ธรรมะจริงๆ เป็นเรื่องใกล้ตัว คือเรื่องของตัวเราเอง ฉะนั้นเรียนธรรมะ รู้วิธีแล้วก็คือวิธีศึกษาตัวเอง เรียนรู้ตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวเราก็มีกายกับใจนี้ เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ถ้ารู้ได้ถ่องแท้ก็ปล่อยวาง ปล่อยวางได้ก็พ้นทุกข์ พ้นภาระ ปล่อยไม่ได้เราก็ต้องแบกต้องหามขันธ์ 5 รูป นาม กาย ใจ มันเป็นภาระที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น ขันธ์อันนี้แตกทำลายไป จิตก็เที่ยวแสวงหาขันธ์อันใหม่ เรียกว่าแสวงหาที่เกิดไปเรื่อยๆ
ผู้แสวงหาที่เกิดเรียกว่าสัมภเวสี ตราบใดที่เรายังไม่บรรลุพระอรหันต์ พวกเรายังเป็นสัมภเวสีอยู่ คนไทยไปแปลสัมภเวสีว่าผีเร่ร่อน พวกเรานี่ล่ะเร่ร่อน เวียนตายเวียนเกิดในสังสารวัฏ ไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าไม่ศึกษา ไม่ลงมือปฏิบัติธรรมะให้สมควรแก่ธรรม ก็หนีความเป็นสัมภเวสีไม่พ้น การจะพ้นจากวัฏฏะไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องต่อสู้เข้มแข็งมาก ศัตรูสำคัญสำหรับพวกเราคือกาม ความติดอกติดใจในรสชาติของกาม คือติดในรสของรูป ของเสียง ของกลิ่น ของรส ของสัมผัส หลายคนบอกให้บวชไม่กล้าบวช หรือถ้าบวชขอบวชชั่วคราว เพราะยังอาลัยอาวรณ์ในกาม
การฝึกตัวเองให้พ้นจากกาม
การบวชต้องฝึกตัวเองออกจากกาม ระบบของพระเป็นระบบที่ฝึกตัวเองให้พ้นจากกาม ปัจจัย 4 ที่พระต้องใช้ จำเป็นต้องใช้ มันจำกัดมาก อาหารก็ตามมีตามได้ หามาได้ บิณฑบาตมาได้อย่างไร ก็ต้องฉันอย่างนั้น เลือกไม่ได้ บางวันต้องฉันอาหารว่าง ถ้าพระที่ดำรงชีวิตด้วยการบิณฑบาตจริงๆ ไม่มีใครส่งอาหารให้ บางวันฉันอาหารว่าง คือบาตรนี้ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย บางวันก็ได้ฉันอาหารที่ไม่ได้ชอบ บางทีก็อาหารบางอย่างเราไม่คุ้น ก็น่าสยดสยอง
ตอนหลวงพ่อยังไม่บวช เคยไปอยู่ในวัดป่าแห่งหนึ่ง พระไปบิณฑบาตรมาก็ได้ขานกมา เขาเอาขานกมาต้มมือ มันยังหงิกๆ อย่างนี้ นี่อาหารชั้นดีของที่วัดนั้น พระท่านก็แบ่งมาให้ เราเห็นแล้วเราอิ่มเลย อิ่มทิพย์ เห็นแล้วกลัว อย่างเป็นพระ อยากกินอันนี้ก็ไม่ได้กิน บอกอยากได้ของร้อนๆ ก็ได้ของเย็นๆ อยากได้ของเย็นๆ ก็ได้ของร้อน เพราะเราอยู่โดยอาศัยชาวบ้านเขาอยู่ ก็ได้อาหารตามมีตามได้ เลือกไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์เลือก ถ้าเลือกมากก็ไม่ใช่การฝึกตัวเองแล้ว
เครื่องนุ่งห่มของพระก็มีจำกัด ก็มีผ้าไตรจีวรเป็นตัวหลัก ผ้านุ่งผืนหนึ่ง ผ้าคลุมผืนหนึ่ง ผ้าห่มผืนหนึ่ง สังฆาฏิคือผ้าห่มของพระ สังฆาฏิ ไม่ได้เอาไว้พาดโก้ๆ เดี๋ยวนี้พระมีผ้าห่ม ก็เลยเอาสังฆาฏิไปพาดเล่นโก้ๆ ไม่สบาย ไม่สบายก็ใช้ยาง่ายๆ เท่าที่มี ยาบางอย่างได้ยินชื่อก็กลัวแล้ว ที่อยู่อาศัยท่านก็กำหนด ถ้าพระสร้างกุฏิ กว้างได้เท่านี้ ยาวได้เท่านี้ กุฏิใหญ่ๆ ไม่ได้ แต่หลังๆ พระท่านไม่ได้สร้างกุฏิ โยมสร้างถวาย ขนาดมันก็โตขึ้น แต่รวมความก็คือต้องมักน้อย ปรารถนาน้อย โลภมากมีความทุกข์ พระ ถ้าพระโลภมากก็มีแต่ความทุกข์ มันไม่มี อยากกินอันโน้น อยากกินอันนี้ มันไม่มีจะกิน ก็ทุกข์
เมื่อก่อนหลวงพ่อรู้จักพระองค์หนึ่ง ท่านก็เป็นลูกศิษย์ครูบาอาจารย์ ท่านเป็นลูกเศรษฐีอยู่ทางเชียงใหม่ ท่านมีศรัทธาออกมาบวช นี้ท่านอยากฉันข้าวเหนียวถั่วดำ บอกตั้งแต่มาบวชหลายปี ไม่ค่อยได้ฉันเลย ไม่ใช่หลวงพ่อ เดี๋ยวข้าวเหนียวถั่วดำมาเยอะ ท่านบอกว่าอยู่ตั้งหลายปีไม่ได้ฉัน ก็คิดถึงอยู่เรื่อยๆ วันหนึ่งไปบิณฑบาต พระกรรมฐานบิณฑบาต ก็เดินเข้าแถวกันไป มองเห็นแต่ไกลเลย มีข้าวเหนียวถั่วดำหลายถุง ก็บิณฑบาต องค์ข้างหน้าท่านก็รับไปหมดแล้ว พอมาถึงท่านไม่มีแล้ว หมดแล้ว บอกใจก็แป้วเลย
อีกวันหนึ่งไปบิณฑบาตร ท่านได้ข้าวเหนียวถั่วดำมา ก็ดีใจวันนี้จะได้ฉัน นี้ระบบของพระกรรมฐาน บิณฑบาตได้อาหารมา ต้องเอาอาหารมาเทรวมกัน แล้วก็ส่งต่อตั้งแต่หัวแถวไปท้ายแถว ท่านบอกพระที่อยู่ข้างหน้าท่าน เอาถุงข้าวเหนียวถั่วดำไป ท่านบอกกลับกุฏิวันนั้นร้องไห้เลย เสียใจว่า โอ้ เรา พ่อแม่เราร่ำรวยมีเงินเป็นร้อยล้าน เราก็ลูกคนเดียว แค่จะฉันข้าวเหนียวถั่วดำก็ไม่ได้ฉัน ท่านบอกวันนั้นท่านร้องไห้เลย
ทำไมชีวิตพระปฏิบัติมันเข้มข้น เพราะท่านฝึกที่จะสู้กาม กามคือรูปสวยๆ เรียกกามคุณอารมณ์ รูปที่สวย รสที่อร่อย กลิ่นที่หอม สัมผัสที่นุ่มนวลถูกอกถูกใจ ตา หู จมูก กลิ่น มีกลิ่นที่ดี กามคุณ 5 อย่าง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางร่างกาย เป็นฆราวาสมันก็ตามใจกามไปเรื่อยๆ ฉะนั้นฆราวาสภาวนา จะเอาโสดาบัน สกทาคามี ไม่ยาก แต่ถ้าจะภาวนาให้ถึงอนาคามี ยาก เพราะเราเคยชินที่จะตามใจกาม จริงๆ ไม่ใช่ตามใจกาม ตามใจกิเลสที่จะแสวงหากาม อย่างพระที่มีข่าวเมื่อต้นปี หรือเมื่อปลายปีก่อน เสียหายไปมากมายก็เรื่องกาม
กรรมแก้ไม่ได้
ฆราวาสก็มีเรื่องหมอดูแก้กรรม อยู่มาจนแก่มีชื่อเสียง ก็สู้กิเลสไม่ได้ ก็แพ้กาม เอาจุดอ่อนของคนอื่น คนกำลังมีความทุกข์ ขาดที่พึ่ง ก็ไปหลอกเขาเพื่อจะเสพกาม อันนี้บาปมาก ทางกฎหมายอาจจะไม่มากเท่าไร มันไปทำอนาจารผู้ชาย แต่ว่ามันเป็นความโหดร้าย คนมีความทุกข์อยู่ เขามาหาหวังว่าจะเปลื้องความทุกข์ออกไป ก็ไปฉวยโอกาสแสวงหากามจากเขา บาปมากอันนี้
ที่จริงหมอดูคนนี้ หลวงพ่อได้ยินชื่อมาตั้งแต่ก่อนบวช เคยมีลูกศิษย์เขามาเล่าให้ฟัง ชวนไปหาบอกไปแก้กรรม หลวงพ่อได้ยินคำว่าแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาด้วย เพราะเราเป็นชาวพุทธ เราได้ศึกษามาแล้ว กรรมมันแก้ไม่ได้ ถ้าทำกรรมไว้แล้ว ก็ต้องรับผล อย่างเราซุ่มซ่ามเดินหัวไปชนเหลี่ยมเสา หัวแตก จะมาทำพิธีแก้กรรมให้ไม่ชนเสา ก็มันชนไปแล้ว จะไปแก้อะไร มันเป็นอดีต อดีตมันผ่านไปแล้ว มันแก้ไม่ได้
หลวงพ่อได้ยินเรื่องแก้กรรม หลวงพ่อไม่เอาแล้ว รู้ว่าไม่ใช่ชาวพุทธหรอก ชาวพุทธเชื่อเรื่องกรรม เรื่องผลของกรรม ใครมาชวนไปแก้กรรม ไม่แก้ ทางที่จะดีสำหรับเรา ที่เวลาอกุศลให้ผล คือทำความดีให้มากขึ้น ทำความดีให้เยอะขึ้น ไม่ใช่หาทางแก้กรรม การที่เราทำกรรมดีให้มากขึ้น มันก็จะเจือจางผลของกรรมเก่า พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ เหมือนเรามีน้ำอยู่แก้วหนึ่ง เราเอาเกลือกำมือหนึ่งใส่ลงไปในแก้ว เราชิมน้ำ โอ๊ย น้ำนั้นเค็มมาก
ถ้าเราเติมน้ำลงไป เปลี่ยนไปใส่เกลือกำมือหนึ่ง ลงไปในถังน้ำใหญ่ๆ เกลือก็จำนวนเท่าเดิม ไม่ได้ลดจำนวนลง แต่เรากินน้ำนั้นได้ อันนี้ลักษณะอย่างนี้ ไม่ใช่การแก้กรรม เกลือคือกรรมเก่าไม่ได้ลดลง แต่เราทำกรรมใหม่ที่ดีขึ้น เหมือนเราเติมน้ำลงไปเยอะๆ มันก็เจือจางรสของเกลือลงไปก็สามารถกินได้ ยิ่งบอกว่ารู้ว่าคนนี้เป็นเจ้ากรรมนายเวร คนนี้ทำกรรมอันนี้มา จะต้องแก้โดยการไปขอขมาคนนั้นคนนี้
หลวงพ่อได้ยิน หลวงพ่อก็ไม่เชื่อ เพราะเรื่องกรรมเป็นเรื่องอจินไตย ท่านที่รู้แจ่มแจ้งก็มีแต่พระพุทธเจ้า ไม่ใช่เรื่องของคนที่มีกิเลส จะมารู้ว่าใครทำกรรมอะไรมา รับผลกรรมอะไรมา มันมโนเอาทั้งนั้น มันผิดหลัก ถ้าเราศึกษาธรรมะ เราจะรู้ว่าอันนี้ไม่ใช่ การจะรู้ถ่องแท้เรื่องกรรม มันไม่ใช่วิสัยกระทั่งสาวก ไม่ใช่วิสัยที่จะรู้ได้จริง รู้ได้เลาๆ อย่างมาก
พระมหาโมคคัลลานะ ท่านมีฤทธิ์มาก ว่างๆ ท่านก็ไปเที่ยวสวรรค์ แล้วไปเจอเทวดา มีวิมานสวยงาม มีสระโบกขรณี มีดอกไม้ดูเยอะแยะ มีบริวารมากมาย ท่านไม่ได้มานั่งระลึก ว่าเทวดานี้ทำบุญทำกรรมอะไรมา ท่านถามว่า “ดูกร เทวดา ทรัพย์เหล่านี้ท่านได้มาเพราะอะไร” เจ้าตัวเขาก็จะเล่าให้ฟัง อ๋อ เคยถวายทานในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน หรือเคยรักษาศีล เคยดูแลพ่อแม่ เคยให้อภัย คนด่าไม่โกรธ โกรธแต่ว่าไม่ถือโทษ ท่านใช้วิธีไปสัมภาษณ์เอา ท่านไม่ได้มานั่งมโนเอา คนนี้มีกรรมอย่างนี้ เลยได้ผลอย่างนี้ เรื่องกรรมเป็นเรื่องอจินไตย ไม่ใช่วิสัยของปุถุชนจะมโนเอาได้
ฉะนั้นเราได้ยินว่าใครมารู้กรรมของเรา อย่าไปเชื่อ เชื่อไม่ได้ มันผิดหลักที่ชาวพุทธที่มีการศึกษาจะเชื่อได้ บางคนบอก เอ๊ะ ทำไมเขารู้ ว่าให้ไปขอขมาคนนั้นคนนี้ เออ ท่าจะเก่งจริง รู้ หลวงพ่อทำงานเกี่ยวกับการข่าวมาตลอด หลวงพ่อไม่รู้สึกว่ายากอะไร เราก็เช็กข้อมูลไว้ก่อน มีลิสต์รายชื่อ คนนี้อยู่บ้านนี้ เช็กไว้ก่อน ใครมาถามก็บอก คนนี้เป็นเจ้ากรรมนายเวร ให้ไปหาที่บ้านนี้ ง่ายจะตายไป มันไปวิเศษตรงไหน หรือถ้าเตรียมไม่ทัน ก็บอกเดี๋ยววันหลังมา วันนี้จะต้องนั่งเข้าฌานก่อน แล้ววันหลังจะมาบอก ก็ให้คนไปสืบก็ได้ มันต้องเล่นเป็นขบวนการ คนเราก็โง่ๆ เชื่อมันปักอกปักใจ เชื่อเด็ดขาดลงไป ถูกเขาหลอก
พวกที่ถูกหลอก หลวงพ่อเห็นมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มหนึ่งพวกชีวิตมีปัญหามาก อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่กลัวชีวิตจะมีปัญหา สังเกตไหมว่าพวกดารา นักร้อง นักธุรกิจอะไรนี้โดนหลอกแล้วหลอกอีก เวลามีข่าวถูกพระหลอก ถูกโยมหลอก จะต้องติดอันดับพวกนี้เข้าไปเสมอ เพราะชีวิตพวกนี้ไม่มั่นคง ทำธุรกิจก็ไม่มั่นคง เป็นดาราก็ไม่มั่นคง รู้สึกชีวิตไม่มั่นคง ก็ต้องหาตัวเสริมตัวช่วย ช่วยให้กำลังใจดี ได้เท่านั้นล่ะจริงๆ แล้วบางที่มันหลอกเอาเงิน หลอกเอาเงิน หลอกอะไร
ฟังธรรมะแล้วเรียนให้ดี
เราจะได้ไม่เชื่ออะไรที่งมงาย
คนเหล่านี้โดนหลอกได้ เพราะไม่ใช่ชาวพุทธที่แท้จริงหรอก เป็นชาวพุทธต้องศึกษา ต้องศึกษา ปฏิบัติไม่เป็น ศึกษาปริยัติก็ยังดี เรียนปฏิบัติอย่างเดียวก็ไม่ดี เกิดปฏิบัติผิด เกิดเข้าสำนักผิด อาจารย์สอนเพี้ยน เราไม่รู้ เพราะฉะนั้นปริยัติจะช่วยเตือนนักปฏิบัติ ว่าอันนี้ออกนอกลู่นอกทางแล้ว ส่วนนักปฏิบัติก็เป็นตัวไปช่วยพิสูจน์ พวกที่เขาเรียนปริยัติ เขารู้ได้อย่างไรว่าจริง พอลงมือปฏิบัติแล้ว เออ ปริยัติอันนี้จริง มันจะเสริมซึ่งกันและกัน
ฉะนั้นพวกเราต้องเรียน ต้องศึกษา โดยเฉพาะถ้าอยากพ้นทุกข์จริงๆ ศึกษาหลักของการปฏิบัติให้แม่นๆ เรียนเรื่องสติปัฏฐานให้หนักไว้ เรียนเรื่องสติปัฏฐาน แล้วก็ต้องรู้เรื่องขันธ์ 5 เรื่องไตรลักษณ์ อายตนะ ฟังแล้ว เยอะแล้ว จริงๆ เรียนเรื่องกายเรื่องใจของตัวเอง ที่จริงเวลามีข่าวพระไม่ดี โยมไม่ดี เรื่องหลอกกันนี้ เราไม่ต้องไปด่าเขาหรอก เขามีกรรมของเขา อย่างหมอดูนั้นก็เป็นบัณเฑาะก์ เขาเรียกบัณเฑาะก์
บัณเฑาะก์มี 5 อย่าง บัณเฑาะก์ 2 อย่างบวชได้ บัณเฑาะก์ 3 อย่างบวชไม่ได้ บัณเฑาะก์ชนิดแรกรู้สึกจะชื่ออาสิตตะ บัณเฑาะก์ชนิดนี้เวลาเกิดราคะ แล้วชอบอมจู๋คนอื่น พวกนี้บวชได้ แต่ตอนบวชแล้วต้องไม่ทำอีก บัณเฑาะก์อีกอย่างหนึ่ง ชอบดู ชอบดูผู้ชายกับผู้ชายเสพสังวาสกัน ถ้าเป็นยุคนี้ก็ดูคลิป ก็ดูได้เหมือนกัน พวกนี้ก็บวชได้ บัณเฑาะก์กลุ่มที่ 3 พวกที่ตอน พวกที่ตอนอย่างพวกขันที พวกนี้บวชไม่ได้ ถือเป็นบัณเฑาะก์ชนิดหนึ่ง แต่คนทำหมันไม่เกี่ยว คนทำหมันก็ยังเป็นผู้ชายเต็มร้อยอยู่ บวชได้ พระบางองค์ตีความผิด ไม่ค่อยรู้เรื่องโลก บอกถ้าทำหมันชายแล้วบวชไม่ได้ ไม่เกี่ยว มันก็ยังเป็นผู้ชายเต็มปกตินั่นล่ะ เพียงแต่มันไม่มีลูกเท่านั้น พวกนี้บวชได้
บัณเฑาะก์อีกพวกหนึ่ง เป็นพวกที่มีอวัยวะเพศ 2 อย่าง ทั้งผู้หญิงผู้ชาย เลยสับสน ไม่รู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย พวกนี้บวชไม่ได้ มีอีกพวกหนึ่งพวกอะไรจำไม่ได้ เมื่อกี้นึกได้ ตอนนี้นึกไม่ได้ อ้อ พวกนี้ประหลาด คือบางทีก็เป็นผู้ชาย บางทีก็เป็นผู้หญิง เราฟังแล้ว มีด้วยหรือ เหลือเชื่อ พอข้างแรมก็กลายเป็นผู้หญิง ถึงข้างขึ้นก็กลายเป็นผู้ชาย ทำไมในตำราเขียนไว้ มันมีจริงหรือ ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ อันนี้บอกให้ก็ได้
ครูบาอาจารย์ท่านเคยเล่า ว่าเมื่อก่อนก็มีเณรองค์หนึ่งในสายปฏิบัตินี่ล่ะ ข้างขึ้นแกก็ทำตัวปกติ พอถึงข้างแรมแกซ่อนตัวไม่ให้คนเห็น พระก็สงสัยไปแอบดู อ้าว กลายเป็นผู้หญิง มันเป็นผู้หญิงจริงๆ เลย ไม่ใช่แค่ความรู้สึกเป็นผู้หญิง ร่างกายก็เป็นผู้หญิงไปด้วย มีเขางอกขึ้นมา เคสอย่างนี้เคยมี เคยมี แต่พวกเราส่วนใหญ่เกิดไม่ทันเคสอย่างนี้ แล้วครูบาอาจารย์ท่านรู้ ท่านก็เลยให้สึกออกไป พวกนี้บวชไม่ได้
ฉะนั้นเรื่องธรรมะ ถ้าเราศึกษาแล้ว บางอย่างก็น่าสงสัย จริงหรือไม่จริง มันประหลาด ประหลาดแต่ว่ามันก็มี ไม่ใช่ไม่มี เป็นเรื่องของกรรมล้วนๆ เลย ส่วนอาจารย์หมอดูนั้น ถ้าแกจะบวชแกก็ยังบวชได้ มันเป็นประเภทที่ไม่ได้ห้ามบวช แต่ทำกรรมหนัก หากินกับความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของคนลำบาก ใจไม่ได้มีความเมตตา พวกเราฟังธรรมะแล้วเรียนให้ดี เราจะได้ไม่เชื่ออะไรที่งมงาย
หลวงพ่อตั้งแต่เด็ก เขาไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่อะไร หลวงพ่อไม่ไหว้ ที่บ้านบางทีเขาก็ไหว้เจ้า ตรุษจีนอะไรอย่างนี้ ก็ไม่ไหว้ด้วย ใจมันไม่เชื่อ ไปไหว้เดี๋ยวเจ้าเห็นหน้า เจ้าหมั่นไส้เปล่าๆ ศาลเจ้าอะไร ไม่เข้า พอเราภาวนา เรามั่นคงในพระศาสนา อะไรที่อยู่นอกคำสอนในทางศาสนาพุทธ เราก็ไม่เอา หลวงพ่อไม่เคยสะเดาะเคราะห์ ไม่เคยสะเดาะเคราะห์ ไม่เคยไปตามวัด ไปไหว้เทวรูป ขอให้รวย ไม่เคย
คนเราจะจนหรือรวย อยู่ที่กรรมของตัวเอง ทั้งกรรมเก่า กรรมใหม่ กรรมใหม่ขยันทำมาหากิน หากินได้ถูกช่องก็รวย ไม่ใช่เทวดามาช่วยให้เรารวยได้ ที่เห็นๆ ก็วัดที่ทำเทวรูปให้คนไปไหว้ วัดนั้นเขาก็รวย แถวนี้ก็มี แถวนี้คนไปไหว้ เป็นชาวพุทธมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง เป็นสรณะ สรณะอื่นของพวกเราไม่มี พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา
ถ้าเราอยากภาวนา อยากเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันไม่มีสรณะอื่นนอกศาสนาพุทธแล้ว เราต้องฝึกตัวเอง อะไรไม่มีเหตุมีผลขัดแย้งกับคำสอนเราก็ไม่เอา สิ่งที่เราต้องทำคือไตรสิกขา ถ้าถามว่าชาวพุทธมีหน้าที่อะไรก็ต้องตอบได้ ชาวพุทธมีหน้าที่ศึกษา ศึกษาอะไร ศึกษาว่าทำอย่างไร ศีลของเราที่ไม่มีจะมี ศีลที่มีแล้วจะเจริญขึ้น มั่นคง ทำอย่างไรสมาธิที่ไม่มีจะมี ที่มีแล้วจะแข็งแรง ทำอย่างไรปัญญาที่ไม่เคยมีจะเกิดขึ้น จะรู้ถูกเข้าใจถูก ตัวปัญญาเป็นตัวสำคัญ
ไตรสิกขาต้องมีครบ
ที่เรามาภาวนากันแทบเป็นแทบตาย สิ่งที่เราจะได้มาคือสัมมาทิฏฐิ คือตัวปัญญาที่ถูกต้อง สิ่งที่เราจะขจัดออกไปเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ คือความรู้ที่ไม่ถูกต้อง ฉะนั้นสิ่งที่พวกเราต้องเรียน เรียกว่าไตรสิกขา เรียนเรื่องอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา แล้วการเรียนก็ต้องเรียนตามลำดับ อยู่ๆ จะไปเรียนปัญญาสิกขา โดยไม่มีศีลรองรับ มันจะกลายเป็นปัญญามหาโจร เอาความรู้ความเข้าใจไปหลอกคนอื่นเขา หรือหลอกตัวเองว่าบรรลุขั้นนั้นขั้นนี้
ฉะนั้นศีลเป็นพื้นฐานสำคัญ มีศีลแล้วก็ต้องฝึกจิต เรียกว่าจิตตสิกขา ฝึกจิตมี 2 อย่าง ฝึกจิตให้มีแรง มีกำลัง กับฝึกจิตให้พร้อมที่จะเจริญปัญญา ฉะนั้นการฝึกจิตมี 2 อัน การเจริญปัญญา ก็คือการเอาจิตที่พร้อมแล้ว มีกำลังเข้มแข็ง ตั้งมั่น เอาจิตนั้นไปเจริญปัญญา ไปเรียนรู้ความจริงของร่างกายจิตใจ สิ่งที่เราต้องทำ บางคนบอกว่าถ้ามีปัญญาแล้วไม่ต้องรักษาศีล
เราดูฐานพระพุทธรูป ส่วนมากเขาทำฐาน 3 ชั้น เป็นสัญลักษณ์ของศีล สมาธิ ปัญญา ถ้าไม่มีฐานข้างล่าง ฐานข้างบนมันตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีศีล สมาธิก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ไม่มีสมาธิ ปัญญาก็ตั้งอยู่ไม่ได้ ฉะนั้นพวกที่บอกไม่ถือศีล ไม่ยึดถือ ไม่ยึดถือศีล เพราะมีปัญญา เราต้องรู้ พวกนี้พวกมิจฉาทิฏฐิ พวกอวดดีกว่าคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วพวกนี้บางทีก็ออกมาเผยแพร่ ออกมาสอน แต่สังเกต อยู่ไปได้ช่วงหนึ่งก็หายนะ อยู่ไม่รอดหรอก
เมื่อเร็วๆ นี้ก็สึกไปอีก ดีที่สึก ก็จะมีพวกเพี้ยนๆ อย่างนี้เป็นระยะๆ อยู่ไปช่วงหนึ่ง ปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม อย่างเราสร้างบ้าน 3 ชั้น พอสร้างชั้นที่สามเสร็จแล้ว เรารื้อชั้นที่หนึ่งที่สองออกได้ไหม มันก็อยู่ไม่ได้ ชั้นที่สามก็ถล่ม บอกมีปัญญาแล้วละเลยสมาธิกับศีล มันก็เป็นไปไม่ได้ ปัญญาถล่มแน่นอน เหมือนตึก ตึก 3 ชั้น ก็ต้องสร้างไปทีละชั้น ชั้นที่หนึ่งเราสร้างศีลขึ้นมา ชั้นที่สองเราต่อยอด ไม่ใช่รื้อศีลทิ้ง เราต่อยอดมีสมาธิ เรามีศีล มีสมาธิ แล้วเราก็ต่อยอดให้เกิดปัญญา
เพราะฉะนั้นไตรสิกขาต้องมีครบ ไม่ใช่มีปัญญาแล้วก็ละเลยศีลและสมาธิ หลวงพ่อเคยทำผิด หลวงพ่อนั่งสมาธิแต่เด็ก แล้วก็ไม่เห็นว่าจะเกิดปัญญาตรงไหนเลย จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์ ท่านสอนให้หลวงพ่อเจริญปัญญา ด้วยการดูนามธรรม พอหลวงพ่อรู้หลักวิธีเจริญปัญญา หลวงพ่อไม่สนใจการทำสมาธิแล้ว รู้สึกเสียเวลา เลิก ไม่ทำสมาธิ เดินปัญญารวดไปเลย ก็เดินปัญญาอยู่ได้ 2 ปี พอสมาธิไม่พอก็เกิดวิปัสสนูปกิเลส เกิดแสงสว่าง เกิดโอภาส สว่าง กลางวันก็สว่าง กลางคืนก็สว่าง ใจก็มีแต่ความสุข อยู่ในแสงสว่าง มีแต่ความสุข อยู่ไปนานๆ แล้วเกิดโยนิโสมนสิการ
พระพุทธเจ้าว่าจิตไม่เที่ยง ทำไมจิตเราเที่ยง พระพุทธเจ้าว่าจิตเป็นทุกข์ ทำไมจิตเรามีแต่ความสุข พระพุทธเจ้าว่าจิตเป็นอนัตตา ทำไมเราบังคับได้ อย่างนี้ พิจารณาอย่างนี้ เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่คิดมั่วๆ ไม่มีเหตุมีผล ต้องคิดให้ถูกหลัก คราวนี้รู้แล้วว่าเราเดินจิตผิดแล้ว แต่แก้ไม่ตก ไม่รู้ว่าผิดตรงไหน ดูไม่ออก ไปเจอหลวงตามหาบัวท่านบอกให้ บอก “ที่ดูจิต ดูไม่ถึงจิตแล้ว ต้องเชื่อเรา เราผ่านมาด้วยตัวเราเอง อะไรๆ ก็สู้บริกรรมไม่ได้”
หลวงพ่อได้ยิน ท่านให้บริกรรม เราก็พุทโธๆ ใจไม่ชอบ รำคาญ ไม่ชอบบริกรรมพุทโธ หลวงพ่อก็ เอ๊ะ ท่านให้บริกรรม แสดงว่าสมถะเราไม่พอ สมาธิเราไม่พอ หลวงพ่อทำสมาธิในสิ่งที่ตัวเองถนัด หายใจเข้าพุท หายใจออกโธไป หายใจแป๊บเดียว จิตสงบ พอจิตรวมแล้วถึงรู้เลย โอ๊ย ปีหนึ่งที่ผ่านมา จิตเราอยู่ข้างนอก ไปว่างๆ สว่างอยู่ข้างนอก จิตไม่เข้าฐาน จิตไม่เข้าฐานแล้วไปไหนต่อไม่ได้หรอก ก็ตันอยู่แค่นั้น พอจิตรวม ทำสมถะจิตรวม รู้แล้วที่ทำอยู่ผิด คราวนี้ก็เดินต่อได้
ทำไมจิตไปอยู่ข้างนอกใช้ไม่ได้ ทำไมจิตต้องอยู่กับกายกับใจ เพราะการปฏิบัติจริงๆ คือการเรียนรู้กายรู้ใจของเรา ก็จะได้เห็นทุกข์เห็นโทษแล้วปล่อยวางได้ ถ้าจิตไปสว่าง ว่าง สบายอยู่ข้างนอก มันจะไปเห็นทุกข์เห็นโทษอะไรได้ ตายไปก็ไปเป็นพระพรหมก็แค่นั้นล่ะ อาศัยโยนิโสมนสิการ สังเกตตัวเอง ตรงไหนสังเกตแล้วยังไม่เข้าใจ มีโอกาสก็ถามครูบาอาจารย์
ที่หลวงพ่อภาวนา ส่วนใหญ่เวลาเกิดปัญหา หลวงพ่อสังเกตตัวเอง ผ่านได้ทุกที เกือบทุกที ไม่ทุกที มีน้อยครั้งที่ต้องไปถามครูบาอาจารย์ ตั้งแต่ภาวนามา ครูบาอาจารย์ต้องช่วยหลวงพ่อทั้งหมด 7 ครั้งเอง 7 ครั้ง ครูบาอาจารย์บางองค์ช่วยมากกว่า 1 ครั้ง นอกนั้นเราภาวนา เราก็จะเห็นปัญหารายวัน ขืนมีปัญหานี้ขึ้นมา ก็อยากจะไปถาม มีปัญหานี้ก็อยากถาม วันๆ ไม่ทำอะไร ก็แค่นั่งคิด สงสัยขึ้นมาก็ไปถาม ถามแล้วก็มาคิดต่อ แล้วก็สงสัยใหม่ แล้วก็ถามอีก
ฉะนั้นพวกช่างถาม พวกช่างคิด พวกเหลวไหล ที่นี่ก็มีเหมือนกัน บางคนชอบถาม ถามแล้วถามอีก ถามจุกจิก แทนที่จะไปดูสภาวะที่มีที่เป็น เอาแต่นั่งถาม แล้วเมื่อไรมันจะเข้าใจ ธรรมะมันต้องเห็นด้วยตัวเอง ไม่ใช่อาศัยสติปัญญาของครูบาอาจารย์อย่างเดียว ต้องรู้ด้วยตัวเอง เห็นด้วยตัวเอง ใช้ความสังเกตเอา สิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติอยู่นี้ กุศลเจริญหรืออกุศลเจริญ สังเกตง่ายๆ อย่างนี้ล่ะ ทำแล้วกิเลสมาก หรือกิเลสลด ทำแล้วกุศลที่ยังไม่เกิดเกิดไหม กุศลที่เกิดแล้วเจริญขึ้นไหม สังเกตตัวเองไป แล้วเราจะประคับประคองตัวเองไป แล้วการปฏิบัติ เวลาเกิดปัญหาก็อย่าตกใจ จับภาวะปัจจุบันไว้ให้ได้เลย รู้สภาวะลงปัจจุบันไป
สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา
ถ้าเราไม่ทิ้งปัจจุบัน มีสติรู้กายรู้ใจอยู่ในปัจจุบันก็ไม่พลาดหรอก ถ้าทิ้งปัจจุบันเมื่อไร พลาดทันที ถ้าเราอยู่กับปัจจุบัน จิตเราเป็นอย่างไร รู้เข้าไปเลย ถ้ารู้จิตไม่ได้ รู้กาย ฉะนั้นไม่ใช่ทุกคนที่ดูจิต แล้วจะดูจิตได้ทุกวัน บางวันกำลังตก ก็ต้องมาดูกาย รู้สึกในร่างกายไป ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไป ถึงจุดหนึ่งจิตจะมีแรง ก็จะกลับไปดูจิตได้ พอดูจิตได้ เราก็จะเห็นทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับจิต ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ไม่ว่ากุศลหรืออกุศล เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ก็จะเห็นอย่างนี้ การที่เราเห็นว่าสิ่งใดเกิดสิ่งนั้นดับ อันนี้สำคัญ ถ้าเห็นอย่างถ่องแท้ นั่นคือพระโสดาบัน
ฉะนั้นเราต้องฝึกตัวเอง ฝึก ศีลต้องรักษา ทุกวันแบ่งเวลาทำในรูปแบบ ทำในรูปแบบ เบื้องต้นอยู่กับอารมณ์กรรมฐานของเราไป ถ้าใจเราสงบอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน ใจก็จะมีความสุข มีความสงบ มีกำลัง เวลาอยู่กับอารมณ์กรรมฐาน อยู่สบายๆ อย่าไปเค้นจิตให้สงบ สงบก็ได้ ไม่สงบก็ได้ รู้อารมณ์กรรมฐานไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง ทำไปเรื่อยๆ แล้วถ้าใจเราสบาย ใจเรามีความสุข สมาธิจะเกิดเอง จิตจะสงบเอง
ฉะนั้นเราก็เลือกกรรมฐานที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ มีความสุข เราก็ไปอยู่ แล้วเราก็มีความสุข ใจก็สงบ แล้วถ้าจะฝึกสมาธิให้จิตตั้งมั่น ก็ใช้กรรมฐานเดิม แต่สังเกตเข้ามาที่จิต ให้ความสำคัญที่จิต ไม่ใช่ให้ความสำคัญที่อารมณ์กรรมฐาน ถ้าเราให้ความสำคัญกับตัวอารมณ์กรรมฐาน จะได้สมาธิชนิดสงบ ถ้าเราให้ความสำคัญกับการรู้จิตตัวเอง เราจะได้สมาธิชนิดตั้งมั่น
อย่างหายใจเข้าพุทออกโธ รู้ทันว่าจิตหนีไปคิดเรื่องอื่น หายใจเข้าพุทออกโธ รู้ทันว่าจิตถลำลงไปเพ่งลมหายใจแล้ว รู้ทันจิต จิตจะไหลไปไหลมา ไหลไปไหลมา คอยรู้ไว้ อย่าไปควบคุม อย่าไปบังคับ จิตจะไหลก็ให้มันไหล แต่มีสติรู้ แล้วทันทีที่เรารู้ว่าจิตไหลไป จิตที่ไหลไปจะดับ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิด ฝึกบ่อยๆ จิตจะมีแรง จิตจะตั้งมั่นโดยเราไม่ได้เจตนา แล้วต่อไปพอสติระลึกรู้กาย ก็จะเห็นไตรลักษณ์ของกาย สติระลึกรู้เวทนา สุขทุกข์ ก็จะเห็นสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นไตรลักษณ์
จิตตั้งมั่น สติระลึกรู้สัญญา ความจำ ก็จะเห็นความจำก็ไม่เที่ยงหรอก เดี๋ยวก็จำได้ เดี๋ยวก็จำไม่ได้ สั่งไม่ได้ บังคับไม่ได้ เป็นอนัตตา จิตตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้สังขาร ความปรุงดีปรุงชั่วทั้งหลาย ก็จะเห็นทั้งดีทั้งชั่วเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่มีใครชั่วตลอดกาลหรอก แล้วก็ไม่มีใครดีตลอดกาลหรอก ชั่วก็อยู่ชั่วคราว ดีก็อยู่ชั่วคราว สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว จำได้ก็ชั่วคราว อะไรๆ มันก็ชั่วคราวหมดเลย
เราดูเรื่อยๆ ไป แล้วเราเห็นกระทั่งจิตก็เป็นของชั่วคราว จิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวก็เป็นผู้คิด เดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ เดี๋ยวเป็นผู้ไปดูรูป เดี๋ยวเป็นผู้รู้ เป็นผู้ไปฟังเสียง เป็นผู้รู้ เป็นผู้ไปดมกลิ่น เป็นผู้รู้ เป็นผู้ไปรู้รส เป็นผู้รู้ ไปเป็นผู้รู้สัมผัสทางกาย จิตมันจะเกิดดับ ดูไปๆ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับเป็นธรรมดา ถ้าเราเห็นด้วยจิตอย่างถ่องแท้อันนี้ ไม่ใช่คิด ถ้าจิตมันเข้าใจตรงนี้ถ่องแท้ นั่นคือพระโสดาบัน เห็นแล้วขันธ์ 5 มีแต่เกิดดับ ขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเราของเรา
เพราะฉะนั้นไปถือศีล 5 ให้ดี แล้วทุกวันทำในรูปแบบ วันไหนฟุ้งซ่าน ก็น้อมจิตให้อยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข วันไหนจิตสงบแล้ว ก็ปล่อยให้จิตมันทำงาน จิตไหลไปคิดก็รู้ ถลำลงไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานก็รู้ ถัดจากนั้นเรามาอยู่ในชีวิตจริง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ไป กระทบแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงที่จิต มีสติรู้ทันไป เห็นอันนี้สุข เห็นอันนี้ทุกข์ เห็นอันนี้เกิดกุศล เห็นอันนี้เกิดอกุศล รู้ที่จิต แล้วมีสติอยู่กับปัจจุบันไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปคาดหวังว่าจะได้อะไรเมื่อไร ถึงเวลาได้ มันก็ได้เอง ครูบาอาจารย์ท่านบอกเหมือนกินข้าว กินไปเถอะ ถึงเวลามันก็อิ่มเอง

วันนี้มีพระแจก 109 องค์ ไม่ได้ให้หวย ครูบาเขานับมา ใครที่ยังไม่เคยได้พระบูชาจากหลวงพ่อก็มารับ คนที่เคยได้แล้วก็ไม่ต้องมารับ ให้คนอื่นเขา อย่าเห็นแก่ตัว บางรอบหลวงพ่อไม่ได้เฝ้า หลวงพ่อไม่ได้ดู ก็มารับ มาหลอกพระว่ายังไม่เคยรับ แล้วเอาไปชูโชว์ เดินโชว์อยู่หน้าประตูนี้ หลอกมาได้แล้ว นี่มันเป็นหนี้สงฆ์
พระนี้เป็นของสงฆ์ สงฆ์มีมติแจกให้พวกเราเอาไปกราบ ไปไหว้ เป็นพุทธานุสติ ไปทำกรรมฐาน เราจะได้ได้บุญที่ยิ่งใหญ่ ได้ของจริง พระนี้เป็นแค่สัญลักษณ์ ให้เรานึกถึงพระ ได้ไปแล้วเอาไปไหว้ ไปไหว้ ไปสวดมนต์ทุกวันๆ ชีวิตเราจะได้ดี มีความสุข เพราะการทำดีของเราเอง พระท่านไม่ช่วยหรอก โดยเฉพาะองค์นี้ ท่านนอนอยู่ ท่านไม่ลุกมาช่วยใครหรอก
วัดสวนสันติธรรม
9 พฤษภาคม 2569