คำถาม:
หลวงปู่:
ทำได้ ทำมาได้ดีแล้วด้วย ใครๆ มันก็กลัวทุกข์ เกลียดทุกข์ทั้งนั้น ฝึกไปเรื่อยๆ ต่อไปใจเราก็เป็นกลางกับความทุกข์ ความทุกข์ก็แค่สิ่งที่จิตไปรู้เข้า ความทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่ชั่วคราว แล้วก็ผ่านไป เสมอกับความสุข เท่าเทียมกัน สุขก็เป็นภาระของจิต ทุกข์ก็เป็นภาระของจิต เท่าเทียมกันหรอก ฉะนั้นเราหนีทุกข์ไม่ได้หรอก เพราะกระทั่งสุขก็เป็นภาระ คือเป็นทุกข์ แต่เราไม่ต้องฝืนตัวเอง ดูอะไรได้ก็ดูไปก่อน ถ้าอยู่ๆ เราหักหาญไปดูทุกข์ตรงๆ ใจมันไม่ยอม เดี๋ยวมันไม่อยากปฏิบัติ
ภาวนา เอาตรงที่สบายไปก่อน ตรงที่ดีๆ ที่ใจมันชอบ แล้วค่อยไปเห็นทุกข์เห็นโทษทีหลัง เวลาพระพุทธเจ้าสอน บางทีท่านสอนอนุปุพพิกถา สอนเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ เห็นไหม สอนสิ่ง แหม มีแต่ความสุข สบาย เพราะคนส่วนใหญ่ต้องการอย่างนี้ ท่านก็สอนทำทาน รักษาศีลไปแล้วได้สวรรค์ คือได้ความสุข แล้วต่อไปก็ค่อยๆ สังเกต ความสุขมันก็ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง แล้วต่อไปใจมันก็เริ่มเห็น ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นทุกข์นั่นล่ะ สุขที่เราชอบ ที่แท้มันก็เสื่อมได้ เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ เราจะเห็นทุกข์ เห็นทุกข์เห็นโทษ ใจมันก็ไม่อยากเวียนว่ายตายเกิดต่อไป
ฉะนั้นอยู่ๆ เราเกลียดทุกข์ เราก็ไม่ต้องไปดูมัน เราก็สร้างคุณงามความดีไป ใจเรามีความสุข แล้วค่อยไปสังเกต โทษของความสุขมันก็มี ไม่ใช่ไม่มี แล้วพอใจเราไม่ได้ปลื้มกับความสุข ใจเราก็จะไม่เกลียดทุกข์ ถ้าใจเรารักสุข ใจเราก็จะเกลียดทุกข์ ธรรมะน่าฟัง ของพระพุทธเจ้า สอนเป็นขั้นๆ ไป ท่านไม่หักหาญ เขาเรียกโบราณบอก หักด้ามพร้าด้วยเข่า
คนส่วนใหญ่ชอบสวรรค์ ก็เอาสวรรค์ไปก่อน แล้วก็ไปเห็นโทษของมัน เห็นโทษของความสุข ทำให้เราหลง ที่ทำอยู่ดี ทำถูกแล้ว แต่ว่าอย่าไปท้อแท้ว่า โอ้ เสียดายความสุข ความสุขที่เห็นตรงนี้ เป็นความสุขเล็กน้อยเท่านั้นล่ะ จะมีความสุขที่เหนือกว่านี้อีกเยอะแยะเลย ความสุขของฌานสมาบัติ ความสุขในขณะที่มีมรรคผล ความสุขในขณะที่จิตทรงพระนิพพาน เป็นความสุขที่ประณีตยิ่งขึ้นๆ ทำไมนิพพานมีความสุข เพราะนิพพานไม่มีทุกข์ มันไม่ทุกข์ ดีแล้ว ทำอีก ทำถูกแล้ว
วัดสวนสันติธรรม 9 พฤษภาคม 2569