หลักสูตรของฆราวาส

เข้าวัดทั้งทีให้มันได้อะไรติดตัวกลับไป ไม่ใช่แค่ได้บุญสบายใจแค่นี้พอใจแล้ว ศาสนาพุทธไม่ได้ตื้นขนาดนั้น ศาสนาพุทธมีของดีของวิเศษมากมาย ไม่ใช่แค่ว่ามาวัดแล้วก็สบายใจ พอใจแล้ว ศาสนาพุทธสอนให้เราฝึกพัฒนาตัวเอง อยู่กับโลกเป็นฆราวาสก็มีธรรมะสำหรับฆราวาส มีพระก็มีธรรมะสำหรับพระ แต่ธรรมะไม่ว่าจะของฆราวาสหรือของพระ มีจุดมุ่งหมายอันเดียวกันคือ พัฒนาจิตใจของเราให้สูงขึ้น ถ้าสูงเต็มที่แล้วก็จะพ้นทุกข์ไป

หลักสูตรที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้ฆราวาสคือเรื่อง ทาน ศีล ภาวนา หลักสูตรสำหรับพระคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จริงศีล สมาธิ ปัญญา ตัวสมาธิปัญญาก็อยู่ในเรื่องของภาวนา ฉะนั้นของฆราวาสจะมีเรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องภาวนา เรื่องภาวนาจริงๆ ก็ครอบคลุมทั้งสมาธิแล้วก็การเจริญปัญญา บางทีเราเข้าวัดเราก็เบื่อ เข้าไปพระชอบเรียกให้ทำทานทำบุญ อ้างว่าทำแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์อย่างโน้นอย่างนี้ สวรรค์มันก็มีจริงหรอก แต่วัตถุประสงค์ที่ลึกซึ้งของทำทาน คือการฝึกที่จะลดละความเห็นแก่ตัว นี้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนการทำทานมีวัตถุทาน มีธรรมทาน ธรรมทานพวกเราให้ยากหน่อย เราต้องเรียนธรรมะก่อนแล้วถึงจะมีธรรมะไปให้คนอื่นได้

 

ทำทานเพื่อฝึกที่จะลดละความเห็นแก่ตัว
รักษาศีลเพื่อพัฒนาจิตของเราให้สูงขึ้น

ก็มีเรื่องวัตถุทาน วัตถุทานจริงๆ ก็ทำไปเพื่อลดละความเห็นแก่ตัวของเรา ในโลกมันวุ่นวายเพราะทุกคนเอาแต่แย่งชิงผลประโยชน์เข้าตัวเอง เท่าไรมันก็ไม่พอ มีเงินหมื่นล้านแสนล้านยังไม่พอใจ มันก็อยากได้อีก พระพุทธเจ้าก็เลยสอนให้เรารู้จักลดละความโลภลงบ้าง ฝึกตัวเองบ้าง วันๆ ไม่ใช่คิดแต่จะหาผลประโยชน์อย่างเดียว ให้คิดถึงเรื่องการแบ่งปันผลประโยชน์ไปสู่คนอื่น การทำทานไม่ใช่ว่าต้องทำกับพระ ให้หมาให้แมวก็เป็นทานทั้งหมด เป็นการแบ่งปันสิ่งที่มีประโยชน์ให้คนอื่นบ้าง ไม่ใช่วันๆ คิดแต่เรื่องจะหาแต่ผลประโยชน์เข้าตัวเอง

คนที่หาผลประโยชน์เข้าตัวเองลูกเดียวมันไม่มีความสุขหรอก ใจมันหิวไม่เลิก ได้เท่านี้ก็ไม่พอ อยากได้เท่านั้นอีก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เราบริโภคอะไรได้ไม่เยอะหรอก มีเงินเยอะมันก็กินข้าวได้แค่อิ่มเท่านั้นเอง มีเสื้อผ้าเยอะมันก็แค่ได้ใช้ทีละชุดเท่านั้นเอง ใครมันจะไปใส่เสื้อทีละหลายๆ ตัวซ้อนๆ กันมา ท่านสอนให้เรารู้จักการแบ่งปัน อย่างหลวงพ่อก็ฝึกสอนพวกเราที่มาวัดเรื่อยๆ อย่างฤดูหนาวอย่างนี้ คนไหนมีเสื้อผ้าเยอะแล้วก็แบ่งให้คนที่เขาไม่มีบ้าง มีประโยชน์ ไม่อย่างนั้นเก็บเอาไว้เฉยๆ รกบ้าน ไม่เคยหยิบมาใช้เลย ฉะนั้นของไหนที่ปีหนึ่งแล้วไม่เคยหยิบมาใช้เลย แสดงว่าของนั้นไม่จำเป็นหรอก ถ้าแบ่งให้คนที่เขาจำเป็นกว่าเรา เขามีความสุข ทีนี้พอเราเห็นเขามีความสุข ใจเราก็พลอยมีความสุข

อย่างเราเห็นหมาอดข้าวน่าสงสาร ผอมมีแต่กระดูก เราให้ทานให้ข้าวมันสักมื้อหนึ่ง มันดีใจ มันมีความสุข เราเห็นเราก็ปลื้มใจ บุญมันให้ผลทันที ไม่ใช่รอชาติหน้าหรอก ถ้าเราทำบุญเป็น เราทำ เรารู้ว่าเราทำเพื่อลดละความเห็นแก่ตัวของเรา ทำให้ใจกว้างขวางรู้จักเผื่อแผ่ พอเราทำปุ๊บเรามีความสุขทันทีที่ได้ทำ อย่างเห็นคนอดยาก เราให้อาหารเขาให้อะไรเขา เขาดีใจ เราเห็นเราก็ปลื้มใจมีความสุข บุญเป็นชื่อของความสุข

มาที่วัดนี้หลวงพ่อไม่เคยเรี่ยไร วัดนี้ถือหลักไม่เรี่ยไร จะทำทานมีอาหารมามีอะไรมาก็แล้วแต่ศรัทธา แล้วแต่ความต้องการของเรา ไม่เรียกร้อง หลวงพ่อทำอันหนึ่งให้พวกเราดู คือการให้ วัตถุสิ่งของที่เอามาถวาย ส่วนเกินที่พระจะต้องใช้ หลวงพ่อก็ส่งไป มีพระองค์ที่สามมีหน้าที่รวบรวมวัตถุสิ่งของส่วนเกินส่งไปให้พระต่างจังหวัด แบ่งเอาไป หลวงพ่อก็ทำทานทุกวัน แต่หลวงพ่อทำธรรมทาน ให้ความรู้ถูกความเข้าใจถูกให้ธรรมะกับพวกเรา อันนี้ก็เป็นทาน ทำทานแล้วเราจะลดละความเห็นแก่ตัว

อย่างสมัยเรียนหนังสือ เวลาเพื่อนบางคนเรียนไม่เก่ง แล้วเพื่อนที่เก่งเขาช่วยติวให้ เขากำลังทำทาน การที่เขาไปติวให้เพื่อน ความรู้ของตัวเองยิ่งแม่นยำมากขึ้น เขาได้ผล ในขณะที่บางคนมีความรู้แต่ไม่ยอมบอกเพื่อน กลัวเพื่อนจะได้คะแนนเยอะ พวกนี้ใจแคบ สุดท้ายก็ไม่มีใครเขาคบ เรื่องทานมันอยู่ในชีวิตจริงๆ ของพวกเรา ไม่ใช่ต้องมาทำบุญที่วัดหรอก อยู่ที่ไหนก็ทำได้ อาฆาตพยาบาทใครสักคน ยกโทษให้มัน คนแต่ละคนก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย เราเองก็ไม่ได้ดี 100 เปอร์เซ็นต์ เห็นคนมาทำผิดกับเรา เราให้อภัยก็เป็นทาน เป็นอภัยทาน ทำแล้วความเห็นแก่ตัวเราลดลง ทำแล้วเรามีความสุข เมื่อใจเรามีความสุข เราก็จะพัฒนาตัวเองให้สูงขึ้นไปได้ง่าย อย่างสัตว์นรกไม่มีความสุข เครียด ฉะนั้นสัตว์นรกมันเลยพัฒนาจิตใจตัวเองไม่ได้ พวกเราพอเรารู้จักทำทาน เราก็มาพัฒนาจิตใจตัวเองให้สูงขึ้นไปอีก คือการรักษาศีล

การรักษาศีลทำไปเพื่ออะไร เพื่อควบคุมพฤติกรรมทางกายทางวาจาของเราให้เรียบร้อย คนที่มีกายวาจาเรียบร้อย ไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปเบียดเบียนสัตว์อื่น จิตใจก็จะพัฒนาไปสู่คุณธรรม อย่างเราไม่รังแกสัตว์อื่น ไม่รังแกคนอื่น ใจของเราก็จะเริ่มพัฒนามีความเมตตาความกรุณาอะไรเกิดขึ้น เราค่อยๆ พัฒนาใจของเรา งดเว้นการทำชั่วคือการทำบาปอกุศล ทำผิดศีล แล้วทำกุศล ทำความดีให้เกิดขึ้นในใจเรา อย่างแทนที่เราจะคิดร้ายกับคนอื่น เราเกิดความเมตตากรุณา จากศีลเราก็พัฒนาขึ้นมาเป็นธรรม มีศีลแล้วก็มีธรรม

แทนที่จะทำร้ายคนอื่น ก็มีความเมตตากรุณากับคนอื่นกับสัตว์อื่น แทนที่จะไปขโมยของเขา รู้จักแบ่งปัน แทนที่จะไปเอาของเขาอย่างไม่สุจริต เรามีส่วนเกิน เรารู้จักให้ เราก็มีความสุข ใจของเราก็กว้างขวางขึ้น เราซื่อตรงกับคู่ของเรา นี่ถือศีลข้อสาม ซื่อตรงกับคู่ของเรา ไม่ไปยุ่งกับแฟนคนอื่น ไปฉุดลูกคนอื่น อันนี้เราก็จะฝึกธรรมะอันหนึ่งคือความสันโดษ สันโดษเป็นความยินดีพอใจในสิ่งที่เรามีที่เราเป็น สิ่งดีๆ ที่เรามีอยู่ อย่างเรามีคู่ของเราอยู่แล้ว เราก็สันโดษในคู่ของเรา ไม่ไปยุ่งคนอื่น คนที่คิดจะไปเป็นชู้กับคนอื่น คิดจะไปหลอกคู่คนอื่น ใจฟุ้งซ่าน ใจไม่มีความสุขความสงบ เราซื่อสัตย์อยู่กับคู่ของเรา ใจเรามีความสุขมีความสงบง่าย อย่างเราไม่โกหกหลอกลวงคนอื่น ใจเราไม่ฟุ้งซ่าน ถ้าเราไม่ติดยาเสพติด เราจะมีธรรมะที่ดี คือมีสติ

ฉะนั้นการรักษาศีลไม่ใช่เพียงแต่มีอานิสงส์จากการรักษาศีล แต่มันเป็นการพัฒนาจิตของเราให้สูงขึ้น มีธรรมะที่ประณีตมากขึ้นๆ ฉะนั้นตั้งใจรักษาศีลเอาไว้ แค่ 5 ข้อพอแล้ว ถ้าเรารักษาศีล 5 ได้สักช่วงหนึ่ง เราจะเห็นอานิสงส์ของศีลมีมากเหลือเกิน อย่างคนกะล่อนปลิ้นปลอก ปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไม่มีเครดิต แต่คนที่พูดคำไหนเป็นคำนั้นมีเครดิตน่าเชื่อถือ นี่อานิสงส์ของศีล ทำให้ได้รับความเชื่อถือ ได้รับการยอมรับจากสังคม

 

การภาวนานำความสุขอันมหาศาลมาให้

ทีนี้พอเราฝึกใจของเราค่อยสูงขึ้นๆ ก็มาถึงเรื่องภาวนา ที่บอกว่าฆราวาสมีงาน 3 อย่าง มีการทำทาน การรักษาศีล การภาวนา อย่าไปคิดว่าการภาวนาเป็นหน้าที่ของพระอย่างเดียว การภาวนานำความสุขอันมหาศาลมาให้ เรื่องอะไรเราจะละทิ้งโอกาสที่จะมีความสุขอันมหาศาล พอใจหรือที่จะอยู่กับโลกที่วุ่นวายตลอดเวลา พอใจหรือที่ใจเราฟุ้งซ่านตลอดเวลา ไม่รู้จักความสุขที่ประณีตลึกซึ้ง น่าสงสาร เป็นพวกบัวใต้น้ำมืดบอด ไม่รู้จักแสวงหาสิ่งที่นำความสุขมาให้อย่างมากมาย ไม่มีอะไรเหมือนเลย

หลวงพ่อตั้งแต่ 7 ขวบ ครูบาอาจารย์สอนให้นั่งสมาธิ หลวงพ่อก็นั่งกำหนดลมหายใจ หายใจเข้าพุทหายใจออกโธนับ 1 หายใจเข้าพุทออกโธนับ 2 นับไปถึง 100 แล้วก็เริ่มนับใหม่ ทำไปตั้งแต่ 7 ขวบไม่ได้หวังว่าจะได้อะไร ครูบาอาจารย์บอกให้ลองทำดูก็ทำ พอจิตมันเริ่มสงบ การนับเลขมันหายไป เหลือแต่หายใจเข้าพุทหายใจออกโธ พอจิตมันสงบมากขึ้น คำบริกรรมพุทโธหาย เหลือแต่การหายใจ พอจิตมันสงบมากขึ้น ลมหายใจระงับไป กลายเป็นแสงสว่าง อย่างเรารู้ลมอยู่นี่ จิตเราสงบมันกลายเป็นแสง จิตเราอยู่กับแสงสว่างได้

ทีนี้ตอนเด็กๆ หลวงพ่อภาวนาไม่เป็นไม่รู้หลัก พอเกิดแสงสว่างจิตมันไหลเข้าไปในแสง มันเหมือนสปอตไลต์ฉายไป เราก็ไปเห็นสิ่งที่อยู่ปลายทาง ตอนเด็กๆ จิตมันสว่างขึ้นมาก็หลงตามแสงสว่างไป ก็ไปเห็นสวรรค์เห็นเทวดาเห็นอะไรอย่างนี้ ทำอยู่ช่วงหนึ่งก็นึกขึ้นได้ ถ้าเราเห็นเทวดาได้ เราก็ต้องเห็นผีได้ หลวงพ่อเป็นคนกลัวผี ฉะนั้นไม่เอาแล้วต่อไปนี้จิตจะไม่ไหล ไม่ส่งจิตตามแสงสว่างไปแล้ว เราจะให้จิตตั้งมั่นอยู่กับตัวเอง ฉะนั้นพอภาวนา พอลมหายใจระงับเกิดแสงสว่าง พอจิตจะเคลื่อนเข้าไปในแสงสว่าง รู้ทัน ไม่เคลื่อนเข้าไป กลับมาทำความรู้สึกที่ตัวเอง จิตก็เกิดสมาธิที่ตั้งมั่นขึ้นมา ฝึกอย่างนี้โดยที่ไม่รู้ว่ามันมีประโยชน์อะไร

ตอนอายุ 10 ขวบ ไฟไหม้ข้างบ้าน หลวงพ่อกำลังเล่นอยู่หน้าบ้านเห็นไฟไหม้ บ้านเป็นตึกแถว ไฟไหม้ตึกแถวเดียวกัน ใกล้ๆ กัน ตกใจ พอตกใจก็วิ่งเลย จะไปบอกพ่อ จะไปบอกพ่อว่าไฟไหม้แล้ว ก้าวที่ 1 ตกใจ ก้าวที่ 2 ตกใจ พอก้าวที่ 3 เท่านั้น สติมันวกกลับมาเห็นความรู้สึกตกใจ ความรู้สึกตกใจขาดสะบั้นไป จิตก็ตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ขึ้นมาอัตโนมัติ แล้วคราวนี้จิตไม่มีความกลัว ไม่มีความตกใจอะไรแล้ว ก็ไปบอกผู้ใหญ่ ก็เห็นคนอื่นเขาตกใจ ใจเราไม่ตกใจ ใจเราตั้งมั่นเป็นคนรู้คนดู

สิ่งเหล่านี้เป็นผลจากการภาวนา เป็นสมาธิ สมาธิไม่ได้ทำให้แค่เห็นโน้นเห็นนี้ เห็นอดีต เห็นอนาคต เห็นว่าคนนี้ตายแล้วไปอยู่ที่ไหน อันนั้นตื้นไป สมาธิที่สำคัญทำให้เราเห็นตัวเอง จิตใจมันจะอยู่ที่ตัวเอง เห็นอันนี้สำคัญที่สุด ไปเห็นเทวดาเราก็อยู่กับเขาไม่ได้ ไปเห็นสวนสวรรค์เราก็ไปเดินเล่นตามใจชอบไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะออกรู้ออกเห็น การทำสมาธิที่จิตมันย้อนมาเห็นตัวเอง จิตมันตื่นขึ้นมา ทำสมาธิแล้วเห็นตัวเองวิเศษกว่าการเห็นเทวดา เห็นอดีต เห็นอนาคต อันนั้นเรื่องเด็กๆ

ทีนี้พอเราสามารถเห็นตัวเองได้แล้ว เราสามารถทำภาวนาขั้นสูงได้ การภาวนาอันแรกทำให้มีสมาธิ อันต่อไปทำให้เกิดปัญญา ทีนี้พอจิตใจเราอยู่ที่ตัวเองแล้ว เราก็มาเจริญปัญญาด้วยการเรียนรู้ตัวเอง คอยรู้สึกกายคอยรู้สึกจิตใจไปเรื่อยๆ เรานั่งอยู่นี่รู้สึกไหมร่างกายมันนั่งอยู่ คนในโลกมันไม่มีคนรู้สึกตัว มันมีแต่คนใจลอย อย่านึกว่าใจลอยเป็นเรื่องธรรมดา ใจลอยนี่เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดเลย ใจลอยก็คือจิตฟุ้งซ่าน จิตมีกิเลสที่ชื่อว่าโมหะ

ถ้าเราตายไปด้วยใจที่มีโมหะ เราจะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน จะไปเป็นสัตว์เดรัจฉานทันทีเลย ถ้าใจเราตายไปด้วยความหลง ฉะนั้นเรามาฝึกให้ใจเราอยู่กับตัวเอง แล้วเรามาเรียนรู้ตัวเอง การเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเองเรียกว่าวิปัสสนากรรมฐาน การทำวิปัสสนาเป็นคำสอนที่ลึกซึ้งสุดๆ ของพระพุทธเจ้าเลย ศาสดาอื่นศาสนาอื่นไม่มีคำสอนเรื่องวิปัสสนากรรมฐาน อย่างมากก็มีแค่สมาธิให้จิตสงบเท่านั้นเอง สมาธิที่จิตจะตั้งมั่นยังไม่มีเลย

ทีนี้การทำวิปัสสนาคอยรู้สึกกายคอยรู้สึกใจไป ร่างกายนั่งอยู่ก็อย่าใจลอย กำลังรู้สึกร่างกายกำลังนั่ง ร่างกายเดินก็รู้สึก อย่าเดินใจลอย ร่างกายนอนก็รู้สึก อย่านอนใจลอย ร่างกายยืนก็รู้สึก อย่ายืนใจลอย ร่างกายหายใจออกก็รู้สึก อย่าใจลอย ร่างกายหายใจเข้าก็รู้สึก อย่าใจลอย คอยรู้สึกตัวไว้ รู้สึกตัวบ่อยๆ ต่อไปเราจะเห็นความจริงของร่างกาย ร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา นั่งนานก็ปวดก็เมื่อย เดินนานก็เมื่อย นอนนานก็เมื่อย หายใจออกมากไปก็เมื่อย หายใจเข้ามากไปก็เมื่อย ก็ทุกข์ หายใจออกไปเรื่อยๆ ก็ทุกข์ หายใจเข้าไปเรื่อยๆ ก็ทุกข์ เราก็ต้องเคลื่อนไหวแก้ทุกข์ไปเรื่อยๆ

เห็นไหมคนที่ไม่ได้เคยฝึก หย่อมนี้ใจลอย พวกนี้ยังตั้งใจ ใจอยู่กับตัวเอง ดี อย่างโน้นใช้ไม่ได้ ใจล่องลอยดูมีอะไรให้กินบ้างอะไร ให้ใจมันอยู่ที่ตัวเอง อย่าให้ใจมันหลงออกไป คอยรู้สึก ร่างกายหายใจก็รู้ ยืนเดินนั่งนอนก็รู้ เคลื่อนไหวกระดุกกระดิกก็รู้สึกไป คือฝึกไม่ใจลอย พอเราไม่ใจลอย อันแรกเลยใจเราอยู่ที่ตัวเอง แล้วต่อไปปัญญามันจะเกิด มันจะเห็นร่างกายนี้ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา นั่งนานก็ทุกข์ เดินนานก็ทุกข์ ทำอะไรอยู่เฉยๆ นอนให้สบายสักพักเดียวก็เมื่อยแล้ว ก็ทุกข์อีก เดี๋ยวก็หิว เดี๋ยวก็หนาว เดี๋ยวก็ร้อน เดี๋ยวกระหายน้ำ เดี๋ยวปวดอึปวดฉี่ เดี๋ยวเจ็บไข้ เรามีสติอยู่ที่กาย เราจะเห็นกายคือตัวทุกข์

ดูที่จิตใจ จิตใจเรา เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ มันทำให้เราหิวความสุข อยากได้ความสุข แต่พอเรามีสติรู้จิตใจไปเรื่อยๆ เราเห็นว่าความสุขก็เป็นของชั่วคราว หามาอย่างยากลำบาก แล้วก็อยู่ได้ชั่วคราว แล้วความสุขก็หายไป ความทุกข์ที่เราเกลียดชัง เราก็ห้ามไม่ได้ ใจมันจะทุกข์ เราก็ห้ามไม่ได้ เรามาเรียนรู้จิตใจตัวเอง จะเห็นเลยสุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่ว เกิดแล้วดับทั้งสิ้น บังคับไม่ได้ ถ้าเราเห็นบ่อยๆ ต่อไปใจเราจะไม่หิวความสุข ใจเราจะไม่เกลียดความทุกข์ ใจเราจะเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่าง

เมื่อใจเราเป็นกลางได้ ใจเราก็ไม่ดิ้นรน ใจเราก็สงบสุข เข้าถึงความสุขที่ลึกซึ้งประณีต เป็นความสุขจากการที่เกิดปัญญาเห็นความจริงของร่างกายจิตใจ เป็นปัญญาขั้นสูง เป็นวิปัสสนาปัญญา ทำให้มากเจริญให้มาก ต่อไปจะเกิดสิ่งที่สูงสุดในศาสนาเรา คือโลกุตระ การบรรลุมรรคผล ปัญญาที่มีก็จะเป็นโลกุตตรปัญญา เป็นปัญญาที่พระอริยะทั้งหลายมี ศีลของเราก็เป็นศีลที่พระอริยะทั้งหลายมี สมาธิของเราก็แข็งแรงมากขึ้นๆ

ถ้าเราภาวนาเรื่อยๆ เราจะพบเลย ไม่มีอะไรให้ความสุขกับเราได้ดีเท่ากับธรรมะ ความสุขอย่างโลกๆ เป็นความสุขที่ต้องอาศัยคนอื่นอาศัยสิ่งอื่นตลอดเวลา อย่างเราต้องอยู่กับคนนี้ถึงจะมีความสุข ถ้าไม่ได้อยู่แล้วไม่สุข เราต้องมีร่างกายที่แข็งแรง ถ้าไม่แข็งแรงไม่มีความสุข แล้วความสุขในโลกเป็นความสุขที่มีเงื่อนไขตลอดเวลา ทีนี้เงื่อนไขมันก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะฉะนั้นมันไม่มีอะไรที่ยั่งยืนเลย แต่พอเรามาภาวนา จิตใจเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริง ใจเราเข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง

คำว่านิพพาน นิพพาน คืออะไร นิพพานคือสันติ คือความสงบ ใจที่มันสงบ สงบจากอะไร สงบจากกิเลส ไม่ถูกกิเลสแผดเผา สงบจากความดิ้นรนปรุงแต่ง ใจเราดิ้นทั้งวัน นิพพานนั้นไม่ดิ้นรน ไม่ปรุงแต่ง สงบ เพราะว่าสามารถปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งหลายทั้งปวงได้ ใจที่เข้าถึงพระนิพพานมันมีความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือน พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง นิพพานคือบรมสุข ความสุขที่พวกเรารู้จักต่ำต้อยเหลือเกิน มีโอกาสได้ยินได้ฟังธรรมะแล้ว เอาไปปฏิบัติพัฒนา ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นมา สิ่งที่เราจะได้เราจะรู้เลยว่าพระพุทธศาสนานี่อัศจรรย์อย่างยิ่ง นำความสุขมาให้อย่างไม่มีอะไรเหมือนเลย

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
17 กรกฎาคม 2569