี่แล้วพอออ กมาจากสภาวะอันนั้น เขาก็เห็นเลยว่าจิตมันตั้งมั่นได้

ที่หลวงพ่อบอกจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง พอสติระลึกรู้อะไร แล้วด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง มันจะเห็นไตรลักษณ์ของสิ่งนั้นทันที ไม่ใช่คิดเอา แต่เห็น เห็นไตรลักษณ์ทันทีเลย ฉะนั้นให้เราฝึก ฝึกทํากรรมฐานอันหนึ่งแล้วคอยรู้สึกไป รู้สึกกายรู้สึกใจของเรา ถนัดอันไหนเอาอันนั้นล่ะ แล้วถ้าจิตมันจําสภาวะได้ รูปธรรมหรือนามธรรมที่เราจะดูบ่อยๆ จิตจําได้แล้ว พออันนั้นเกิดสติเกิดเอง แล้วทันทีที่สติเกิดสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย มันจะเกิดร่วมกัน สัมมาสัมมาทั้งหลายนี่เวลาเกิดมันเกิดทีเดียวกัน นี่ค่อยๆ ฝึก

ที่จริงแล้วจะได้สัมมาสมาธิมี 2 ทาง อันหนึ่งทําฌาน ได้ฌานที่ 2 แล้ว ฌานที่ 2 ขึ้นไปจะได้ตัวจิตที่ตั้งมั่น ในพระไตรปิฎกใช้คําว่า “เอโกทิภาวะ” ทางปริยัติก็ไปแปลเอโกทิภาวะว่าสมาธิซึ่งแปลอย่างนั้นไม่ได้เรื่องหรอก เพราะสมาธิมีมาตั้งแต่ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ ปฐมฌาน มีมาแล้วทั้งนั้นล่ะ แล้วทําไมมาแปลเอโกทิภาวะว่าสมาธิ เอโกทิภาวะภาวะเป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่นอย่างแท้จริง ทําไมในฌานที่หนึ่งจิตยังไม่มีเอโกทิภาวะ เพราะจิตยังไปจับอยู่ที่อารมณ์กรรมฐาน จิตยังไปจับอยู่ที่นิมิต ปฏิภาคนิมิต มีวิตกคือจับตัวปฏิภาคนิมิต มีวิจารคือจิตเคล้าเคลียอยู่ จิตยังส่งออกนอกอยู่ พอละวิตกวิจาร ละการออกไปรู้ข้างนอก จิตทวนกระแสเข้าหาจิตในฌานที่ 2 มีปีติมีความสุขเกิดขึ้น จิตอยู่ที่จิต นั่นล่ะเอโกทิภาวะ

ฉะนั้นแปลเอโกทิภาวะว่าสมาธิ ยังใช้ไม่ได้ แล้วอธิบายตัวนี้ไม่ได้ ไม่ได้ภาวนาไม่มีทางเข้าใจหรอก ฉะนั้นการปฏิบัติขัดเกลาปริยัติ ทําให้รู้แจ้งปริยัติ ปริยัติก็ขัดเกลาการปฏิบัติ ทําให้ไม่นอกลู่นอกทาง 2 อันนี้เกื้อกูลกัน แต่ของเราถ้านักปริยัติก็จะโจมตีนักปฏิบัติ นักปฏิบัติก็ดูถูกนักปริยัติ มันไม่เจริญหรอก ที่จริงต้องไปด้วยกันแล้วเกื้อกูลกัน แล้วเกื้อกูลได้จริงๆ เวลาเราภาวนา หลวงพ่อก็เคยเอาตัวรอดมาด้วยวิธีนี้ล่ะ มีภาวนาอยู่ครั้งหนึ่งเห็นกิเลสมันผุดขึ้นมา สติเราหยั่งรู้ลงไป อันนี้กําลังของสมาธิไม่พอ เมื่อสมาธิไม่พอปัญญาไม่เกิด เมื่อปัญญาไม่เกิด ไม่ตัด กิเลสนี้ไม่ถูกตัด ปัญญาเป็นตัวตัด สติเป็นตัวรู้ทัน ปัญญาเป็นตัวตัด

พอเห็นโทสะผุดขึ้นมา สติเรามันไม่สติแท้จริงหรอก สติอ่อนๆ เองไม่ได้คุณภาพ โทสะมันเลื่อนออกไปข้างนอก ไปอยู่ข้างหน้าแล้วมันดับไป หลวงพ่อคิดว่า เอ๊ คิดว่าจิตอยู่ที่ฐาน เพราะมันไปดับข้างนอก เราหลงตามไปข้างนอก เราไม่เห็น คิดว่าจิตอยู่ที่ฐาน ภาวนามาอีกเป็นปีเลยแล้วเฉลียวใจ พระพุทธเจ้าว่าจิตไม่เที่ยงทําไมจิตเราเที่ยง อยู่อย่างนี้อยู่ได้ตลอดเลย พระพุทธเจ้าว่าจิตเป็นทุกข์ทําไมเรามีแต่ความสุข พระพุทธเจ้าว่าจิตเป็นอนัตตาทําไมเราบังคับได้ อยากจะทําเมื่อไรก็ทําได้ เฉลียวใจ นี่โยนิโสมนสิการ นี่โยนิโสฯ แล้วก็พยายามดู ดูไม่ออก

พอดีเจอหลวงตามมหาบัวถามท่าน ท่านบอกว่าที่ว่าดูจิต ดูไม่ถึงจิตแล้ว ให้บริกรรมไว้ หลวงพ่อได้ยินแล้วก็มาพุทโธพุทโธ จิตไม่ชอบก็เลยพิจารณา เอ๊ ท่านให้บริกรรมแสดงว่าสมาธิเราไม่พอ หลวงพ่อก็กลับมาทําสมาธิที่ตัวเองถนัด หายใจเข้าพุทออกโธ หายใจไม่กี่ทีจิตรวมแล้วแทบเขกหัวตัวเองเลย ตลอดเวลาเกือบปีหนึ่งอยู่ข้างนอก จิตไม่เข้าฐาน ที่มาเคี่ยวเข็ญพวกเราเรื่องจิตต้องเข้าฐานเรื่องนี้ จากประสบการณ์จริงเลย ไปหลงอยู่ข้างนอกแล้วเกิดมิจฉาทิฐิ โลกเที่ยง จิตเที่ยง ปาเข้าไปทางโน้นเลย เป็นมิจฉาทิฐิทําสมาธิผิด

ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทําไป มีสติระลึกรู้ ระลึกรู้สภาวะที่กําลังมีกําลังเป็น ถ้าสติระลึกรู้ถูกต้องจิตจะตั้งมั่น แต่ที่หลวงพ่อไหลเข้าไป สติระลึกไม่ถูกหรอก จิตมีโลภะ จริงๆ ไม่มีสติจริง จิตมีโลภะอยากดู อยากดูตัวโกรธนี้ ดูสิมันจะเป็นอย่างไร มันจะทํางานอย่างไร มันจะไปถึงไหน โลภะเกิดอยู่ไม่เห็น นี่ความโง่ ประจานตัวเองเลย มันโง่จริงๆ กว่าจะตะเกียกตะกายมาได้ จิตมันไหลออกไปข้างนอกไม่ถึงฐาน มันดับไปไม่มีสัมมาสติ ไม่มีสัมมาสมาธิ

เพราะฉะนั้นสัมมาสติจําเป็น ถ้าทําถูกแล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ อย่างหลวงพ่อให้พวกเราไปเดินจงกรม 3 ชั่วโมง เดินไปทีแรกก็เห็นร่างกายมันเดินไป เห็นใจมันท้อถอย ใจมันเบื่อ ใจมันขี้เกียจ ดูมันไปเรื่อยๆ เดินไป ไม่ได้ให้เดินเอาเวลาหรอก จริงๆ ให้เดินดูสภาวะไป ถ้าเราหัดดูสภาวะเรื่อยๆ ร่างกายมันเดินใจเป็นคนรู้ ฝึกเรื่อยๆ ต่อไปร่างกายขยับปุ๊บสติเกิดเองเลย แล้วพอร่างกายมันเดินแล้ว เดินแล้วใจเป็นคนรู้ เรารู้กายกับใจมันคนละอันกัน ขันธ์มันแยกออกจากกันได้

แล้วมีความสุขมีความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกายอย่างนี้ จิตมันจะไปเห็นเข้า มันก็เห็นสุขทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา สุขทุกข์เป็นของข้างนอก มันค่อยๆ แยกขันธ์ แยกๆๆ ไป หรือเกิดเดินไปได้ 3 ชั่วโมง ดีใจ ความดีใจเกิดขึ้น ดีใจเป็นสังขาร ดีใจ ก็เห็นความดีใจก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่ผุดขึ้นมาแล้วจิตไปรู้เข้า ค่อยฝึกเรื่อยๆ ต่อไปเราก็จะรู้ ตัวรูปร่างกายเราไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์ในกาย ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ ในใจ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ความจําได้หมายรู้ บางทีก็จําได้ บางทีก็จําไม่ได้ เลือกไม่ได้ สั่งไม่ได้ ก็เป็นอนัตตา ความปรุงดีปรุงชั่ว เราอยากปรุงดีแต่ใจมันชั่ว ห้ามมันไม่ได้ สังขารทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อย่างจิตมันจะโกรธไม่ต้องไปห้ามมัน ให้รู้ เพราะโกรธเป็นอยู่ในสังขารขันธ์อยู่ในกองทุกข์ โกรธขึ้นมาให้รู้ ไม่ใช่ให้ละ

 

รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง

ค่อยดูไปเราก็จะเห็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร เป็นของข้างนอก ถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เหลือวิญญาณอันเดียว วิญญาณคือตัวจิต ทําไมท่านใช้คําว่าวิญญาณ ทําไมท่านไม่ใช้คําว่าจิต ตัวนี้มีนัย ถ้าภาวนาแล้วรู้ จิตมีตั้ง 121 ชนิด เราเรียนได้ไม่หมดหรอก เพราะจิตหลายชนิดเราไม่มี 40 อย่างนี้โลกุตตระ คนส่วนใหญ่ไม่มี แล้วก็จิตที่ทรงฌาน พวกเราไม่มี พวกเราทรงฌานไม่เป็น เรามีแต่จิตในกามาวจร เป็นกุศลบ้างอกุศลบ้าง เรียกโสมนัส แล้วก็ไม่ เฮ้ย โสภณะ อโสภณะ จิตที่โสภณ จิตที่ดีงาม จิตที่ไม่ดีงาม ของเรามีแต่แค่นี้ล่ะ

เพราะฉะนั้นเราไม่ได้เรียนจิตทั้งหมดหรอก แล้วจิตที่ดีจิตที่เลวจํานวนมันก็ยังเยอะ ท่านสอนที่วิญญาณ วิญญาณคือความหยั่งรู้อารมณ์ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทีนี้ถ้าจิตก่อนที่เราจะไปเห็นวิญญาณได้ จิตเราต้องตั้งมั่นก่อน ถ้าจิตเราเร่ร่อนจรจัดก็คือหลงอยู่ในวิญญาณนั่นล่ะ มันไม่มีทางเข้าใจธรรมะเลย ทีนี้ถ้าเราภาวนามาตามลําดับ มีสติรู้กาย รู้รูป รู้เวทนา รู้สัญญา รู้สังขาร เห็นมันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รู้ว่ามันไม่ใช่เราแล้ว มันเหลือที่จิต ถ้าจิตเราตั้งมั่นตัวนี้สําคัญ ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นไปไม่รอดหรอก

ฉะนั้นจิตที่ตั้งมั่นสําคัญ หัดรู้สภาวะ ถ้ารู้ถูกแล้วจิตมันจะตั้งมั่นอัตโนมัติ รู้บ่อยๆ อย่างหลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ทั้งวัน จิตจะตั้งมั่นแล้วมีกําลังขึ้นมา เมื่อจิตตั้งมั่นได้ หรือจิตที่ ประภัสสร หรือจิตผู้รู้ที่ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกเกิดขึ้นแล้ว เราจะเห็นวิญญานทั้ง 6 ตอนนี้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ อ้าว จิตผู้รู้ดับ เกิดจิตที่หยั่งรู้อารมณ์ทางตา คือเกิดวิญญาณทางตา แล้วสติเราจําได้ โอ้ย นี่จิตมันไหลไปทางตา จิตมันเคลื่อน พอรู้ปุ๊บมันดับ แต่จริงๆ อย่างไรมันก็ดับ

จิตที่ไปดูรูปมันดูทีละขณะ ได้ดูได้แวบเดียวแล้วมันก็มาคิดทางใจแล้วออกไปดูใหม่ เรายังนึกว่าเราดูอยู่ตลอด จริงๆ ไม่ได้ดูตลอดหรอก ดูแวบเดียวแล้วก็มาคิด ดูแล้วก็คิด เหมือนที่พวกเราฟังหลวงพ่อ เราไม่ได้ฟังตลอด เราฟังขณะเดียวแวบเดียวแล้วเราก็คิด ฟังแล้วก็คิดสลับไปเรื่อยๆ แต่เราไม่เห็น เพราะเราไม่มีจิตผู้รู้ ถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นเราจะเห็นเลย จิตตั้งมั่นตั้งอยู่แล้ว เกิดแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ไปดูรูป คือ วิญญาณทางตาเกิดขึ้น คําว่าวิญญาณคือความหยั่งรู้อารมณ์

ถ้าเราสังเกตเราภาวนาเราจะเห็นจิตมันหยั่งลงไป มันไม่ใช่รู้เฉยๆ มันมีการหยั่งรู้ มันหยั่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่หลวงพ่อใช้เมื่อก่อนใช้คำว่ามันไหลไป มันไหลไปทางตา ไหลไปทางหู ไหลไปทางใจคือไหลไปคิด ที่จริงถ้าพูดให้ถูกปริยัติคือมันหยั่งลงไปรู้ มันหยั่งรู้ แต่ในความรู้สึกของเรา เราจะรู้สึกว่าจิตไหลไปไหลมา ตรงนี้พวกเราต้องค่อยทําไป จิตเราต้องตั้งมั่นจริงๆ เราถึงจะเห็น จิตที่ตั้งมั่นเกิดแล้วดับ จิตที่เห็นรูปเกิดแล้วดับเกิดจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นดับเกิดจิตที่ฟังเสียง จิตที่ฟังเสียงดับเกิดจิตที่ตั้งมั่น ต้องมีจิตที่ตั้งมั่นมาคั่นทุกๆ ตัว เราถึงจะรู้ว่ามันเกิดดับตลอดเวลา

แล้วตัวสุดท้ายเราเห็นตัวจิตที่ตั้งมั่นเองก็เกิดดับ เราจะเห็นวิญญาณเป็นไตรลักษณ์ ถ้าเห็นเพียงพอจิตมันสรุปเลย สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับทั้งสิ้น ไม่มีตัวเรา ไม่มีของเรา นี่ภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน เอาแค่นี้พอไหมหรือจะเอาต่อ บอกให้ก็ได้แล้วได้ทรงจําไว้ ต่อไปไม่มีใครสอน ธรรมะของครูบาอาจารย์สายวัดป่านี้เป็นธรรมะที่ดีเลิศๆ เลย ทําแล้วพ้นทุกข์ได้จริง แต่ว่าหลักการสอนของท่าน ท่านจะสอนลูกศิษย์ทีละ step เอ็งทําได้แค่นี้สอนแค่นี้ ถ้าไปทํามาถึงตรงนี้แล้วจะสอนต่อ สอนทีละ step ทีละ step

ทีนี้ลูกศิษย์ทําไม่ได้ตลอด มันก็เลยกร่อนลงไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้เลยเหลือแต่เรื่องให้นั่งสมาธิให้สงบ ผู้รู้หายไป คําว่าจิตผู้รู้หายไป อันนี้ที่หลวงพ่อบอกเราบอกทั้งหมด ไม่ได้หวงวิชา จะพูดมากก็ไม่ดีจะว่าอวดอุตริอีก ก็ไปทําเอา ไปทําเอา แล้วหลังจากนั้นจิตมันจะประณีต มันจะค่อยๆ คลําทางไปได้ด้วยตัวเอง ฉะนั้นทําให้ได้โสดาบัน ได้โสดาบันแล้วอย่างน้อยอย่างแน่นอนเลยว่าวันหนึ่งเราจะต้องเป็นพระอรหันต์ ทำโสดาบันให้ได้ โสดาบันเห็นขันธ์ทั้ง 5 ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ทีนี้วิธีจะเห็นความจริง ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา บอกแล้ว มีสติรู้มัน จิตตั้งมั่นเป็นกลาง เห็นมันตามที่มันเป็น ก็จะรู้ความจริงไม่ใช่ตัวเรา เราก็จะเรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ขันธ์ 5 แจ่มแจ้ง แต่แจ่มแจ้งจริงต้องพระอรหันต์ แจ่มแจ้งจริงๆ ต้องเป็นพระอรหันต์ แล้วตัวที่จะทําให้เราแจ่มแจ้งคือจิต รูป เวทนา สัญญา สังขาร ง่าย จิตทําอย่างไรจะเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ เห็นไตรลักษณ์ยังไม่พอ ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์ มันระดับหนึ่งจิตจะปล่อยวางจิตได้ แล้วก็จะหยิบฉวยจิตอีก ต้องเห็น ทุกข์ ทุกขสัจ ไม่ใช่ความทุกข์ทรมาน เห็นทุกขสัจ จิตคือตัวทุกข์

ถ้าภาวนาเราจะพบครูบาอาจารย์ท่านสอน ท่านไม่เห็นตัวไหนมีความทุกข์เหมือนตัวจิตผู้รู้เลย จิตผู้รู้เป็นตัวที่ทุกข์ที่สุด ถ้าพวกเราภาวนา เราจะพบจิตผู้รู้คือตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้จิตจะสลัดคืนจิตให้โลกไป คือจะทิ้งขันธ์ทั้งหมดได้ แล้วตอนนี้ถ้าเราจะสัมผัสพระนิพพาน พักผ่อน แค่มนสิการ แค่มนสิการถึงนิพพาน นิพพานอยู่แล้ว มีอยู่แล้ว แต่ถ้าออกมาทํางานกับโลก จิตเราก็ต้องไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใช้ขันธ์มันทำงาน แต่จิตที่ทรงพระนิพพานไม่ทําอะไร ไม่มีงานที่ต้องทํา

ไปทําเอา ฝึกเอา หลวงพ่อก็ได้แต่บอกแล้วก็เชียร์ บอกแล้วก็เชียร์ แล้วถ้าทําตามหลักที่หลวงพ่อบอก โอกาสผิดมีน้อย หลวงพ่อไม่เหมือนรุ่นครูบาอาจารย์ผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ก่อนท่านสอนทีละขั้น เราทําไปแล้วติดตรงนี้ ต้องค้นคว้าพิจารณาเป็นปีเลยกว่าจะผ่านแต่ละขั้น หลวงพ่อบอกพวกเราเป็นแพกเกจเลย บอกทั้งหมด เหมือนดู google map ดูทีเดียวไปถึงอิหร่านเลย ทีเดียว เขาตีกันตรงไหนไปถ่างๆ ดู ให้ดูบอกทีละขั้นมันไม่ยอมทํา ขี้เกียจ มันจะเกิด question ตลอด เกิดปัญหาตลอดเลย มันทําแล้วมันจะได้อะไร มันชอบคิดอย่างนี้ ยังไม่ทันจะทําเลย ครูบาอาจารย์บอกสอนให้แล้วบอกให้ทํา ให้เริ่มทํา แล้วทําแล้วจะได้อะไร ทําแล้วไม่ได้อะไร ทําแล้วสิ่งที่เสียไปก็คือความโง่ของเรา ความไม่รู้อริยสัจ สิ่งที่เราได้ก็มีอย่างเดียว สัมมาทิฏฐิ สิ่งที่เราเสียไปคือมิจฉาทิฐิ แค่นั้นล่ะ แต่เราได้สัมมาทิฏฐิแล้ว มีความสุขมหาศาล ความสุข โลกมันว่าง มันมีแต่มันว่าง มันมีแต่มันไม่มีอะไร ภาวนาสงบสุขสันติ อดทนค่อยๆ ทําไป

สรุปถือศีล 5 ไว้ก่อน ทําในรูปแบบ ทำไป เดินก็ได้ เดินดีกว่านั่ง สมาธิจากการเดินแข็งแรงกว่านั่ง ถ้าเดินไม่ไหวแก่แล้วหัวเข่าเจ็บ จําเป็นต้องนั่งก็นั่ง แต่นั่งแล้วก็ทํากรรมฐานไป ร่างกายขยับรู้สึก ร่างกายกระดุกกระดิกรู้สึกไป ถ้าเดินจงกรมก็คือร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไป รู้สึกไปเรื่อยๆ พอรู้สึกแล้วต่อไปสติจะเกิดเองอัตโนมัติ สติอัตโนมัติเกิด สมาธิอัตโนมัติจะเกิด จิตจะเป็นผู้รู้ จิตประภัสสร เมื่อจิตเป็นผู้รู้ประภัสสรแล้ว จิตไม่มีอคติแล้ว จิตเจริญปัญญาง่าย ถ้าจิตมีอคติ เจริญปัญญาไม่ได้จริง

อย่างพวกเราจิตยังมีอคติอยู่ เข้าข้างตัวเอง เวลาหลายคนมาส่งการบ้านหลวงพ่อ โอ้ เมื่อก่อนหนูก็เป็นคนดี มาเรียนกับหลวงพ่อแล้วทําไมกิเลสมันเยอะจังเลย มาว่าเราอีก หลวงพ่อก็บอก โอ๊ย หนูเอ๊ย เมื่อก่อนกิเลสท่วมหัวมันไม่เห็น ตอนนี้กิเลสเล็กกิเลสน้อยมันก็เห็น มันก็เลยรู้สึกกิเลสเยอะ เมื่อก่อนกิเลสท่วมหัวอยู่ กูไม่มีกิเลส ตีกับเขาทั่วบ้านทั่วเมืองยังไม่มีกิเลสเลย แหม่ มาโทษเราเสียอีก

 

 

ขอให้พวกเรามีความสุข ช่วงนี้ประหยัดไว้ ประหยัด อะไรจะเกิดขึ้นไม่มีใครรู้ กรรมให้ผลเราก็ลําบาก วิบากให้ผล วิบากชั่วให้ผลเราลําบาก บางคนมีวิบากดี เขาไม่ลําบากมาก สังคมในภาพรวมมันก็จะลําบาก อยู่บ้านดีๆ ข้างบ้านมันเอาจรวดกระจอกอะไรมายิงสะเปะสะปะอย่างนี้ นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรหรอก อันนี้มันก็มีวิบาก ต้องพลัดที่อยู่ที่กินบาดเจ็บล้มตาย มีวิบาก แล้วพวกเราก็ไม่รู้อกุศลวิบากมันจะมาถึงเราเมื่อไร อาจจะรถคว่ำรถหงายอะไรอย่างนี้ เป็นไปได้เสมอ ตกงาน อดอยากอะไรอย่างนี้ อกุศลให้ผลมาก็จะเป็น

แต่ถ้าใจของเราดีเสียแล้ว เราทํากรรมใหม่ที่ดี เราจะสู้กับชีวิตที่ยากลําบากแล้วผ่านมันไป ไม่ใช่ผ่านมันไปด้วยกัน ผ่านมันไปด้วยตัวเราเอง มันไม่มีใครผ่านด้วยกันได้หรอก มันผิดหลักของกฎแห่งกรรม ฉะนั้นเราพัฒนาใจเรา พัฒนาไป ที่วัดก็เตรียมการเหมือนกัน ได้ยินว่าพลาสติกอาจจะขาดแคลน เราก็มีเตรียมเครื่องกรองน้ำเอาไว้กิน ไม่ต้องกินน้ำขวด ก็เตรียมตัวเหมือนกัน ที่วัดก็ต้องเลี้ยงคนมากมายเป็นร้อย ฉะนั้นก็ต้องวางแผน ต้องค่อยคิดเหมือนกัน แต่ไม่ตื่นตูม ไม่กลุ้มใจ ถ้าจวนตัวจริงๆ อ๋อ ไม่มีจะกินจริงๆ จะอดตายแล้ว ตายด้วยความมีสติ เดี๋ยวไปเป็นเทวดา รวยเองล่ะ

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
15 มีนาคม 2569