รักษาใจยามเจ็บไข้

เวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วย มันไม่เจ็บป่วยเฉพาะร่างกาย จิตใจมันจะหงุดหงิดไปด้วย หรือจิตใจมันจะมีโทสะ อย่างพอได้ยินทีแรกว่าเป็นมะเร็ง โทสะอันแรกเลย ตกใจ บางคนกลัว ตกใจ กังวล นี่กิเลสตระกูลโทสะทั้งหมดเลย

ถามว่าตกใจแล้วหายจากการเป็นมะเร็งไหม ไม่หาย เห็นไหม กลัว แล้วหายไหม ไม่หาย กังวลใจแล้วมันจะหายไหม มันก็ไม่หาย

คนที่มีหน้าที่รักษา ก็คืออาจารย์ คือหมอ
เรามีหน้าที่ดูแลใจของเรา
อาจารย์มาดูแลใจของเราไม่ได้

เพราะฉะนั้นความรู้สึกตระกูลโทสะที่มันเกิดขึ้น มันเป็นส่วนเกิน ไม่ได้มีประโยชน์อะไรเลย มันมาบั่นทอนจิตใจของพวกเราโดยไม่มีความจำเป็น ไม่มีประโยชน์ แต่อยู่ ๆ จะไปบอกว่า ทำใจให้สบาย ส่วนมากชอบปลอบกัน บอกทำใจสบาย ๆ สบายอย่างโน้น สบายอย่างนี้ ถ้าเป็นคนไข้ก็อยากจะย้อนไปว่า แกลองมาป่วยดูบ้างสิ แกมาพูดอยู่ได้ ทำใจให้สบาย ลองแกป่วยนะ แกคงชักดิ้นชักงอ ยิ่งกว่าฉันอีก

ถ้าเราสังเกตให้ดี เวลาร่างกายเจ็บป่วยหรือร่างกายไม่สบาย จิตใจมันพลอยไม่สบายไปด้วย พระพุทธเจ้าท่านถึงสอนว่าคนทั่วๆ ไปว่า “เวลาร่างกายมันเจ็บป่วย เหมือนถูกยิงด้วยธนูดอกที่หนึ่ง ยิงเข้ามาที่ร่างกาย แล้วมันจะซ้ำดอกที่สองเข้ามาที่ใจ” คือจะทุกข์ใจขึ้นมาด้วย ถ้าเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจริง ความทุกข์มันจะอยู่ที่กายเท่านั้น มันจะเข้ามาไม่ถึงใจ

บางคนมันก็เพี้ยนหนัก บอก ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วร่างกายไม่เจ็บป่วย มะเหงกแหนะ พระพุทธเจ้ายังอาพาธเลย พระพุทธเจ้ายังลำบากเลย คิดเอาเอง พระอรหันต์ไม่ใช่หุ่นยนต์นี่ ท่านก็เจ็บเป็น

แต่ว่าสิ่งที่ท่านต่างจากพวกเราก็คือ ร่างกายเราเจ็บ ใจเราเจ็บไปด้วย ใจเราเดือดร้อน แล้วใจที่เดือดร้อนก็ไปขยายความทุกข์ทางร่างกายให้มากขึ้นได้ด้วย มันไปกระทบถึงร่างกายได้ด้วย ตรงนี้ หลวงพ่อสังเกตมาได้ตั้งนานแล้ว ตั้งแต่หลวงพ่อยังเป็นฆราวาส ยังไม่ได้บวช หลวงพ่อสอนกรรมฐานกับเพื่อนๆ เพื่อนผู้หญิงหลายคน พอมีรอบเดือนปวดมากเลย ต้องกินยา ปวดทนไม่ไหว หลวงพ่อบอกให้ดูที่ใจ ลองสังเกตที่ใจสิ ใจไปขยายความเจ็บปวดขึ้นมา ให้รู้ทันใจที่ไม่ชอบ ใจที่หงุดหงิด ใจที่กังวล รู้ทันเข้าไป อย่างพอมีรอบเดือนขึ้นมามีส่วนหนึ่งมันเจ็บปวดจริง แต่ว่า ใจที่ไม่สบายใจ ใจที่หงุดหงิด มันไปขยายความรู้สึกเจ็บปวดให้รุนแรงมากขึ้น บอกลองสังเกตดูเลย ใจมันมีโทสะ มันมีความไม่ชอบเกิดขึ้น เขาไปหัดสังเกต ปรากฏว่าตั้งแต่นั้น ไม่ต้องกินยา

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราเจ็บป่วย อย่างเราเป็นคนไข้มะเร็ง เดี๋ยวก็เจาะ ๆ หมอก็อยากรู้อยากเห็นอะไรตลอดเวลา ทุกวัน ๆ เรียกพยาบาลมาเจาะเรา เรายังนึกเลย ไปเจาะหมอบ้างสิ สั่งเอา ๆ บางทีหมอสงสัย สงสัยโน้น สงสัยนี้ ความสงสัยของแกทำให้เราเจ็บ ใช่ไหม

ถ้าเราภาวนาไม่เป็น เราหงุดหงิดตายเลย นี่หลวงพ่อไม่สบายนอนโรงพยาบาล ไม่ได้กลับวัดเลย ๔ เดือนกว่า เขาให้ยา พอให้คีโมเสร็จ มักจะเป็นไข้ อาจารย์ก็ไม่ให้กลับ แล้วก็พอหายไข้ ก็เหลืออีก ๒ – ๓ วัน จะให้คีโม อาจารย์ถามจะกลับไหม บอกไม่กลับ ขี้เกียจกลับไปกลับมา ประเดี๋ยวต้องมาอีกแล้ว

อยู่โรงพยาบาล ๔ เดือนกว่า ๆ พวกพยาบาลบ้าง หมอบ้าง ชอบมาถามหลวงพ่อ “หลวงพ่ออยู่โรงพยาบาลเนี่ย ตั้งนานแล้ว เบื่อไหม” ถามเบื่อไหม ไม่เบื่อหรอก เบื่อเป็นโทสะ ทั้งหมอทั้งพยาบาลฟังแล้วงง พูดเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ถ้าภาวนาถึงจะรู้ ถ้าไม่ปฏิบัติ ไม่รู้หรอก

ถ้าเราเบื่อ แล้วเราได้กลับรึเปล่าล่ะ เราก็ไม่ได้กลับใช่ไหม อย่างไรอาจารย์ก็ไม่ปล่อย ไม่ให้พ้นกรงเล็บ หลุดมาแล้ว เข้ามาอยู่ในอุ้งมือแล้ว ไม่ปล่อยแล้ว ต้องดูอย่างดี ปลอดภัยแน่นอนถึงจะปล่อย

เวลาเราไม่สบาย ใจเรามักจะกังวล ใจเรากลุ้ม เวลาเขาจะมาเจาะเลือด จะมาผ่าตัดอะไร มันจะเจ็บมากกว่าความเป็นจริง แต่ถ้าเราหัดภาวนาเป็น เวลาหมอเขามาทำ หรือพยาบาลเขามาทำอะไรในร่างกายเรานี้ อย่างมาเจาะตรงโน้น มาผ่าตรงนี้ ความรู้สึกเจ็บมันส่วนหนึ่ง แต่วิทยาการสมัยนี้มันดีมาก จริง ๆ แล้ว ไม่ค่อยเจ็บเท่าไหร่หรอก มันเจ็บเพราะเราตกใจ เรากลัวมากกว่า ในทางวิทยาศาสตร์ช่วยเราเยอะ ความเจ็บปวดจริง ๆ น้อย เทียบกับคนไข้รุ่นก่อน คงเทียบกันไม่ติดหรอก รุ่นก่อนคงเจ็บจริง ๆ รุ่นเราเดี๋ยวนี้ ยาแก้ปวด ยาชา ยาโน้น ยานี่ เยอะแยะไปหมดเลย ยิ่งป่วยเป็นมะเร็งนี่มีกระทั่งยาผีบอก คนโน้นบอก คนนี้บอก ให้กินโน่น ให้กินนี่ ถ้าเชื่อ ตายแหง ๆ เลย กินยาที่หมอให้ก็พอแล้ว กินโน่น กินนี่เข้าไปอีก ไม่ไหว

เวลาใจมันกังวล เขาจะผ่า มันกลุ้มใจ สมมติจะผ่าใส่พอร์ต กลุ้มใจตั้งแต่ยังไม่ผ่าแล้ว ได้ยินว่าจะผ่าก็กลุ้มใจ ผ่าเสร็จแล้วย่ำแย่ มีรอบหนึ่งหลวงพ่อให้คีโมเสร็จแล้ว เป็นฝีที่ทวารหนัก แล้วเข้าไปผ่า พอผ่าเสร็จแล้ว หมอก็ให้ยาเลย สั่งพยาบาลไว้ คืนนี้จะต้องปวดมาก เตรียมมอร์ฟีนไว้เลย จะต้องให้มอร์ฟีนหลวงพ่อแล้ว เพราะว่าจะปวด พอตกสัก ๖ โมงเย็น พยาบาลมาแล้ว “หลวงพ่อ มาฉีดมอร์ฟีน” เราถาม “ฉีดทำไม” บอก “เดี๋ยวปวด” เราบอก “เออ ปวดแล้วจะบอก”

สำหรับคนที่เจ็บป่วย ทำใจไว้อย่างหนึ่งว่าความเจ็บป่วยก็เป็นของชั่วคราว มันไม่มีใครหรอกเจ็บตลอดชาติ เจ็บตลอดเวลา ความเจ็บปวดมันก็อยู่ชั่วคราว มันมาแล้ว เดี๋ยวมันก็ไป

ปรากฏว่า ที่ว่าจะต้องใช้มอร์ฟีนอะไร เตรียมไว้อย่างดี กินพาราเม็ดเดียวเอง เพื่อให้พยาบาลสบายใจว่าได้กินแล้ว ทำไมเราเจ็บน้อย ส่วนหนึ่ง หมอเก่ง วิทยาการดี อีกส่วนหนึ่ง ใจเราสบาย ใจเราไม่ตกใจ ถ้าดูแลใจไม่ดี มันจะไปขยายความรู้สึกเจ็บปวดให้เกินความจริง เพราะฉะนั้น เราคอยรักษาใจของเรา เราจะรักษาใจได้อย่างไร ใจมันอยู่ที่ไหน ยังไม่รู้เลย วิธีที่ง่าย ๆ คอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไปเรื่อย ๆ จำประโยคนี้ไว้ให้ดีเลย คอยรู้ความรู้สึกของตัวเอง รู้สึกเบื่อก็รู้ รู้สึกกังวลก็รู้ รู้สึกกลัวก็รู้ รู้สึกอะไรก็รู้ไป ทีนี้ความรู้สึกอะไรเกิดขึ้นในใจ คอยรู้ ๆๆ ความทุกข์เกิดขึ้นในใจ ก็คอยรู้

มีความสุข เกิดขึ้นไหม มีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่มี วันไหนหมอไม่มาสั่งเจาะโน่น เจาะนี่ วันนี้มีความสุข เพราะเคยโดนทุกวัน วันนี้ไม่โดน มีความสุข ไม่ใช่ไม่มี มีความสุขเราก็รู้ มีความทุกข์เราก็รู้ คอยรู้ทันใจตัวเองไปเรื่อย ๆ มันกลัวก็รู้ มันโกรธก็รู้ มันกังวลก็รู้ มันหงุดหงิดก็รู้ มันเป็นยัอย่างไรคอยรู้ความรู้สึกของตัวเองไปบ่อย ๆ

ถ้าเรารู้ความรู้สึกของตัวเองได้ชัดเจน ความรู้สึกมันจะมาครอบงำใจเราไม่ได้ อย่างความกลัวเกิดขึ้น เรารู้ปั๊บ ความกลัวมันจะแยกออกไปจากใจเรา ความกังวลเกิดขึ้น เรารู้ปั๊บ ความกังวลมันจะแยกออกไป ใจเราจะเป็นอิสระจากอารมณ์ทั้งหลาย อารมณ์ทั้งหลายมีไหม มีได้ ไม่ห้าม เพราะเราไม่ใช่พระอรหันต์ อยู่ ๆ จะบอกไม่มีกิเลสเลยเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าพอมีโทสะ มีความกลัว มีความกังวล อะไรเกิดขึ้น มีสติ รู้ทันใจของตัวเอง มันจะไม่ขยายความเจ็บปวด ไม่ขยายความทุกข์ทรมานให้มากเกินจริง ไม่มากเท่าไหร่ จะทนได้สบาย ๆ อยู่โรงพยาบาลไปนาน ๆ รู้สึกสบาย บางคนไม่อยากกลับบ้านก็มี พยาบาลสวยกว่าคนที่บ้าน บอกไม่อยากกลับบ้านแล้ว

 เพราะฉะนั้นสำหรับคนไข้ ร่างกายเรานี่เป็นหน้าที่ของหมอที่จะดูแล อย่าไปเชื่อเพื่อนมาก คำแนะนำสารพัด หมอจีน หมอไทย หมอแขก หมอฝรั่ง หมอผี หมออะไรต่ออะไรสารพัดเลย เอายามาเสนอให้พวกเราเยอะแยะไปหมดเลย มันกดดันมากเลย ต้องฉันนะ ต้องกินนะ อันนี้ดีที่สุดเลย อีกเจ้าหนึ่งก็ดีที่สุด นี่ก็ดีที่สุด กินทุกอย่างเข้าไปนี่ถ้าตายแล้วไม่ต้องฉีดฟอร์มาลีนเลย เชื้อโรคมันไม่อยู่แล้ว เข้ามาไม่ไหวแล้ว ไม่เน่า

เพราะฉะนั้น สำหรับคนที่เจ็บป่วย ทำใจไว้อย่างหนึ่งว่าความเจ็บป่วยก็เป็นของชั่วคราว มันไม่มีใครหรอกเจ็บตลอดชาติ เจ็บตลอดเวลา ความเจ็บปวดมันก็อยู่ชั่วคราว มันมาแล้ว เดี๋ยวมันก็ไป เพียงแต่บางคน ถ้าร่างกายอ่อนแอมาก ความทุกข์ โรคภัยไข้เจ็บ มันไปพร้อมกับชีวิตเรา ยังไงเราก็ไม่แพ้มัน อย่างมากก็เสมอกัน

ไม่มีที่มันชนะเราหรอก อย่างมากก็เสมอกัน ถ้าอย่างเราเป็นมะเร็ง เราตาย เซลล์มะเร็งตายด้วย มันอยู่ไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นบอกกับมันดี ๆ ว่า “เอ็งน่ะ อย่าอาละวาดมากนัก” แผ่เมตตาให้มันบ้าง พอเราแผ่เมตตา ใจไม่เกลียดมัน ใจจะสบาย พอใจสบาย สมาธิเกิดขึ้นมา ใจมันร่มเย็นเป็นสุข มีความสุข มีกำลัง มีกำลังใจ เราไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลาเราผ่านการรักษาที่ยาวนาน บางคนบอก “โอ้โห อาจารย์จะต้องให้คีโม ๖ ครั้ง ๘ ครั้ง อะไรเนี่ย ฟังแล้วท้อแท้ใจ” อยู่เป็นวัน ๆ ไป มีชีวิตเป็นขณะ ๆ เป็นวัน ๆ ไป วันนี้ให้ทำอะไรก็ทำไป อย่าไปคิดว่าเหลืออีกกี่วัน เหลือต้องให้ยาอีกกี่รอบ คิดมากก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันไปทีละวัน ๆ แป๊บเดียวเอง เหมือนบางคนแต่งงานนาน ๆ ใครแต่งงานนาน ๆ บ้างมีไหมในนี้ อยู่ไปวัน ๆ ไม่มีอะไรเลย อุเบกขาอย่างเดียวเลย เดี๋ยวก็ผ่านไปปีหนึ่งแล้ว แล้วเสร็จแล้วไปเล่าให้คนฟัง “เนี่ย แต่งงานมา 30 ปีแล้ว ความรู้สึกนะเหมือนอยู่กับโต๊ะ เหมือนอยู่กับเก้าอี้ มันเฉย ๆ น่ะ ใจมันเฉย ๆ ซะอย่าง ใจไม่ดิ้นรน ใจไม่ทุกข์ร้อนอะไร”

ถ้าใจเรายอมรับความจริง เราจะไม่ทุกข์มาก ความทุกข์ทางใจ เกิดจากความอยาก ความอยากเกิดจากความยึดถือ ความสำคัญผิด ไม่รู้ความจริงของกายของใจ

เพราะฉะนั้นอันแรกเลย ยอมรับความจริง มันป่วยแล้ว ถ้ามันป่วยแล้วเราอยากให้มันไม่ป่วย เราจะกลุ้มใจ เพราะฉะนั้นความทุกข์ทางใจ ไม่ได้เกิดจากการเป็นมะเร็ง ความทุกข์ทางใจ เกิดจาก ไม่อยากจะเป็นมะเร็ง แล้วมันดันเป็น แต่ว่าตอนนี้มันเป็นแล้ว เป็นแล้วก็รักษาไป เป็นหน้าที่ของหมอ รักษาได้ก็หมอเก่ง รักษาไม่ได้ ก็หมอก็งั้น ๆ แหละ เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลุ้มใจ คนที่กลุ้มใจคืออาจารย์ เป็นหัวหน้าหน่วย แล้วรักษายังไง คนไข้ไม่รอดเลย อย่างนี้

เพราะฉะนั้นคนที่มีหน้าที่รักษา ก็คืออาจารย์ คือหมอ เรามีหน้าที่ดูแลใจของเรา อาจารย์มาดูแลใจของเราไม่ได้ ถ้าเรารู้ว่าความทุกข์ทางใจมันเกิดจากไม่อยากจะเป็นมะเร็ง เป็นแล้วอยากหายเร็ว ๆ ๓ วันหาย กลับบ้านได้ จะดีมากเลย พูดอะไรเป็นลิเกเลย ขั้นตอนการรักษามันยาว แต่ถ้าใจเรายอมรับความจริง เราจะไม่ทุกข์มาก ความทุกข์ทางใจ เกิดจากความอยาก ความอยากเกิดจากความยึดถือ ความสำคัญผิด ไม่รู้ความจริงของกายของใจ อันนี้ลึกเกินไป หลวงพ่อจะไม่พูดเรื่องนี้ยากไป แต่อย่างเป็นมะเร็ง อยากให้ไม่เป็น ทุกข์แน่นอน เพราะเป็นแล้ว เป็นมะเร็งแล้วอยากให้หายทันที ทุกข์แน่นอน เพราะมันหายทันทีไม่ได้ มีชีวิตอยู่เป็นวัน ๆ ไป วันนี้ยังอยู่ ทำใจให้ร่าเริง ทำใจให้เบิกบาน ร่างกายนี่เราปล่อยซะ ปล่อยวาง

ส่วนหนึ่งของพระธรรมเทศนา หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช ณ โรงพยาบาลศิริราช กรุงเทพมหานคร วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๐ จากซีดีแสดงธรรม แผ่นที่ ๗๐ ไฟล์ 600318

 

 

ติดต่อขอรับหนังสือได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากมูลนิธิสื่อธรรมหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช