แบบฝึกหัดซ้อมดูจิตเคลื่อน

เมื่อเช้ามีหมอผู้หญิงคนหนึ่งส่งการบ้าน น่าฟังดี บอกเห็นจิตมันไหลไปตามส่วนต่างๆ ในร่างกาย บอกใช้เวลาฝึกตัวนี้ 5 ปี ใช้เวลา 5 ปีถึงเห็น ได้ยินหลวงพ่อพูดมานาน 5 ปีแล้ว บอกถ้าเราดูการทำงานของจิตไม่ได้ ให้มาฝึกให้จงใจกำหนดลงไป อย่างกำหนดจิตไปไว้ที่ผมอย่างนี้ พอความรู้สึกที่ผมมันชัดก็เปลี่ยนที่ จะมาอยู่หูซ้ายหูขวา ลงไปหัวเข่า ลงไปมือ ไปเท้า เปลี่ยนที่ไป ไม่ต้องเปลี่ยนเร็ว ให้ความรู้สึกมันไปเด่นชัดตรงจุดนั้นก่อน แล้วค่อยเปลี่ยน จิตมันคือตัวรับรู้อารมณ์ มันรับ มันจับอารมณ์ได้ชัดๆ แล้ว เราเจตนาเปลี่ยนที่ มันใช้เวลาไม่มาก ใช้เวลา 5 ปีถึงเห็น ตอนนี้จิตมันเคลื่อนก็มองเห็นแล้ว บอกยังไม่เห็นตรงที่จิตเคลื่อนไปในความคิด ค่อยๆ ดูไป ใจเย็นๆ

การที่เราเห็นจิตเคลื่อนไปเคลื่อนมาได้ ถ้าพูดเชิงปริยัติ ไม่ถูกหรอก จิตมันเกิดดับ เกิดดับแต่ในความรู้สึก เราเห็นจิตเคลื่อนไปเคลื่อนมาได้ จะรู้สึกจิตยังมีดวงเดียว เดี๋ยวเคลื่อนไปทางนั้น เคลื่อนไปทางนี้ รู้บ่อยๆ แล้วสติ สมาธิ ปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราจะเห็นจิตมันเกิดดับตลอดเวลา เดี๋ยวเคลื่อนไปที่นี้แล้วก็ดับ เคลื่อนมาที่นี้ เกิดดับ เขาส่งการบ้านบอกว่า บางทีก็เห็นโดยต้องจงใจเห็น บางทีก็เห็นโดยไม่ได้จงใจเห็น บอกก็ถูก

 

หลักของการดูจิตดูใจ

จิตที่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันจะมี 2 อย่าง มี 2 แบบ อันหนึ่งต้องเจตนา พัฒนาขึ้นมา อีกอันหนึ่งไม่ต้องเจตนา เกิดเอง จิตที่เป็นกุศลหรืออกุศลก็มีอย่างนี้ อย่างจิตที่เป็นกุศล บางดวงก็ต้อง Build ถึงจะเกิด บางดวงไม่ต้อง Build เกิดเลย ยกตัวอย่าง อย่างบางคนอยากมาวัดด้วยตัวเอง จิตเป็นกุศลอยากมาฟังธรรม อันนี้ไม่ต้องมีใครบิลด์ อีกอย่างหนึ่งเพื่อนชวนแล้วชวนอีก มาก็มา อันนี้ต้อง Build กุศลที่ต้อง Build ให้เกิด เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน กุศลที่เกิดเอง เป็นกุศลที่มีกำลังกล้า พวกที่ต้อง Build ให้เกิดเขาเรียกสสังขาริกัง ต้องปรุง ต้องปรุงแต่งให้เกิด พวกที่เกิดเองเรียกอสังขาริกัง ไม่ต้อง Build ไม่ต้องปรุง มันเกิดได้เอง

จิตที่เป็นอกุศลก็เหมือนกัน จิตอกุศลบางอย่างต้อง Build ถึงจะเกิด บางดวงไม่ต้อง Build เลย เกิดเอง อย่างคน 2 คนถูกด่า คนแรกพอถูกด่าปุ๊บโกรธเลย ชกเลย อีกคนหนึ่งต้องด่า 3 วัน 3 คืนถึงจะโกรธ กิเลสมันแรงไม่เท่ากัน พวกกิเลสแรงก็เกิดเร็ว ไม่ต้องทำอะไรมาก ไม่ต้องชักชวนให้เกิด เพราะฉะนั้นการที่เราภาวนา แล้วเราเห็นว่าจิตบางดวงมันไหล แล้วมันรู้ได้เองก็มี ต้องเจตนาไปสังเกตก็มี ก็ถูกแล้ว

หัดไปเรื่อยๆ ต่อไปมันอัตโนมัติ มันก็ไม่ต้องเจตนาแล้ว รู้ได้เองตลอด เขาบอกยังไม่เห็นจิตที่ไหลไปคิด อย่าไปพยายามดู การดูจิต ให้จิตมันทำงานไปก่อนแล้วเราค่อยรู้ หลงไปคิดก่อน แล้วรู้ว่าหลงไปคิด คุณหมอนี้บอก โอ้ มันหลงคิดยาว กว่าจะรู้ ใช้เวลา บอกไม่เป็นไร หัดเรื่อยๆ สติมันจะเกิด ถ้าจิตจำสภาวะได้แม่น เรียกว่ามีถิรสัญญาเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติ ถิรสัญญาคือจิตมันจำสภาวะได้แม่น จิตมันจำสภาวะได้แม่น เพราะมันเห็นบ่อยๆ อย่างทีแรกจิตยังจำสภาวะไม่แม่น ต้องหลงยาวๆ หลงไปคิดนานๆ ถึงจะรู้ เราก็ใจเย็นๆ หลงคิดแล้วก็รู้ หัดรู้ไปเรื่อยๆ ต่อไปมันจะหลงสั้นลงๆๆ รู้ได้เร็วขึ้น เพราะจิตมันจำสภาวะที่หลงไปคิดได้

ฉะนั้นสติสั่งให้เกิดไม่ได้ สติเป็นอนัตตา สั่งให้เกิดไม่ได้ แต่ตัวที่ทำให้สติเกิด คือการที่จิตเห็นสภาวะได้แม่นยำ จิตเห็นสภาวะได้แม่นยำ เมื่อหัดเห็นสภาวะบ่อยๆ เห็นเนืองๆ ฉะนั้นในสติปัฏฐานท่านบอก ให้รู้กายในกายเนืองๆ รู้เวทนาในเวทนาเนืองๆ รู้จิตในจิตเนืองๆ รู้ธรรมในธรรมเนืองๆ รู้บ่อยๆ แล้วสติมันจะเกิด แล้วสติที่เกิดเพราะเราฝึกอย่างนี้ เห็นสภาวะเรื่อยๆ แล้วจิตมันจำสภาวะได้ พอสภาวะนั้นเกิดแล้วสติเกิดเอง

สภาวธรรมมีเยอะแยะหลาย 10 ชนิด ไม่ต้องตกใจ รูปธรรมมี 18 อย่าง ที่เป็นรูปจริงๆ 18 อย่าง นามธรรมก็มีเจตสิก องค์ธรรมที่เกิดร่วมกับจิตมี 52 อย่าง จิตมี 1 อย่างคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ แต่อาจไปรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดทีละดวง แล้วก็มีอีกอันหนึ่ง ก็นิพพานอีก 1 รวมแล้วเท่าไร 72 สภาวะ เราไม่ต้องรู้ทั้งหมด ไม่ต้องตกใจ มันเยอะอย่างนั้น ไม่ต้องตกใจ สภาวะตัวไหนเกิดบ่อยก็หัดรู้ตัวนั้นบ่อยๆ พอจิตจำสภาวะตัวนั้นได้แม่น แล้วสติเกิดเอง

อย่างตอนที่หลวงพ่อหัดทีแรก หัดดูสภาวะทีแรก ตอนนั้นอายุ 29 แล้ว ปี 2525 ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ปี 2502 เรื่อยมา ทำได้แค่สมถะ ทำความสงบ นั่งสมาธิกำหนดลมหายใจไปอะไรไป เราทำอย่างนั้น มันก็ได้แต่ของเล่น ไม่ได้อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน มาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านบอกให้หลวงพ่อต่อยอดด้วยการดูจิตเอา ทีแรกดูไม่เป็น จิตเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จิตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จะเอาอะไรไปดูก็ไม่รู้ จะดูอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรเลย ทีแรกก็ตกใจ ว่าครูบาอาจารย์บอกให้ดู เราดูไม่เป็น ดูไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะดูอย่างไร เอาอะไรไปดูก็ไม่รู้ จิตเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ จิตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ พอตกใจ

พวกเราจำเคล็ดลับตรงนี้ไว้ เมื่อไรที่เราทำอะไรไม่ถูก ให้ทำสมถะไว้ก่อน พอหลวงพ่อตกใจว่าเราดูจิตไม่เป็นเลย จะทำอย่างไรดี ไม่คิดมาก ไม่ว้าวุ่น ยิ่งว้าวุ่นยิ่งไม่รู้เรื่อง หลวงพ่อทำความสงบ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป พอใจมันสงบแล้ว สติปัญญามันเกิด มันก็รู้ว่าจิตต้องอยู่ในร่างกายนี้ จิตไม่ไปอยู่ที่อื่นหรอก ไม่ไปอยู่ตามภูเขา ตามต้นไม้ ตามท้องนา จิตต้องอยู่ในร่างกาย ฉะนั้นถ้าเราจะดูจิต เราอย่าให้ความรู้สึกเราเกินกายออกไป คอยรู้สึกอยู่ในร่างกายบ่อยๆ แล้วก็มาสงสัยว่าจิตอยู่ตรงไหนในร่างกาย กำหนดจิตไล่ดูตั้งแต่หัวถึงเท้า เท้าถึงหัว ไล่ขึ้นไล่ลง

จิตอยู่ในกาย แต่ไม่ได้อยู่ตรงไหนของกาย ค่อยๆ คลำมา อย่างพวกเราง่ายกว่าหลวงพ่อ หลวงพ่อบอกให้เลย จิตมันอย่างไร จิตมันเป็นอย่างไร จิตมันเกิดจากอะไร มันทำงานอย่างไร มีกี่แบบ บอกให้หมด ตอนนั้นก็คลำเอา เพราะครูบาอาจารย์รุ่นเก่าไม่บอกอะไรเยอะ ให้เราไปลองผิดลองถูกเอา ถ้าเราไม่อดทนพอ เราก็ทำไม่ได้ ถ้าอดทนพอ ทำไป แล้วไปส่งการบ้าน ทำไม่ถูกเดี๋ยวท่านบอกเอง

หลวงพ่อก็ค่อยๆ หัด ทีแรกหัดไปทำจิตให้นิ่งๆ เริ่มเห็นจิต จุดแรกที่หลวงพ่อเห็น คือจิตมีโทสะ เพราะหลวงพ่อเป็นคนใจร้อน มันหงุดหงิดง่าย มันใจร้อน ฉะนั้นตัวที่เกิดบ่อยก็คือจิตที่มีโทสะ แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนโลภมาก เห็นอะไรก็อยากได้หมดเลย เห็นเมียชาวบ้านยังอยากได้เลย พวกโลภมากก็เรียกว่าราคะเยอะ ก็ดูตัวราคะไป อยากได้อะไรขึ้นมาก็รู้ อยากก็รู้ อยากก็รู้ไปเรื่อยๆ

ส่วนหลวงพ่อเป็นพวกโทสจริต หงุดหงิดแล้วรู้ หงุดหงิดแล้วรู้ หงุดหงิดแล้วรู้ไป ทีแรกพอหงุดหงิดยังไม่รู้ ต้องโกรธก่อนแรงๆ ถึงจะรู้ นี้จิตมันเริ่มจำสภาวะที่โกรธได้แล้ว พอโกรธไม่ทันจะแรงก็รู้แล้ว ต่อไปขัดใจเล็กๆ ก็รู้ได้ พอรู้ได้ตัวหนึ่ง ต่อไปมันจะรู้ตัวอื่นๆ ได้ รู้โทสะได้ มันก็ไปรู้ราคะได้ ไปรู้โมหะได้ตามลำดับ ละเอียดขึ้นไปเป็นลำดับๆ ไป ฉะนั้นหัดทีแรกดูตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ที่มันเกิดบ่อย อย่างถ้าหลวงพ่อก็จิตหงุดหงิดแล้วรู้ จิตหงุดหงิดแล้วรู้

ของเราถ้าขี้โมโห ก็ดูจิตหงุดหงิดรำคาญไป ขี้โลภก็ดูจิตโลภ เดี๋ยวก็อยาก เดี๋ยวก็อยากไป ฟุ้งซ่านเก่ง จิตฟุ้งซ่านให้คอยรู้ เออ ฟุ้งซ่านแล้ว อย่าไปห้ามมัน ฟุ้งซ่านแล้วรู้ว่าฟุ้งซ่าน อย่างโกรธก็รู้ว่าโกรธ ไม่ต้องไปห้ามมัน แล้วไม่ต้องไปรอดู ให้โกรธแล้วค่อยรู้ ให้โลภแล้วค่อยรู้ ให้ฟุ้งซ่านแล้วค่อยรู้ ให้หดหู่แล้วค่อยรู้ ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ นี่เป็นหลักของการดูจิตดูใจ ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา ทีแรกก็รู้ได้ช้า ต่อมาจิตจำสภาวะได้แม่นมากขึ้นๆ พอสภาวะเกิดปุ๊บ สติระลึกได้เองเลย

อย่างตอนที่หลวงพ่อยังเป็นโยม หัดเห็นความโกรธจนมันละเอียดยิบเลย วันหนึ่งอยู่ในห้อง แล้วเดินออกมานอกห้อง แสงแดดกระทบเปลือกตานิดเดียว เห็นความรำคาญใจเกิดขึ้น ความรำคาญใจเกิดขึ้น นี่ก็โทสะเหมือนกัน ละเอียดถึงขนาดนี้ แค่แสงแดดมาถูกตาเท่านั้น ก็เห็นกิเลสได้แล้ว ทีแรกไม่เห็นหรอก ทีแรกก็ต้องโกรธแรงๆ ถึงจะเห็น เพราะฉะนั้นหัดไปดูเรื่อยๆ อย่างคนที่ว่าหลงไปคิดแล้วไม่เห็น ก็ไม่เป็นไร หลงไปชั่วโมงหนึ่งแล้วถึงจะเห็นทีหนึ่ง ก็ไม่เป็นไร แต่คอยสำนึก คอยสำนึกเรื่อยๆ ว่าเราจะหัดเรียนรู้จิตใจตัวเอง ต่อไปพอจิตมันหลง หลงไปคิดปุ๊บ สติจะเกิดเองเลย

 

ฝึกสมาธิให้ได้ทั้ง 2 แบบ

พอสติเกิดเองแล้ว จิตมันจะว่างๆ ตรงจิตว่างนี้มีหลายแบบ พระนิพพานเป็นความว่าง อันนี้ใครอ่านหนังสือ อ่านตำรา ก็รู้จัก พระนิพพานเป็นความว่างอย่างยิ่ง “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง” นี้ใจร้อน ไม่พิจารณาหลักการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนให้ดี ก็หาทางทำจิตให้ว่าง มี พวกที่พยายาม อยู่ๆ พยายามทำจิตให้ว่าง ทำได้ตั้งหลายแบบ ทำสมาธิไปพอจิตรวม ไม่คิดไม่นึกอะไร มันก็ว่างๆ เพราะไม่ได้คิดอะไร แล้วบอกนี้ดี แบบนี้มีมาก่อนพระพุทธเจ้า แล้วพอออกจากสมาธิ กิเลสก็กลับมาอีก ละกิเลสไม่ได้จริง

มีบางคนบอกเป็นลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ อ้างอย่างนั้น แต่ไม่ได้ศึกษาแนวที่หลวงปู่ดูลย์บอก คิดเอาเอง ท่านบอกให้ดูจิต ก็เลยไปทำจิตว่างๆ แล้วเที่ยวสอนคน ให้ทำจิตให้ว่าง เวลามันคิด ปัดทิ้งไปเลย มันจะคิด ปัดทิ้งไปเลย แล้วจิตว่าง บอกนี่คือนิพพาน ไม่ใช่นิพพาน คนละโลกกันเลย พวกนั้นมันนิพพานพรหม ไม่ใช่นิพพานพุทธ ฉะนั้นเวลาฝึก เราจะเข้ามาถึงนิพพานพุทธได้ ก็ต้องเดินในแนวทางที่พระพุทธเจ้าสอน คือพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญาของเราขึ้นมาให้สมบูรณ์ แล้วในที่สุดจิตก็เข้าถึงวิมุตติ เข้าถึงอริยมรรคอริยผล เข้าถึงพระนิพพาน แล้วก็จะรู้จักว่างที่แท้จริง

ว่างที่แกล้งทำ ใช้ไม่ได้ มันว่างปลอม เข้าฌาน นี้บางคนเข้าฌานไม่เป็น ไม่รู้ใครเคยเป็นไหม ตอนที่หลวงพ่อยังเที่ยวแสวงหาทางปฏิบัติอยู่ หลวงพ่อไปอ่านหนังสือเซน อ่านคำสอนของเซน เสร็จแล้วจิตมันแปลกๆ มันโล่งๆ ว่างๆ มันเป็นความรู้สึกที่แปลก รู้สึกนี่นิพพานหรือเปล่า ฟังธรรมะแล้วมันปิ๊ง อ่านธรรมะแล้วมันปิ๊งขึ้นมา มันสว่าง ว่าง ภาวนาไปเรื่อยๆ ก็ไม่ใช่ อันนี้มันเกิดจากปัญญาล้ำหน้าไป

ปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการอ่าน การฟัง การคิด แล้วจิตมันก็ว่างๆ พวกหนึ่งไม่คิดแล้วจิตว่าง ฝึกไม่คิดแล้วจิตว่าง เข้าฌานไป อีกพวกหนึ่ง คิด แต่คิดในแบบเซน ไอ้โน่นก็ไม่ยึด ไอ้นี่ก็ไม่ยึด แล้วจิตมันว่างๆ ว่างอีกแบบหนึ่ง ไม่เหมือนกัน เราก็นึกอย่างนี้ท่าจะดี ดูไปดูมา มันก็อยู่แค่นั้น เดี๋ยวก็ว่าง เดี๋ยวก็ไม่ว่าง ใช้ไม่ได้

ก็ค่อยๆ มาฝึก พัฒนาไปเรื่อยๆ มีศีล ทุกวันต้องฝึกจิตให้สงบ ฝึกจิตให้ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่น คือจิตที่ถอนตัวจากปรากฏการณ์ทั้งหลาย ของรูปธรรมนามธรรม มาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันถอนตัวออกจากปรากฏการณ์ มาเป็นคนดูปรากฏการณ์ จิตมันตั้งมั่น พอจิตมันตั้งมั่นแล้ว เราก็เดินปัญญาได้จริง

การเจริญปัญญา ธรรมะมันจะเรียงร้อย มีเหตุมีผลทั้งหมด เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ไม่มี หลักธรรมะของพระพุทธเจ้าส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้นเลย จะเป็นเรื่องของเหตุกับผล อย่างถ้าเราจำสภาวะได้แม่น ก็จะทำให้สติเกิด สัมมาสติเกิด แล้วสัมมาสติเมื่อทำให้มาก เจริญให้มาก จะทำให้สัมมาสมาธิเกิด เห็นไหมตัวสัมมาสมาธิ จริงๆ มาจากสัมมาสติ จะเป็นสมาธิคนละแบบ กับที่ว่าจิตเรามีความสุขแล้วมันมีความสงบ ความสงบก็เป็นสมาธิอีกแบบหนึ่ง จิตมันจะสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เรียกว่าอารัมมณูปนิชฌาน ถามว่าดีไหม ดี ถ้าไม่ทำเลย จิตจะไม่มีกำลัง แล้วเดินปัญญาไปด้วยจิตที่ไม่มีกำลัง จะเกิดวิปัสสนูปกิเลส

เพราะฉะนั้นเราก็ต้องฝึกสมาธิให้ได้ทั้ง 2 อย่าง สมาธิสงบ เราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ต้องไปดูตัวเอง อยู่กับอารมณ์อะไรแล้วมีความสุข แต่ต้องเป็นอารมณ์ที่ไม่ใช่อกุศล บอกว่าเล่นไพ่แล้วมีความสุข อันนั้นออกนอก เวลาเล่นไพ่ จิตออกนอก จิตไม่สงบ สังเกตไหม มีความสุขแต่ไม่สงบ มันคอยลุ้นตัวต่อไปจะออกอะไร ลุ้น ใครยักยอกตัวนี้ไว้ หลวงพ่อเล่นไม่เป็น เล่นไพ่ เล่นไม่เป็น เขาเล่นอยู่ในมหาวิทยาลัย เมื่อก่อนเขาเล่นรัมมี่ เล่นอะไร เล่นไม่เป็น

ถ้าเราอยากให้จิตสงบ เลือกดู เราอยู่กับกรรมฐานอะไรแล้วสบายใจ อยู่กับอันนั้น อย่างหลวงพ่อถ้าอยากสงบ หลวงพ่อมาอยู่ที่ลมหายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หายใจไม่กี่ที จิตรวมสงบแล้ว สบาย มีแรง มีความสุข แล้วก็พอมันมีความสุขอย่างนี้ มันเหมือนจิตเราได้พักผ่อนเพียงพอ เหมือนร่างกายได้พักผ่อน ก็พร้อมที่จะไปทำงานหนัก จิตที่ได้พักผ่อน ก็เป็นจิตที่พร้อมที่ไปทำงาน คือทำวิปัสสนา

 

พอจิตตั้งมั่นแล้วถึงจะเจริญปัญญา

แต่ก่อนจะไปถึงวิปัสสนาได้ เราต้องพัฒนาสมาธิอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา ชนิดที่จิตถอนตัวออกจากปรากฏการณ์ทั้งหลาย รูปธรรมนามธรรมเป็นแค่ของถูกรู้ถูกดู จิตตั้งมั่นทำหน้าที่แค่ผู้รู้ผู้เห็น แล้วเห็นสภาวะของรูปธรรมนามธรรม ไหลผ่านมาผ่านไป อย่างนี้มันจะเกิดปัญญา ตัวที่จิตตั้งมั่นเกิดจากสัมมาสติ สัมมาสติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น เพราะฉะนั้นเราต้องฝึกทำกรรมฐาน ไปเลือกดู เราจะดูสภาวะตัวไหน รูปธรรมหรือนามธรรม ไปดูในสติปัฏฐานสูตร ส่วนใหญ่พระพุทธเจ้าท่านเลือกไว้ให้แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะเอาไว้ทำได้เลย ทำให้เกิดสติได้เลย

ส่วนจะทำให้เกิดปัญญาเป็นอีกขั้นหนึ่ง ขั้นแรกทำให้มีสติก่อน พอมีสติแล้ว จิตมันจะตั้งมั่น พอจิตตั้งมั่นแล้วถึงจะเจริญปัญญา ในสติปัฏฐาน ในกายานุปัสสนา มันจะมีเรื่องปฏิกูลอสุภะอะไรอยู่ด้วย พวกเรียนอภิธรรมก็ฟันธงเลย ตัวนี้สมถะ ไม่ดี ใช้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนไว้ ใช้ไม่ได้ท่านจะไปสอนทำไม ไม่เข้าใจว่าตอนนั้น ที่ให้ดูปฏิกูลอสุภะอะไร เพื่อฝึกให้มีสติ เพื่อฝึกสติ ไม่ได้ฝึกให้เกิดปัญญา วิปัสสนาปัญญา คนละเรื่องกัน อย่างอานาปานสติอย่างนี้ ทำได้ทั้งสมถะ ทำได้ทั้งวิปัสสนา กรรมฐานบางอย่าง กายคตาสติทำได้ทั้งสมถะ ทั้งวิปัสสนา

ในสติปัฏฐานจะหลากหลาย ค่อยๆ ไม่ต้องตกใจ ทำไมเยอะแยะ เราถนัดอะไรเอาอันนั้น ถนัดดูกาย ดูกายไป ถนัดดูจิต ดูจิตไป แต่ครูบาอาจารย์ท่านแนะนำ ดูจิตได้ให้ดูจิต ดูจิตไม่ได้ก็ดูกาย ดูจิตไม่ได้ ดูกายไม่ได้ ทำสมถะ ท่านสอนไว้อย่างนี้ ทำไมเน้นความสำคัญที่การดูจิต เพราะการดูจิตเป็นวิธีปฏิบัติที่ลัดสั้นที่สุดที่จะไปสู่มรรคผลนิพพาน เพราะอะไร กุศลเกิดที่จิต อกุศลก็เกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต ไม่ได้เกิดที่กาย มันเกิดที่จิต

ฉะนั้นถ้าเราเรียนตัดตรงเข้ามาที่จิต จิตเป็นกุศลก็รู้ อกุศลก็รู้ เรียนไปเรื่อยๆ มันก็จะเข้าใจจิตได้รวดเร็ว ความเข้าใจจิตจะมี 2 ระดับ ขั้นต้นจะเข้าใจความจริงว่า จิตไม่ใช่ตัวเรา ขั้นปลายเป็นขั้นสูงสุด จะเข้าใจว่าจิตคือตัวทุกข์ ตรงนี้ไม่เหมือนกัน ถ้าเราดูกาย อย่างเรา จิตเราตั้งมั่น สติรู้กาย เราเห็นเลยกายไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา เห็นเวทนาไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สัญญา คือความจำได้หมายรู้ จะเห็นว่าความจำได้หมายรู้ไม่ใช่เรา

จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สังขาร เช่น กุศลอกุศลทั้งหลายอะไรพวกนี้ โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย ก็จะเห็นสังขารทั้งหลาย อย่างโลภ โกรธ หลงทั้งหลาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แต่จิตที่เป็นคนไปเห็น มันยังเป็นตัวเราอยู่ สังเกตดู คนที่ไปรู้ไปเห็น เราจะรู้สึกว่ามันคือตัวเรา แต่ร่างกายนี้ ถ้าจิตเราตั้งมั่น จะรู้ทันทีเลยไม่ใช่เรา เหมือนหุ่นยนต์ตัวหนึ่งที่เคลื่อนไหวไปมา เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ มีธาตุไหลเข้า แล้วธาตุก็ไหลออก หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ วันไหนที่ธาตุไม่หมุน ก็ตายเลย ร่างกายนี้แตกสลาย หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออก อย่างนี้ก็ตายเลย กินแล้วไม่ถ่ายก็ตาย มันอยู่ได้ด้วยธาตุที่หมุนเวียน

เราเห็นอย่างนี้ เห็นกายไม่ใช่เรา แต่จิตยังเป็นเราอยู่ จิตนั้นเป็นของที่ละเอียด เป็นของที่ประณีต เป็นของที่เรียนรู้ยาก เพราะมันละเอียดมาก แต่ถ้าเราเรียนได้ เราจะก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว วันใดที่เราเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา เราจะรู้ว่าขันธ์ 5 ทั้งหมดไม่ใช่เรา เพราะขันธ์ 5 นั้นเป็นสิ่งที่รู้ด้วยจิต แล้วเราเห็น ง่ายๆ เลยถ้าจิตเราตั้งมั่น เราเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่เราแล้ว ถ้าวันใดเห็นว่าจิตคือตัววิญญาณก็ไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 นี้ไม่มีเราเหลือแล้ว รูป เวทนา สัญญา สังขาร มันปรากฏขึ้นมาได้เพราะว่าจิต บอกว่าวิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป จิตดวงเดียวนี้ล่ะ เป็นปัจจัยของนามรูป คือทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรมทั้งหลายทั้งปวง

ถ้าเราฟันหัวโจร จิตเราคือหัวหน้าโจร ถ้าเราล้างความเห็นผิดว่าจิตเป็นเราได้ ขันธ์ 5 ไม่เป็นเรา อันนั้นคือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน แต่ถ้าเราดูไม่ได้ ก็ดูกายไปก่อน เห็นกายไม่ใช่เรา กายเป็นบ้านของจิต เป็นเปลือกหุ้ม พอเราเห็นกายไม่ใช่เรา ก็คล้ายๆ มันแหวกบ้านนี้ออก ลอก ลอกเปลือกต้นกล้วย ลอกกาบกล้วยออกไป ค่อยๆ ดู อย่างดูกายก็เหมือนเราลอกกาบกล้วยออก สุดท้ายก็เข้าไปถึงแกนกลางของต้นกล้วยคือใจ ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ไม่มีรูปร่าง ไม่มีแสง สี เสียงใดๆ ทั้งสิ้น แทบจะเรียกว่าไม่มีร่องรอยอะไรให้ดูเลย แต่จริงๆ มันคือธรรมชาติที่รู้อารมณ์

ฉะนั้นเราค่อยๆ ฝึก ฝึกไปเรื่อยๆ จนเรารู้เท่าทันจิตตัวเอง วันใดเราเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา จิตเป็นธรรมชาติที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ มันเกิดจากอะไร มีตากระทบกับรูป ก็มีจิตเกิดขึ้น มีหูกระทบเสียง ก็มีจิตเกิดขึ้น เรียกว่ามีวิญญาณทางตา วิญญาณทางหู รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ วิญญาณกับจิตตัวเดียวกัน แต่ว่าเรียกในบริบทที่ต่างกัน เวลาทำงาน ถ้าทำในหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางอายตนะนี้ ก็เรียกว่าวิญญาณ ถ้าทำหน้าที่อย่างอื่น ก็เป็นจิตชนิดอื่น แต่ความจริงก็คือจิตนั่นล่ะ ไม่ต้องตกใจ ไม่ยากหรอก

 

วิภัชชวิธี

หัดดูไปเรื่อยๆ ทีแรกจะดูจิตไม่เห็นหรอก ไม่ใช่ง่ายที่จะเห็นจิต เพราะว่าจิตไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน ไร้ร่องรอย เกิดดับรวดเร็ว ฉะนั้นเราไม่ต้องตกใจ ว่าดูจิตไม่ได้ ทีแรกหัดดูจิต หัดดูจิตที่เกิดร่วมกับเจตสิก เช่น เราจะเห็นว่าตอนนี้จิตเราสุข ตอนนี้จิตเราทุกข์ เวลาหัดภาวนาทีแรก จิตเราสุขก็รู้ จิตเราทุกข์ก็รู้ มันรู้สึกเป็นจิตเรา แล้วต่อมาก็เห็นได้ละเอียดอีก พอเวลาจิตเราสุข ก็มีราคะแทรก เริ่มเห็นสังขารแล้ว พอจิตเราทุกข์ก็มีโทสะแทรก

ค่อยๆ เห็น ที่จริงตรงที่จิตทุกข์ โทสะเกิดเรียบร้อยแล้ว แต่เรายังไม่เห็น จะเห็นตอนนี้จิตเรากลุ้มใจแล้วมันทุกข์ แล้วต่อไปสติเราแข็งแรงขึ้น เราเห็นว่าในความทุกข์นี้มีโทสะแทรก ไม่ชอบ มีโทสะแทรก เราจะดูจิตได้ละเอียดได้ประณีตขึ้น แล้วพอถึงขั้นละเอียดจริงๆ เราจะเห็นตัวจิตจริงๆ เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นทีแรกที่เราดู เรายังไม่เห็นตัวจิต ไม่ต้องตกใจ เราดูจิตที่เกิดร่วมกับเจตสิก เจตสิกคือสิ่งที่เกิดร่วมกับจิต เช่น จิตเราสุขก็รู้ จิตเราทุกข์ก็รู้ จิตเราโลภก็รู้ จิตไม่โลภก็รู้ จิตโกรธก็รู้ จิตไม่โกรธก็รู้ จิตหลงก็รู้ จิตไม่หลงก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตหดหู่ก็รู้

หัดรู้ไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปพอสติปัญญาเราแก่กล้าขึ้น เราจะเห็น ตรงที่ว่าจิตสุข ดูไปดูมาไม่ใช่จิตสุข ความสุขก็เป็นอันหนึ่ง จิตก็เป็นอันหนึ่ง เราเริ่มแยกเอาจิตออกมาได้แล้ว เวลาที่เรารู้สึกจิตเราทุกข์ ถ้าสติปัญญาเราแข็งแรงขึ้น เราจะพบว่าจิตไม่ได้ทุกข์หรอก จิตเป็นอันหนึ่ง เป็นตัวรู้ ความทุกข์เป็นอีกสิ่งหนึ่ง เป็นสิ่งที่ถูกรู้ มันจะค่อยๆ แยก เรียกว่าการกระจายขันธ์ออกไป การศึกษาศาสนาพุทธจะใช้สิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่าวิภัชชวิธี

วิภัชชวิธีคือการแยก แยกแยะ รู้เหตุรู้ผล เราจะแยก ทีแรกมีตัวเรา ก็แยกเป็นส่วนๆ ก่อน ร่างกายกับจิตใจเป็นคนละส่วนกัน ต่อมาเราเห็น ความสุขความทุกข์กับจิตใจ ก็เป็นคนละส่วนกัน ความจำได้หมายรู้กับจิตใจ ก็เป็นคนละส่วนกัน ความปรุงดีปรุงชั่ว โลภ โกรธ หลงอะไรกับจิตใจก็เป็นคนละส่วนกัน ค่อยๆ แยกๆๆ ไม่ต้องแยกมากมาย อย่าใจร้อน มีจิตที่ตั้งมั่นแล้ว พวกนี้มันแยกเอง มันแยกด้วยปัญญา ไม่ใช่แยกด้วยคิดเอา ถ้าพยายามแยกเอา ไม่ถูก

หลวงพ่อเคยทำ เพราะหลวงพ่อเล่นสมาธิมาเยอะ ได้ยินคำว่าแยกขันธ์ ก็ถอดจิตไปอยู่ข้างบน มองลงมาเห็นร่างกาย มันนั่งหายใจอยู่ข้างล่างนี่ แล้วทีแรก แยกอย่างนี้หรือ เราก็พบไม่ใช่หรอก แยกออกมาแล้วไม่เห็นมีอะไรเลย เดี๋ยวก็กลับมารวมกันอีก ฉะนั้นมันไม่ได้แยกแบบนั้น ไม่ได้แยกเอาจิตไปไว้ที่อื่น แต่มันแยกด้วยสติด้วยปัญญา มันเห็นว่าร่างกายกับจิตเป็นคนละอัน นี้แยกกันแล้ว เวทนาคือสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์กับจิต ก็เป็นคนละอัน

ความจำได้ อย่างความจำทั้งหลาย จำรูป จำเสียง จำกลิ่น จำรส จำสัมผัส จำเรื่องราวได้ กับจิตก็เป็นคนละอันกัน สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างจิตเราเกิดปีติ ปีติก็เป็นสังขารตัวหนึ่ง แล้วเห็นปีติไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความสุขก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า กุศล โลภ โกรธ หลง ก็ไม่ใช่จิต เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า พอเราแยกสภาวะได้ละเอียดๆๆ เราจะเข้ามาถึงตัวจิตได้ เมื่อเข้ามาถึงตัวจิตได้ เราก็จะเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะต่างๆ

 

แบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อมดูจิตเคลื่อน

ถ้ายังเห็นไม่ได้ว่าจิตไหลไปทางตา ทางหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดูไม่เป็น ดูไม่ออกก็ฝึกซ้อม มีแบบฝึกหัดสำหรับฝึกซ้อม ก็คือจงใจกำหนดจิตไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น กำหนดจิตไปที่ผมเรา ผมไม่มีจะจับแล้วด้วย เรามีนิดเดียว กำหนดจิตไว้ที่ผม ดูไปเรื่อยๆ จนกระทั่งความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่นี้ พอความรู้สึกเราไปรวมอยู่ที่ผมแล้ว เราก็ย้ายที่ ลงมาอยู่ที่จมูกก็ได้ จนความรู้สึกไปอยู่ที่จมูก แล้วก็เปลี่ยน ต่อไปความรู้สึกจะไปเด่นที่ไหน เราจะเห็น จะเห็นเอง แล้วต่อไปจิตเคลื่อน ฝึกอยู่ในร่างกาย เคลื่อนอยู่ในกายนี้ให้ชำนาญ แล้วต่อไปจิตไปเคลื่อนไปทางตา เราก็จะเห็น ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็จะเห็น ตัวยากที่สุด จิตไหลไปคิด มันละเอียดที่สุด

ถ้าถึงตรงนี้ เราจะเห็นว่าจริงๆ แล้ว จิตเกิดดับตลอดเวลา จิตที่ตั้งมั่นอยู่เกิดแล้วดับ จิตที่ไหลไปดูเกิดแล้วดับ จิตที่ไปฟังเสียง เกิดแล้วดับ จิตที่ไปดมกลิ่น เกิดแล้วดับ จิตที่ไปรู้รส เกิดแล้วดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกาย เกิดแล้วดับ จิตที่ไปรู้เรื่องราวที่คิด ไปคิดนึกทางใจ เกิดแล้วดับ จิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ วันใดที่เราเห็นว่าจิตทุกชนิดเกิดแล้วดับ ต้องจิตมันเห็นเอง ไม่ใช่เราเห็น ถ้าจิตเราเห็นเอง นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมพระโสดาบัน จะรู้เลยว่าไม่มีอะไรที่เป็นตัวเราในขันธ์ 5 นี้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่มีตัวเราในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในตัววิญญาณคือตัวจิตนั่นล่ะ ไม่มีความเป็นเราอยู่ ความเป็นเราเกิดจากอะไร เกิดจากสัญญาหมายรู้ผิด เกิดจากคิดผิด เกิดจากเชื่อผิด เกิดจากวิปลาส เรียกวิปลาส มีสัญญาวิปลาส หมายรู้ผิด จิตตวิปลาส คิดผิด ทิฏฐิวิปลาส มีความเห็นผิดว่ามีเรา ในความเป็นจริงไม่มีเรามาตั้งแต่แรกแล้ว ขันธ์ 5 ไม่มีเรา แต่เพราะวิปลาส ก็ทำให้เห็นว่า เออ ร่างกายนี้คือตัวเรา จิตคือตัวเรา

พอมาปฏิบัติเริ่มเห็นไป ร่างกายไม่ใช่เรา สุดท้ายเข้ามาจิต จนวันหนึ่งเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะได้ แรกๆ ยังไม่เห็นเกิดดับ เห็นจิตมันไหลไปทางตา เดี๋ยวก็ไหลไปทางหู คิดว่าจิตมีดวงเดียววิ่งไปวิ่งมา ถ้าสติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้าแล้วจะเห็นเลยจิตเกิดดับ เกิดที่ใจ ตั้งมั่นอยู่ ดับ ไปเกิดที่ตาแล้วก็ดับ เกิดที่หูแล้วก็ดับ แล้วเราจะเห็นจิตไม่มีเรา จิตไม่เที่ยง จิตที่เกิดที่ใดก็ดับตรงนั้นเลย ไม่เที่ยงหรอก จิตเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้

ไปฝึก ค่อยๆ ฝึกไป ทีแรกหัดง่ายๆ ก่อน ขณะนี้ฟังหลวงพ่อเทศน์ เวลาที่หลวงพ่อเทศน์ หลวงพ่อเทศน์ด้วยใจจริงๆ ไม่ได้คิดพล็อตไว้ล่วงหน้า เวลาพวกเราฟังเทศน์ สังเกตให้ดีเถอะ จิตเราจะเกิดสมาธิ คล้ายๆ จิตมันเหนี่ยวนำกัน ไม่ใช่หลวงพ่อเก่ง มันเป็นกลไกธรรมดา อย่างเราเข้าใกล้คนใจร้อน เราก็รู้สึกไม่สบายใจ เราเข้าใกล้คนที่มีใจอยู่กับเนื้อกับตัว ใจเราก็คล้ายๆ อยู่กับตัวเองง่ายขึ้น เวลาฟังหลวงพ่อเทศน์ ใจเราจะมีพลังขึ้นมา ลองรู้สึกดู ร่างกายเรานี้รู้สึกไหม ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ค่อยๆ สังเกตไป ทีแรกถ้าจิตเราตั้งมั่นก่อน จิตเรามีสมาธิชนิดตั้งมั่น พอสติระลึกรู้กาย จะเห็นกายไม่ใช่เรา ระลึกรู้สุขทุกข์ก็ไม่ใช่เรา ระลึกรู้ดีชั่วก็ไม่ใช่เรา ค่อยๆ สังเกตไปตามลำดับ อย่าใจร้อน

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ยากเหมือนกัน แต่ทำได้แล้วไม่ยาก ยากไม่ยากนี้ หลวงพ่อเถียงกับพระอาจารย์อยู่เรื่อย พระอาจารย์บอกยาก แล้วพอพระอาจารย์ไปเทศน์ ไม่ยากหรอก คือทำได้แล้วไม่ยาก ตอนยังทำไม่ได้ โอ๊ย ยาก ยาก ถามว่าอันไหนถูก ถูกทั้งคู่ จะบอกว่ายากก็ได้ ถ้าไม่เคยทำ ทำยังไม่ได้ ถ้าทำเป็นแล้ว ไม่เห็นยากตรงไหนเลย ไม่ต้องทำอะไรเลย จิตมันก็ตื่นขึ้นมา

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
1 สิงหาคม 2569