ตั้งอกตั้งใจภาวนาทุกวัน อย่าให้ขาด ทำให้ได้เยอะๆ มีสติสำคัญที่สุด พยายามรู้สึกตัวให้สม่ำเสมอทั้งวัน รู้สึกไปเรื่อยๆ การปฏิบัติจริงๆ เราทำไม่ได้เฉพาะตอนที่นอนหลับกับตอนทำงานที่ต้องใช้ความคิด เวลานอกนั้นเราปฏิบัติได้ทั้งหมดล่ะ บางคนก็เรียนรู้ได้เร็ว บางคนก็เรียนรู้ได้ช้า ถึงเรียนรู้ช้าก็อดทนเรียนรู้เรื่อยๆ ไป มีสติรู้สึกตัวไว้ ทำบ่อยๆ อีกหน่อยก็เก่ง มันไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่แรกหรอก คนที่เขาทำได้เร็วได้เก่ง เพราะเขาเคยฝึกมาเยอะ พวกเราแต่ละคนต้นทุนไม่เท่ากัน ก็มาต่อยอดของตัวเอง บางคนต้นทุนเยอะต่อยอดนิดหน่อยก็เข้าถึงธรรมะ บางคนต้องอดทนฝึก ทำให้ถูกและทำให้พอ
จุดอ่อนของฆราวาสที่หลวงพ่อเห็นคือสมาธิไม่พอ สมาธิไม่ถูกแล้วก็ไม่พอ เวลาทำสมาธิจิตไม่ได้ตั้งมั่นจริง จิตเคลื่อนออกไปไม่เห็น เรานึกว่าเราปฏิบัติอยู่ ที่แท้จริงเรากำลังหลงอยู่ ถ้าเรารู้วิธีฝึกรู้ถูกแล้ว ก็ต้องทำให้มาก รู้แล้วไม่ทำมันก็ไม่ได้อะไรเท่าไร ฉะนั้นจุดแรกรู้วิธีปฏิบัติทำให้ถูก รู้วิธีทำให้ถูกแล้วก็ทำให้มาก ไม่ใช่ว่านั่งสมาธิเยอะๆ เดินจงกรมเยอะๆ แล้วจะดีเสมอไป ถ้านั่งสมาธิแล้วไม่มีสติกำกับก็ใช้ไม่ได้ กลายเป็นการสะสมโมหะ เดินจงกรมไม่มีสติกำกับมันก็คือการสะสมโมหะ ฝึกที่จะหลงมากขึ้นๆ
ตั้งอกตั้งใจรู้สึกตัว มุ่งไปที่จุดนี้ก่อน พระพุทธเจ้าบอกความรู้สึกตัวเป็นจุดตั้งต้นของการที่จะต่อสู้จนชนะกิเลสได้ คนในโลกไม่รู้สึกตัว ลืมตัวเองทั้งวันเลย รู้เรื่องคนอื่นมากกว่าตัวเอง เรื่องตัวเองไม่เห็น อย่างกิเลสคนอื่นเห็นหมดเลย เขาไม่ดีอย่างไรๆ รู้หมดเลย ทีกิเลสตัวเองไม่เห็น อย่างนี้เราไม่รู้ตัวเองแล้ว พยายามรู้สึกตัว ภาษาไทยมีคำหนึ่งคำว่าให้จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าลืมเนื้อลืมตัว
หายใจออกก็รู้สึกตัว เห็นร่างกายหายใจออก หายใจเข้าก็รู้สึกตัว เห็นร่างกายหายใจเข้า ไม่ใช่หายใจแล้วใจก็หนีไปที่อื่น ไม่รู้เนื้อรู้ตัว นั่งอยู่ก็รู้สึกตัว ไม่ใช่นั่งใจลอย เดินจงกรมก็เดินรู้สึกตัว ไม่ใช่เดินใจลอยหรือเดินเคร่งเครียด ใจลอยย่อหย่อนไป เคร่งเครียด ตึงเครียดเกินไป ไม่ใช่รู้สึกตัวแล้วถ้าเคร่งเครียด ใจลอยก็ไม่ได้รู้สึกตัวแล้ว ฉะนั้นเราพยายามรู้สึกตัวให้มากๆ ร่างกายหายใจ รู้สึก ร่างกายยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว ร่างกายหยุดนิ่ง คอยรู้สึกไป
มีความสุข มีความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกายก็รู้สึก มีความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นในจิตใจก็รู้สึกไป มีความโลภก็รู้สึก หายโลภแล้วก็รู้สึก โกรธแล้วก็รู้สึก หายโกรธแล้วก็รู้สึก ฟุ้งซ่านแล้วก็รู้สึก สงบแล้วก็รู้สึก รู้สึกตัวไป จิตใจเบิกบานก็รู้สึก จิตใจหดหู่ก็รู้สึก หัดรู้สึกให้มาก รู้สึกตัวให้มากๆ มันไม่ยากเกินไปหรอกที่จะรู้สึก ปัญหาคือเราไม่สนใจที่จะรู้สึกตัว เราไม่รู้คุณค่าของความรู้สึกตัว เราก็เพลิดเพลิน เราพอใจที่จะหลง มันเพลินๆ เผลอๆ รู้สึกสบายดี มีความสุข
อบายภูมิทั้ง 4
มันอันตรายมากนะจิตที่เผลอๆ เป็นจิตที่สะสมโมหะ ถ้าตายไปด้วยจิตที่มีโมหะส่งผลมา เราจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในอบายภูมิทั้ง 4 สัตว์นรก มีอสูรกาย มีเปรต มีสัตว์เดรัจฉาน คนทั่วไปคิดว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานดีที่สุด สัตว์นรกแย่ที่สุด ส่วนใหญ่จะรู้สึกอย่างนั้น แต่ถ้าเราดูเหตุที่ทำให้มันไปเกิดแต่ละอย่างเราจะรู้เลยว่าสัตว์เดรัจฉานเกิดด้วยโมหะ มันตายด้วยความหลงมาเกิดเป็นสัตว์ โมหะเป็นกิเลสที่มีโทษร้ายแรงที่สุด ละยากที่สุด เห็นยากที่สุด ฉะนั้นเวลาไปเกิดเป็นสัตว์จะเกิดซ้ำๆๆ อยู่อย่างนั้น นาน
ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่องค์หนึ่ง ไม่รู้จำถูกหรือเปล่า เคยอ่านเจอนานแล้ว หลวงปู่มั่นเอง ท่านบอกท่านเคยเกิดเป็นหมาป่าตั้ง 500 ชาติ เพราะตอนเป็นหมาป่ามันมีความพอใจ พอใจในภพ จิตของสัตว์ทั้งหลายจะติดในภพ ของเราเกิดเป็นคนแล้วเราก็อยากเป็นคนอีก พวกที่เขาเป็นสัตว์เขาก็อยากเป็นสัตว์อีก มันจะนานกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ ท่านบอกเป็นหมาตั้ง 500 ชาติ นาน การเป็นสัตว์เดรัจฉานมีโทษร้ายแรงที่สุดเพราะไปด้วยโมหะ ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อย่างสัตว์ ลูกสัตว์ลูกหมาโตขึ้นมันเอาแม่มันมาทำเมียก็ได้อะไรอย่างนี้ มันไม่รู้อะไรทั้งสิ้น
อบายภูมิอีกอันหนึ่ง ตัวโทสะ สัตว์นรก ตายไปด้วยจิตที่มีโทสะ จิตไม่มีความแช่มชื่นเบิกบาน มีแต่ความทุกข์ตายไปขณะนั้น กำลังของโทสะครอบงำจิตอยู่ ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์นรกยังรู้สึกได้ บางทีสำนึกได้ มันมีความทุกข์แล้วมันก็จะคร่ำครวญว่าไม่น่าทำอย่างนี้เลย เห็นไหม ยังรู้จักผิดชอบชั่วดีขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นมันยังเหนือกว่าสัตว์ มีบางคนทำบุญแล้วอธิษฐานขอไปเกิดเป็นหมาฝรั่งอะไรอย่างนี้ ลำบาก ไม่ได้ดีอะไรหรอก ไม่มีทางพัฒนาตัวเองได้เลย ยากมาก
หมาที่พัฒนาจิตใจขึ้นมาได้ หลวงพ่อเคยเห็นตัวเดียว เป็นหมาที่เลี้ยงไว้ เมื่อก่อนไปเก็บมาจากจุฬาฯ สมัยนั้นยังเรียนอยู่จุฬาฯ เป็นหมาเอามาเลี้ยงไว้จนโต มันเป็นหมาใจดี สัตว์อื่นเข้ามาในบ้านมันก็ไม่กัด ลูกแมวหลงเข้ามามันก็ไม่กัด แบ่งอาหารให้กินด้วย มีหมาเลี้ยง 2-3 ตัว เวลาให้กินข้าวให้ตัวอื่นกินก่อนแล้วมันค่อยกิน มันรู้จักทำทาน แล้วมันก็มีศีลหลายข้อ มันไม่กัดสัตว์อื่นไม่ทำร้ายสัตว์อื่น ไม่ขโมย เอาของกินวางไว้ มันอยากกินจนน้ำลายยืด มันก็ไม่เอา ต้องยกให้ บอกให้กินถึงจะกิน สัตว์พวกนี้มันเคยเป็นคนที่ฝึกฝนตัวเองมาดีแล้วเวลาตายมันพลาดๆ มีโมหะครอบงำ ตายแล้วมาเป็นสัตว์ ทีนี้อาศัยบุญเก่าที่ทำมาจนเคยชิน เวลาเขาจะตาย เขาตายอย่างมีสติ เขานอนลืมตาแป๋วๆ ใจสงบ อย่างนี้ตายไปมันก็เปลี่ยนจากภพของหมาได้ กรรมเป็นตัวพาเราไปเกิดที่นั้นที่นี้ แต่สัตว์เดรัจฉานส่วนใหญ่มันไม่ดี ลำบาก มันมีโมหะเยอะ
ครูบาอาจารย์ท่านก็มีลูกเล่น เวลาท่านจะช่วยสัตว์เลี้ยงในวัด เวลามันจะตายอะไรอย่างนี้ ท่านแผ่ส่วนบุญแผ่อะไรไปให้ ไม่ทำให้จิตใจมันเศร้าหมอง อย่างถ้าเราเลี้ยงหมา หมาไม่สบายจะตายแล้ว เอาไปไว้โรงพยาบาล หมาคิดถึงบ้าน หมาไปตายอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้า หมาไม่มีความสุข ตายจิตเศร้าหมอง ไม่ดี ก็มีอุบาย เอาผ้า เสื้อผ้าเราที่มันมีกลิ่นเรา เอาไปวางให้มันได้กลิ่นไว้ มันก็มีความสุข ตายไปก็มีความสุข ได้เป็นเปรต ทำไมมันเป็นเปรต จิตมันมีโลภะ ยังมีความรักใคร่ผูกพัน
พอมันเป็นเปรตโอกาสช่วยมันเกิดขึ้นได้แล้ว เป็นสัตว์เดรัจฉานมันสอนไม่ได้ เป็นสัตว์นรกสอนไม่ได้ เป็นอสุรกาย เจ้าทิฏฐิ มานะแรง มันไม่ฟังใคร พวกนี้ก็สอนไม่ได้ มีเปรตบางชนิดพัฒนาได้ อย่างหมาผูกพันอยู่กับคนอะไรอย่างนี้ แล้วเป็นหมาที่ดีไม่เกเร เวลาตายมันผูกพันอยู่กับคนมาเป็นเปรต พอทำบุญทำอะไรไหว้พระสวดมนต์ทุกวันๆ แล้วแผ่ส่วนบุญเรื่อยๆ มันเป็นเปรตไม่นานมันก็ตายจากเปรต มันก็ไปสู่ภพภูมิที่เป็นสุคติได้
เรื่องเวียนว่ายตายเกิดมันพิสดาร บางทีเป็นคนดี เป็นพระ เป็นพระดีๆ นี่ล่ะ ตั้งอกตั้งใจภาวนา ไปเดินป่า เกิดหลงป่า ตอนหลงป่าหิวข้าว พยายามเดินๆๆ อยู่ในป่า หิวข้าวอยากได้อาหาร ตายไปด้วยจิตดวงนี้เท่านั้นเอง แต่ไปด้วยจิตที่อยากได้อาหาร มีโลภะเกิดขึ้น ก็เป็นเปรต แต่เป็นเปรตที่มีรูปร่างงดงามมาก เพราะว่าถือศีลดี ถ้าเราถือศีลดี เราเกิดมาเราจะได้รูปร่างที่ดี หน้าตาที่ดี
พระองค์นี้ก็ถือศีลดีแต่ตายไปด้วยจิตที่มีโลภะเจือ ผลักดันไปได้ไปเกิดเป็นเปรต เป็นเปรตที่สวยงาม เป็นพระ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นพระเที่ยวเดินอยากหาทางออกจากป่า เดินๆ ไป ใครแผ่ส่วนบุญให้ก็ไม่รู้เรื่องๆ เปรตไม่ใช่ทุกชนิดรับส่วนบุญได้ มีเปรตบางชนิดเท่านั้นที่รับส่วนบุญได้ ต่อมาพอครูบาอาจารย์ท่านผ่านไปแถวนั้นอีก ท่านบอกว่าหายไปแล้ว ทีแรกแผ่ส่วนบุญให้ไม่รู้เรื่องเลย จิตมันมีแต่ความหิวโหย แสวงหาอาหาร แต่ว่าท่านบอกผ่านไปทีหลังก็ไม่เจอแล้ว ไปสู่ภพภูมิที่ดี คือเกิดสติ มีสติขึ้นมาได้ เคยฝึกมาแล้ว ก็เลยเป็นเปรตอยู่ไม่นาน
ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล
ต้องรับผลของกรรมนั้น
ถ้าเราอยู่ในแวดวงกับครูบาอาจารย์ บางทีท่านก็เล่าอะไรให้ฟัง เราไม่ได้รู้เห็นด้วยตัวเอง เราฟังเอาแล้วก็ดูมีเหตุผลไหม ก็มีเหตุผล เพราะกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ ทำกรรมอันใดไว้ก็มีผล ต้องรับผลของกรรมนั้นแน่นอน เพียงแต่จะรับเมื่อไรเท่านั้นเอง กรรมมันสามารถให้ผลได้หลายแบบ กรรมบางอย่างที่รุนแรง เป็นอนันตริยกรรม เป็นครุกรรมทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว จะให้ผลทันทีให้ผลรวดเร็ว
ถ้ากรรมอย่างพระสมัยพุทธกาลเข้านิโรธสมบัติ ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วท่านก็ไปโปรดคน ส่วนใหญ่ท่านจะไปเลือกสงเคราะห์คนยากคนจน ไม่ได้ลำเอียงหรอก ท่านเห็นว่าพวกเศรษฐีพวกพระราชาอะไรเขาสบายแล้ว ท่านจะสงสารคนยากคนจน ออกจากนิโรธสมาบัติก็มักจะไปบิณฑบาตกับคนจนๆ แล้วคนจนใส่บาตรกับพระอรหันต์ที่ท่านออกจากนิโรธสมาบัติ ผลกรรมให้ผลทันทีเลย มีคนหนึ่งรับจ้างทำนา ยากจนทั้งผัวทั้งเมีย เกิดไปทำบุญกับพระสารีบุตรเข้า ก้อนดินขุดออกมามันกลายเป็นทอง คือไปๆ มาๆ ก็คือไปเจอเหมืองทองล่ะ อันนี้มันเป็นกรรมที่ให้ผลรวดเร็ว
อีกอันหนึ่งก็กรรมที่ให้ผลในลำดับต่อไปในชาติต่อๆ ไป บางกรรมก็ให้ผลหลังจาก 3 ชาติ 7 ชาติไปแล้วอะไรอย่างนี้ บางกรรมอีกนานกว่าจะให้ผล กรรมบางอย่างยุติไปไม่ให้ผลเรียกอโหสิกรรม อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลเสร็จแล้ว ไม่ใช่อยากตีหัวใครแล้วก็ไปขอขมาขออโหสิกรรม ไปหาอาจารย์บอกว่าคนนี้เจ้ากรรมนายเวร ไปขอขมา โดนอาจารย์หลอกเข้าให้ อาจารย์ตอนนี้อยู่ในคุกกระมัง เจ้ากรรมนายเวร อโหสิกรรมคือกรรมที่ให้ผลสำเร็จไปแล้ว ไม่ให้ผลอีกแล้ว ไม่ใช่กรรมที่ไม่มีผล
ถ้าเราเข้าใจกรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ว่าเราจะไปเกิดที่ไหนอะไรต่ออะไร เราก็พยายามสร้างกรรมที่จะเกิดในสุคติเอาไว้ ถ้าเราสะสมแต่กิเลส เราก็จะไปเกิดในทุคติ ทุคติมีจริงๆ ถ้าภาวนาไปแล้วก็จะเข้าใจหรอกว่าทุคติมันมีจริงๆ พวกที่น่ากลัวคือพวกอสุรกาย พวกนี้เซลฟ์จัด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี กูเก่ง กูแน่ ใครก็โปรดไม่ไหว
พวกเปรตไปด้วยโลภะ อย่างห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมวอะไรอย่างนี้ก็ไปเป็นเปรตได้ ห่วงสมบัติ เปรตก็มีรูปร่างแปลกๆ เปรตบางตัวก็มีรูปร่างเหมือนคน กลางวันเป็นเทวดา กลางคืนเป็นเปรตสลับไปสลับมา เปรตบางตัวก็เป็นสัตว์เดรัจฉาน อย่างมีเปรตงู ตายแล้วห่วงสมบัติไปเป็นเปรตงู มันไม่ใช่งูจริง มันเป็นภาพลวงตา เป็นเปรต มีหลากหลาย เปรตพระก็มี ที่เล่าให้ฟังเมื่อกี้เรื่องเปรตพระ ยังแต่งตัวเป็นพระอยู่เลย แล้วนึกว่าตัวเป็นพระอยู่เลย มีหลากหลาย
เปรตบางจำพวกมีความเป็นอยู่ใกล้เคียงกับคน ใกล้เคียงมากๆ เลย จนบางทีงงว่านี่มันคนหรือมันเปรต คล้ายๆ คนมากๆ เลย เคยได้ยินชื่อพวกบังบดไหม เคยได้ยินไหม ใครเคยเห็นบังบดมีไหม คงไม่เห็น ตอนนั้นมีงานศพหลวงปู่เทสก์ สมัยหลวงปู่เทสก์มีชีวิตอยู่ ครูบาอาจารย์ก็บอกพวกเทวดาพวกอะไรต่ออะไรไปแวดล้อมเยอะเลย ไปอยู่ด้วยเยอะเลย เพราะจิตของท่านเต็มไปด้วยความเมตตา ร่มเย็น เข้าใกล้ก็มีความสุขแล้ว พวกกายทิพย์ก็เลยไปอยู่กับท่านเยอะเลย ชอบ มีความสุข พอท่านมรณภาพพวกนี้เขาก็ยังอยู่ พวกกายละเอียดพวกนี้
ตอนเผาศพท่านเสร็จ มีคนหนึ่งเขาก็ไปภาวนาอยู่ในวัดสาขาของหลวงปู่เทสก์ ภาวนา เขาไปอยู่บนศาลา เป็นศาลาอยู่บนเขา นั่งภาวนาไปกลางวันนี้ล่ะ ก็ได้ยินเสียง เสียงคนเสียงชาวบ้านเยอะแยะเลย มาทำอะไรอยู่ใต้ศาลา ได้ยินเสียงเก็บข้าวเก็บของ เก็บชามป๊องแป๊งๆ เสียงวัวเสียงเกวียนอะไรดังเลย เลยสงสัยว่าใครมันมาอยู่ใต้ศาลานี้เยอะแยะ ก็ลงมาดู ไม่มีๆ ก็เข้าใจ พวกนี้กำลังจะย้ายบ้านแล้ว ไปหาที่ร่มเย็นที่อื่นอยู่แทน พวกนี้มีความเป็นอยู่ใกล้เคียงมนุษย์มาก พวกนี้เป็นเปรตชนิดที่ใกล้มนุษย์ที่สุดเลย พวกนี้รับส่วนบุญได้แล้วก็ชอบไปอยู่พระที่ท่านภาวนา อยู่แล้วมีความสุข
ฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ
พวกเราตั้งใจฝึกตัวเองที่จะไปสู่สุคติ ถ้าฝึกให้ได้มรรคผลนิพพานไปเลยก็ดี ไม่ได้ถึงพระอรหันต์ยังต้องเกิดอีก ก็ให้ได้ธรรมะได้โสดาบันก็ปลอดภัย ไม่ไปทุคติ แต่พระโสดาบันหรือพระอนาคามี พระสกิทาคามี กระทั่งพระอรหันต์ วิบากมันก็ตามได้ มันตามมาที่ร่างกาย อย่างพระพุทธเจ้าเราสมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ ท่านก็เคยทำผิด ท่านก็เคยทำบาปเหมือนอย่างที่พวกเราทำผิดทำบาปกัน ท่านก็เคยทำแล้วท่านก็ตกนรก จนพัฒนาตัวเองขึ้นมาจนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพระอรหันต์แล้ว ผลกรรมที่ทำไว้ยังตามมาทำร้ายร่างกายท่านได้ แต่ทำร้ายจิตใจไม่ได้แล้ว จิตใจท่านพ้นโลกไปแล้ว กรรมมันเล่นงานได้เฉพาะสัตว์ที่อยู่ในโลกเท่านั้น ทีนี้ร่างกายยังมีอยู่ ก็ยังรับผลของกรรมได้
พวกเราก็ต้องใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน กรรมชั่วไม่ทำเสียเลยดีกว่า อย่าทำเลย บางคนอดไม่ได้ อยากเอาชนะคนอื่น เกลียดเขา โกรธเขา พยาบาทเขาอะไรอย่างนี้บางทีอาฆาตพยาบาทแต่ว่าไม่มีโอกาสไปทำร้ายเขา ถามว่าบาปไหม มันมีมโนกรรม คิดร้ายกับเขา มันเป็นมโนกรรม จิตเราเจือด้วยโทสะ ฉะนั้นต้องระวังเหมือนกัน เรื่องของกิเลสเป็นเรื่องละเอียดอ่อน บางทีไม่ได้ทำออกมาทางกายทางวาจาเลย เป็นมโนกรรม ก็ต้องระวัง อันนี้คอยสังเกตตัวเองไป มีสติคุ้มครองรักษาจิตใจตัวเองบ่อยๆ เราก็จะเตรียมอนาคตที่ดีสำหรับตัวเอง
ภาวนาไป ถ้าได้ที่สุดแห่งทุกข์ได้ก็ดี ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ก็จะมีความทุกข์เฉพาะร่างกายไปจนถึงวันตาย ถ้าได้พระอนาคามีก็ไม่ต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์อีกแล้วเพราะจิตพระอนาคามีไม่ติดในกาม โลกของเรานี้อยู่ในภูมิที่เรียกว่ากามาวจรภูมิ เป็นภูมิที่จิตที่สัตว์ยังติดอยู่ในกาม จิตยังติดกามอยู่ พระอนาคามีพ้นจากกามแล้ว ท่านก็ไม่มาเกิดอย่างพวกเรา ท่านก็ไปเกิดในพรหมโลก แล้วก็จะมีทุกข์ทางใจของพรหม ทุกข์ทางใจของพรหมดูยาก
เมื่อเช้ายังพูดกับโยม คนไหนจำไม่ได้แล้ว ว่าเป็นพรหมจิตใจมีความสุขมากเลย แต่ว่าถ้าสติปัญญาแก่กล้ามันจะเห็นกระทั่งความสุข ความสงบ ความดีก็เป็นภาระของจิต ยังเป็นทุกข์อีก เข้าฌานได้มีความสุขเยอะแยะ มีความสงบมีอุเบกขาสารพัดที่จะดี เอาเข้าจริงก็ยังเป็นภาระอีกล่ะ ยังตกอยู่ใต้ของเสื่อม สงบได้มันก็เสื่อมได้ สบายใจได้ ความสบายใจก็หายไปได้ เกิดดับ ยังเกิดดับได้อยู่
ทีนี้พระอนาคามี พอขึ้นไปสติปัญญาท่านพอแล้วก็ตัดกิเลสส่วนละเอียด ไม่ติดอยู่ในพรหมโลกแล้วก็นิพพานไป พรหมส่วนใหญ่ก็ยังไม่ใช่จะบรรลุอรหันต์ในพรหมโลกก็ต้องกลับมาอีก พรหมจำนวนมากไปอบาย ขึ้นไปสูงเลยยังลงอบายได้อีก พวกเราสังเกตไหม อย่างเวลาเรานั่งสมาธิ ช่วงไหนเราทำสมาธิเยอะๆ ใจเรามีความสุข แล้วพอสมาธิเราเสื่อม ใจเราร้ายกาจมากเลย โมโหร้าย อารมณ์ร้ายอะไรต่ออะไร คล้ายๆ กิเลสมันเหวี่ยงกลับ ไปกดมันให้นิ่งให้เฉยอยู่นานๆ พอมันแรงกดมันเหวี่ยงกลับข้างเลย ฉะนั้นพวกนั่งสมาธิบางทีอารมณ์ร้าย ยังดีแต่ดียังไม่พอ ก็ต้องฝึกอีก
ค่อยสังเกต อันแรกเลยที่จะช่วยให้เราอยู่ในสุคติภูมิได้ก็คือรักษาศีล 5 ไว้ มีศีล 5 ให้เป็นประจำ ให้เป็นนิจศีล ตั้งใจรักษาทำให้สม่ำเสมอเถอะ เวลาเราตายเรานึกถึงศีลที่เรารักษามาได้ด้วยดี ใจเรามีปีติ มีความสุข มีความสงบขึ้นมา เราก็ไปสุคติได้ เป็นมนุษย์ได้ เป็นเทวดาได้ ฉะนั้นศีลเป็นเรื่องใหญ่ ศีลเสีย โอกาสจะทำความดีอันอื่นก็ลำบากแล้วล่ะ ตั้งใจให้เด็ดเดี่ยวไปเลยต่อไปนี้เราจะรักษาศีล 5 ตั้งใจให้เด็ดเดี่ยวเลย เราจะถือว่าการถือศีล 5 ของเรานี้คือการปฏิบัติธรรม เราจะปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า มีศีล 5 แทนดอกไม้ธูปเทียนบูชาพระพุทธเจ้า นี้ขลังยิ่งกว่าเอาดอกไม้สวยๆ มาตั้งข้างหลังหลวงพ่ออีก ฉะนั้นตั้งใจรักษาศีลให้ดี คนมีศีลเทวดาจะชอบ ถ้าคนทั่วๆ ไปไม่มีศีลมันจะมีกลิ่นที่เป็นทิพย์ที่มันเหม็น
ในพระไตรปิฎกบอกเทวดามาทูลพระพุทธเจ้า เทวดาไม่อยากยุ่งกับมนุษย์หรอก เพราะมนุษย์เหม็นมาก เพราะมันทุศีล มนุษย์เหม็นตั้งร้อยโยชน์ ร้อยโยชน์คือ 1,600 กิโลเมตร ที่บอกว่าเทวดาองค์นั้นองค์นี้มาเข้าทรงเรา อย่าเชื่อ ลองคิดถึงสภาพอย่างพวกเราอย่างนี้ เราอยู่สบายๆ อยู่อย่างนี้ ให้เราเดินลงไปอยู่ในหลุมส้วม แล้วไปนอนแช่นั่งแช่อยู่ในนั้น เป็นเจ้าปู่เจ้าพ่ออะไร เราจะเอาไหม ไม่เอา ฉะนั้นเข้าทรงอะไร ฟังหูไว้หู อย่าไปว่าเขา เดี๋ยวเขาโกรธเขาเล่นงานเอา แต่ว่าถามว่าเชื่อไหม ไม่เชื่อหรอก ไม่เชื่อ เทวดาไม่มาสิงมนุษย์หรอก แต่ว่ามันมีอีกวิธีหนึ่ง ส่งพลังจิต อันนี้ทำได้ ตัวไม่ได้มาหรอก มันคล้ายๆ Teleconference ส่งมาทางไกลคุยกันได้อะไรอย่างนี้
ฝึกจิตให้คุ้นเคยกับกุศล
ภาวนาสนุกๆ มีอะไรให้รู้ให้เห็นเยอะแยะเลยจนกระทั่งหลงเลย เอาดีไม่ได้ หลงอย่างเดียว ถือศีล 5 แล้วถ้าอยากดีกว่านั้น มีสติรักษาจิตไว้ เพราะว่ากิเลสเกิดที่จิต ถ้าเราไม่มีสติคอยรู้เท่าทันจิตตนเอง จิตมันก็จะสะสมกิเลส บางคนศีล 5 ก็ถือแต่ในใจนี้สะสมกิเลสไปเรื่อยๆ เวลาจะไปเกิดใหม่ไม่แน่ว่าจะไปสุคติ มันอยู่ที่ว่าจิตช่วงสุดท้ายก่อนที่จุติจิตจะเกิด ตัวไหนให้ผล เวลากรรมจะให้ผลมันจะเกิดนิมิตๆ ขึ้นมา
อย่างเราเคยเข้าวัดฟังธรรมอะไรอย่างนี้ ตอนจะตายเราก็เกิดนิมิตเราเห็นภาพพวกเรามานั่งฟังเทศน์ ถ้าจิตก่อนตายเราเป็นอย่างนี้แล้วตอนที่จุติจิตเกิด กำลังของกรรมที่มันมีนิมิตขึ้นมามันให้ผล ตอนจุติจิตเกิดดับลงไปปุ๊บ ปฏิสนธิจิตเกิดก็จะเกิดในสุคติ เรื่องของจิตเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กรรมที่เราทำบางคนก็ทำทั้งกรรมดีกรรมชั่ว บางทีทำดีมาตลอดเลย แต่ตอนตายเศร้าหมองนิดเดียวแล้วตัวนี้มันให้ผล มันเกิดขึ้นก่อนที่จุติจิต คือจิตดวงสุดท้ายจะเกิด เสร็จแล้วมันจะให้ผล เราเลือกไม่ได้ว่ากรรมตัวไหนจะให้ผลเรา
ฉะนั้นเราพยายามฝึกจิตให้คุ้นเคยกับกุศลเอาไว้ ให้จิตเราคุ้นเคยกับกุศล คิดก็คิดเป็นกุศล พูดก็พูดเป็นกุศล เป็นคุณงามความดี ทำอะไรก็เป็นบุญเป็นกุศล ฝึกตัวเองให้ชิน แล้วเวลาเราตาย กรรมดีมีโอกาสที่จะให้ผลเยอะ การให้ผลมีหลายอย่าง บางทีให้ผลในปัจจุบัน ให้ผลในช่วงเวลาต่อไปอะไรอย่างนี้ แล้วมันมีลำดับของมัน ถ้าครุกรรมจะให้ผลก่อน ถ้ามีครุกรรม ครุกรรมมีทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ฝ่ายชั่วคือพวกอนันตริยกรรมฝ่ายชั่ว ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อเลือด ทำสงฆ์ให้แตกแยก พวกเราไม่มีโอกาสทำสงฆ์แตกแยก คนที่ทำสังฆเภทได้ต้องเป็นพระเท่านั้น ฆราวาสทำสงฆ์ให้แตกแยกไม่ได้ แต่สนับสนุนให้สงฆ์แตกแยกได้ กรรมเยอะเหมือนกัน ฉะนั้นพระเจ้าความคิดเจ้าความเห็น เคืองกันโกรธกันแล้วก็ไปรวมสมัครพรรคพวก แยกเป็น 2 กลุ่มอะไรอย่างนี้ ไม่ถูกกัน ไม่ร่วมสังฆกรรมกัน สงฆ์ประกาศตักเตือนแล้วไม่ฟังไม่ยอม ก็เป็นทำอนันตริยกรรม ทำกรรมหนัก ก็ไปอบายแน่นอน ไปทุคติ
กรรมฝ่ายดีก็มี อย่างถ้าเราบรรลุมรรคผลอย่างนี้ เป็นกรรมฝ่ายดี ตัวนี้จะให้ผล เวลาเราจะตายจะต้องไปเกิดอีก กำลังของที่เราบรรลุอริยมรรคอริยผลจะให้ผล เพราะฉะนั้นพระอริยบุคคลเลยไม่ตกอบาย ได้โสดาบันแล้วไม่ลงอบายแล้ว เพราะว่ากรรมที่ดีมันจะให้ผลก่อน อย่างเป็นโสดาบันแล้วกลับมาเกิดเป็นคน กรรมชั่วยังมีอยู่ จะตามให้ผลได้ ยังตามให้ผลได้อยู่ ขนาดพระพุทธเจ้าเราเป็นพระอรหันต์ เศษของกรรมชั่วยังตามให้ผล จนวันสุดท้ายที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านต้องถ่ายเป็นเลือด ได้รับความทุกข์ทรมานทางร่างกาย นั่นเป็นผลของกรรมทั้งสิ้น ท่านเคยเป็นหมอ แล้ววางยาคนไข้
เบื้องต้น ตั้งใจรักษาศีล 5 ต่อไปพัฒนาสติคุ้มครองรักษาจิต สติทำหน้าที่อารักขา อารักขา คือมันทำหน้าที่คุ้มครองรักษาจิต เวลาจิตเรามีความชั่วอยู่อย่างนี้ พอสติเกิด ความชั่วที่กำลังมีอยู่จะดับ เรามีสติอยู่ความชั่วใหม่จะไม่เกิดในตอนนั้น เรามีสติอยู่กุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะสติเป็นกุศล สติเกิดบ่อยๆ กุศลก็เจริญงอกงามขึ้น พัฒนาศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์แบบ ขาดสติก็ขาดศีลที่ดี ขาดสมาธิ ขาดปัญญา ถ้าขาดสติไม่เหลือเลย ศีล สมาธิ ปัญญากะพร่องกะแพร่ง ถือศีลได้ 5 นาที ศีลที่ก็ขาดแล้ว พวกชอบเล่นอินเทอร์เน็ต ศีลขาดทั้งวันเลย เดี๋ยวก็คีย์โน่นคีย์นี่ พวกนี้ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ ผิดศีลข้อ 4 ทั้งๆ ที่ไม่ได้อ้าปากพูด แต่มันสื่อๆ ด้วยนิ้วมือ ก็ทำให้จิตเราฟุ้งซ่าน บางทีเขียนอะไรไปมันทำกิเลสของคนอื่นที่ยังไม่เกิดให้เกิด ทำกิเลสของคนที่เขาเกิดกิเลสแล้วให้แรงขึ้น เราก็ต้องรับบาป ไปกระตุ้นกิเลสคนอื่นเขาอย่างนี้ ฉะนั้นต้องระมัดระวัง เรื่องของกรรมเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
สติสำคัญที่สุด สังเกตที่ใจเรา วิธีฝึก สังเกตใจของเราไปเรื่อยๆ เลย ใจเราขณะนี้รู้สึกอย่างไร ใจเรามีความสุขก็รู้ ใจเรามีความทุกข์ก็รู้ ใจเราเฉยๆ ก็รู้ เวลาที่ใจเรามีความสุข ถ้าสติรู้ทันเราก็จะเห็นความสุขเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ถ้าเราไม่มีสติ เวลามีความสุขเกิดขึ้น ราคะจะแทรก ราคะจะแทรกตามสุขเวทนามา เวลาเรามีความทุกข์ถ้าสติเราระลึกรู้ว่าขณะนี้กำลังมีความทุกข์อยู่ สักว่ารู้ว่าเห็นอยู่ นี่จิตเป็นกุศล แต่ถ้าเรากำลังมีโทสะอยู่อย่างนี้ หรือใจเรามีความทุกข์อยู่ เราไม่เห็น โทสะมันจะแทรก ฉะนั้นเราสังเกตจิตใจตัวเองเสมอ จิตมีราคะก็รู้ จิตไม่มีราคะก็รู้ จิตมีโทสะก็รู้ จิตไม่มีโทสะก็รู้ จิตหลงก็รู้ จิตไม่หลงก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ จิตหดหู่ก็รู้ หัดรู้ไป 4 คู่นี้ รู้ไปเรื่อยๆ 4 คู่อะไร จิตมีราคะ ไม่มีราคะ มีโทสะ ไม่มีโทสะ มีโมหะ ไม่มีโมหะ ฟุ้งซ่านแล้วก็หดหู่ 4 คู่ หัดรู้มีสติระลึกรู้ไปเรื่อย กิเลสตัวไหนเกิดขึ้นในจิตในใจ รู้ไป แล้วกิเลสมันจะดับ ฝึกให้ชิน
ปัญญาทำหน้าที่ตัด
ถ้าเราฝึกจนกระทั่งสติอัตโนมัติเกิดได้บ่อยๆ จิตเราคุ้นเคยกับกุศลแล้ว ตอนเราจะตาย ใกล้จะตายนิมิตไม่ดีเกิด อย่างเราเกิดห่วงแมวของเรา เราตายแล้วแมวของเราไม่มีใครเลี้ยง ถ้าไม่มีสติไปเป็นเปรต ถ้าเรามีสติรู้ทัน ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะห่วงใครแล้ว ไปห่วงก็ไม่มีประโยชน์ ไปห่วงเขาก็ช่วยอะไรเขาไม่ได้แล้ว สัตว์โลกเขาก็ต้องมีกรรมของเขาเอง ตัดความห่วงใยได้ มีสติรู้ทัน มีปัญญา ตัดความผูกพัน เราก็จะไปสุคติ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้น ปัญญาจะทำหน้าที่ตัด ปัญญาเหมือนมีด ทำหน้าที่ฟัน สติเหมือนยามคอยเฝ้าอะไรจะผ่านไปผ่านมา ปัญญาเหมือนคนถืออาวุธ ศัตรูมาก็ยิงทิ้งเลย
อย่างเรากำลังเจ็บหนักแล้วเราห่วงโน่นห่วงนี่ ห่วงลูกห่วงหลาน ห่วงหมาห่วงแมว ถ้ามีสติรู้ทันว่าจิตกำลังมีห่วง จิตเป็นห่วง ตัวนี้โทสะ จิตห่วงรักใคร่ผูกพันเป็นโลภะ แล้วถ้าเราไม่รู้ทัน จิตเราเศร้าหมอง โทสะแทรก ราคะ พอไม่ได้รับการตอบสนอง มันจะพลิกเป็นโทสะ สติรู้ นี่เรากำลังห่วงแมวของเรา ห่วงหมาของเราอยู่ ปัญญาก็เกิด ห่วงก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะ เราได้ดูแลมันเต็มที่แล้ว ตอนนี้ดูแลไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่เวลาที่เราจะห่วงคนอื่นแล้ว สัตว์โลกก็ต้องมีกรรมเป็นของตัวเอง พิจารณาลงไปอย่างนี้ นี่เรียกมีปัญญา ปัญญาก็ตัดความห่วงใยได้
ปัญญาทำหน้าที่ตัด ลักษณะของปัญญาเหมือนอาวุธ เป็นของที่เฉียบคม ปัญญาตัดกิเลสได้ ฉะนั้นตัวที่ตัดกิเลสได้ไม่ใช่สติ ไม่ใช่สมาธิ แต่คือตัวปัญญา ตัวที่จะตัดกิเลส แล้วถ้าจะเป็นกิเลสระดับละเอียด ต้องใช้โลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาในขณะแห่งอริยมรรค ถึงจะไปล้างกิเลสได้ถาวร ถือศีล 5 มีสติดูแลจิตใจตัวเองเสมอ จิตใจสุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ รู้เฉยๆ ไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง รู้เฉยๆ แล้วปัญญาจะจัดการเอง อย่างโทสะเกิดเรามีสติรู้ ถ้าปัญญาพอปัญญาจะตัดโทสะทิ้งเลย มันตัดกิเลสทิ้งได้เลย ตัดความรักใคร่ผูกพันทั้งหลาย อย่าว่าแต่ผูกพันกับของเลวเลย ผูกพันกับของดีก็มีปัญหา
ครูบาอาจารย์ใหญ่ หลวงปู่มั่น ท่านเคยธุดงค์ไปทางเหนือ ไปเจอเจดีย์ เจดีย์ชำรุดๆ คล้ายๆ สร้างไม่เสร็จ ท่านก็ไปทำสมาธิอยู่แถวนั้นล่ะ ตกกลางคืนท่านเห็นพี่น้อง 2 คนพี่สาวกับน้องชายจูงมือกันมาเดินอยู่แถวนั้นหลายวัน ท่านก็สงสัยท่านก็ถามว่าเป็นอะไรทำไมมาอยู่ตรงนี้ 2 คน น้องรู้สึกจะเป็นเณรด้วยซ้ำไป บอกว่า 2 คนพี่น้องตั้งใจจะสร้างพระเจดีย์ ระหว่างสร้างเจดีย์ จิตเป็นกุศลใช่ไหม สร้างเจดีย์ แต่ไม่ทันเสร็จเกิดตายปุบปับ ไม่รู้เกิดอะไรตาย ตายทันที เจดีย์ยังไม่เสร็จ จิตก็กังวลว่าสร้างเจดีย์ยังไม่เสร็จ ก็เลยเกิดมาเป็นเปรตอยู่ที่เจดีย์นี้ อยู่นานมาก
หลวงปู่มั่นท่านก็เลยเทศน์ให้ฟัง บอกว่าเราสร้างเจดีย์เพื่อหวังบุญกุศล ใจเราเป็นบุญอยู่แล้วล่ะ เราเจตนาดี เราสร้าง แต่ว่าเราทำไม่สำเร็จ บุญของเรามันทำไปแล้ว แล้วเรามาห่วงอยู่อย่างนี้ก็ไม่ทำให้เจดีย์เสร็จขึ้นมาได้หรอก เราไม่ได้มีร่างกายอย่างมนุษย์ที่จะมาทำเจดีย์ต่อได้แล้ว ให้ตัดความผูกพันห่วงใย ให้คิดถึงบุญที่ได้ทำมา ละความผูกพันห่วงใยเสีย 2 พี่น้องก็เกิดปัญญา ปัญญาเป็นความรู้ถูกความเข้าใจถูก รู้เหตุรู้ผล ก็ละความรักใคร่ผูกพันหวงห่วงเจดีย์ หมดความห่วงใยในเจดีย์ เขาก็ดับ ในขณะนั้นตายจากภพของเปรตไปเป็นเทวดา อันนี้ครูบาอาจารย์ท่านเล่าให้ฟัง หลวงพ่อไม่ได้มีฤทธิ์มีเดชจะไปรู้อะไรหรอก ครูบาอาจารย์เล่าๆ เก็บมาเล่าให้พวกเราฟัง
กระทั่งติดดีๆ เห็นไหม มีโลภะไหม มี เป็นเปรต กระทั่งห่วง สร้างวัดไม่เสร็จ สร้างโบสถ์ไม่เสร็จ สร้างเจดีย์ไม่เสร็จเลย เป็นเปรตได้ ฉะนั้นเรื่องของจิตใจเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เราจะต้องค่อยๆ มีสติสังเกตจิตใจของตัวเองให้สม่ำเสมอไป สุขก็รู้ ทุกข์ก็รู้ ดีก็รู้ ชั่วก็รู้ หัดรู้ไปเรื่อยๆ สติปัญญาแก่กล้าขึ้น ใจก็ค่อยๆ ลดละกิเลสไป บุญบารมีมากพอเราก็อาจจะบรรลุมรรคผลในชีวิตนี้ ยังไม่พอชาติต่อไปเราก็ฝึกง่ายไม่ยากหรอก ฟังธรรมนิดเดียวเราก็เข้าใจเลย
วัดสวนสันติธรรม
12 กรกฎาคม 2569