ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์

ส่วนมากวัดทั่วๆ ไปเวลาเขาจะฝังลูกนิมิตเขาจะฝังช่วงตรุษจีน เพราะคนชอบไปฝังลูกนิมิตตอนตรุษจีน เมืองไทยคนจีนเยอะ หลวงพ่อก็ลูกครึ่ง พ่อจีน คุณแม่ ทั้งพ่อทั้งแม่เลย คนจีน พระอาจารย์ แม่ก็เป็นจีน ฉะนั้นจะเป็นลูกผสมเสียเยอะ แล้วพอรับวัฒนธรรมจีนมา ในเมืองไทยจะมีวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนเยอะกว่าในเมืองจีน ในเมืองจีนนั้นมันล่มสลายไปตอนปฏิวัติ พวกคนจีนอยากเรียนวัฒนธรรมจีนแต่โบราณต้องมาเรียนในเมืองไทย ยังมีให้ดูอยู่ วัดทั่วไปเขาชอบจัดงานวันตรุษจีน หวังว่าคนไปวัดเยอะจะได้เงิน เราไม่ได้อยากได้เงิน วัดเราไม่ได้มุ่งหาเงิน เรามุ่งให้ทุกคนที่เข้ามาได้เรียนธรรมะแล้วเอาไปปฏิบัติ ชีวิตพวกเราจะได้ดีขึ้น จะได้มีความสุข ฉะนั้นหลวงพ่อมาทำงานหลายสิบปีก็มุ่งหมายแค่นี้ล่ะ เผยแพร่ศาสนา ศาสนาก็ดำรงอยู่ พวกเราที่ได้มาเรียนก็จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมีความสงบในชีวิต ต้องการแค่นั้น ฉะนั้นในวัดเราจะไม่มีการรีดไถ ไม่มีการเรี่ยไร

เมื่อวานก็มีนายคนหนึ่งไม่รู้เป็นพระหรือเปล่า แต่แต่งตัวเป็นพระ แขวนลูกประคำด้วย เข้าไปในโบสถ์จะไปร่วมพิธี ก็ถูกคณะสงฆ์ไล่ออกมา ไม่ได้นิมนต์มา แล้วก็ไม่มีใครรู้จัก เป็นพระหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขอดูหนังสือคู่มือพระ เรียกหนังสือสุทธิ ก็ไม่มี ไล่ออกมา ออกมาข้างนอกเที่ยวมาขอเงินโยม ซึ่งคนชนิดนี้วัดเราไม่มี ถ้าใครทำอย่างนั้นหลวงพ่อไม่ให้เอาไว้หรอก มันผิดพระธรรมวินัย เป็นพระเที่ยวไปเดินเรี่ยราดขอเงิน มันอาบัติชัดๆ เพราะพระรับเงินไม่ได้ตามพระวินัย พระไม่มีเงิน จนทุกวันนี้แบงก์ใหม่ๆ หน้าตาเป็นอย่างไร เหรียญหน้าตาเป็นอย่างไร หลวงพ่อไม่รู้เลย ไม่เคยเห็น ระบบวัดเราเข้มงวด พระจะไม่ได้จับเงิน จะมีไวยาวัจกรรับเงินไว้แล้วพระต้องการอะไรที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอะไรอย่างนี้ก็มาเบิก ไวยาวัจกรเป็นคนซื้อให้ พระไม่ได้ไปซื้อเอง พระซื้อขายไม่ได้ อาบัติ นี่พระมาเดินขอเงิน ยับเยินเลย รับเงิน สมมติเป็นพระจริงๆ แล้วรับเงินก็อาบัติแล้ว ทีนี้เราเป็นฆราวาส เราต้องรู้วินัยพระไว้บ้างก็จะดี ถ้าเราเจอพระจริง พระปลอม เราจะได้แยกออก แต่พระปลอมฟอร์มดีๆ ก็เยอะ ต่อหน้าโยมก็ฟอร์มสวย ลับหลังก็เป็นอีกอย่าง

 

อดทนทั้งทางกายทางใจถึงจะเอาดีได้

เมื่อวาน 2 วันก่อนใช่ไหม ฝนตกตลอดเลย หลายคนก็นึกว่าวันฝังลูกนิมิตจริงๆ ฝนจะตกไหม เราคิดว่าไม่ตกๆ เพื่อเราจะได้ฝังลูกนิมิตสะดวกๆ แต่เมฆหนีไปหมดเลย เราเลยตากแดดทั้งวันเลย ได้อย่างหนึ่งเสียอย่างหนึ่ง วันนี้ไม่มีแดดแล้ว วันพฤหัสบดีวันศุกร์ก็ไม่มีแดด ทีมงานเขาก็ถ้าฝนตกจะทำอย่างไร ใจเย็นๆ ไม่ตกหรอก เดาเอา ตกหลายวันแล้วมันก็ต้องหยุดบ้างล่ะ ตอนออกไปเทศน์ตาลายเลย แดดมันแรง เห็นพวกเรานั่งตากแดดกัน เมื่อวานเลยสอนธรรมะบอกต้องมีขันติ มีความอดทน จริงๆ ชีวิตเรามันก็ต้องอดทนทุกเรื่องล่ะ ต้องอดทน แค่ในบ้านสามีภรรยาอยู่ด้วยกันยังต้องอดทนเลย มันกระทบกระทั่งอะไร เรื่องปกติ ฉะนั้นเราฝึกความอดทนไว้มันก็มีประโยชน์มากในการจะใช้ชีวิต รักสุขรักสบายเกินไปก็อยู่ยาก เด็กไทยรุ่นหลังอ่อนแอลงไปเยอะเลย คนรุ่นหลวงพ่อก็รุ่นเรียกว่ารุ่น Baby Boom เกิดช่วงหลังสงครามโลก บ้านเมืองมีภัยพิบัติมาก คนแทบจะไม่มีข้าวกินไม่มีเสื้อผ้าใส่เลย ลำบากมาก ฉะนั้นคนรุ่นนั้นสู้ สู้ชีวิต พอสู้ชีวิตเติบโตขึ้นมาตั้งหลักได้ สงสาร กลัวลูกหลานจะลำบากเหมือนที่ตัวเองเคยลำบาก คราวนี้เลยปรนเปรอเด็กอุตลุดเลย เอาอกเอาใจทุกสิ่งทุกอย่างจนเด็กรุ่นหลังนั้นมันเปาะแปะอ่อนแอมากเลย โอ๊ย คนอย่างนี้อยู่กับโลกก็อยู่ยาก จะมาปฏิบัติธรรมหรือ มันจะปฏิบัติได้อย่างไรมันอ่อนแอ อยากปฏิบัติธรรมต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน อดทนต่อความลำบาก

อย่างเราต้องไปเดินจงกรม เหนื่อยไม่ใช่ไม่เหนื่อย เราต้องงดไปเที่ยว นี่ก็ต้องอดทนถ้าเราอยากเที่ยว มันต้องอดทน อยากทำผิดศีล อยากกินเหล้ากับเพื่อนอะไรอย่างนี้ ก็ต้องอดทนไม่ทำ มันลำบากหลายเรื่อง ที่อดทนๆ ยากอีกอย่างคืออดทนกับความซ้ำซากจำเจ อย่างเราภาวนา อย่างรุ่นหลวงพ่อภาวนากับครูบาอาจารย์ ท่านสอนหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ สอนอยู่เท่านี้ หลวงพ่อทำได้ทุกวัน 22 ปีไม่เคยหยุดสักวัน ถ้าเราไม่มีความอดทนเราก็ทำไม่ได้ เราทนความซ้ำซากไม่ได้ ทำอะไรทำอยู่อย่างเดิมทุกวันๆ หรือมาอย่างพวกเรา หลวงพ่อให้มีสติรู้กายรู้ใจ ต้องรู้กายรู้ใจตัวเองทุกวัน ยิ่งรู้ทั้งวันได้ยิ่งดี ต้องอดทน ไม่อย่างนั้นใจเราก็อยากจะไปเที่ยว อยากจะไปโน้นไปนี่ มันอดทน 2 อย่าง อดทนทางร่างกาย ความลำบากทางร่างกาย อย่างเป็นพระต้องทน ทนหิว ทนหนาว ทนร้อน ทนความเจ็บป่วย นี่ทางร่างกาย ทางจิตใจก็ต้องรู้จักข่มใจตัวเอง ธรรมะ 2 ตัว ขันติ อดทน ทมะ ข่มใจ 2 ตัว อดทนทั้งทางกายทางใจถึงจะเอาดีได้

เด็กเดี๋ยวนี้ หลวงพ่อเห็นบางบ้านเห็นแล้วปวดเฮด อายุตั้ง 40 กว่าทำอะไรไม่เป็น พ่อแม่อายุ 70 แล้วยังจะต้องคอยดูแล ไม่ไหว พวกเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า เราต้องเข้มแข็ง ต้องอดทน อย่ากลัวความลำบาก อย่ากลัวความทุกข์ ชีวิตกับความทุกข์มันเป็นธรรมดา ชีวิตเรามีปัญหาตลอดเวลา ถ้าเราไม่อดทน เวลาปัญหาชีวิตเข้ามาเราตีโพยตีพาย อ่อนแอท้อแท้ ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น มีปัญหาในชีวิตก็แก้ไป ดูว่าสาเหตุมันมาจากอะไร วิเคราะห์ดูก่อน ปัญหาทุกเรื่องไม่ใช่เกิดขึ้นลอยๆ ต้องมีเหตุ เราก็ดู เรื่องนี้แก้ได้ เรื่องนี้แก้ไม่ได้ ไม่ใช่แก้ได้ทุกเรื่อง อย่างพอเราแก่มากๆ เราก็ต้องมีสติ เดินอะไรต้องระวัง พลาดนิดเดียว อย่างห้องน้ำตัวฆ่าคนแก่เลย เข้าห้องส้วมห้องน้ำ ถ้าพื้นๆ เปียกก็ไถลหัวฟาดพื้นไป ขนาดครูบาอาจารย์ เมื่อไม่กี่วันนี้ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงปู่จื่อ ภาวนาเก่ง พออายุ 83 แต่ท่านเคยบอกไว้ว่าท่านอยู่ได้ 84 ปี ถ้านับแบบไทยก็ 83 กว่าๆ นับแบบจีนก็คือ 84 แล้ว ท่านก็ไปล้มในห้องน้ำ คนแก่บางทีมันคุมร่างกายไม่ได้ อย่างความแก่มันเป็นปัญหาที่เราแก้ไม่ได้ ก็ต้องพยายามระวังเท่านั้นเอง ระวังมากๆ บางทีก็ยังพลาด

ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งมีชื่อเสียงมากสมัยก่อน ชื่อหลวงปู่แหวน ท่านอยู่มรณภาพปี 2520 กว่าๆ อายุ 97 องค์นั้นกระทั่งพระเจ้าแผ่นดินก็นับถือ ท่านก็เคยล้ม ล้มจนกระดูกท่านแตก ท่านใจดี โยมเอาจีวรมาถวายทุกวันเลย แล้วก็วันหนึ่งหลายคน เดี๋ยวคนนั้นถวาย เดี๋ยวคนนี้ถวาย พอเอาจีวรมาถวาย แล้วเขาเกณฑ์ท่านให้เอามาใส่เลย ก็แกะถุงมาแล้วก็มาห่มใหม่ ฉะนั้นท่านเป็นพระที่ใช้จีวรเยอะที่สุดเลย เพราะวันหนึ่งใช้หลายชุด ผ้าไม่ได้ซักด้วย ผ้าแกะถุงออกมามันมีน้ำยา ทำให้มันไม่ยับ ท่านก็โดนน้ำยานี้เป็นผื่นคันทั้งตัว ลำบาก ท่านก็สงสารโยม อยากให้ใส่ท่านก็ใส่ให้ แล้วท่านต้องเปลี่ยนจีวรบ่อยๆ เปลี่ยนจีวรต้องลุกขึ้นยืนเปลี่ยน ผู้เฒ่ายืนแล้วยืนอีก ในที่สุดก็ล้ม ท่านสะดุดชายจีวรล้มไป กระดูกแตก ก็ไปผ่าหัวเข่า กระดูกสะบ้าแตก นี่ครูบาอาจารย์ ท่านก็หนีความแก่ไม่ได้

 

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป

เพราะฉะนั้นในชีวิตเรา ปัญหาบางเรื่องแก้ได้บางเรื่องแก้ไม่ตก อย่างความแก่ความจะตายอะไรนี่ หรือความเจ็บไข้ บางคนระวังตัวดี ถ้าเป็นมะเร็งอย่างนี้มันไม่รู้จะระวังอย่างไร อย่างนี้เมื่อเราไม่มีทางป้องกัน ไม่มีทางแก้ เวลาเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นก็ต้องอดทน อดทนยอมรับมัน ชีวิตเรามีปัญหาแล้ว ถ้าเรายอมรับไม่ได้ อย่างร่างกายเราป่วย เรายอมรับไม่ได้ เราก็เสียใจ ร่างกายก็ป่วย จิตใจก็ป่วย พระพุทธเจ้าบอกว่าชาวพุทธเรา ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เวลาบาดเจ็บ เวลาป่วยอะไรอย่างนี้ กระทบเฉพาะร่างกายแต่ไม่กระทบจิตใจ เพราะจิตใจเห็นว่าความแก่ ความเจ็บ ความตายเป็นเรื่องธรรมดา เห็นว่าความพลัดพรากจากสิ่งที่รักจากคนที่เรารักเป็นเรื่องธรรมดา การเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจอะไรเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราเห็นทุกอย่างมันธรรมดา ใจเราก็ไม่เดือดร้อน ไม่ดิ้น อย่างบางทีบ้านเราเรียบร้อย อยู่กันมีความสุข วันดีคืนดีบ้านแตกเฉยๆ เลย เราไม่ได้ทำใจไว้ก่อน เราก็ทุกข์เยอะ พอทุกข์มากๆ เรารู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีทางกลับมามีความสุขได้อีกแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่จริง ไม่มีความทุกข์ถาวร ความทุกข์ทุกอย่างก็อยู่ชั่วคราว อยู่ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันก็หายทุกข์ มันไม่ทุกข์ไปตลอดกาลหรอก

ฉะนั้นช่วงที่ยังทุกข์อยู่ก็อดทนหน่อย เดี๋ยวมันก็ผ่านไป หลวงพ่อถึงไปให้คาถาพวกเราไว้บทหนึ่ง เวลาเรามีปัญหาในชีวิตมากๆ ไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ให้ท่องคาถาไว้ คาถาของหลวงพ่อก็ง่ายๆ ท่องไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ท่องคำว่า “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ตอนมีความทุกข์เยอะๆ รู้สึกว่าชีวิตไม่มีทางออก ท่องคาถานี้ไว้ เราจะได้ไม่หมดกำลังใจ ที่จริงคาถานี้ไม่ได้ใช้เฉพาะเวลามีความทุกข์ เวลามีความสุขก็ท่องไว้ แล้วทางที่ดีท่องไว้ทุกวันดี เพราะความสุขเดี๋ยวมันก็ผ่านไปเหมือนกัน ไม่เฉพาะความทุกข์หรอกที่มาแล้วก็ไป สำหรับในสายตาพวกเรา ความสุขผ่านไปเร็วเหลือเกิน ความทุกข์ผ่านไปช้า ทำไมความสุขผ่านเร็ว เพราะเราอยากให้มันอยู่นานๆ ทำไมความทุกข์ผ่านช้า เพราะเราอยากให้มันหมดไปเร็วๆ ฉะนั้นความรู้สึกช้าเร็วไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่ของจริง มันเกิดจากความอยาก ถ้าเราอยากให้มันคงอยู่ เราก็รู้สึกว่ามันอยู่น้อยไป ถ้าเราอยากให้มันหมดไปเร็วๆ เราก็รู้สึกว่ามันช้าจัง เห็นไหมใจเราเองเป็นตัวปรุงแต่งขึ้นมา

มีครูบาอาจารย์ของหลวงพ่อองค์หนึ่งชื่อหลวงปู่เทสก์ ท่านถูกล้อว่าท่านเจอใครท่านเทศน์เลย สมชื่อ ท่านว่าอย่างนี้ ท่านชื่อหลวงปู่เทสก์ ท่านเทศน์ ท่านเมตตาๆ เห็นคนมาท่านก็อยากสงเคราะห์ พยายามบอกวิธีปฏิบัติบอกการมองโลกมองการแก้ปัญหาอะไร อย่างที่หลวงพ่อพูดวันนี้เป็นการมองโลกๆ อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่าเราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดาแต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
31 สิงหาคม 2569