วันนี้มีพระจากพม่าและบังคลาเทศ 10 กว่าองค์ ชาวเถรวาทหลักปฏิบัติมันก็อันเดียวกัน คือเรื่องของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีลสิกขา สำหรับพระกว้างขวาง มีทั้งศีลธรรมดา จุลศีล มหาศีล ละเอียดยิบเลย สำหรับฆราวาสเอาศีล 5 ให้ได้ก็ใช้ได้แล้ว จุดที่ยากที่สุดก็คืออธิจิตตสิกขา การพัฒนาจิต เตรียมความพร้อมของจิต ให้พร้อมสำหรับการจะไปเจริญปัญญา
เมื่อจิตมีความพร้อมแล้ว ก็ถึงบทเรียนสุดท้าย อธิปัญญาสิกขา เรียนรู้ความจริงของชีวิต คือรูปนามกายใจของเรานี้ รู้ไปเพื่ออะไร ถ้าเราเข้าใจความเป็นจริงของรูปนามกายใจ ก็คือเข้าใจความจริงของชีวิตตัวเรานี้ มันจะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น ถ้ารู้ความจริงของกาย ก็จะปล่อยความยึดมั่นในร่างกาย รู้ความจริงของจิตใจ ก็จะปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในจิตใจได้ เมื่อจิตเราไม่ต้องแบก ไม่ต้องหาม ไม่ต้องถือ จิตก็สบาย อิสระ เบา เบิกบาน นุ่มนวล มีความสุข พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
ก่อนที่จะไปถึงการเจริญปัญญา จนกระทั่งปล่อยวางได้ เราต้องเตรียมพื้นฐานให้ดี จากประสบการณ์ของหลวงพ่อ จุดที่อ่อนที่สุดเลย ที่เข้าใจยากที่สุดเลย คืออธิจิตตสิกขา อธิศีลสิกขา บอกว่าอันนี้ควรทำ อันนี้ไม่ควรทำ เข้าใจง่าย แต่อธิจิตตสิกขา คนคิดว่าคือการนั่งสมาธิ ถ้าการนั่งสมาธิเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ต้องรอพระพุทธเจ้าตรัสรู้หรอก ถ้ามีสมาธิที่ถูกต้อง การเจริญปัญญาที่ถูกต้องก็จะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าสมาธิที่เขาทำกันเต็มโลก มันถูกต้อง พระอริยะต้องเต็มโลกเลย หลวงพ่อออกไปดู พอครูบาอาจารย์บอกหลวงพ่อภาวนาเป็นแล้ว หลวงพ่อออกไปดูนักปฏิบัติสาขาโน้น สายนี้อะไรต่ออะไร ไปดูเยอะ แล้วพบว่าจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด คือเรื่องอธิจิตตสิกขา เรียนรู้จิตตัวเองอย่างจริงจัง
พัฒนาไตรสิกขา
ด้วยการเจริญสติปัฏฐาน
ส่วนมากเราจะพูดคำว่าศีล สมาธิ ปัญญา แต่หน้าที่ของชาวพุทธจริงๆ คือการศึกษา ศึกษาทำอย่างไรศีลจะมีขึ้นมา ทำอย่างไรจิตเราจะตั้งมั่น ทำอย่างไรจะเจริญปัญญาได้ แต่ละอันมีวิธีการของตัวเอง ศีลในเบื้องต้นเราก็ตั้งใจไว้ก่อน ว่าเราจะรักษาศีล เป็นฆราวาสก็ตั้งใจ ศีล 5 อย่าให้ขาด บางช่วงบางเวลามีโอกาส ก็อาจจะถือศีล 8 บางคนก็ถือศีล 10 เป็นฆราวาสถือยาก ศีล 10 ไม่ให้ใช้เงินแล้ว ถ้าเป็นพระก็มีศีล 227 แล้วยังมีศีลนอกปาติโมกข์อีกเยอะแยะเลย เรียกอภิสมาจาร เราถือศีลมากน้อยแค่ไหนตามสถานะของเรา เป็นฆราวาสไม่ต้องไปถือศีลของพระหรอก ถือศีลของฆราวาสให้ดีก็แล้วกัน ลำพังศีล 5 ข้อก็ทำมรรคผลให้แจ้งได้
โสดาบัน สกทาคามี ศีล 5 พอ ทำได้ แต่จะพัฒนาไปสู่ความเป็นพระอนาคามี ควรจะถือศีล 8 มันเหมาะกว่า แล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ ก็ต้องมีศีลที่จริงจัง ศีลเบื้องต้นก็มีเป็นข้อๆ ตั้งใจไว้เราจะไม่ผิดศีล 5 ข้อ 8 ข้อ 10 ข้อ ตั้งใจไว้ เรียกว่ามีเจตนางดเว้น การทำบาปอกุศลทางกาย ทางวาจา 5 ข้อ 8 ข้อ 10 ข้อ เบื้องต้นก็อยู่ที่เจตนางดเว้น แล้วถ้าเราถือศีลโดยนับเป็นข้อๆ อย่างนี้ เหนื่อย ถ้าเราสามารถพัฒนาสติขึ้นมาได้ การถือศีลจะง่ายมากเลย เพราะคนทำผิดศีล เพราะขาดสติ เพราะกิเลสครอบงำ ถ้ามีสติ กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ รับรองว่าไม่ผิดศีล
ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องพยายามพัฒนาขึ้นมาคือสติ บทเรียนในการพัฒนาสติ ก็คือการเจริญสติปัฏฐาน ถ้าเราเจริญสติได้ดี ศีลอัตโนมัติจะเกิด เพราะพอกิเลสเกิด สติจะรู้ทัน กิเลสจะดับ เราจะไม่ผิดศีล คนทำผิดศีลเพราะถูกกิเลสลากไป เพราะฉะนั้นจุดสำคัญของการปฏิบัติที่เราจะพัฒนาศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา ทั้ง 3 บทเรียน เราทำด้วยการเจริญสติปัฏฐาน การเจริญสติปัฏฐานในเบื้องต้น ต้องมีวิหารธรรมให้จิตอยู่ ธรรมดาจิตจะร่อนเร่ไปเรื่อยๆ เหมือนคนจรจัด เหมือนหมาไม่มีเจ้าของ เที่ยวไปเรื่อยๆ ค่ำไหนนอนนั่น มีอะไรให้กินก็กินอันนั้น ไม่มีก็อด ลำบาก
ฉะนั้นเบื้องต้นที่เราจะพัฒนาสติ สมาธิ ปัญญา เราต้องมีวิหารธรรม มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ วิหารธรรมที่ง่ายที่สุดก็คือกาย ละเอียดขึ้นไปก็คือเวทนากับจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้ละเอียดขึ้นไป สูงสุดก็เป็นธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน เห็นกระบวนการทำงาน ไม่ใช่แค่เห็นตัวสภาวะ เห็นถึงกระบวนการ จะรู้ว่าทุกข์เกิดได้อย่างไร ทุกข์ไม่เกิดได้อย่างไร รู้ละเอียด นิวรณ์เกิดได้อย่างไร นิวรณ์ไม่เกิดเพราะอะไร กุศลทั้งหลายเกิดเพราะอะไร ไม่เกิดเพราะอะไร อันนี้จะยาก
พวกเราใช้วิหารธรรมที่พอทำได้ ส่วนใหญ่ก็จะใช้กาย อย่างบางคนก็เริ่มต้นด้วยใช้อานาปานสติ ใช้ลมหายใจ บางคนใช้อิริยาบถ 4 ยืน เดิน นั่ง นอน บางคนใช้สัมปชัญญบรรพ เคลื่อนไหวหยุดนิ่ง พวกนี้ง่ายๆ ถ้าเราใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องอยู่ของจิต ใช้แบบไหนถึงจะเรียกว่าเครื่องอยู่ของจิต ส่วนใหญ่ตรงนี้ล่ะที่พลาด เกือบร้อยละร้อยของนักปฏิบัติ มาตายตรงนี้ พอให้รู้ลมหายใจ จิตก็ถลำลงไปเพ่งลมหายใจ ไปนิ่งๆ อยู่กับลมหายใจ มันได้ความสงบเฉยๆ ขันธ์มันไม่แยกหรอก เพราะจิตกับลมหายใจ มันเข้าไปรวมอยู่ด้วยกัน มันแยกขันธ์ไม่ได้ มันเดินวิปัสสนาต่อไม่ได้
ตอนหลวงพ่อเด็กๆ ครูบาอาจารย์ให้ทำอานาปานสติ หลวงพ่อก็มาหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ทีแรกก็ทำไม่เป็น ดูอยู่ที่ลมหายใจ จิตมันแนบอยู่กับลมหายใจ แต่ดูไปเรื่อยๆ ใจเริ่มสงบขึ้นมา ลมหายใจก็ละเอียดขึ้นๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่ปลายจมูก ขยับนิดเดียว อยู่ที่จมูก แล้วแสงสว่างก็เกิดขึ้น นี้ไม่รู้หลัก หลวงพ่อก็ดูอยู่ในแสง ย่อได้ ขยายได้ ตรงที่เราย่อได้ ขยายได้ แสงตัวนั้นเขาเรียกว่าปฏิภาคนิมิต ตรงที่ได้ปฏิภาคนิมิตคือได้อุปจารสมาธิ แล้วตรงอุปจารสมาธิมีของเล่น จิตจะออกรู้ออกเห็นอะไรข้างนอกก็ได้ เกิดความรู้อะไรต่ออะไรพิลึกๆ ขึ้นมาเยอะแยะ รู้โน้นรู้นี้ จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
ถ้าหลวงพ่อไปทำสมาธิแล้วหยุดอยู่แค่นั้น ป่านนี้หลวงพ่อก็คงเพี้ยนๆ ไปแล้ว แต่หลวงพ่อก็เริ่มสังเกต ถ้าเราทำสมาธิ พอแสงสว่างเกิดขึ้น เราคุมแสงได้ มีสมาธิระดับหนึ่ง จิตออกรู้ออกเห็นข้างนอกได้ ไปเห็นสวรรค์ได้ ไปเห็นเทวดาได้ มันก็ต้องเห็นนรกได้ เห็นผีได้ ตอนนั้นหลวงพ่อ 7 ขวบเอง หลวงพ่อเป็นคนกลัวผี เราก็เลยรู้เลย โอ้ ถ้าจิตเราไหลตามแสง มันจะออกรู้ออกเห็นข้างนอก เพราะอย่างนี้ ต่อไปนี้จะไม่ให้จิตไหลตามแสงไป ไม่ส่งจิตไหลตามไป มีแสงสว่างเกิดขึ้นก็แค่สักว่ารู้ว่าเห็น ไม่ให้จิตถลำลงไป จิตก็เกิดปีติ เกิดความสุข แล้วก็ยังเห็นว่าจิตอาศัยแสงเป็นเครื่องรู้อยู่
จิตที่ไปรู้แสงสว่าง ไปเคล้าเคลียอยู่กับแสงสว่าง ยังเป็นภาระ จิตก็วางแสง ทวนกระแสเข้ามาที่จิต ตัวจิตผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานก็เกิดขึ้น พอจิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานแล้ว เราได้สมาธิแล้ว สัมมาสมาธิไม่ใช่แปลว่าสงบ อย่าไปแปลสมาธิว่าความสงบ ผิด สมาธิแปลว่าความตั้งมั่นของจิต สมาธิไม่ได้แปลว่าจิตที่ตั้งมั่น แต่คือสภาวะความตั้งมั่นของจิต ท่านบอกว่าจิตตั้งมั่นก็คือ จิตที่มีสัมมาสมาธิ
สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต
โดยที่ไม่ได้รักษาไว้
ฉะนั้นถ้าตัวสมาธิแท้ๆ เราพูดถึงตัวสมาธิ เราก็ต้องบอกว่า คือความตั้งมั่นของจิต หลวงพ่อฝึกได้จิตที่ตั้งมั่น แต่เจริญปัญญายังไม่เป็น จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ถึงจะรู้จักการเจริญปัญญา ตอนนั้นจิตก็ตั้งอยู่เฉยๆ ไปไหนไม่ได้ ติดอยู่ตรงนั้นนาน พอภาวนามาเรื่อยๆ หลวงพ่อสังเกตคนรุ่นนี้ คนละเจเนอเรชันกับหลวงพ่อแล้ว พวกเรา คนรุ่นนี้เป็นพวกสมาธิสั้น ฟุ้งซ่านเยอะ สิ่งยั่วยวน กิเลสเยอะมาก
คนแต่ก่อนไม่ได้มีอะไรมากมาย มีชีวิตง่ายๆ ไม่มีอะไรซับซ้อนหรอก อยู่ง่ายๆ อยู่ง่าย กินง่าย สิ่งที่จะยั่วให้จิตใจฟุ้งซ่าน หายาก ในยุคนี้มีแต่สิ่งที่ยั่วกิเลส โทรศัพท์มือถือ โลกโซเชียลนี่ล่ะ ตัวขวางมรรคผลที่ดีที่สุดเลย เพราะเราเล่นโซเชียล ใจเราฟุ้งซ่าน ไปนั่งสมาธิ ไปเดินจงกรม สงบประเดี๋ยวเดียว ไปหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เละแล้วที่ทำมา กี่ชั่วโมงก็พังหมด เพราะฉะนั้นเราจะใช้วิธีภาวนาแบบรุ่นหลวงพ่อ มันยากที่จะทำ ยุคนี้ยุคสมาธิสั้น
อย่างที่หลวงพ่อทำนี้ หลวงพ่อใช้สมาธินำ ใช้สมาธินำปัญญา แล้วต่อมาพอชำนาญขึ้น เราใช้สมาธิกับปัญญาควบกัน เจริญปัญญาในสมาธิ ของเราตอนนี้ไปไม่รอดหรอก ส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้อีกวิธีหนึ่ง คือใช้ปัญญานำสมาธิ แต่การจะมีปัญญาได้ สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา สัมมาสมาธิคือความตั้งมั่น ฉะนั้นเราต้องฝึกให้จิตตั้งมั่นเสียก่อน ถ้าจิตเราไม่ตั้งมั่น ภาวนาอย่างไรก็ไม่บรรลุมรรคผลหรอก ถ้าจิตตั้งมั่น เราถึงจะเจริญปัญญาได้จริง
วิธีทำจิตให้ตั้งมั่น ไม่ต้องใช้แบบที่หลวงพ่อทำทางสมาธิแท้ๆ มา อาศัยสติคอยรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น เบื้องต้นแนะนำให้มีวิหารธรรมที่ง่ายๆ วิหารธรรมที่ง่ายๆ คือกาย ตอนที่หลวงพ่อเจริญปัญญา หลวงปู่ดูลย์ให้หลวงพ่อใช้จิตเป็นวิหารธรรมเลย แล้วเห็นจิตสุขบ้าง ทุกข์บ้าง เป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง แล้วจนกระทั่งแยกได้ สุข ทุกข์ กุศล อกุศล ไม่ใช่จิตหรอก จิตก็ทวนกลับเข้ามาที่ตัวจิต แล้วก็เห็นจิตเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
จิตที่หยั่งไปรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียกว่าวิญญาณ ถึงใช้คำว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ท่านไม่ได้ใช้คำว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร จิต เพราะเวลาฝึก ฝึกดูวิญญาณ การที่จิตหยั่งลงรู้อารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อันนี้มันละเอียดที่สุดแล้ว พวกเรายังไม่ถึงตรงนี้ ตอนนี้ที่พวกเราจะต้องฝึก คือฝึกให้จิตตั้งมั่น ถ้าจิตตั้งมั่นแล้ว ถึงจะเจริญปัญญาได้ แยกรูปนามได้ ถ้าจิตยังไม่ตั้งมั่น รูปนามก็ไม่แยก ไปรวมเป็นกลุ่มเป็นก้อน พอมันรวมเป็นกลุ่ม เป็นก้อน มันก็เกิดสำคัญผิดว่านี่คือตัวเราของเรา
ฉะนั้นเวลาลงมือปฏิบัติ แนะนำใช้กายเป็นวิหารธรรม เช่น ใช้ลมหายใจ อย่าไปเพ่งลมหายใจ ให้รู้ลมหายใจ ไม่ใช่ให้เพ่งลมหายใจ หายใจออกยาวก็รู้ หายใจเข้ายาวก็รู้ ท่านไม่ได้สอนว่า หายใจออกยาวก็เพ่งเอาไว้ หายใจเข้ายาวก็เพ่งเอาไว้ ไม่ได้สอนอย่างนั้น ร้อยละร้อยของนักปฏิบัติที่รู้ลมหายใจ มันไปเพ่งลมหายใจ มันไม่เหมือนกัน สภาวะมันจะไม่เหมือนกันเลย เพ่งลมหายใจ จิตมันจะแนบเข้าไปอยู่ที่ลม แล้วมันจะสงบเฉยๆ พอเพิกลมออกไปก็ถึงอรูป ก็เข้าอรูปต่อ มันไปเจริญปัญญาไม่ได้
ฉะนั้นให้เรารู้ ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ฟังคำนี้ให้ดี ร่างกายหายใจออก รู้สึก ร่างกายหายใจเข้า รู้สึก ไม่ใช่รู้ที่ตัวลมหายใจ ไม่เหมือนกัน สภาวะจะต่างกันมากเลย เรารู้สึกทั้งตัวนี้ แล้วก็เห็นตัวนี้หายใจออก เห็นตัวนี้หายใจเข้า รู้สึกไปธรรมดา รู้สึกมันทั้งตัวนี้ล่ะ พอเรารู้สึกไปเรื่อยๆ สักพักหนึ่ง จิตมันจะลืมร่างกาย หนีไปคิดเรื่องอื่น นี้เราเคยฝึกหายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก พอเรา จิตหนีไปที่อื่น จะหนีไม่นาน มันก็จะกลับมา อ้าว ลืมลมหายใจแล้ว ลืมการหายใจแล้ว สติก็จะเกิด รู้ว่าตอนนี้เราหลงลืมไปแล้ว
หลงไปหนึ่งครั้งแล้ว รู้ ก็เรียกสติเกิดหนึ่งทีแล้ว หลงอีก รู้อีก หลงอีก รู้อีกไปเรื่อยๆ ไม่ห้าม เพราะห้ามหลงไม่ได้ ไม่มีใครห้ามจิตหลงได้หรอก เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ ให้เรามีสตินี่ล่ะ ทำกรรมฐานไป หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก พอจิตมันหลงลืมลมหายใจ ฟุ้งซ่านไปแล้ว มันจะหลงไม่นาน มันจะรู้สึก อ้าว นี่หลงไปแล้ว ทันทีที่รู้ว่าหลง จิตที่หลงจะดับ จิตที่รู้ตื่นเบิกบาน ตั้งมั่น จะเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
จิตที่ตั้งมั่นก็ทำขึ้นมาไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา สั่งให้ตั้งมั่นไม่ได้ ห้ามหลงก็ไม่ได้ ทำกรรมฐานไป แล้วมีสติตามรู้ตามเห็นมันไปเรื่อยๆ หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก พอเราขาดสติ มันก็หนีไปคิดเรื่องอื่น ลืมลมหายใจ เราเคยหายใจจนชำนาญ มันจะลืมไม่นาน เดี๋ยวจะกลับมารู้สึกตัวขึ้นมา อ้าว เมื่อกี้นี้เผลอไปแล้ว เผลอไปแล้วก็ไม่ว่ามัน จิตที่เผลอมันเป็นอกุศล ไม่ต้องไปดึงคืน โยนทิ้งไปเลย เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ รู้สึกเอาใหม่ หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึกไป
พอเราเกิดความโลภ อยากรู้ให้ชัดๆ จิตเราก็ถลำลงไปเพ่งลมหายใจ เกือบร้อยละร้อยของคนที่รู้ลมหายใจ คือเพ่งลมหายใจ มันก็ได้แต่ความสงบ จิตจะไม่ตั้งมั่นหรอก จิตมันไหลไปเรียบร้อยแล้ว ไหลไปอยู่ที่ลม ให้มีสติรู้ทันว่าตอนนี้จิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจแล้ว จิตที่ไหลไปที่ลมหายใจจะดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น ถ้าเราใช้ลมหายใจเป็นวิหารธรรม เราก็จะเห็นจิตมันพลิกแพลงไปหลายอย่าง บางทีมันก็หลงลืมลมหายใจ หนีไปคิดเรื่องอื่น บางทีมันก็ถลำลงไปเพ่งลมหายใจ บางทีก็รู้สึกตัวอยู่
เห็นร่างกายหายใจ มี 3 แบบ อันหนึ่งหลงไปเลย อันหนึ่งบังคับเอาไว้ อันหนึ่งไม่หลง ไม่เผลอ ไม่บังคับ เป็นทางสายกลาง ฝึกเรื่อยๆ จิตเราจะค่อยๆ ตั้งมั่น จิตที่ไม่เผลอไป ไม่หลงไป พอหลงไปคิด รู้ทัน จิตก็ตั้งมั่น หลงไปเพ่ง รู้ทัน จิตก็ไม่เพ่ง ตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ทำให้มาก เจริญให้มาก ต่อไปเราจะเจริญปัญญาได้ เมื่อจิตตั้งมั่นได้แท้จริงแล้ว ขันธ์จะแยกได้เอง ไม่ต้องนั่งแยกขันธ์ ถ้านั่งแยกขันธ์ ยังคิดอยู่ ยังไกลต่อวิปัสสนา
แต่ถ้าจิตเราตั้งมั่น เราจะเห็นตัวนี้หายใจอยู่ ตัวที่นั่งอยู่ ตัวที่เคลื่อนไหวอยู่ ไม่ใช่ตัวเรา ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ความสุขความทุกข์ที่เกิดในร่างกาย เป็นของผ่านมาผ่านไป ไม่ใช่ตัวเรา ความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์ในใจ ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป กุศลอกุศลทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป พอจิตเราภาวนามากเข้าๆ มันจะเห็นตัวรูปคือร่างกาย ไม่ใช่เรา เวทนาคือความสุขทุกข์ทั้งหลาย ไม่ใช่เรา สัญญา ความจำได้หมายรู้ ความจำ ไม่ใช่เรา บางทีก็จำได้ บางทีก็จำไม่ได้ สั่งไม่ได้
สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่ว อย่างโลภ โกรธ หลง ไม่ใช่ตัวเรา เป็นสิ่งที่จิตไปรู้ไปเห็นเข้า เหลืออันเดียว วิญญาณ รูป เวทนา สัญญา สังขาร ไม่ใช่เรา เหลืออันเดียวคือจิต แล้วจะดูอย่างไรให้เห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ทีแรกเราก็จะเห็นจิตเปลี่ยนแปลง ผ่านธรรมะที่ร่วมกับจิต ที่เกิดร่วมกับจิตเรียกเจตสิก เราจะเห็นว่าจิตสุขเกิดแล้วก็ดับ จิตทุกข์เกิดแล้วก็ดับ จิตกุศลเกิดแล้วก็ดับ จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง เกิดแล้วดับ อันนี้ยังไม่ถึงตัวจิตแท้ ยังเป็นจิตที่เจือปนอยู่กับเจตสิก กับสิ่งที่ประกอบจิต
ถ้าไม่มีจิตที่ตั้งมั่น
จะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไม่ได้
พอเราฝึกมากเข้าๆ เราแยกได้ สุขทุกข์ไม่ใช่จิต ความจำได้หมายรู้ไม่ใช่จิต ความปรุงดีปรุงชั่วไม่ใช่จิต แยกๆๆ ออกไป ร่างกายก็ไม่ใช่จิต แยกขันธ์ออกไปแล้ว เหลือตัวจิตแล้ว จะเห็นจิตเกิดดับจะทำอย่างไร จิตตัวนี้เป็นจิตที่เป็นผู้รู้ ต้องฝึกจนกระทั่งจิตเราเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานได้ เราถึงจะเจริญปัญญาในขั้นนี้ได้จริงๆ สติก็ต้องว่องไว สมาธิก็ต้องแข็งแรง สมาธิคือความตั้งมั่นของจิต โดยที่ไม่ได้รักษาไว้
พอจิตเราตั้งมั่น อย่ารักษาจิตที่ตั้งมั่น เห็นไหม ไม่มีอะไรต้องรักษาหรอก แล้วพอมีสิ่งเร้าทางตา เห็นอะไรไหวๆ ทางตา จิตที่ตั้งมั่นก็จะดับ เกิดจิตที่ไปรู้รูป พอจิตไปรู้รูปเกิดประเดี๋ยวหนึ่ง เราเคยฝึกสติชำนาญ จิตไหลไปทางตา สติรู้ทันปุ๊บมันจะดับ มันจะเกิดจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราว พอมีสิ่งเร้าทางหู มีเสียง อย่างเสียงนกร้องอย่างนี้ จิตสนใจ จิตก็จะวิ่งไปฟังเสียง จิตที่ตั้งมั่นก็ดับ เกิดจิตที่ไปฟังเสียง ฟังเสียงชั่วคราว เราเคยฝึกจิตตั้งมั่นจนชำนาญ จิตที่หลงไปฟังเสียงก็จะดับ จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิด จะสลับกันไปเรื่อยๆ
จิตตั้งมั่นอยู่แล้วก็หลงไปคิด จิตหลงไปคิดก็เป็นดวงหนึ่ง จิตที่ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่ง พอสติรู้ทันว่าจิตหลงคิด จิตหลงคิดดับ จิตตั้งมั่นก็เกิดขึ้นอีก ต้องฝึกจนได้จิต ครูบาอาจารย์วัดป่าเรียกว่าจิตผู้รู้ จิตผู้รู้จริงๆ ก็คือจิตที่ประภัสสร จิตที่เป็นธรรมชาติเดิมของจิตนั่นล่ะ ธรรมชาติเดิมของจิตประภัสสร ผ่องใส แล้วมันเศร้าหมองเพราะกิเลสแทรกเข้ามา ทำไมเราต้องฝึกจนกระทั่งเข้ามาถึงตัวจิตจริงๆ พอเราเข้าถึงตัวจิตจริงๆ จิตที่รู้ตื่นเบิกบาน ผ่องใส ไม่ใช่เพื่อรักษา ไม่ใช่เพื่อเอาสิ่งนี้ แต่เราเอามา สิ่งนี้เป็นเหมือนเรือ ที่จะใช้เดินทางข้ามมหาสมุทร เป็นเครื่องมือ
จิตผู้รู้หรือจิตประภัสสร ก็เป็นแค่เครื่องมือของการปฏิบัติ เราพัฒนาขึ้นมา แล้วเราก็จะเห็นเดี๋ยวจิตก็หนีไป พอรู้ทันก็เกิดจิตผู้รู้ หนีไปทางตา หนีไปหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หนีทางใจคือหนีไปคิด ถ้าสติรู้ทันจิตที่ไหลๆๆ ไปทางช่องทวารทั้งหลาย จิตที่ตั้งมั่นจะค่อยๆ แข็งแรงมากขึ้นๆ แล้วต่อไปปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นว่าจิตทุกชนิด จะเป็นกุศลหรืออกุศล จะสุขหรือจะทุกข์ จะดีหรือจะชั่ว จิตทุกชนิดเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ถึงตรงนี้เราจะรู้เลย จิตก็ไม่ใช่ตัวเรา เราสั่งจิตให้เป็นผู้รู้ก็ไม่ได้ พอพัฒนาจนจิตเป็นผู้รู้แล้ว สั่งว่าห้ามหลงก็ไม่ได้
เราจะไม่เข้าไปแทรกแซงขันธ์ 5 เราจะรู้ขันธ์ 5 อย่างที่ขันธ์ 5 เป็น ขันธ์ 5 อยู่ในกองทุกข์ หน้าที่ต่อทุกข์คือรู้ ไม่ใช่ละ ไม่ใช่เข้าไปแก้ไข ให้รู้ รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้เวทนาคือความสุขทุกข์อย่างที่เวทนาเป็น รู้สัญญา คือความจำได้หมายรู้อย่างที่มันเป็น รู้สังขารคือความปรุงดีปรุงชั่วอย่างที่มันเป็น รู้วิญญาณ คือรู้จิตที่เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อย่างที่มันเป็น ไม่เข้าไปแทรกแซง แล้วเราจะพบว่าจริงๆ แล้วตัวเราไม่มี จิตเองที่เรานึกว่าคือตัวเราๆ มันก็เป็นของที่เกิดดับ เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่บังคับไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา
ถ้าเราเดินไปอย่างนี้ พัฒนาไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ศีล สมาธิ ปัญญา เจริญปัญญาให้มาก คือตามรู้ตามเห็นความเกิดดับเปลี่ยนแปลงของขันธ์ 5 โดยเฉพาะจิต ตามรู้ตามเห็นความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันหนึ่งมันรู้ถูกเข้าใจถูก กระทั่งจิตก็ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ขันธ์ 5 ที่เกิดมาเพราะจิตไปรู้ไปเห็น ก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา โลกทั้งโลกก็เป็นสิ่งถูกรู้ถูกเห็น ไม่ใช่ตัวเราของเรา ไม่มีตัวเราในขันธ์ 5 ไม่มีตัวเรานอกเหนือจากขันธ์ 5 ไม่มีตัวเราที่ไหนเลย ตรงนี้เราจะได้เป็นพระโสดาบัน ก็ค่อยๆ ฝึกต่อไป เป็นลำดับไป ก็เจริญสตินั่นล่ะ มีสติรู้กาย มีสติรู้ใจตามความเป็นจริงคือไตรลักษณ์ มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง
เราจะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงได้ ต้องรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เห็นไหมจิตตั้งมั่นสำคัญ ถ้าไม่มีจิตที่ตั้งมั่น จะรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงไม่ได้ เพราะจิตมันมีอคติ มี Bias ยากไหม ไม่ยากหรอก ถ้าทำไปตามลำดับ ขั้นแรกถือศีล 5 ตั้งใจให้เด็ดเดี่ยวเลย เราจะรักษาศีล 5 พอเรามีศีลเป็นฐานที่ดี การที่จะฝึกจิตฝึกใจตัวเอง ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าคนทุศีล ใจมันเลวร้าย ฟุ้งซ่านตลอด ทำความดีงามอะไรไม่ได้เลย
ฉะนั้นมีสติ คอยสังเกตที่จิตเรา แล้วจิตมีกุศลเกิดก็รู้ อกุศลเกิดก็รู้ ตามรู้ตามเห็นไปเรื่อยๆ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วก็คอยรู้เท่าทันจิตตนเอง นี้คือบทเรียนที่ชื่อจิตตสิกขา ไม่ใช่ทำสมาธิอย่างหนึ่งแล้วให้จิตสงบ อันนั้นไม่ใช่จิตตสิกขา จิตตสิกขาคือทำกรรมฐานอะไรก็ได้สักอย่างหนึ่ง แล้วรู้ทันจิตตนเองไว้ อย่างหลวงพ่อตอนหัด หลวงพ่อหายใจ หายใจแล้วจิตหนีไปก็รู้ จิตไปเพ่งลมหายใจก็รู้ หรือบางคนใช้อิริยาบถ 4 นั่งอยู่ก็รู้ตัวอยู่ ยืนอยู่ก็รู้ตัวอยู่ เดินอยู่ นอนอยู่ก็รู้ตัวไปเรื่อยๆ แล้วต่อมาจิตหลงลืมร่างกาย หนีไปคิดเรื่องอื่น รู้ทัน จิตไปเพ่งร่างกายที่กำลังเดิน ไปเพ่ง ให้รู้ทันว่าจิตถลำลงไปเพ่งกายแล้ว แล้วจิตก็จะตั้งมั่นถูกต้อง ไม่เผลอ แล้วก็ไม่เพ่ง
กิเลสตัวไหนเกิดบ่อย
ใช้ตัวนั้นเป็นวิหารธรรม
ถ้าใช้จิตเป็นวิหารธรรม อันนี้ยากขึ้นมาแล้ว จิตเราเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว เราดูตัวเอง กิเลสตัวไหนเกิดบ่อย เราใช้ตัวนั้นเป็นวิหารธรรม อย่างหลวงพ่อ หลวงปู่ดูลย์ให้ดูจิต หลวงพ่อพบว่าตัวเองเป็นคนขี้โมโห หลวงพ่อใช้จิต มีโทสะรู้ว่ามีโทสะ จิตไม่มีโทสะ รู้ว่าไม่มีโทสะ ใช้ตัวนี้ ทีแรกเอาตัวเดียวนี้ล่ะ โกรธแล้วก็รู้ ไม่โกรธก็รู้ โกรธก็รู้ ไม่โกรธก็รู้ โกรธทั้งวัน กระทบอารมณ์ทีไร หงุดหงิดทุกทีเลย เพราะเราขี้โมโห
พอเราดูเรื่อยๆ โกรธก็รู้ ไม่โกรธก็รู้ โกรธก็รู้ ไม่โกรธก็รู้ นี้ใช้โทสะ จิตที่มีโทสะเป็นวิหารธรรม ถ้าคนไหนขี้โลภ ก็อาจจะใช้จิตโลภเป็นวิหารธรรม เห็นนี้ก็อยากได้ พอรู้ทันก็เลิกอยาก เดี๋ยวอยากอีกแล้ว รู้อีกก็เลิก เดี๋ยวก็อยาก เดี๋ยวก็เลิก เวลาอยากได้อะไรอย่างหนึ่งที่แพงๆ รู้สึกไหมเดี๋ยวก็อยาก เดี๋ยวก็ไม่อยากแล้ว ไม่ไหว เป็นหนี้ อยากบ้าง ไม่อยากบ้าง พวกขี้โลภก็ดูอยากนี้ ฉะนั้นเรา ถ้าจะใช้จิตตานุปัสสนา ดูตัวเอง กิเลสตัวไหนเกิดบ่อย เอาตัวนั้นเป็นวิหารธรรม
หลวงพ่อก็ใช้โทสะ โทสะเป็นวิหารธรรม แล้วพอเราดูได้ตัวหนึ่ง ต่อไปราคะเกิดเราก็รู้ ต่อไปละเอียดขึ้น โมหะเกิดเราก็รู้ ต่อไปอะไรเกิดขึ้นกับจิตใจรู้หมดเลย เริ่มต้นก็รู้อันเดียวก่อน แล้วต่อไปมันก็ขยายออกไปรู้อย่างอื่นได้ มีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งชื่อซูสีไทเฮา ใครเคยได้ยินไหม ยกมือ คนไหนเคยได้ยิน ไม่ได้ยินก็แปลกแล้ว เขาดังๆ ใครรู้บ้างว่านางงามไทยตอนนี้ ที่จะไปประกวดนางงามจักรวาลอะไรที่ผ่านมา ชื่ออะไร ใครรู้บ้าง ไม่รู้ สู้ซูสีไทเฮาไม่ได้ ซูสีไทเฮาดังกว่าเยอะเลย
ซูสีไทเฮา เขาเคยบอกกับลูกน้องเขา ว่าเขาไม่เคยอาฆาตพยาบาทใครเลย ลูกน้องก็ โอ้ ท่านใจดี แล้วสังเกต แกไม่อาฆาต เพราะแกโกรธใคร ไอ้คนนั้นตายเลย แกบอก ถ้าแกใช้ความอาฆาตพยาบาทเป็นวิหารธรรม ใช้ไม่ได้ เพราะไม่อาฆาต เจอใครฆ่าทิ้งเลย ไม่ถูกใจ พวกเราใช้กิเลสที่เรามีจริงๆ ซูสีไทเฮา แกไม่มีอาฆาต เพราะใครไม่ถูกใจ ลูกน้องฆ่าทิ้งหมด ของเรามี อย่างเรา ใครแต่งงานแล้ว ใครมีสามีบ้าง ยกมือ ผู้ชายก็มีเดี๋ยวนี้ ผู้ชายก็มีสามี บางคนมันจะไปแย่งสามีคนอื่นอีก แหม มันร้ายจริงๆ เลย ศีล 5 ไม่มี ทำตัวเป็นนักปฏิบัติ แต่ศีล 5 ไม่มี เหลวไหลที่สุดเลย
เราดูตัวเอง กิเลสตัวไหนเกิดบ่อยเราใช้ตัวนั้นเป็นวิหารธรรม หลวงพ่อเห็นเดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หาย เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หาย ดูอย่างนี้ ต่อไปก็เห็นสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ทีแรกเห็นโกรธ ต่อไปก็เห็นโลภ เห็นหลง ละเอียดขึ้นไปเรื่อยๆ ฉะนั้นเราต้องมีวิหารธรรมสักอย่างหนึ่ง แต่แนะนำของง่ายคือกาย ใช้จิตเป็นวิหารธรรมยาก เพราะจิตมันหนีไว แป๊บเดียวหนีไปแล้ว ใช้ร่างกายเป็นวิหารธรรม ร่างกายไม่เคยหนีไปไหนเลย มีแต่เราหนีจากร่างกายของตัวเอง ลืมร่างกายตัวเอง
ฉะนั้นร่างกายกระดุกกระดิกเกิดทั้งวัน รู้สึกไป ยืน เดิน นั่ง นอน มันนานไปหน่อย อย่างนั่งอยู่นี้หลงไป 50,000 ครั้งแล้ว แต่เราเคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก อันนี้ง่ายกว่า เรานั่งอยู่นี้เราเคลื่อนไหวไหม เคลื่อนไหว หายใจเข้า หายใจออก เคลื่อนไหว จริงๆ ร่างกายเราเคลื่อนไหวอยู่เรื่อยๆ ต่อไปคอยรู้สึก คอยรู้สึกอยู่ที่ร่างกายที่เคลื่อนไหว รู้สึกไป ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้ ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้ รู้ไปเรื่อยๆ แล้วจิตหนีไป รู้ทัน จิตไปเพ่งร่างกาย รู้ทัน
ฝึกบ่อยๆ แล้วจิตจะตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่นได้ ขันธ์จะแยกได้ จะเห็นเลย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นคนละอันกัน แล้วการเจริญปัญญาก็จะเกิดขึ้น สติระลึกรู้รูป ด้วยจิตที่ตั้งมั่น ก็จะเห็นรูปไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้เวทนา ก็เห็นเวทนาไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สัญญา ความจำได้หมายรู้ ก็จะเห็นสัญญาไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่ว ก็จะเห็นสังขารไม่ใช่เรา จิตตั้งมั่นอยู่ ก็จะเห็นจิตเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 ก็จะเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตัวเราไม่มี ตัวเราไม่มี
วันก่อนหลวงพ่อไปได้ยินใครหนอ จำไม่ได้แล้ว เขาพูดบอกว่าในปฏิจจสมุปบาท คำว่าชาติคือตัวกูของกู ชาติคือตัวกูของกู อันนี้พูดแบบไม่ค่อยตรง ชาติจริงๆ คือสภาวะที่จิตตะครุบเอาอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เข้ามา จิตเข้าไปหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมา อันนั้นถึงจะเรียกว่าชาติ ถ้าชาติคือตัวกูของกู พระโสดาบันเห็นแล้วตัวกูของกูไม่มี ฉะนั้นพระโสดาบันสิ้นชาติก็จบ ไม่ต้องเกิดอีกแล้ว ไม่ใช่ บางทีสำนวนพูด เหมือนฟังแล้วเพราะ ฟังแล้วดูดี ดูเท่ แต่มันไม่ได้ตรงสภาวะจริงๆ
ฉะนั้นเราหัดภาวนาไป ไม่ต้องไปเรียนอะไรเยอะหรอก เดี๋ยวนี้เพี้ยน ยิ่งเรียนยิ่งเพี้ยน ดูจากของจริง ดูไปเรื่อยๆ อะไรเรียกว่าชาติ การได้มาซึ่งอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือชาติ สิ้นชาติเป็นอย่างไร สิ้นชาติก็คือจิตไม่หยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ขึ้นมาอีก อันนั้นคือสภาวะของพระอรหันต์ ฉะนั้นชาติไม่ใช่ตัวกูของกู ตัวกูของกูไม่มีสภาวะ มันเป็นแค่สัญญาที่ผิด เป็นการหมายรู้ที่ผิด เป็นการคิดผิด เป็นการเชื่อผิด เป็นสัญญาวิปลาส เป็นจิตตวิปลาส เป็นทิฏฐิวิปลาส ไม่มีอยู่จริง
ในความเป็นจริงแล้ว ตัวเราไม่มีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตัวชาติไม่ใช่เรื่องตัวเรา ชาติมีสภาวะ มีอาการที่จิตเข้าไปหยิบฉวยตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจขึ้นมา ทุกวันนี้มีเผยแพร่ธรรมะกันแปลกๆ เยอะ ฟังแล้วดูดี แต่มันสู้กิเลสไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ของแท้ๆ ใช้มโนเอา บางคนไม่ได้ปฏิบัติมาสอนปฏิบัติก็มี มโนเอา ไม่ได้เรียนปริยัติก็สอนปริยัติก็มี ไปกันใหญ่ ทำอย่างไรจะปลอดภัย ถือศีล 5 ไว้ แล้วก็มีสติไว้ ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก จิตใจเคลื่อนไหว รู้สึก
ฝึกของเราอย่างนี้ล่ะ ไม่ต้องเรียนอะไรเยอะ ดูจากของจริง ถึงวันหนึ่งก็จะเห็น กายนี้ ใจนี้ รูปนามนี้ ขันธ์ 5 นี้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตัวเราของเราไม่มี เราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อละตัวเราของเรา เราปฏิบัติจนกระทั่งละความเห็นผิด ว่ามีตัวเราของเรา เพราะตัวเราของเราไม่มีอยู่แต่แรกแล้ว เป็นความหลงผิดของเราเอง ฉะนั้นชาติไม่ใช่ตัวเราของเรา ชาติมีสภาวะ เทศน์ให้ฟังขนาดนี้ วันนี้มีพระเยอะ ก็เลยเทศน์ยุ่งๆ หน่อย
วัดสวนสันติธรรม
30 พฤษภาคม 2569