รู้สึกตัวไว้ พูดง่าย รู้สึกตัว แต่ในโลกไม่ค่อยมีคนรู้สึกตัว เห็นมีแต่คนหลง ก็เลยสู้กิเลสไม่ได้ กิเลสมันเล่นงานเราได้ตอนเราหลงไม่มีสติ ชลบุรีมีข่าวดังอยู่เรื่อยๆ ก่อนนี้ก็มีแกงค์ขับรถให้คนเขาปาดหน้าให้ไปชนคันอื่น ตอนนี้ก็มีแกงค์เอาคนไปฆ่า เราไม่มีความปลอดภัยเท่าไร ฉะนั้นรักษาตัวเอง มีสติ
การปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากเลย ตอนหลวงพ่อเข้าไปรับราชการใหม่ๆ หัวหน้ากองของหลวงพ่อ เขาเป็นคนเก่งคนนี้ ตอนหลังเขาขึ้นไปเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ตอนนั้นยังเป็นหัวหน้ากอง เขาเห็นหลวงพ่อสนใจธรรมะ เขาก็สอนวิธีทำงานวิเคราะห์ บอกไม่ได้ต่างกับหลักของอริยสัจ 4 เลย เวลาเราจะวิเคราะห์อะไรสักเรื่อง อันแรกเราต้องสำรวจให้ได้ก่อนว่ามันมีปัญหาอะไรที่เราจะทำ หรือมีเป้าหมายต้องการอะไร
บอกว่าเหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน ท่านสอนเรื่องทุกข์ การรู้ทุกข์คือการ Survey ปัญหา สำรวจปัญหาก่อน ถัดจากนั้นก่อนจะแก้ปัญหาได้ต้องวิเคราะห์ให้เห็น อะไรเป็นสาเหตุของปัญหา ทุกข์คือตัวปัญหา พระพุทธเจ้าก็วิเคราะห์ให้ สาเหตุของทุกข์หรือสาเหตุของปัญหา หรือเรียกว่าสมุทัยคือตัณหา ตัวปัญหาแก้ไม่ได้ ต้องแก้ที่สาเหตุ แกเก่งคนนี้ เก่ง เอาหลักศาสนาพุทธมาโชว์ให้ดูเลยว่า หลักการวิเคราะห์แบบใหม่ๆ ไม่ได้ต่างจากที่พระพุทธเจ้าทำเอาไว้เลย มีปัญหาอะไรสักเรื่องหนึ่งต้องวิเคราะห์ปัญหาก่อน ดูปัญหาว่าอันนี้ปัญหาจริงหรือปัญหาหลอกๆ อย่างบางทีอย่างทุกวันนี้มีปัญหาที่เราได้รับรู้เยอะแยะเลย บางอันเป็นปัญหาจริงๆ บางอันไม่ใช่ มันเป็นกระแสโซเชียล มีกระแสอะไรขึ้นมาเรานึกว่าเป็นปัญหาใหญ่โต ที่แท้เรื่องเล็กนิดเดียว ฉะนั้นเราต้องวิเคราะห์ปัญหาก่อน แล้วการจะแก้ปัญหาต้องไปแก้ที่สาเหตุ
เพราะฉะนั้นธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอน โอ๊ย ล้ำสมัยมากเลย วิธีคิดวิธีกำหนดของท่านสุดยอดจริงๆ เลย ท่านสอนให้เราเรียนรู้ทุกข์ ให้รู้ทุกข์ คือต้องรู้ปัญหาให้แจ่มแจ้งเลย ถัดจากนั้นก็มาดูว่าอะไรคือสาเหตุของปัญหา นี่คือตัวสมุทัย ถ้าความทุกข์อย่างที่พวกเราจะเรียน อย่างชาวพุทธจะเรียน สิ่งที่เป็นสมุทัยคือตัณหาคือความอยาก แล้วการจะแก้ปัญหาทำอย่างไร ก็ต้องมีวิธีการที่จะดับสาเหตุของปัญหา วิธีการที่จะดับสาเหตุของทุกข์ก็คือมรรค การเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 ถ้าดับทุกข์ได้แล้วเราจะประสบกับสภาวะอะไร ก็จะประสบกับนิโรธความดับทุกข์ หรือนิโรธพูดอีกทีหนึ่งก็คือสภาวะที่สิ้นตัณหา
อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์
วิธีนำเสนอของพระพุทธเจ้าล้ำสมัยมากเลย พวกนักวิชาการรุ่นหลังตั้ง 2,000 ปี เขาเพิ่งจะคิดกัน พระพุทธเจ้าท่านคิดมาก่อนแล้ว กำหนดมาก่อนแล้ว แล้วการที่เราลงมือเรียนรู้ทุกข์ ท่านสอนอันหนึ่งไว้เท่มากเลย เรียกว่าธัมมวิจยะ ธรรมวิจัย เรียนแบบการวิจัย แล้วงานวิจัยรุ่นหลังๆ ก็แบบนั้นล่ะ ท่านคิดมาก่อนหลายพันปี อย่างเราจะรู้ทุกข์ ท่านก็สอนความทุกข์ทางร่างกายก็มี ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์ ทุกข์ในจิตใจเราก็มีความพลัดพลาดจากสิ่งที่รักเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รักเป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ ท่านแจกแจงตัวทุกข์ให้
ทีนี้ท่านก็กลัวพวกเราจะไปมัวแต่วุ่นวายนับจำนวนทุกข์ทางกายมีเท่าไร ทุกข์ทางใจมีเท่าไร วุ่นวาย ท่านเลยบอกว่า “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทา นักขันธา ทุกขา โดยสรุปโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์” คำว่าอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คราวนี้ก็มาเกิดพวกหนึ่งนักคิดเลอะเทอะ คิดว่า โอ้ ขันธ์ 5 มันเป็นทุกข์เพราะเราไปยึดถือ มันเลยมีคำว่าอุปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์ไม่ใช่ขันธ์ที่เราเข้าไปยึดถือ มันเป็นขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของความยึดถือได้
ขันธ์มี 2 ชนิด คือขันธ์ที่เข้าไปยึดถือได้กับขันธ์ที่พ้นจากการยึดถือ ขันธ์มันมี 2 ส่วน ขันธ์ที่เป็นอุปาทานขันธ์ที่พวกเรายึดเอาไว้ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของพวกเราอย่างนี้ ที่เรามีอยู่ตอนนี้เรียกอุปาทานขันธ์ทั้งหมดเลย นี่คือตัวทุกข์ อุปาทานขันธ์ก็ครอบคลุมทั้งร่างกายทั้งจิตใจของเรา นี่คือตัวทุกข์ แล้วที่ไม่ใช่อุปาทานขันธ์เป็นอย่างไร ขันธ์ที่ไม่ใช่อุปาทานขันธ์ อุปาทานขันธ์เป็น Technical term เป็นศัพท์เทคนิค แยกขันธ์เป็น 2 ชนิด ขั้นที่เป็นอุปาทานขันธ์อย่างที่พวกเรามีนี่เป็นที่ตั้งของความทุกข์ แล้วก็ขันธ์ที่ไม่ใช่อุปาทานขันธ์เช่นโลกุตตรจิตทั้งหลาย แล้วก็องค์ธรรมที่เกิดร่วมกับโลกุตตรจิตทั้งหลาย อันนี้ไม่ใช่ เป็นขันธ์ ยังเป็นขันธ์อยู่
อย่างพระอรหันต์จิตพ้นจากกิเลสแล้ว บรรลุมรรคผลมีจิตที่รู้พระนิพพานได้ ขันธ์อย่างนี้ไม่ใช่อุปาทานขันธ์ แต่ถามว่ามีขันธ์อยู่ไหมพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็ยังไม่ตาย ก็ยังมีขันธ์อยู่ แต่ขันธ์นั้นไม่ได้เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นอีกต่อไปแล้ว พ้นจากความยึดมั่น ท่านก็อยู่ พระอรหันต์ท่านก็อยู่ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งกรรมตัวที่ทำให้เกิดมีร่างกายเป็นมนุษย์อย่างนี้มันหมดแล้ว ก็ถึงเวลาตาย ท่านถึงเรียกดับขันธ์ มันยังมีขันธ์เหลืออยู่ แล้วสุดท้ายจะเข้าปรินิพานก็ดับขันธ์ ตอนที่บรรลุพระอรหันต์จิตมันพรากออกจากขันธ์ จิตมันแยกออกจากขันธ์ มันหมดความยึดถือขันธ์แล้ว แต่ขันธ์ยังมีอยู่เลยเรียกตอนบรรลุพระอรหันต์ว่าบรรลุสอุปาทิเสสนิพพาน เป็นนิพพานที่ยังมีเศษเหลืออยู่ เศษนั้นก็คือขันธ์ที่เหลืออยู่นั่นเอง แล้วตอนปรินิพพานขันธ์แตกขันธ์ดับหมดแล้ว เลยเรียกอนุปาทิเสสนิพพาน ไม่มีขันธ์เหลือ
ฉะนั้นขันธ์มี 2 ส่วน ขันธ์ที่ยังเป็นอุปาทานขันธ์กับขันธ์ที่พ้นจากการเป็นอุปาทานขันธ์ ท่านบอกว่าโดยสรุปอุปาทานขันธ์คือตัวทุกข์ ฉะนั้นเราไม่ต้องไปเรียนรู้ทุกข์ที่อื่นหรอก ไม่ต้องไปเรียนว่าอกหักเป็นทุกข์ ทำไมถึงอกหัก จะแก้การอกหักอย่างไร ทำอย่างไรจะกลับไปแก้ไปจีบเขาได้ นี่ฟุ้งซ่าน ท่านถึงต้องสรุปให้ว่าให้ดูที่ขันธ์ 5 ของเรา ให้เรียนรู้ลงที่ขันธ์ 5 นี้ ขันธ์ 5 พวกเรามีอยู่แล้ว ทุกคนมีอยู่แล้ว เพราะพวกเราเป็นสัตว์ในกลุ่มที่มี 5 ขันธ์ สัตว์ 5 ขันธ์มี สัตว์มี 4 ขันธ์ก็มี สัตว์ 1 ขันธ์ก็มี
สัตว์ทั้งหลายมี 3 ประเภท สัตว์ 5 ขันธ์ อย่างมนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เทวดาพวกนี้ พรหม รูปพรหมพวกนี้ พวกนี้ยังมี 5 ขันธ์อยู่ สัตว์ 4 ขันธ์ก็คือพวกอรูปพรหม ไม่มีร่างกายแล้ว เหลือแต่นามธรรม 4 อัน เลยเหลือ 4 ขันธ์ สัตว์ขันธ์เดียวอันนี้เป็นพวกพรหมอีกชนิดหนึ่ง ได้ฌานที่ 4 แล้วจิตดับลงไป อย่างที่พวกเราบางคนไปภาวนาบางที่แล้วก็ทรมานตัวเองอย่างหนักเลย เครียดสุดขีดเลย พอเครียดสุดขีดแล้ว เช่น เดินกำหนด กำหนด กำหนดถี่ยิบเลย แล้วมันเครียด พอเครียดสุดขีดแล้วจิตมันรับไม่ไหว จิตมันดับลงไป เหลือแต่ร่างกายโด่ๆ อยู่อันเดียว แต่หมดความรู้สึก อันนี้เป็นสัตว์ขันธ์เดียวคือเหลือแต่รูปขันธ์ เหลือแต่ร่างกาย อันนี้อยู่ในกลุ่มที่ได้ฌาน 4 เหมือนกัน ฌาน 4 ยังมี 2 กลุ่ม กลุ่มที่มี 5 ขันธ์ กับ 1 ขันธ์ รายละเอียดมันมี พวกเราไม่ต้องเรียนเยอะหรอก เราเรียนสิ่งที่เรามี ไม่ต้องไปสนใจสัตว์ 1 ขันธ์เป็นอย่างไร สัตว์ 4 ขันธ์เป็นอย่างไร ก็พวกเรานี่ล่ะเป็นสัตว์ 5 ขันธ์
5 ขันธ์มีอะไร มีรูป ตัวนี้เป็นรูปที่ปรากฏขึ้นมา สัมผัสได้ อย่างรูปคือสีที่เราเห็น สิ่งที่เรามองเห็นจริงๆ ลองดูให้ดีคือสี เคยเห็นพวกจิตรกรไหม มันวาดรูปทำไมมันวาดเก่งจังเลย อย่างวาดหยดน้ำ มันวาดได้อย่างไร ทีแรกหลวงพ่อก็งง มันวาดหยดน้ำอย่างไรได้เหมือนเลย หยดน้ำบนใบบัวอย่างนี้ เข้าไปดูแล้วดูอีกมันวาดอย่างไร ทีแท้มันคือสีทั้งหมดเลย สี ตาของพวกจิตรกรมันแหลมคม มันแยกสีเก่ง เอ้า ขอโทษไปใช้คำว่ามัน เดี๋ยวเขาว่าไม่สุภาพ เราคนโบราณพูดมึง พูดกู พูดมัน พูดเอ็งข้า ชิน ไม่ได้หยาบคาย มันเป็นความเคยชิน พวกจิตรกรทั้งหลาย ท่านตาแหลมคม หยดน้ำเขายังมองได้เลยว่ามันเป็นสี แต่ละมุมมันมีสีต่างๆ กัน แล้วเขาก็เอาสีเหล่านั้นแต้มไปตามแล้วออกมาเป็นรูป แหม่ หยดน้ำดูแล้วใสปิ๊งเลย
ฉะนั้นจริงๆ แล้วสิ่งที่ตาเรามองเห็นคือสีเท่านั้นเอง สีเป็นรูปชนิดหนึ่ง เป็นรูปเรียกรูปสี ฉะนั้นสิ่งที่เราเห็น เป็นสาวงามเป็นอะไร จริงๆ ก็คือสีที่ตัดกัน ตัดกันเป็นรูปร่างอย่างนี้ บางคนก็ตัดกัน แหม่ สวยงาม มีเอวมีไหล่ บางคนก็ทรงไหกระเทียม เป็นสีที่ตัดกันทั้งสิ้นเลย นี่คือรูปชนิดหนึ่ง รูปอีกชนิดหนึ่งอย่างเสียง เสียงถือเป็นรูปชนิดหนึ่ง แล้วสัมผัสด้วยหู กลิ่นก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง รสก็เป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง ส่วนสัมผัสทางกาย สิ่งที่สัมผัสทางกายเราก็เป็นรูป
ดูธาตุตามนัยของพระสูตร
รูปดินคือส่วนที่แข็งๆ เอาไม้มาตีหัวเรานี่แข็งๆ รูปลม ลมเป็นรูปที่เคลื่อนไหว อย่างร่างกายเราเคลื่อนไหวด้วยกำลังของธาตุลม อันนี้มันเป็น Concept ของอินเดียโบราณ ไม่ใช่วิชาแพทยศาสตร์ปัจจุบัน มีธาตุลมธาตุไฟ ในตัวเรามีธาตุไฟทำหน้าที่หลายอย่าง อย่างทำหน้าที่ย่อยอาหาร เวลาร่างกายย่อยอาหารจะเกิดความร้อน ไฟที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ถ้าตัวเย็นเลยตายเลย ธาตุไฟดับ อันนี้รู้ด้วยสัมผัสทางร่างกาย แต่ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ
คำว่าน้ำตัวนี้ไม่ใช่แปลว่าน้ำเลือด น้ำหนอง น้ำในขวด ธาตุน้ำในความหมายอย่างลึกอย่างอภิธรรม คือสภาวะที่มันซึมซาบและมันดึงดูด การที่ร่างกายของเรายังรวมกันอยู่ได้เพราะมีธาตุน้ำ ยกตัวอย่างเหมือนดิน ถ้าดินหรือทรายแห้งๆ มันไม่รวมตัว ทรายที่แห้งผากยกขึ้นมาก็แตกหมด เพราะมันไม่มีธาตุน้ำ เราต้องเอาน้ำใส่ลงไปแล้วปั้นเป็นก้อน ปั้นเป็นตุ๊กตา ปั้นเป็นปราสาทอะไรก็ได้ ธาตุน้ำรู้ด้วยใจ อันนี้นัยของอภิธรรม ถ้านัยของพระสูตร อันนี้เข้าใจง่าย แล้วเป็นนัยที่สำคัญ นัยอภิธรรมสำหรับนักวิชาการเอาไว้เถียงกัน แต่นัยของพระสูตรสำหรับคนที่จะทำมรรคผลให้แจ้ง
อย่างธาตุดินในร่างกายเรามีอะไร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก อันนี้เรียกว่าธาตุดิน ธาตุน้ำก็เช่นเลือด น้ำเลือด น้ำปัสสาวะ น้ำเสลด น้ำลาย น้ำดี อันนี้ธาตุน้ำ ธาตุลม เช่น ลมไหลเข้า ลมไหลออก ลมในลำไส้ พวกเรามีไหมลมในลำไส้ ลมในกระเพาะ มี ถ้าลมในกระเพาะเดี๋ยวก็เรอออกไป ลมทางล้ำไส้เดี๋ยวก็ระบายออกไป อันนี้ธาตุลม ดิน น้ำ ลม ไฟ แนะนำพวกเราจะเรียนธาตุ เรียนนัยของพระสูตร เวลาที่พระพุทธเจ้าสอนท่านก็สอนพระสูตรนั่นล่ะ แล้วในพระสูตรบางช่วงก็มีอภิธรรมแทรกอยู่ มีอรรถกถาแทรกอยู่ แต่ว่าเวลาเราดูธาตุแนะนำให้ดูตามนัยพระสูตร
วิธีดูอย่างไร อย่างผม เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ ตอนนั้นท่านยังไม่บวชชื่อหลวงพ่อคืน ท่านก็เป็นผู้นำกลุ่มภาวนาเพื่อนๆ ท่าน ทีนี้ก่อนจะเข้าพรรษาท่านจะมาลาหลวงปู่ดูลย์ ไปจำพรรษาที่หินหมากเป้งที่หนองคายวัดหลวงปู่เทสก์ แต่ละคนก็ขอกรรมฐานเฉพาะตัว หลวงปู่ดูลย์ก็สอนแต่ละคนๆ ไม่เหมือนกันหรอก ตามจริตนิสัย
แล้วท่านสอนนายคืน ตอนนั้นยังม่ได้บวช สอนนายคืนให้พิจารณาผมเส้นเดียว หลวงพ่อคืนบอกเสียใจมากเลย คนอื่นเขาได้เรียนธรรมะลึกซึ้ง ท่านได้เรียนผมเส้นเดียว แล้วก็ไม่ยอมทำ ตลอดพรรษาไปอยู่หินหมากเป้ง ไม่ยอมทำ ถึงเวลาออกพรรษากลับมาเมืองสุรินทร์แล้วจะต้องเข้าพบหลวงปู่ดูลย์ มารายงานการปฏิบัติ นึกได้ยังไม่ได้ดูผมเส้นเดียวเลย เลยลองดู ตอนขึ้นไปภาวนา 3 เดือนจิตไม่เคยรวมเลย นั่งสมาธิอย่างไรจิตมันไม่รวม ทีนี้พอมาดูผมเส้นเดียว ผมเป็นอย่างไร ผมมีรูปร่างอย่างนี้ เป็นยาวๆ ข้างในกลวง ตรงโคนมีต่อมมีน้ำมัน ท่านก็พิจารณาไปเรื่อยๆ ใจจดจ่ออยู่ที่ผมเส้นเดียว จิตรวมเข้าสมาธิ เป็นสมถะอันนี้ เป็นสมถะ ไม่ได้ดูไตรลักษณ์แต่ดูตัวรูป คือดูเส้นผมเส้นเดียว ดูไปเรื่อยๆๆๆ จิตรวมได้ ได้สมาธิได้ ก็เข้าไปหาหลวงปู่ดูลย์ท่านก็ต่อยอดทำวิปัสสนาให้ แล้วก็ท่านก็ภาวนาเก่งขึ้นมา
ทีนี้เวลาเราจะดูธาตุ เราดูธาตุตามนัยของพระสูตร ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก อะไรดูไปเรื่อย แต่ละอันไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา เป็นของไม่สวยไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่แตกสลาย เป็นของที่บังคับไม่ได้ อย่างผมของเรา เราว่าผมเราสวย ผมเราดี พอผมร่วงลงไปอยู่ในหมอข้าว กินไม่ลงแล้ว ขยะแขยง เล็บ ถ้าเรากินข้าวอยู่แล้วเราเจอเล็บอย่างนี้ เราคงสยอง
ตอนหลวงพ่อเด็กๆ บ้านหลวงพ่ออยู่ริมคลองโอ่งอ่าง ใกล้ๆ วัดสระเกศ อยู่ใกล้ๆ ประตูผี สมัยโบราณผู้ใหญ่เล่าให้ฟัง ที่ประตูผีมีร้านหนึ่งขายปลาไหล ทำปลาไหล ทำอะไรไม่รู้จำไม่ได้ เอาปลาไหลมาทำ แล้วอร่อยมากเลย คนชอบมากเลย เป็นร้านปลาไหลที่ดังที่สุดในกรุงเทพ แล้ววันหนึ่งคนไปกินปลาไหล เขี่ยปลาไหลมาเจอเล็บ เล็บทั้งเล็บอย่างนี้เลย ก็ตกใจทำไมมีเล็บ ขยะแขยงอ้วกเลย ยิ่งนึกขึ้นได้ เจ้าของร้านนี้ต้องไปจับปลาไหลที่วัดสระเกศแน่เลย ที่ชายคลองทางวัดสระเกศ แถวนั้นเป็นสุสานที่ฝังศพคนเยอะเลย ปลาไหลมันเข้าไปอยู่ในโลงศพเลย บางโลงเปิดฝาขึ้นมา ปลาไหลดิ้นคลั่กๆๆ อยู่ข้างในเลย มันเข้าไปกินศพ นี่เล็บ พอเห็นเล็บเท่านั้นอ้วกแตกอ้วกแตน ถึงเล็บคนเป็นๆ ก็แย่แล้ว เล็บคนตายแล้วยิ่งน่ากลัวใหญ่
เราก็พิจารณาไป โอ้ ร่างกาย ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่ว่าสวยว่างาม พอหลุดออกมาแล้วดูไม่สวยไม่งามน่ารังเกียจ อย่างเราถอนฟันออกมา ฟันเราหลุดออกมาอย่างนี้ เอาไปใส่จานข้าวไว้ชม กินข้าวไปชมไป ไม่มีใครทำลง เห็นแล้วจะอ้วกแตก ฉะนั้นจริงๆ แล้วร่างกายเรานี้มันเป็นปฏิกูลเป็นอสุภ มองมุมนี้ก็ได้ ถ้ามองในมุมของปฏิกูลอสุภะ จิตเราจะสงบ จะได้สมาธิ ได้สมถะ เพราะฉะนั้นการดูกายเป็นปฏิกูลอสุภะจะได้สมถกรรมฐาน เป็นการทำสมถกรรมฐาน
แต่ถ้าเราดู ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ดูน้ำเลือด น้ำหนอง ร่างกายทั้งหมดก็ได้ ดูกายทั้งตัวเลยก็ได้ เห็นว่ามันเป็นของไม่เที่ยง ร่างกายนี้เป็นเหมือนถุงอะไรใบหนึ่ง มีธาตุไหลเข้าไปมีธาตุไหลออกมาตลอดเวลา ถ้าธาตุหยุดการไหลเมื่อไรร่างกายเราแตกสลายทันทีเลย ตายทันที ฉะนั้นร่างกายเรานี่ดำรงอยู่ได้เพราะมีธาตุที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ อย่างหัวใจเราเต้นใช่ไหม ธาตุดินมันก็เคลื่อนไหว มันก็สูบฉีดธาตุน้ำคือเลือดวิ่งไปวิ่งมา หรือปอดเรามันขยับ ปอดเป็นตัวธาตุดินเห็นไหม มันหายใจลมเข้าลมออก นี่เป็นธาตุลม ถ้าหยุดหายใจก็ตาย
ดูกายอย่างนี้ ถ้าดูเป็นธาตุแนะนำให้ดูตามนัยของพระสูตร พระอรหันต์ส่วนใหญ่ที่ท่านพิจารณากายแล้วได้มรรคผลนิพพาน ก็สอนก็ดูตามที่พระพุทธเจ้าบอกนี่เอง ตามนัยของพระสูตรนั่นเอง ส่วนอภิธรรมพระพุทธเจ้าไม่ได้เอามาเทศน์ให้มนุษย์ฟังในช่วงแรก ท่านเทศน์ให้เทวดาฟัง เป็นอภิธรรมอย่างละเอียดซึ่งพวกเราไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง แล้วตอนเช้าพระสารีบุตรจะขึ้นไปเจอพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าจะสรุปให้ฟังย่อที่สุดเลยว่าวันนี้สอนเทวดาเรื่องนี้ อาจจะพูดแค่หัวข้อย่อๆ พระสารีบุตรได้รับอภิธรรมอย่างย่อที่สุดมา ก็มาขยายความอีกหน่อย เป็นอภิธรรมระดับปานกลาง เพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านรู้เรื่อง กลุ่มที่เรียนอภิธรรมยุคแรกก็กลุ่มลูกศิษย์พระสารีบุตร ทีนี้กลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็จะเรียนตามนัยแห่งพระสูตร
ธรรมะเรื่องขันธ์ 5
อย่างปัญจวัคคีย์ไม่ได้เรียนอภิธรรม ทำไมท่านทำได้ อนาถบิณฑิกเศรษฐีไม่เคยรู้เรื่องขันธ์ 5 ทำไมท่านเป็นพระโสดาบัน ตอนท่านจะตาย อนาถบิณฑิกจะตาย นิมนต์พระสารีบุตรไปหา แทนที่จะนิมนต์พระพุทธเจ้า เกรงใจ ท่านเป็นคนเกรงใจ เข้ามาในวัดไม่เคยถามธรรมะพระพุทธเจ้าเลย เกรงใจ เห็นพระพุทธเจ้าเหนื่อยแล้ว ตอนจะตายก็นิมนต์พระสารีบุตรมา พระสารีบุตรสอนเรื่องขันธ์ 5 อนาถบิณฑิกฟังแล้วร้องไห้เลย แล้วบอกว่าทำไมพระคุณเจ้าไม่สอนธรรมะอันนี้ให้ผมตั้งแต่แรก
ที่จริงคือผมยังไม่เอา ยังรับไม่ได้ ไม่ใช่พระระดับพระสารีบุตร อย่างพระพุทธเจ้าทำไมไม่สอนอันนี้ เพราะขณะนั้นสอนไปก็ยังรับไม่ได้ เพราะใจยังมุ่งแต่เรื่องทำบุญ ตอนนี้จะตายแล้วไม่ได้คิดเรื่องทำบุญแล้วคราวนี้ พระสารีบุตรสอนเรื่องขันธ์ 5 เห็นไหมรูปนี้กำลังจะแตกสลาย มีเวทนาบีบคั้นอยู่ แล้วใจของเราเป็นอย่างไร ใจเรากระสับกระส่ายไหม กระสับกระส่ายนี่เป็นสังขาร เห็นไหม หรือใจเป็นผู้รู้ผู้ดู อันนี้ตัวจิตผู้รู้ตัววิญญาณ ท่านสอนขันธ์ 5 อนาถบิณฑิกก็เลยบอกว่า โถ ถ้าท่านสอนก่อนนี้ ผมจะได้ธรรมะสูงกว่านี้อีก
ที่จริงถึงสอนท่านก็คงไม่ได้ เพราะจิตท่านไม่พร้อม ถ้าจิตท่านพร้อมครูบาอาจารย์ก็บอกล่ะ แล้วท่านก็เลยอาราธนาบอกว่า ขอให้พระคุณเจ้าสอนเรื่องขันธ์ 5 อะไรพวกนี้กับฆราวาสบ้าง ฆราวาสที่ปัญญาแก่กล้าก็ยังมีอยู่ ไม่ใช่ฆราวาสจะโง่ทุกคนเสียเมื่อไร เผื่อฆราวาสที่มีปัญญาแก่กล้าเขาได้ยินได้ฟัง เขาจะได้ธรรมะที่ประณีต เราก็เลยมีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมะเรื่องพวกนี้ ไม่อย่างนั้นเราจะได้ยินแต่ทำทานถือศีลสร้างความดีอะไรต่ออะไร ค่อยๆ ศึกษาไป นี่แค่เรื่องตัวรูป
ตัวเวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ทางร่างกาย ความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความไม่สุขไม่ทุกข์ทางใจ มันก็มีศัพท์เฉพาะ ถ้าทุกข์ทางกายเขาเรียกทุกขเวทนา สุขทางกายเรียกว่าสุขเวทนา ทุกข์ทางใจก็มีศัพท์เฉพาะเรียกว่าโทมนัสเวทนา สุขทางใจเขาเรียกโสมนัสเวทนา แล้วก็อุเบกขาเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ แต่เราไม่ต้องไปเรียนแบบนักวิชาการหรอก เราเรียกว่าสุขกายสุขใจหรือทุกข์กายทุกข์ใจ เอาง่ายๆ แค่นี้ก็พอแล้ว ไม่ต้องรู้ศัพท์เยอะ รู้ศัพท์เยอะก็เอาไว้ให้นักวิชาการเขาเรียนกัน ของเราดูของจริงเท่าที่เราดูได้ การดูกายจะดูเวทนาทางกาย จิตต้องทรงสมาธิ ทรงฌานได้ยิ่งดีเลย แล้วออกจากฌานมาจิตจะมีกำลังเข้มแข็ง เวลามาเห็นเวทนาทางกายจิตจะไม่กระสับกระส่าย ถ้าจิตอย่างพวกเราไม่ได้ฌาน ขืนไปนั่งดูเวทนาทางกายแป๊บเดียว นั่งเฉยๆ เดี๋ยวก็เมื่อย พอเมื่อยแล้วจิตกระสับกระส่าย ดูไม่รู้เรื่องแล้ว
ฉะนั้นเวทนาทางกายมันเหมาะกับคนเล่นฌาน ท่านถึงบอกกายานุปัสสนาเหมาะกับคนเล่นฌาน ต้องเป็นสมถยานิกถึงจะเหมาะ แต่หลวงพ่อพบอย่าง ถ้าเราเปลี่ยนมาดูเวทนาทางใจ ไม่ต้องทรงฌานหรอก เราดูได้เลย ดูง่าย เพราะการดูเวทนาทางใจนั้นจะโมเมเอาว่าเป็นการดูจิตก็ได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้เป็นนามธรรมที่เกิดที่จิตใจของเรา เวลาเราดูจิตมันก็เห็นจิตเดี๋ยวก็สุข จิตเดี๋ยวก็ทุกข์ จิตเดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย การที่ดูจิตหรือจิตตานุปัสสนานี่เหมาะกับวิปัสสนายานิก ไม่ต้องทำฌานอะไรมากมาย ทำความสงบเล็กน้อย พอให้จิตตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัวแล้วก็ดูเลย ดูไปเลย
ที่จริงแต่ละอันมันจะมีลูกเล่นเยอะแยะ อย่างดูกายก็มีอย่างหยาบอย่างละเอียด ถ้าอย่างละเอียดต้องทรงฌาน อย่างจะดูกายให้เป็นธาตุ ถ้าไม่ทรงฌานดูไม่ออก แต่ถ้าดูกายง่ายๆ อย่างนี้ ขณะนี้เราหายใจออกรู้สึกตัว ขณะนี้หายใจเข้ารู้สึกตัว อันนี้เราดูกายเพื่ออะไร เพื่อให้เกิดสติ อันนี้ไม่ต้องทรงฌานก่อน เห็นร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน เพื่ออะไร เพื่อให้เกิดสติ อันนี้ไม่ต้องทรงฌานก่อน แต่ถ้าจะดูให้เห็นสภาวะจริงๆ ให้เห็นไตรลักษณ์จริงๆ อย่างจะดูธาตุกรรมฐาน ถ้าไม่ทรงฌานดูไม่ออก ต้องได้ฌานถึงจะดูได้ นี่มันก็กายานุปัสสนา ตำราบอกว่าเหมาะกับสมถยานิก
ในส่วนของวิปัสสนายานิกอย่างพวกเราก็ดูได้ในบางส่วน ไม่ใช่ต้องเข้าฌานแล้วมาดูตอนนี้ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เห็นจำเป็นเลย ไม่จำเป็น ดูจิตเราไม่ต้องทำฌานก่อน แต่เราต้องฝึกจิต ต้องฝึกจิตให้ดีก่อน ถ้าจิตเราฟุ้งซ่านดูไม่รู้เรื่องหรอก เราไม่ต้องถึงขนาดต้องเข้าฌานหรอก วิธีทำ ทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันเวลาจิตเราเผลอไปหลงไป อย่างหลวงพ่อตอนเด็กๆ หลวงพ่อหายใจเข้าพุทหายใจออกโธ พอจิตมันหลงไปคิดเรื่องอื่น มันลืมลมหายใจลืมพุทโธ ทีนี้เราเคยหายใจพุทโธไปจนชิน มันลืมไม่นานเดี๋ยวมันก็นึกขึ้นได้ อันนี้หลงไปแล้ว หลงไป 1 ชั่วโมงแล้วรู้สึกขึ้นมา ต่อมาหายใจเข้าพุทโธไปอีกแล้วหลง เอ้า คราวนี้หลงไม่ถึงชั่วโมงแล้ว หลงครึ่งชั่วโมงแล้วรู้สึกแล้ว ต่อไปหลงนาทีหนึ่งก็รู้สึกแล้ว หลงแล้วรู้สึกได้เร็วขึ้นๆ เพราะอะไร เพราะจิตจำสภาวะหลงได้แม่นมากขึ้นๆ เห็นบ่อยๆ
ทุกข์ให้รู้
เพราะฉะนั้นในสติปัฏฐานท่านจะบอกให้รู้เนืองๆ คือรู้บ่อยๆ แต่ไม่ได้บอกว่าให้จ้องเอาเป็นเอาตาย จ้องเอาเป็นเอาตายไม่ใช่รู้เนืองๆ รู้เนืองๆ รู้ไปเรื่อยๆ รู้ธรรมดา รู้บ่อยๆ แล้วพอจิตมันจำสภาวะนั้นได้แล้ว สติจะเกิดเอง อย่างหลวงพ่อหายใจไปพุทโธไป จิตหนีไปคิด ทีแรกหนีนานกว่าจะรู้ ต่อมาจิตมันจำสภาวะที่ไหลไปคิดได้ พอมันไหลปุ๊บรู้ปั๊บ ไหลปุ๊บรู้ปั๊บเลย จิตค่อยตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา สว่างไสว รู้ ตื่น เบิกบาน คราวนี้เราทำวิปัสสนาได้แล้ว วิปัสสนาก็คือการที่เราเห็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม จะเห็นอะไรก่อนก็ได้ บางท่านบอกต้องเห็นกายก่อน ไม่จำเป็น
สติปัฏฐาน 4 เหมือนประตูเมือง 4 ทิศ เราอยู่ใกล้ประตูไหนเข้าประตูนั้น ตอนที่หลวงพ่อเริ่มทำวิปัสสนา หลวงพ่อไม่ได้เริ่มจากกาย หลวงพ่อเริ่มที่จิตเลย หลวงปู่ดูลย์ท่านดูแล้วให้หลวงพ่อไปดูกาย หลวงพ่อรู้สึกจืด ดูกายแล้วจืดชืด หลวงปู่ดูลย์เลยให้ดูจิต ตอนนั้นก่อนเจอหลวงปู่ดูลย์ก็ไปดูกาย ทีนี้สมาธิมันแรง ดูแล้วกายมันระเบิดหายไปหมด แล้วไม่รู้จะไปอย่างไรต่อ รู้สึกดูกายแล้วจืดชืดใจไม่ชอบ หลวงปู่ดูลย์ท่านพิจารณาแล้วเลยให้หลวงพ่อดูจิต พอเราไปดูจิต เห็นจิตนี้วิจิตรพิสดาร ทำงานได้สารพัดเลยหลากหลายรูปแบบ เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวโลภโกรธหลง
หลวงพ่อเห็นทีแรก หลวงพ่อก็เป็นคนขี้โมโหใจร้อน หลวงพ่อเห็นจิตโกรธกับจิตไม่โกรธก่อน คู่แรกที่เห็น ต่อไปจิตโลภจิตไม่โลภก็เห็น จิตหลงจิตไม่หลงก็เห็น จิตฟุ้งซ่านจิตหดหู่ก็เห็น ที่จริงเห็นเยอะกว่านั้นเพราะเราเคยเล่นสมาธิ บางทีก็จิตกว้างขวางไม่มีขอบมีเขต จิตใหญ่ บางทีเราก็ย่อความรู้สึกลงมาในจุดเล็กๆ บางทีจิตก็ปล่อยวางจิต บางทีจิตก็หยิบฉวยจิต เห็นหลากหลาย ของเรายังไม่ต้อง ของเราเห็นว่าจิตมีราคะก็รู้ มีโมหะมีโทสะอะไรก็รู้ จิตฟุ้งซ่านหดหู่ก็รู้ รู้แค่นี้พอ หัดใหม่ๆ เอาแค่นี้พอ
ยากไหมที่จะรู้ว่าตอนนี้โกรธ อย่างเราขับรถอยู่คนปาดหน้า เราโกรธ คนทั่วไปทำอย่างไร พอโกรธคันนี้มาปาดเรา เราจะมองรถคันนี้ที่ปาดเรา ไม่มีใครย้อนมาดูว่าตอนนี้จิตกำลังโกรธ ฉะนั้นเราจะต่างกับคนทั่วไปนิดเดียวเอง คนทั่วไปเขาชอบมองออกข้างนอก เราจะย้อนมองกลับเข้ามาที่ใจตัวเอง หลวงปู่ดูลย์เลยบอกอย่าส่งจิตออกนอก อย่างขับรถอยู่คนมาปาดหน้า คนส่วนใหญ่ก็จะไปมองคันที่ปาด เราได้ยินเสียงอะไร ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ มา ใจเราก็วิ่งไปสนใจที่เสียง ไม่สนใจว่าตอนนี้ใจอยากรู้ว่าเสียงอะไร ไม่สนใจจิตใจตัวเอง หรือได้กลิ่นอย่างนี้ ได้กลิ่นเหม็นๆ ดึกๆ ได้กลิ่นเหม็นเน่าๆ ขึ้นมาอย่างนี้ ใจเรากลัว ก็สงสัยผีมาแล้ว เราก็จะไปดูสิมันกลิ่นอะไร สนใจว่ามันคือกลิ่นอะไร อยู่ตรงไหน หรือแมวมาตาย หนูมาตายตรงไหน จะสนใจออกข้างนอก ไม่สนใจว่าใจเรากำลังกลัว หรือใจเรากำลังสงสัย หรือใจเรากำลังเกลียด เกลียดสิ่งสกปรกอะไรพวกนี้
หลวงปู่ดูลย์ท่านถึงบอกว่าการปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ ผู้ไม่ปฏิบัติมันเอาแต่สนใจของนอก ไปสนใจรถที่ปาดหน้า สนใจเสียงที่ได้ยิน สนใจกลิ่น สนใจสิ่งเหล่านี้ หรือกินอาหาร โอ้ ร้านนี้อร่อยมาก ไม่เห็นว่าใจกำลังชอบ ท่านบอกว่าการปฏิบัติไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตัวเองไป ฉะนั้นต่อไปนี้เวลาเรากระทบอารมณ์ เราก็อ่านที่จิตตัวเองไป เดี๋ยวก็เห็นกุศล เดี๋ยวก็เห็นอกุศล เดี๋ยวก็เห็นว่าจิตมีความสุข เดี๋ยวจิตก็มีความทุกข์ เดี๋ยวจิตก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ทีแรกเราจะเห็นอันใดอันหนึ่งก่อนก็ได้
ถ้าพวกเราใจมันเฉยๆ ส่วนใหญ่ลองสังเกตดูตัวนี้ก็ได้ ใจเรามีความสุขก็รู้ ใจเรามีความทุกข์ก็รู้ ใจเราเฉยๆ ก็รู้ เบื้องต้นรู้มัน 3 ตัวนี้ล่ะ แล้วต่อไปมันก็ภาวนาเก่ง มันรู้ได้ทุกตัวล่ะ ไปลองทำดู ตัวใดตัวหนึ่งนี่ล่ะฝึกไป ถ้าอารมณ์แรงขี้โมโห ก็ดูจิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ ถ้าขี้โลภเจออะไรก็อยากได้ไปหมดเลย ก็ดูจิตโลภก็รู้ จิตไม่โลภก็รู้ หัดดู หัดดูไป สิ่งเหล่านี้ ตัวรูป ตัวเวทนาคือสุขทุกข์ หรือตัวสังขารปรุงดีปรุงชั่ว ตัวจิตตัวใจอะไรที่เรามีอยู่ตอนนี้ เรียกว่าอุปาทานขันธ์ สิ่งที่พ้นจากอุปาทานขันธ์มันคือพวกโลกุตตรธรรมทั้งหลาย ฉะนั้นตัวนี้เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ เรียกว่าทุกข์ให้รู้
สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ของเราที่เรามีอยู่ ให้รู้สึกที่ร่างกาย ให้รู้สึกที่ความรู้สึกสุขทุกข์ รู้สึกที่ความจำ จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรสอะไรได้ จำเรื่องราวได้อย่างนี้นี่คือสัญญา หรือรู้ที่ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลง หรือจิตมีศรัทธา มีวิริยะ มีสติ มีปัญญา อันนี้เป็นฝ่ายกุศล ฝ่ายอกุศลโลภ โกรธ หลง ฝ่ายกลางๆ อย่างสมาธิอย่างนี้ สมาธิเกิดร่วมกับจิตได้ทุกชนิดเลย ฉะนั้นเวลาเรามีสมาธิไม่แน่ว่าจิตเราเป็นกุศลหรืออกุศล แต่ถ้าเรามีสติจิตเป็นกุศลแน่นอน
เห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา
สภาวธรรมพวกนี้ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้ ค่อยๆ ดูจากของจริงไปเรื่อยๆ หลวงพ่อก็ภาวนามานี้ ดูจากของจริงไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง รู้ไปเรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วเห็นอะไร เห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น จิตสุขเกิดแล้วดับ จิตทุกข์เกิดแล้วดับ จิตกุศลอกุศลเกิดแล้วดับ นี่ขึ้นวิปัสสนาคือเห็นไตรลักษณ์ ถ้าเราเห็นตัวสภาวะเรียกว่าเรามีสติรู้สภาวะ แต่ถ้าเราเห็นไตรลักษณ์เรียกว่าเรามีปัญญา สติกับปัญญาทำหน้าที่ไม่เหมือนกัน ปัญญามันจะไปเห็นไตรลักษณ์ เพราะฉะนั้นอย่างทำวิปัสสนาถ้าไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่วิปัสสนา ยิ่งคอร์สวิปัสสนาไม่มีวิปัสสนาจริงหรอก เพราะไม่เห็นไตรลักษณ์
ทำไมพูดว่าไม่เห็นไตรลักษณ์ พูดได้อย่างไร จะเห็นไตรลักษณ์ได้ก็คือจะเกิดปัญญาได้ จิตต้องทรงสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา และสมาธิที่มีกันอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองนั้นมันไม่ใช่สัมมาสมาธิ มันเป็นมิจฉาสมาธิ เกิดจากการเพ่งๆ จ้องๆ เกิดจากการกำหนด เอาไปเดินปัญญาไม่ได้จริง เพราะฉะนั้นเมื่อสมาธิที่ถูกต้องไม่มี วิปัสสนาไม่มีหรอก ไม่ต้องสนใจอะไรเยอะเลย
ฉะนั้นถึงต้องฝึกไปตามลำดับ ทีแรกทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง ไปดูในสติปัฏฐาน ชอบกรรมฐานอะไรเอาอันนั้นล่ะ ดูที่ตัวเองทำได้ แหม เกิดชอบสัจบรรพ ดูปฏิจจสมุปบาท ดูได้อย่างไร มองไม่เห็นสักตัวหนึ่ง ไม่ใช่ง่าย กว่าจะเห็นปฏิจจสมุปบาท กว่าจะรู้แจ้งแทงตลอดปฏิจจสมุปบาท พระโสดาบันยังไม่รู้เลย ถ้ารู้ปฏิจจสมุปบาทแจ่มแจ้งก็คือพระอรหันต์นั่นล่ะ ฉะนั้นเราดูของที่เราดูได้จริง อย่างร่างกายหายใจออกหายใจเข้ารู้สึกไป ร่างกายยืนเดินนั่งนอนรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวหยุดนิ่งรู้สึก แล้วเราได้อะไร ได้ความรู้สึกตัว เมื่อความรู้สึกตัวมีสติรู้ทัน สติเป็นตัวรู้ทัน เป็นตัวระลึกได้ว่าตอนนี้หายใจออก หายใจเข้า ยืน เดิน นั่ง นอน เคลื่อนไหว หยุดนิ่ง สติระลึกได้ ทันทีที่สัมมาสติเกิด สัมมาสติคือสติที่ระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมนี่ล่ะ สัมมาสติเกิดเมื่อไรสัมมาสมาธิจะเกิดร่วมด้วย
อย่างเวลาที่เราทำกรรมฐานแล้วใจเราหนีไปคิด แล้วเรามีสติรู้ว่าจิตหลงคิด จิตที่หลงคิดจะดับ จะเกิดจิตที่ตั้งมั่นขึ้นแทน นี่คือจิตที่มีสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นทันที จิตที่มีสัมมาสมาธิก็อาศัยสัมมาสติทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นในสติปัฏฐานท่านพัฒนาสติเบื้องต้น พอพัฒนาสติไปเรื่อยๆ แล้วสัมมาสมาธิจะเกิด เมื่อสัมมาสมาธิจะเกิดการเจริญปัญญาถึงจะเกิด ฉะนั้นสติปัฏฐานเบื้องต้นทำให้มีสติ เบื้องปลายทำให้มีปัญญา การมีสติก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา
ฉะนั้นพอจิตเราตั้งมั่นแล้วมันเดินปัญญาได้อย่างไร ทันทีที่จิตตั้งมั่นขันธ์จะแตกตัวให้เราดู ร่างกายกับจิตเป็นคนละอัน เวทนาสุขทุกข์ทั้งหลายกับจิตเป็นคนละอันกัน ความจำเป็นคนละอันกับจิต ความปรุงดีปรุงชั่วเป็นคนละอันกับจิต จะเห็นกระจายตัวออก ตรงนี้ยังไม่ถึงวิปัสสนา แล้วตรงที่เป็นวิปัสสนาก็คือ เห็นแต่ละตัวที่แตกกระจายนั้นล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ต้องเห็น ไม่ใช่คิด ถ้าคิดยังใช้ไม่ได้ แต่ก็อาศัยคิด หลวงปู่ดูลย์บอกคิดเท่าไรก็ไม่รู้ หยุดคิดถึงรู้ แต่ก็อาศัยคิด อาศัยคิดหมายถึงพิจารณาเข้าไปสำหรับบางคน บางคนจิตเดินปัญญาได้ไม่ต้องช่วย ดูเข้าไปแล้วเห็นไตรลักษณ์เลย แต่บางคนไม่เห็น ก็ต้องกระตุ้นมัน ช่วยคิดพิจารณา
อย่างดูร่างกายเราก็รู้กายอยู่ทั้งวันเลย ก็ช่วยมันคิดนิดหนึ่ง ช่วยหมายรู้ลงไป ร่างกายนี้มันเหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่ง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ตัวเราตัวเขา เจือการหมายรู้ลงไป พอเจือการหมายรู้เรียกว่ามีสัญญาตัวนี้ลงไป ต่อไปเวลาที่ปัญญาจะเกิด เราไม่ได้จงใจหมายรู้ เราไม่ต้องจงใจคิดพิจารณา จิตมันเห็นเอง ตรงนั้นล่ะถึงจะเป็นวิปัสสนาตัวจริง เดินปัญญาได้จริง สู้กิเลสได้จริง ลำพังกำหนดไปเรื่อย หมายรู้ไปเรื่อยๆ ยังไม่ได้กินหรอก แต่ว่าถ้าไม่มีการหมายรู้ที่ถูก วิปัสสนาก็ไม่เกิด แต่บางคนเคยสะสมของเก่ามาแล้ว พอมีสติปุ๊บ จิตตั้งมั่นปุ๊บ เดินวิปัสสนาได้เลย แต่บางคนไม่มี ก็ต้องอาศัยสัญญาเข้ามาช่วย
เอ้า วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ก็แล้วกัน เทศน์เยอะก็จะเหนื่อย คนที่เหนื่อยก็คือพวกเราล่ะ ฟังมากๆ ก็เหนื่อยเหมือนกัน โดยธรรมชาติสมองคนมันรับข้อมูลได้ราวๆ 40 นาทีเท่านั้น เกิน 40 นาทีมันจะเริ่มล้าแล้ว เริ่มจับประเด็นไม่ได้แม่นแล้ว หลวงพ่อพยายามเทศน์ให้ได้ 40 นาที นี่ปาเข้าไป 45 นาทีแล้ว เกินไป 5 นาที ฉะนั้นตอนท้ายๆ พวกเราไม่รู้เรื่องก็ไม่แปลก เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่โง่ เป็นทุกคนล่ะ
วัดสวนสันติธรรม
2 สิงหาคม 2569