รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์

สิ่งที่พวกเราประพฤติปฏิบัติเป็นสิ่งที่ดีงาม อย่างเราถือศีล 5 เราก็เป็นฆราวาสที่ดีงาม แล้วยิ่งพวกเราหัดภาวนา มีสติสัมปชัญญะ สัมปชัญญะคือความรู้เนื้อรู้ตัว ความไม่หลง ไม่เผลอ สัมปชัญญะมี 4 ตัว ตัวสำคัญที่สุด ตัวสุดท้ายเลยชื่ออสัมโมหะสัมปชัญญะ สัมปชัญญะที่ไม่ประกอบด้วยความหลง เราจะทำกรรมฐาน เราก็ไม่หลงลืมว่าเราจะทำกรรมฐาน ตั้งอกตั้งใจทำ เราจะทำสมถะ เราก็ไม่หลงลืมอารมณ์กรรมฐานของเรา เราจะทำวิปัสสนากรรมฐาน เราก็ต้องรู้อารมณ์กรรมฐานของเรา รู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้วก็เป็นกลาง

 

สัมปชัญญะ

เวลาทำกรรมฐาน มีสติระลึกรู้รูปธรรมนามธรรมที่กำลังปรากฏในปัจจุบัน มีสัมปชัญญะรู้เนื้อรู้ตัว ไม่หลง ไม่เผลอ เรามีองค์ธรรมที่ดีอย่างนี้ จิตที่จะทรงสัมปชัญญะได้ดี เป็นจิตที่ทรงสัมมาสมาธิ จิตที่ตั้งมั่น ไม่ได้ร่อนเร่หลงไปที่อื่น สิ่งเหล่านี้เราต้องฝึกทั้งสิ้น สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น สมาธิมี 2 อัน สมาธิสงบเกิดจากจิตพักอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สมาธิที่ใช้เดินวิปัสสนาเป็นอีกแบบหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากการ Build ขึ้นมา แต่เกิดจากสัมมาสติ ถ้าเรามีสติรู้กาย มีสติรู้ใจ สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้น จิตที่ทรงสัมมาสมาธิจะรู้เนื้อรู้ตัว โมหะไม่แทรก แล้วมีสัมปชัญญะ โมหะกับสัมปชัญญะเป็นศัตรูกัน

สัมปชัญญะเป็นชื่อของปัญญาชนิดหนึ่ง รู้ว่าเราควรจะทำอะไร ฉะนั้นตัวปัญญามีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าอโมหะ มีสัมปชัญญะก็มีอโมหะ วิธีที่จะให้จิตเราตั้งมั่น มีสัมปชัญญะ มีสัมมาสมาธิ อาศัยการเจริญสติปัฏฐาน มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจตามความเป็นจริง ฝึกเยอะๆ ตอนที่หลวงพ่อฝึก หลวงพ่อดูจิตเอาเลย ใช้จิตเป็นวิหารธรรม จิตสุข จิตทุกข์ จิตดี จิตชั่ว รู้หมดเลย จิตหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ตามที่มันเป็น หลวงพ่อใช้จิตเป็นวิหารธรรม การใช้จิตเป็นวิหารธรรม เป็นเรื่องยาก เพราะจิตเป็นของว่องไว เที่ยวไปอย่างรวดเร็ว

หัดใหม่ๆ ขอแนะนำเลย ใช้ร่างกายเป็นวิหารธรรมง่ายกว่า วิธีใช้ร่างกายเป็นวิหารธรรม ทำไมต้องใช้ร่างกาย ใช้จิตไม่ได้หรือ ถ้าใช้จิตเป็นวิหารธรรมได้ ดีที่สุดเลย เพราะกุศลเกิดที่จิต อกุศลเกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต ที่นี้บางคนไม่มีกำลัง ที่จะใช้จิตเป็นวิหารธรรม เราก็ใช้กาย ร่างกายก็เหมือนบ้าน จิตเหมือนเจ้าของบ้าน จิตอาศัยอยู่ในบ้านนี้ แล้วบางทีก็หนีออกนอกบ้านไป ตรงที่มันหนีไป หนีไม่นาน เดี๋ยวมันก็ต้องกลับบ้าน ฉะนั้นเราใช้กายเป็นบ้านของจิต จิตอาศัยอยู่กายนี่ล่ะ บางทีมันก็หลงไปทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หลงไปทางทวารทั้ง 6 ให้เรามีสติรู้ทัน

อย่างเราฝึกรู้ร่างกายอย่างนี้ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก หรือตรงนี้ยากไป ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายกระดุกกระดิกอะไร รู้สึกไป พอรู้สึกเรื่อยๆ จิตมันจะไม่หลงยาว เรากำลังหลงๆ อยู่ ร่างกายเราขยับปุ๊บ จิตมันจำสภาวะของความเคลื่อนไหวของร่างกายได้ สติจะเกิดอัตโนมัติ สติเป็นอนัตตา สั่งให้เกิดไม่ได้ แต่ถ้ามีเหตุ สติก็เกิด เหตุคือจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่น เพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ เรียกว่ามีถิรสัญญา จำได้แม่น

ฉะนั้นเรามีเครื่องอยู่ เช่น เราใช้กายเป็นเครื่องอยู่ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายหยุดนิ่ง รู้สึก กระดุกกระดิก รู้สึกไปเรื่อยๆ รู้สึกเฉยๆ ต่อไปจิตมันจำสภาวะของรูปที่เคลื่อนไหวได้ เมื่อจิตจำสภาวะรูปที่เคลื่อนไหวได้ พอรูปเคลื่อนไหว สติจะเกิดอัตโนมัติ เกิดเอง ทันทีที่สัมมาสติเกิด สัมมาสมาธิอัตโนมัติก็เกิดร่วมด้วย มีสัมมาสติเมื่อไร ก็มีสัมมาสมาธิเมื่อนั้น ต้องอยู่ด้วยกัน สัมมาๆ ไม่แยกกันอยู่ อย่างเวลาเราใจลอยไป แล้วเราเกิดขยับตัว เรารู้สึกตัวขึ้นมา ตรงที่รู้สึกตัวก็หายใจลอย จิตใจเราก็ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว จิตมีสัมปชัญญะ มีสัมมาสมาธิขึ้นมาแล้ว

สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา พอจิตเราตั้งมั่นได้จริง โดยเราไม่ได้เจตนาทำ ถ้าเจตนาให้ตั้งมั่น ยังเป็นสมาธิที่อ่อน ใช้ไม่ได้ ต้องสมาธิอัตโนมัติ เหมือนที่เราฝึกจนได้สติอัตโนมัติ หัดดูสภาวะเรื่อยๆ แล้วต่อไปได้สติอัตโนมัติ เมื่อสติอัตโนมัติเกิด สมาธิอัตโนมัติก็เกิด เมื่อสมาธิอัตโนมัติเกิดบ่อยๆ เข้มแข็งขึ้น การเจริญปัญญาก็จะเกิดขึ้น เบื้องต้นเราจะเห็นว่า ร่างกายที่หายใจ ร่างกายที่เคลื่อนไหว ร่างกายที่กระดุกกระดิก เป็นของถูกรู้ ไม่ใช่จิต อันนี้เราสามารถแยกกายกับจิตออกจากกันได้ เรียกเราแยกขันธ์ได้แล้ว

 

รูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย
ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

ขันธ์มี 5 ขันธ์ เวลาแยกขันธ์ ไม่ต้องแยกทีละ 5 ตัว แยกทีละคู่ แต่ตัวหนึ่งที่ต้องมีคือจิต มีกายกับจิต มีเวทนากับจิต มีสัญญากับจิต มีสังขารกับจิต แยก ถนัดแยกตัวไหนก็เอาตัวนั้น ไม่ต้องกางตำรา แล้วบอกต้องแยกตัวนี้ก่อน ตัวนี้หลัง สติระลึกตัวไหนก่อน ขันธ์มันก็แยกอยู่ตรงนั้นเลย สติระลึกรู้ความโกรธ ก็เห็นเลยความโกรธกับจิตมันคนละอันกัน สติระลึกรู้ร่างกายที่หายใจอยู่ มันก็เห็นร่างกายที่หายใจกับจิต คนละอันกัน สติระลึกรู้ความรู้สึกสุขทุกข์ในร่างกาย ในจิตใจ ก็จะเห็นว่าความรู้สึกสุขทุกข์กับจิตใจ เป็นคนละอันกัน มันจะแยกออกจากกัน ตรงนี้เรียกว่าแยกขันธ์ได้ ภาษาปริยัติเรียกว่านามรูปปริจเฉทญาณ แยกรูป แยกนาม

บางคนได้ยินนามรูปปริจเฉทญาณ ก็ตีความ รูปพองก็อันหนึ่ง รูปยุบก็อันหนึ่ง รูปยกเท้าก็อันหนึ่ง รูปย่างเท้าก็อันหนึ่ง มีแต่แยกรูปกับรูป ไม่ใช่แยกรูปนาม ปัญญาตัวนี้เรียกนามรูปปริจเฉทญาณ แยกรูป แยกนาม ไม่ใช่แยกแต่รูป ไม่มีนาม แยกให้ตายก็ไม่บรรลุมรรคผลอะไรหรอก เพลินๆ ไปเท่านั้นเอง แต่ถ้าร่างกายเรากระดุกกระดิก จิตเราตั้งมั่น เราจะเห็นเลย ร่างกายกับจิตเป็นคนละอันกัน ต่อไปเราฝึกมากเข้าๆ สติเห็นร่างกายเคลื่อนไหวอยู่ จิตเราตั้งมั่นเป็นคนรู้คนดู ปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นไตรลักษณ์ สติเห็นรูปธรรมนามธรรม แล้วปัญญาจะเห็นไตรลักษณ์

ถ้าจิตเราตั้งมั่น แล้วสติระลึกรู้รูปนามบ่อยๆ จิตตั้งมั่นบ่อยๆ สัมมาสมาธิเกิด จิตตั้งมั่น ปัญญามันเกิด ปัญญาเบื้องต้นแยกรูปนามได้ เห็นกายกับจิตเป็นคนละอัน เห็นสุขทุกข์กับจิตเป็นคนละอัน เห็นดีชั่วกับจิตเป็นคนละอัน พอฝึกมากเข้าๆ มันจะเห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่เห็นแต่ร่างกาย แต่มันเห็นลึกลงไป ร่างกายที่กระดุกกระดิก ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นตลอดเวลา ที่เราต้องกระดุกกระดิก เพราะว่ามันทุกข์ นั่งนานๆ มันทุกข์ ก็เลยต้องกระดุกกระดิก เดินนานๆ ก็ทุกข์ ก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ ร่างกายเราขยับเขยื้อนไป เพื่อหนีทุกข์ไปเรื่อยๆ

ดูไปเรื่อยๆ ร่างกายมีแต่ตัวทุกข์ ร่างกายเป็นแค่วัตถุ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา อันนี้เห็นอนัตตา เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริงถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์

จิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ฟังเสียง เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ดมกลิ่น เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้รู้รส เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้รู้สัมผัสทางกาย เดี๋ยวเป็นจิตผู้รู้ เดี๋ยวเป็นจิตผู้คิด เดี๋ยวเป็นจิตผู้รู้ เดี๋ยวเป็นจิตผู้เพ่ง เราจะเห็น จิตมันก็ไม่เที่ยง เกิดดับตลอดเวลา เกิดดับที่ไหน ที่อายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เกิดเอง ดับเอง เราสั่งไม่ได้ เป็นอนัตตา สุดท้ายเราก็เห็น จิตก็เป็นอนัตตา ขันธ์ 5 ทั้งหมดเป็นอนัตตา ถ้าเห็นตรงนี้ เราได้ภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบันแล้ว ตัวตนไม่มี

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
5 กันยายน 2569