พระวัดอื่นท่านมองว่าทีมงานวัดเราแข็งแรง เก่ง ดูเรียบร้อย เรียบร้อยแล้วทำงานคล่อง ท่านว่าอย่างนี้ เรียบร้อยเพราะเราฝึกสติ ถ้าคนเราไม่มีสติทำอย่างไรมันก็ไม่เรียบร้อย ส่วนทำงานคล่องเพราะว่าทำงานบ่อย ให้ทำทุกเสาร์อาทิตย์เลย ไม่เก่งก็ให้มันรู้ไป มาช่วยกันทำงานทุกเสาร์ทุกอาทิตย์ ก็เลยชำนาญ ก็ฝึกอดทนด้วย อดทนต่อความร้อนความหนาว อดทนต่ออารมณ์ของผู้คน คนมาวัดไม่ใช่ดีทุกคน ผีเปรตอะไรมันก็ชอบมาวัดเหมือนกัน ตามวัดก็จะมีผีเปรตคือพวกเข้ามาหาผลประโยชน์ มันมีทั่วๆ ไป ทีนี้ก็มีเป็นครั้งคราว บางช่วงหลวงพ่อเห็นก็ไล่ออกไป ทีนี้ไม่หาผลประโยชน์ ถ้าใครเรียกร้องผลประโยชน์จากพวกเรา ไม่ใช่ทีมงานหลวงพ่อหรอก ตัวปลอม บางคนมาหาแฟน ที่อื่นไม่ไปหา มาหาตามวัด จะมาเดินจีบกันในวัด อย่างนี้เจอก็ไล่ออกไป
ฝึกที่จะขัดเกลาตัวเอง
ถ้าสังเกตวัดเราจะเรียบร้อย ทีมงานก็เรียบร้อย โยมที่มาวัดก็เรียบร้อย เวลาจัดงานมีพระผู้ใหญ่มา บางทีท่านพูดเลยว่า ท่านไม่เคยเห็นญาติโยมที่มาวัดแล้วเรียบร้อยอย่างนี้ มีเวลาว่างก็นั่งสมาธิเดินจงกรม ท่านบอกไม่เคยเห็น ส่วนมากไปวัดก็จะฟุ้งซ่านวุ่นวาย ที่วัดเราเป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะพวกเราพยายามฝึกที่จะขัดเกลาตัวเอง ที่จริงการปฏิบัติธรรมไม่ได้ยากเย็นแสนเข็ญอะไรนักหรอก ธรรมะที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นธรรมะที่พอดีๆ สำหรับมนุษย์ธรรมดาจะทำได้ ไม่ใช่เรื่องยากเย็น ทีนี้เราจับหลักไม่ได้ก็ โอ้ ยากจัง
สิ่งที่เราต้องทำคือเรื่องของศีล เรื่องของสมาธิ เรื่องของปัญญา ศีลต้องตั้งใจรักษาไว้ก่อน แล้วเราก็ฝึกสติของเราไปเรื่อยๆ คอยรู้ทันใจตัวเรา ถ้าเรารู้ทันใจตัวเองได้บ่อยๆ กิเลสเกิดแล้วสติเรารู้ทัน กิเลสดับ ถ้ากิเลสครอบงำจิตไม่ได้ เราจะไม่ผิดศีลหรอก คนทำผิดศีลเพราะกิเลสมันครอบงำจิต ฉะนั้นการรักษาศีลในเบื้องต้นตั้งใจรักษาไว้ก่อน เรียกมีเจตนาวิรัติ เจตนางดเว้นการทำบาปอกุศลทางกายทางวาจา 5 ข้อนั้นล่ะ เอาแค่นั้นล่ะก็พอแล้ว ต่อไปก็ฝึกสติให้มาก มีสติคอยรู้จิตใจของตัวเอง กิเลสอะไรมาก็รู้ กิเลสอะไรมาก็รู้ ทันทีที่เรารู้กิเลสจะดับอัตโนมัติ เมื่อกิเลสดับแล้วไม่ผิดศีลแล้ว ไม่รู้จะผิดทำไม อย่างราคะไม่เกิดจะไปเป็นชู้กับเขาทำไม ความโลภไม่เกิดจะไปขโมยของใครเขาทำไม โทสะไม่เกิดจะไปทำร้ายใครเขาทำไม มีสติอยู่ไม่ฟุ้งซ่าน
ฝึกเรื่อยๆ ฉะนั้นเบื้องต้นตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อไว้ ถัดจากนั้นเป็นงานที่ฝึกจิตแล้ว ศีลเป็นเครื่องฝึกกายวาจาให้เรียบร้อย สมาธิปัญญาเป็นเครื่องฝึกจิต พระพุทธเจ้าสอนบอกว่าธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง 2 ประการคือ สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน เราได้ยินคำว่าสมถกรรมฐาน เราก็พยายามนั่งสมาธิพยายามอย่างนั้นอย่างนี้ จิตก็ไม่รวมสักทีไม่สงบสักที เราไม่รู้เคล็ดลับของการทำสมถะ อันแรกเลยสมถะทำเพื่ออะไร เบื้องต้นทำเพื่อให้จิตสงบได้พักผ่อน จิตใจจะได้มีเรี่ยวมีแรง เบื้องปลายเราจะได้จิตที่ตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นี่เป็นอาการเป็นผลจากการทำสมถกรรมฐานอย่างถูกต้อง
ทีนี้ทำอย่างไรจิตเราจะสงบ ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น อันนี้ก็เป็น Know-how หลักที่จะทำให้จิตเราสงบก็คือ เราต้องรู้จักเลือกอารมณ์ที่เราอยู่ด้วยแล้วสบายใจ อย่างหลวงพ่อหายใจเข้าพุทหายใจออกโธแล้วสบายใจ หลวงพ่อก็ใช้อานาปานสติมาทำสมถะ เจ้าชายสิทธัตถะท่านก็ใช้อานาปานสติทำสมถะ แล้วท่านเดินวิปัสสนาในหมวดของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ท่านดูปฏิจจสมุปบาท ถ้าใครเขาถามว่าพระพุทธเจ้าเจ้าชายสิตธัตถะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้เพราะกรรมฐานอะไร ส่วนใหญ่ไปตอบว่าเพราะอานาปานสติ ไม่ใช่ อานาปานสติเป็นการเตรียมจิตของท่านให้มีกำลังแล้วก็ตั้งมั่น จิตมีกำลังตั้งมั่นแล้วก็เจริญปัญญา ท่านเจริญปัญญา ในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานในสัจจบรรพสุดท้ายเลยสูงสุด เรียนรู้อริยสัจ เรียนปฏิจจสมุปบาท
ที่พวกเราหลายคนบอกว่าไปนั่งสมาธิเท่าไรก็ไม่สงบเสียที ทำอย่างไรจะสงบ อันแรกต้องรู้จักเลือกอารมณ์ รู้จักการเลือกอารมณ์กรรมฐานที่เราอยู่แล้วสบายใจ ที่จริงหลวงพ่อทีแรกก็เล่นอานาปานสติอย่างเดียว พอชำนาญขึ้นก็เล่นได้หลายอย่าง ใช้กสิณไฟ กสิณน้ำ กสิณลม อะไรพวกนี้ก็เล่นขยายออกไปได้ ทำกรรมฐานที่ใช้อรูปอย่างการเจริญเมตตา แล้วการทำสมถะลูกเล่นเยอะ มีอะไรให้เล่นเยอะแยะเลย เล่นเสียจนกระทั่งคนเล่นหลงไปเลย ลืมภารกิจหลัก ภารกิจหลักของเราคือการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทีนี้มัวแต่เล่นสมถะแล้วลืมวิปัสสนา ถือว่าขาดทุนยับเยิน
ฉะนั้นเราต้องดูตัวเองว่าเราอยู่กับอารมณ์กรรมฐานชนิดไหนแล้วมีความสุข เราก็อยู่กับกรรมฐานอย่างนั้น อารมณ์ของสมถกรรมฐานไม่เลือกเลย ใช้อารมณ์อะไรก็ได้ อารมณ์มี 4 อย่าง อันหนึ่งคืออารมณ์บัญญัติ ได้แก่เรื่องราวที่เราคิด เรื่องที่คิด ใช้เรื่องที่คิดเป็นอารมณ์กรรมฐาน อย่างเราคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระธรรม คิดถึงพระสงฆ์ คิดถึงทานที่ได้ทำแล้ว คิดถึงศีลที่ได้รักษาดีแล้ว คิดถึงคนดีๆ คิดถึงความตาย คิดถึงลมหายใจเข้าลมหายใจออก คิดถึงร่างกายแต่ละส่วน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อันนี้เรื่องคิดเอา เรื่องคิดเอาส่วนใหญ่ก็อยู่ในเรื่องของอนุสติ 10 ข้อ แล้วก็เรื่องพิจารณาธาตุ พิจารณาปฏิกูลอสุภะอะไรพวกนี้ อันนี้เรื่องคิดเอา
อารมณ์ถัดมาคือรูปธรรม ไม่ใช่คิดแล้วแต่ใช้รูปธรรมเป็นอารมณ์กรรมฐาน อย่างกสิณทั้งหลายจะเป็นรูปธรรม เพ่งดิน เพ่งน้ำ เพ่งลม เพ่งไฟ เพ่งสีแดง สีเหลือง สีขาว สีเขียว พวกนี้ส่วนใหญ่เป็นรูป เพ่งรูปธรรม หรืออย่างอานาปานสติเราทำเพ่งลมก็ได้ อานาปานสติก็เป็นการใช้รูปธรรมเป็นอารมณ์กรรมฐาน หายใจออกรู้สึก หายใจเข้ารู้สึก เห็นร่างกายหายใจไป หรือใช้อิริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน เห็นร่างกายยืน ร่างกายเดิน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน หรือใช้สัมปชัญญะบรรพ ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง อันนี้ใช้รูปธรรมเป็นอารมณ์กรรมฐาน ถนัดเอาอันไหนเอาอันนั้น
เคล็ดลับในการทำสมถะ
แต่ที่หลวงพ่อสังเกต ถ้าเราใช้รูปธรรม ถ้าเราเคลื่อนไหวแบบซ้ำซาก มันเหมือนสะกดตัวเองให้เคลิ้มๆ เคลิ้มง่าย สติเกิดลำบาก อย่างเราขยับมือไปเรื่อยๆ ขยับไป ขยับ ทำไปเรื่อยๆ ประเดี๋ยวเดียวมือก็ขยับแต่ใจหนีไปที่อื่นแล้ว อย่างนี้ใช้ไม่ได้ หลวงพ่อสังเกตดูการเคลื่อนไหวที่ดีคือการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติ อย่างเรานั่งอยู่อย่างนี้ถามว่าเรานั่งนิ่งไหม ไม่นิ่งหรอก เราเคลื่อนไหวอยู่ตลอด เดี๋ยวขยับซ้ายขยับขวากระดุกกระดิกไป
เมื่อ 2 วันก็มีคนมาถามว่าทำงานบ้านใช้เป็นอารมณ์กรรมฐานได้ไหม บอกได้สิทำไมจะไม่ได้ ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไปเรื่อยๆ หลักของสมถกรรมฐานก็คือ ให้จิตไปอยู่กับอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นอย่างเราบางคนชอบกวาดบ้าน กวาดแล้วมีความสุข กวาดไป เคลื่อนไหวไป เคลื่อนไหวไป บางคนรดต้นไม้ ฉีดน้ำรดต้นไม้แล้วมีความสุขก็รดต้นไม้ บางคนอาบน้ำให้หมาแล้วมีความสุข แต่หมาไม่ค่อยมีความสุข หมาชอบไปเล่นน้ำเอง คนไปอาบให้ไม่ชอบ เราใช้กรรมฐานอะไรก็ได้ ให้จิตเราจดจ่ออยู่กับอารมณ์กรรมฐานอันนั้นล่ะอันเดียว
ทีนี้มันมีเคล็ดลับอยู่ 2-3 ตัวในการทำสมถะ ตัวแรกรู้จักเลือกอารมณ์ ดูตัวเองอยู่กับอารมณ์อะไรแล้วมีความสุขเอาอันนั้นล่ะ ตัวที่สอง รู้อารมณ์นั้นด้วยจิตใจปกติ อย่าไปบังคับจิตใจให้มันเครียด จิตจะสงบหรือจิตจะไม่สงบก็ไม่เป็นไร เรารู้อารมณ์กรรมฐานไปด้วยจิตใจธรรมดาของเราอย่างนี้ล่ะ อีกอันหนึ่งก็คืออย่าเจตนาให้สงบ
หลวงพ่อพุธท่านเคยสอน ได้ยินท่านพูดเรื่อยๆ สมถกรรมฐานเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนากรรมฐานเริ่มเมื่อหมดความคิด ฉะนั้นอย่างเราทำสมถะเราจงใจจะให้สงบ มันจะไม่สงบ คล้ายๆ เราจะหลับ อยากนอนหลับ จงใจให้หลับไม่หลับหรอก ไม่ได้จงใจจะหลับ หลับก็หลับเอาหลับเอา ก็คล้ายๆ กัน เพราะฉะนั้นเวลาเราจะทำสมถะนอกจากเลือกอารมณ์ที่ถูกกับตัวเราแล้ว ถูกกับจริตนิสัยแล้ว ก็รู้อารมณ์นั้นไปสบายๆ รู้ด้วยใจธรรมดาๆ อย่าจงใจให้สงบ ถ้าจงใจให้สงบไม่สงบหรอก อยู่กับอารมณ์ไปสบายๆ แป๊บเดียวก็สงบแล้ว
อารมณ์ของสมถะนอกจากอารมณ์บัญญัติคือเรื่องที่คิด รูปธรรม ใช้นามธรรมก็ได้ อย่างเราเจริญเมตตาไปเรื่อยๆ ความเมตตาเป็นนามธรรม เจริญเมตตาไปจิตรวมลงไป ถ้าอย่างเราใช้อานาปานสติ จิตรวมได้ถึงฌาน 4 แต่เราเจริญเมตตา จิตบางที pass เข้าไปที่อรูปเลย เข้าไปถึงฌานที่ 5-6-7 เลยโน้นไปเลย ข้ามได้เลย ฉะนั้นอยู่ที่เราถนัดอันไหนเราก็เลือกอารมณ์อันนั้น ทำอะไรไม่เป็น เราใช้อารมณ์ที่เป็นบัญญัติเรื่องที่คิดเอา เก่งขึ้นมาหน่อยก็ใช้รูปธรรมใช้นามธรรม
อารมณ์อีกอันหนึ่งที่ใช้ทำสมถะคือนิพพาน อันนี้ปุถุชนทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องเรียน ข้ามไปก่อน ทีนี้เราถนัดอันไหนเรารู้อารมณ์อันนั้นไปอย่างสบายๆ อย่าอยากสงบ อยากสงบเจตนาให้สงบจะไม่สงบ คุณแม่จันดีท่านก็เคยสอนลูกศิษย์ท่านให้หายใจไป รู้ลมที่กระทบตรงนี้ ตรงจะงอยปาก รู้ไปเรื่อยๆ ลมเข้าลมออก สงบก็ช่างไม่สงบก็ช่าง ถ้าวางใจว่าสงบก็ช่างไม่สงบก็ช่าง ก็คือไม่จงใจจะให้สงบ ครูบาอาจารย์แต่ละองค์บางทีพูดภาษาต่างกัน แต่เนื้อหามันอันเดียวกันล่ะ นี่เป็นเคล็ดลับของการทำสมถะให้จิตสงบ
เคล็ดลับที่จะทำให้จิตตั้งมั่น
ทีนี้เคล็ดลับที่จะทำให้จิตตั้งมั่นเป็นอีกแบบหนึ่ง เวลาจะให้จิตสงบเราส่งจิตไปให้มันแนบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ไม่หนีไปที่อื่น แต่ถ้าจะทำจิตให้ตั้งมั่น เราก็ทำกรรมฐานอันเดิมล่ะ แต่พอจิตเราจะเข้าไปแนบกับอารมณ์กรรมฐาน เรารู้ทัน จิตมันจะไม่เข้าไปเกาะที่ตัวอารมณ์กรรมฐาน จะถอยออกมา เราก็อยู่ตรงนี้แล้วทำกรรมฐานไปเรื่อยๆ ทำสบายๆ แล้วถ้าจิตเราหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทันว่าจิตไหลไปคิดแล้ว หรือจิตทำไปเรื่อยๆ พอไหลไปคิดเรารู้ทัน จิตที่ไหลคิดดับจิตที่ตั้งมั่นจะเกิด แล้วทำไปอีกเดี๋ยวเผลอก็จะไหลเข้าไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน อย่างมันจะไปเพ่งลมหายใจก็รู้ทันอีก ตรงที่เรารู้ทันจิตที่ไหลไปไหลมาจิตมันจะตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นก็คือจิตที่ไม่ไหลไปไหลมาโดยที่เราไม่ได้เจตนาไม่ได้บังคับ ถ้าจงใจบังคับไม่ให้จิตไหลจะเป็นการเพ่งจ้อง จะไม่ได้จิตที่ตั้งมั่น จะได้จิตที่อึดอัดขึ้นมาแทน นี่เป็น Know-how ทั้งหมดเลย หลวงพ่อภาวนามาใช้เวลาเยอะ ทำสมถะเพียวๆ 22 ปี ก็เลยจับหลักจับเคล็ดวิชาพวกนี้ขึ้นมาได้
ทีนี้ถ้าเราจะทำวิปัสสนา สมถะบอกแล้วไม่เลือกอารมณ์ ใช้อารมณ์บัญญัติคือเรื่องที่คิดก็ได้ ใช้รูปธรรมก็ได้ ใช้นามธรรมก็ได้ ใช้อารมณ์นิพพานก็ได้ แต่วิปัสสนาเลือกอารมณ์ ใช้รูปธรรมกับนามธรรม เอานิพพานไปทำวิปัสสนาไม่ได้ แล้วก็เอาอารมณ์บัญญัติไปทำวิปัสสนาไม่ได้ คิดๆ เอา วิปัสสนาคือการเห็นความจริง ความจริงมันอยู่ในรูปธรรมนามธรรมของเรานี่ล่ะ ความจริงไม่ได้อยู่ในเรื่องที่คิดเอา อย่างถ้าเราคิด เราก็คิดเป็นนางงามจักรวาลก็ได้ จริงๆ ไม่ได้เป็น เรื่องที่คิดไม่ใช่ของจริง จะทำวิปัสสนาต้องเรียนจากของจริง สิ่งที่เป็นของจริงคือรูปธรรมนามธรรม คือกายนี้ใจนี้ เราจะเรียนรู้กายรู้ใจ หลักของวิปัสสนานี่เลือกอารมณ์ สมถะไม่เลือกอารมณ์ ชอบอันไหนเอาอันนั้น วิปัสสนาเลือกอารมณ์ ต้องรู้กายหรือรู้ใจ จะรู้อะไรก่อนก็ได้ บางคนเริ่มต้นรู้กาย ส่วนใหญ่จะรู้กายก่อนเพราะดูง่าย
ตอนหลวงพ่อทำวิปัสสนา หลวงปู่ดูลย์ให้ดูจิตเลย Pass เข้ามาที่จิตเลย พอดูจิตชำนาญ ต่อไปกายเคลื่อนไหวก็รู้สึก ตาเห็นรูปจิตก็เปลี่ยนแปลง ตาก็เป็นตัวรูป หูได้ยินเสียงจิตก็เปลี่ยนแปลง หูก็เป็นรูป ความเปลี่ยนแปลงของจิตเป็นนามธรรม ฝึกดูจิตมันจะเห็นทั้งรูปทั้งนาม ทีนี้การทำวิปัสสนาไม่ใช่คิดเอา หลวงพ่อพุธบอกว่า สมถะเริ่มเมื่อหมดความจงใจ วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด แต่ตรงนี้คำพูดนี้ล่อแหลมนิดหนึ่ง เดี๋ยวเราจะคิดว่าต้องไม่คิดถึงจะทำวิปัสสนาได้ อันนี้ท่านหมายถึงจิตที่ทำวิปัสสนามันไม่เจือความคิด มันจะเป็นจิตที่รู้ตื่นเบิกบาน เห็นสภาวะรูปธรรมนามธรรม เห็นกระทั่งความคิด เห็นได้หมด ความคิดไม่ได้อยู่ที่จิต ความคิดแยกอยู่ต่างหาก อยู่กับธาตุอยู่กับขันธ์โน่น ฉะนั้นที่บอกวิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด หมายถึงจิตเราไม่หลงอยู่ในโลกของความคิด ตัวนี้ต้องระวังดีๆ
บางคนได้ยินว่าวิปัสสนาไม่ไห้คิดเอา ก็เลยพยายามฝึกจิตที่จะไม่คิด ตัวนี้ผิด ทำจิตให้ว่าง ทำจิตให้นิ่ง ทำจิตให้ไม่คิด อันนี้ไม่ถูก หลวงพ่อเรียนกับหลวงปู่ดูลย์ทีแรกท่านบอกให้ดูจิต หลวงพ่อก็ไปดูผิด คิดว่า เอ สุขทุกข์ดีชั่วหรือเรื่องราวที่คิดไม่ใช่จิต ฉะนั้นเราโยนทิ้งให้หมดเลย แล้วเราก็มาอยู่กับความรู้สึกตัวเฉย นิ่งเฉยๆ อยู่ ฝึกอยู่ 3 เดือน จิตก็เริ่มรู้เฉย อยู่ได้ทั้งวัน ไปส่งการบ้าน ไปรายงานหลวงปู่ หลวงปู่ครับผมดูจิตได้แล้ว ท่านถามเป็นอย่างไร บอกจิตมันวิจิตรพิสดาร มันปรุงแต่งได้สารพัดแต่ผมสามารถฝึกจนมันไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง รู้ตัวเฉยอยู่อย่างนั้น
หลวงปู่พูดสั้นๆ ทำผิดแล้ว จิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ไปทำจนไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ทำผิดแล้วไปทำเอาใหม่ ครูบาอาจารย์รุ่นก่อนไม่สอนละเอียด ให้เราไปลอง ทดลองด้วยตัวเอง ทีนี้เราหลวงพ่อรู้แล้ว ไปทำจิตให้ว่าง ผิด ท่านบอกจิตมีหน้าที่คิดนึกปรุงแต่ง ก็ให้มันคิดนึกปรุงแต่งไป แต่เรามีสติคอยรู้มัน จิตหลงไปคิดแล้วรู้ จิตหลงไปคิดแล้วรู้ สุดท้ายตัวที่รู้มันจะรู้โดยไม่เจือปนกับความคิด ตัวนี้ที่หลวงพ่อพุธบอก วิปัสสนาเริ่มเมื่อหมดความคิด หมดความคิดในตัวจิตผู้รู้ คือจิตทำหน้าที่รู้อย่างสมบูรณ์ ส่วนความคิดมันก็มีอยู่ตามปกติของธาตุของขันธ์ของเรานี่ล่ะ ห้ามมันไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ห้าม ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ ฝึก
ถ้าเราฝึกจิตเราตั้งมั่นได้แล้ว การเจริญปัญญาก่อนจะถึงวิปัสสนามันจะเกิดอาการอันหนึ่งคือขันธ์มันจะแยก อย่างพวกเรา เราจะรู้สึกกลุ่มก้อนนี้คือตัวเรา นี่คือเรา เปรียบเทียบตัวนี้เหมือนกำปั้น รู้สึกกำปั้นนี้คือตัวเรา แต่พอจิตเราตั้งมั่น กำปั้นนี้แตกตัวออก เป็นอะไร เป็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แตกเป็นขันธ์ 5 เพราะฉะนั้นถ้าจิตเราตั้งมั่น ขันธ์ 5 จะแยกตัวออก ถ้าจิตเราไม่ตั้งมั่น มันจะไปรวบเอาขันธ์ 5 เข้ามาเป็นกลุ่มเป็นก้อน ถ้าจิตตั้งมั่นขันธ์จะแตกตัวออก ฆนะ ฆ.ระฆัง น.หนู ฆนะ คือความเป็นกลุ่มเป็นก้อนจะแตกออก แล้วแต่ละตัวถึงจะแสดงไตรลักษณ์
เพราะฉะนั้นถ้าเราแยกธาตุแยกขันธ์ไม่ได้ยังทำวิปัสสนาไม่ได้จริง อย่างไปนั่งคิดว่าร่างกายนี้เป็นปฏิกูลอสุภะ ไม่สวย ไม่งาม เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อันนี้สมถะเพราะยังคิดอยู่ ใช้อารมณ์บัญญัติ แต่ถ้าจิตเราตั้งมั่นแล้วขันธ์มันจะแตกแยกตัวออกไป หลวงตามหาบัวท่านเคยสอน ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์ไม่เป็น อย่ามาคุยอวดเราว่าเจริญปัญญา การเจริญปัญญาหรือการทำวิปัสสนามันเริ่มต้นมาตั้งแต่การแยกขันธ์
ฝึกกรรมฐานเพื่อจะรู้ทันจิต
ทีนี้พวกเราแยกไม่ได้ก็ไม่ต้องตกใจ ฝึกกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เราถนัด แต่ไม่ได้ฝึกเพื่อสงบ ฝึกเพื่อจะรู้ทันจิต เช่น เราหายใจเข้าพุทหายใจออกโธ ไม่ได้มุ่งให้จิตสงบอยู่กับลมหายใจ แต่มุ่งรู้ทันจิต หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ จิตหนีไปคิดเรื่องอื่นรู้ทัน จิตไหลเข้าไปอยู่ที่ลมหายใจรู้ทัน รู้ทันจิตไว้ แล้วจิตมันจะตั้งมั่น แล้วจิตตั้งมั่นเกิดบ่อยๆ มีกำลังแก่กล้าขึ้น ขันธ์แยกเอง อย่าว่าแต่อย่างโน้นอย่างนี้เลย เวลาฟังหลวงพ่อเทศน์จิตมันจะมีพลัง จิตพวกเราจะมีสมาธิขึ้นมา ลองรู้สึกสิร่างกายที่นั่งอยู่นี่มันไม่ใช่ตัวเราหรอก รู้สึกไหมร่างกายที่นั่งอยู่เป็นของถูกรู้ถูกดู เออ รู้อย่างนี้ล่ะ เห็นไหมร่างกายไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้าเท่านั้นเอง แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่นอยู่แล้วสติระลึกรู้เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็จะเห็นแบบเดียวกับที่เราเห็นร่างกาย
จิตตั้งมั่นสติระลึกรู้กาย เห็นกายไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ความรู้สึกสุขทุกข์เฉยๆ ก็จะเห็นเวทนาไม่ใช่เรา ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความจำ จะเห็นว่าความจำก็ไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้ความปรุงดีปรุงชั่วปรุงไม่ดีไม่ชั่ว ก็จะเห็นความปรุงแต่งทั้งหลาย เช่น โลภ โกรธ หลง เป็นของถูกรู้ถูกดู ไม่ใช่ตัวเราไม่ใช่ของเรา มันจะค่อยเห็น รูปไม่ใช่เรา เวทนาไม่ใช่เรา สัญญาไม่ใช่เรา สังขารไม่ใช่เรา ฝึกไปเรื่อยๆ เราจะพบว่าเหลือเราอยู่ตัวเดียว คือจิตที่เป็นคนไปรู้อารมณ์นี่มันยังเป็นเราอยู่ เราก็ทำกรรมฐานของเราไปเรื่อยๆ ทำ มีเครื่องอยู่ มีกรรมฐานสักอันหนึ่งที่เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม แล้วจิตมันหนีไปรู้ทัน จิตมันหนีไปรู้ทัน
หรือจะใช้อารมณ์อย่างอื่นก็ได้ อารมณ์บัญญัติก็ได้ แต่ว่ารู้ทันจิต จิตหนีไปรู้ทัน จิตไปเพ่งอารมณ์รู้ทัน รู้บ่อยๆ จิตจะมีกำลังตั้งมั่น พอตั้งมั่นขันธ์แยก พอขันธ์แยกแล้วแต่ละขันธ์จะแสดงความจริงให้เราดูว่าตัวเราไม่มี ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ความรู้สึกสุขทุกข์ไม่ใช่เรา ความจำได้ความหมายรู้ไม่ใช่เรา ความปรุงดีปรุงชั่วไม่ใช่เรา เหลือจิตอันเดียวเป็นเรา จริงๆ ตัวสัญญาความจำได้ มันมีการหมายรู้อีกอย่าง แต่มันเข้าใจยากมันซับซ้อนมากไปนิดหนึ่ง ตอนนี้เรียนง่ายๆ ไปก่อน ร่างกายไม่ใช่เรา สุขทุกข์ไม่ใช่เรา ดีชั่วไม่ใช่เรา ดูง่ายๆ ไปก่อน แล้วต่อไปพอดูชำนาญ จิตมันจะแยกพวกนี้ออกไป แยก 4 ตัวนี้ออกไป ตัวนี้ตัววิญญาณตัวจิตจะเด่นขึ้นมา พอตัวจิตมันเด่นดวงขึ้นมาแล้ว อย่ารักษามัน
เมื่อเช้าก็มีทิดคนหนึ่งมาส่งการบ้าน บอกเขาดูตัวจิตผู้รู้นี่ พอดูตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้กลายเป็นตัวถูกรู้ เกิดตัวผู้รู้ที่สองขึ้นมา แล้วเขาก็ไปดูตัวผู้รู้ที่สอง ตัวผู้รู้ที่สองกลายเป็นสิ่งถูกรู้ เกิดตัวรู้อันที่สาม ขึ้นมา บอก เฮ้ย อย่าทำอย่างนั้น ทำอย่างนั้นเดี๋ยวไปติดสมถะชนิดหนึ่ง แก้ยาก เรียกว่าวิญญาณัญจายตนะ เห็นว่าวิญญาณเป็นอนันต์ไม่จบไม่สิ้นเลย หลวงพ่อเคยผิดเคยพลาดตัวนี้ สมัยนั้นหลวงปู่ดูลย์ไม่อยู่แล้ว หลวงพ่อไปภาวนาวัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์ เราก็ดูมันไหวๆ อยู่กลางอก สภาวะทั้งหลายไหวๆๆ อยู่ในกลางอก แล้วจิตมันไม่ตั้งมั่น จิตมันถลำลงไปอยู่ที่กลางอก ไปดูอย่างนี้คล้ายๆ ชะโงกดูอย่างนี้ทั้งวัน
มีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งชื่อหลวงพ่อคืน หลวงพ่อคืนเห็นหลวงพ่อไปชะโงกดู ท่านบอก เฮ้ย ปราโมทย์ไปดูอะไรตรงนั้น ผิดแล้ว จิตอยู่ทางนี้ จิตไม่ได้อยู่ทางนั้น โอ้ หลวงพ่อได้วิชาเด็ดแล้ว จิตอยู่ทางนี้ไม่ใช่อยู่ทางนั้น เข้ากุฏิเลย เข้ากุฏิปิดประตูนั่งตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง นั่งดูไปเรื่อยๆๆ ทีแรกมันพร้อมจะไหลเข้าไปดูที่กลางอก เอ๊ะ ไม่ใช่ ท่านบอกอันนี้ไม่ใช่จิต จิตอยู่ทางนี้ ย้อนกลับมาดูที่ตัวผู้รู้ แล้วตัวผู้รู้กลายเป็นตัวถูกรู้ เกิดตัวผู้รู้ใหม่ เกิดจิตซ้อนจิต จิตซ้อนจิตไปเรื่อยๆ นับไม่ถ้วนเลย
พอทำไปเรื่อยๆ รู้แล้ว ผิดแล้ว การที่เราเห็นจิตซ้อนจิตนี่เขาเรียกว่าวิญญาณัญจายตนะ เห็นวิญญาณเป็นอนันต์ วิญญาณเป็นอนันต์คือไม่มีที่สิ้นสุด ทำไปเรื่อยๆ แล้วได้อะไร ได้ของที่มันไม่สิ้นสุดเสียที ตอนนั้นรู้ว่าผิด โอ้ ทำผิดแล้ว แล้วต่อไปนี้เวลาจะมาเดินปัญญาต่อ จิตไม่ยอมเดินปัญญา จิตจะคอยวกไปดูตัวผู้รู้ ทำให้ไปเกิดผู้รู้ซ้อนผู้รู้ไปเรื่อยๆ ฝึกอยู่ไม่เต็มคืนดีเลยก็ ติดสมาธิชนิดนี้แล้ว
พอเช้ามืดได้เวลาจะออกจากกุฏิ โอ้ โกรธหลวงพ่อคืนมากเลย มาสอนอะไรเราอย่างนี้ เราเสียหายหมดแล้ว ผลักประตูกุฏิออกไป โครมเลย กำลังโมโห หลวงพ่อคืนท่านก็จิตไว ท่านให้หลวงพ่ออยู่กุฏิติดกับท่าน ประตูชนกัน ประตูตรงกัน พอหลวงพ่อผลักโครมท่านก็ผลักทันทีเลย เราขยับปากจะต่อว่าท่านว่ามาสอนเราผิด ท่านซัดเราก่อนเลย ปราโมทย์ ภาวนาไม่ได้เรื่องเลย หา! ไปเถียงท่าน มาสอนผมเอง บอกตรงนั้นไม่ใช่จิต ไปดูอะไร จิตอยู่ทางนี้ ท่านบอกว่าไม่ให้เพ่ง ไม่ได้ให้มาจ้องตัวนี้ ให้รู้ จิตมันถลำลงไปก็ให้รู้ เอ้า แล้วทำไมไม่บอก กลับมาบอกว่าจิตอยู่ตรงนี้
ที่จริงก็คือท่านจะสอนเรา เวลาเรารู้สภาวะอย่าให้จิตจมลงไปในตัวสภาวะ เออ ถ้าบอกอย่างนี้เราก็ฟังรู้เรื่อง บอก เอ ตรงนั้นไม่ใช่จิต จิตอยู่ตรงนี้ เราก็ย้อนเลย ปรากฏว่าติดสมาธิตัวนี้ พอลงมือปฏิบัติจริงๆ ทีไรมันจะวกกลับเข้ามาดูตัวจิตที่เกิดดับ วิญญาณตัวนี้ วิญญาณที่เกิดซ้อนๆ ไปเรื่อยๆ แก้อยู่เป็นปีเลย เพราะฉะนั้นเมื่อเช้าบอกทิดนั้นอย่าไปเล่น แก้ยาก ถ้าจิตมันไปติดตัวนี้แล้ว แก้ลำบาก แล้วทำอย่างไรดี รู้สึกไป จิตสุขก็รู้ จิตทุกข์ก็รู้ จิตดีก็รู้ จิตชั่วก็รู้ รู้สึกไป รู้สึกไปเรื่อยๆ ต่อไปจิตมันแยกพวกนี้ทิ้งไป แล้วมันตั้งมั่นขึ้นมา เข้ามาที่ตัวจิตเอง อย่าไปเพ่งตัวจิต อย่าไปเพ่งตัวผู้รู้ แค่รู้ว่ามันมีอยู่ แล้วก็อย่าไปรักษามัน เราจะเห็นว่าตัวผู้รู้นี้อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับไป เกิดตัวที่ไปดูรูปแทน พอจิตไหลไปดูรูปสติเกิด จิตที่ไหลไปดูรูปดับ จิตผู้รู้เกิดขึ้นอีก เราไม่รักษาจิตผู้รู้ จิตผู้รู้อยู่ชั่วคราว จิตไหลไปฟังเสียง สติรู้ทันว่าจิตไหลไปฟังเสียง จิตที่ไหลไปฟังเสียงดับ จิตผู้รู้เกิดอีก เราต้องมีจิตผู้รู้ที่ชำนิชำนาญจนมันเป็นจิตผู้รู้อัตโนมันติ พอมันหลงไปแป๊บเดียวมันจะรู้สึกขึ้นมา หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้
หลงแล้วรู้ ไม่ใช่ง่าย
ต้องฝึกให้ได้จิตที่เป็นผู้รู้ก่อน
คำว่าที่ครูบาอาจารย์หลายองค์ชอบพูดว่า หลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ ไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ง่าย เพราะอะไร มันทำไม่ได้ตั้งแต่รู้แล้ว ไม่ค่อยมีจิตผู้รู้หรอก มีแต่จิตผู้คิด ผู้นึก ผู้ปรุง ผู้แต่ง มีแต่จิตผู้เพ่ง ฉะนั้นเราต้องฝึกให้ได้จิตที่เป็นผู้รู้ก่อน โดยการทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปแล้วรู้ จิตถลำลงไปเพ่งแล้วรู้ ตัวนี้ฝึกให้มากเลย สำคัญมาก ถ้าเราฝึกตัวนี้ได้จิตเราตั้งมั่นขันธ์จะแยก พอขันธ์แยกแล้ว ขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ สุดท้ายมันจะเข้ามาที่จิต เห็นว่าจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตผู้รู้เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ไปดมกลิ่น จิตที่ไปลิ้มรส เกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปรู้สัมผัสทางกายเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ไปคิดนึกทางใจเกิดแล้วก็ดับ เห็นอยู่อย่างนี้เรื่อยๆๆ สุดท้ายมันรู้เลย รู้ด้วยตัวเอง สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ ทุกสิ่งเกิดแล้วดับทั้งสิ้นเลย 4 ขันธ์แรกดูง่าย ที่ดูยากคือตัวจิตนี่ตัววิญญาณนี้ ฝึกมาตามลำดับให้มันเห็นเลยวิญญาณก็เกิดดับ
วิญญาณเกิดดับอย่างไร หลวงพ่อก็เคยภาวนาแล้วไปเห็นมันทำงานขึ้นกลางอก ไหวๆ ขึ้นกลางอก เวลาจะสุข จะทุกข์ จะดี จะชั่ว มันปรุงขึ้นที่กลางอกแล้วค่อยผุดขึ้นมา อย่างความโกรธมันไหวตรงนี้ก่อนแล้วค่อยผุดขึ้นที่หัวเรา ขึ้นหัว ครอบหัวเรา เราก็โมโหใหญ่ ก็เห็นอย่างนี้ เลยคิดว่าจิตมันอยู่กลางหน้าอก เข้าไปกราบหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ครับจิตมันอยู่ที่ไหนครับ คิดว่าท่านจะตอบว่าจิตอยู่กลางหน้าอก ท่านกลับตอบว่า จิตไม่มีที่ตั้ง จิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น ครูบาอาจารย์ชั้นเลิศ ท่านไม่ได้สอนว่าจิตเที่ยง บางคนไปสรุปกันเองว่าจิตเที่ยง หลวงปู่ดูลย์บอกจิตเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้น ไม่ต้องเอาไปตั้งไว้ที่ไหนหรอก แล้วถามว่ามันไปตั้งที่ไหนได้ไหม จริงๆ มันตั้งอยู่ ตั้งอยู่ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตั้งอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฎฐัพพะ ในธรรมารมณ์ นี่เป็นที่ตั้งที่เกิดของจิต
แล้วถ้าเราภาวนาเราจะเห็นเลยว่าจิตเกิดที่ไหนจิตก็ดับที่นั้น จิตไม่ได้มีดวงเดียว เวลาภาวนายังไม่เก่ง เราคิดว่าจิตมีดวงเดียว เดี๋ยวจิตดวงนี้ก็วิ่งไปที่ตา แล้วก็เราก็ไปดึงคืนมา เดี๋ยวก็วิ่งไปทางหู แล้วเราก็ไปดึงคืนมา วิ่งไปคิด แล้วเราก็ไปดึงคืนมา อันนี้ผิด จิตไม่ได้มีดวงเดียว จิตเกิดดับตลอดเวลา แล้วจิตผู้รู้อันนี้เป็นจิตทางใจดับ เกิดจิตที่ไปดูรูป จิตที่ไปดูรูปเกิดแล้วก็ดับ เกิดไปจิตผู้รู้ จิตผู้รู้ดับเกิดจิตที่ไปฟังเสียง จะสลับไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้เรียง Sequence อย่างนี้ แล้วแต่ว่าจิตจะอยากไปรู้อารมณ์ทางใด เราเลือกไม่ได้ จิตมันทำงานได้เอง มันเลือกของมันเอง
เฝ้ารู้เฝ้าดูไปเรื่อย ใช้เวลาไม่มากจิตมันก็รวม แล้วมันก็เกิดความรู้ขึ้นมา เฮ้ย จิตก็ไม่ใช่เรา มีแต่ของทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไปทั้งสิ้น จิตก็เข้าใจตรงนี้ นี้เป็นวิธีการปฏิบัติ พวกเราเอาไปทำ ไปทำเข้า แล้ววันหนึ่งเราจะรู้พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมมีจริง พระอริยสงฆ์มีจริง เราจะไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน ศรัทธาของเราจะแน่นแฟ้นในพระรัตนตรัย อย่างมีเรื่องพระอลัชชีรายวัน วันละหลายราย ใจเราไม่หวั่นไหว เรารู้ว่านั่นไม่ใช่พระ ใจมันไม่หวั่นไหวเลย เราจะมั่นคงในพระรัตนตรัย เราจะเชื่อในกรรม เชื่อผลของกรรม
ที่เราทำมาทุกอย่างมีเหตุกับผล มีเหตุกับผลทั้งสิ้น อย่างจิตเราตั้งมั่นก็มีเหตุคือเรามีสติรู้ทันจิตที่หลง จิตที่หลงดับจิตที่ตั้งมั่นก็เกิด เห็นไหมว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีเหตุก็เกิดขึ้นมา หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเกิดแต่เหตุ ความปรุงแต่งทั้งหมดทั้งสิ้นเกิดแต่เหตุ ถ้าเหตุดับสิ่งนั้นก็ดับ เหตุยังอยู่สิ่งนั้นก็ยังอยู่ ใจมันจะเข้าใจเรื่องเหตุเรื่องผล แล้วจะเชื่อเรื่องกรรมเรื่องผลของกรรม ทำกรรมดีก็มีผลเป็นความดี ทำกรรมชั่วก็ได้ผลเป็นความชั่ว เราจะแน่นแฟ้นในพระศาสนา

ยากไหม ทำไปตามลำดับ ถือศีล 5 ตั้งใจรักษาไว้ก่อน แล้วฝึกสติคอยรู้ทันจิตตัวเองไว้ กิเลสอะไรเกิดก็คอยรู้ไว้ แล้วศีลอัตโนมัติมันจะเกิด แล้วก็ฝึกสมถะ น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สงบก็ช่างไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว จะฝึกให้จิตตั้งมั่นก็อยู่กับกรรมฐาน มีอารมณ์กรรมฐาน ใช้อารมณ์เดิมก็ได้ แต่แทนที่จะไปรู้ไปสนใจไป Concentrate ที่ตัวอารมณ์ ก็เปลี่ยนมาคอยรู้เท่าทันจิตตัวเอง จิตหนีไปจากอารมณ์ก็รู้ จิตถลำไปเพ่งอารมณ์ก็รู้ แล้วจิตมันจะตั้งมั่น พอจิตตั้งมั่นแล้วอย่าไปรักษาไว้ เห็นจิตมันทำงาน ขันธ์มันจะแตกตัวออก แล้วขันธ์แต่ละขันธ์จะแสดงไตรลักษณ์ ตัวจิตเองก็แสดงไตรลักษณ์ด้วยการเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สุดท้ายจะรู้เลยสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นก็ดับ ไม่ยากหรอก อดทนทำไป
เมื่อก่อนมีพระองค์หนึ่ง พระอนุรุทธ จิตท่านออกไปรู้ภพต่างๆ รู้ว่าใครตายแล้วไปอยู่ที่ไหน รู้หมด แล้วท่านไปถามพระสารีบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญกระผมมีทิพยจักษุเลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย กระผมเห็นสัตว์ทั้งหลายในโลกธาตุตั้งพันโลกเกิดดับได้ในเวลาครู่เดียว ทำไมผมไม่บรรลุพระอรหันต์เสียที พระสารีบุตรบอกการที่ท่านคิดว่าท่านมีทิพยจักษุเลิศกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย อันนี้คือความถือตัว คือกิเลสชื่อมานะ การที่ท่านเห็นโลกธาตุตั้งพันโลกเกิดดับในเวลาครู่เดียว นั่นคืออุทธัจจะ คือความฟุ้งซ่านของท่าน การที่ท่านรู้สึกว่า เออ เห็นอะไรก็เยอะแล้ว ทำไมไม่เป็นพระอรหันต์เสียที อันนั้นเป็นกิเลสชื่อกุกกุจจะ ความรำคาญใจ เป็นโทสะชนิดหนึ่ง ให้ท่านละกิเลส 3 ตัวนี้ เจริญสติไป ของโยมอย่าออกรู้ข้างนอก อันนั้นเหมือนพระอนุรุทธ มันฟุ้งซ่าน อยู่กับตัวเอง รู้ตัวเองเยอะๆ แล้วมันจะไปได้
เอ้า วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้
วัดสวนสันติธรรม
7 มิถุนายน 2569