นิโรธคือความดับทุกข์

ช่วงนี้ลำบากกันหน่อย หวังว่าจะลำบากหน่อย มันไม่มีอะไรที่เรากำหนดได้ ไม่มีอะไรควบคุมได้ ชีวิตกับปัญหาเป็นของคู่กัน มันไม่เคยหมด ปัญหา หมดเรื่องนี้ก็มีเรื่องอื่น มีมาตลอด เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง บางทีก็คลื่นแรง บางทีก็คลื่นเบาๆ มีปัญหาทุกวัน ชีวิต มันถึงน่าเบื่อ แต่อย่างไรเราก็ต้องอยู่กับมันให้ได้

ช่วงนี้ทุกอย่างแพงหมด เมื่อวานมีข่าว อาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่ง มาบ่นให้พระเราฟัง บอกข้าวมันไก่ขึ้นราคาทีเดียว 10 บาท คนที่มีรายได้ประจำ ลำบากมาก ทุกอย่างแพง มีพวกเราบางคนเขามองการณ์ไกล เขาเตรียมตัวมานานแล้ว เขาไปใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไปอยู่บ้านนอกมีที่อยู่แปลงหนึ่ง ขุดบ่อ เลี้ยงปลา ปลูกผัก ปลูกต้นไม้ ไม่รวยแต่ไม่อด พวกเราอยู่ในเมือง แค่คนส่งอาหารมาไม่ได้ เราก็อดแล้ว

 

นิโรธคือความดับทุกข์

ฉะนั้นที่รัชกาลที่ 9 ท่านสอนเรื่องพอเพียง คนที่เขามีที่ดินมีอะไร แล้วเขาทำ เขาอยู่ได้ แต่คนในเมืองพอเพียง คงต้องพอเพียงอีกแบบหนึ่ง รู้จักประหยัดหน่อย มักน้อยสันโดษหน่อย อดทน มองลู่ทางที่จะทำมาหากิน ที่จะเอาชีวิตรอด เวลาเกิดวิกฤติแต่ละครั้ง คนเราก็ปรับตัวได้ หลายคนเมื่อก่อนจะมีโควิด ก็ทำมาหากินปกติ ช่วงโควิดไม่รู้จะทำอะไร ไปขี่รถมอเตอร์ไซค์ส่งของ จนสถานการณ์เรียบร้อยแล้วก็ไม่เลิก ติดใจ ที่จริงมนุษย์เรามีความสามารถในการปรับตัว ฉะนั้นอย่าหวั่นไหวมาก ค่อยๆ คิด ค่อยๆ หาลู่ทางไป อย่างไรก็อยู่ได้ เขาผ่านสงครามโลกมาตั้ง 2 รอบแล้ว มนุษย์ยังไม่เห็นสูญพันธ์เลย

ช่วงนี้ดูแลพระอรหันต์ในบ้านเราให้ดี บางคนบอกต้องประหยัด ไปประหยัดที่พ่อที่แม่เรา ส่วนลูกเราปรนเปรอเต็มที่ ไม่ดีหรอก มีหูมีตาเราจะรู้ เราทุกคนมีโอกาสทำบุญกับพระอรหันต์อยู่แล้ว ถ้าพ่อแม่เรายังอยู่ ถ้าไม่อยู่ เราก็เป็นลูกที่ดี เป็นลูกมีกตัญญูกตเวที ไม่อยู่แล้วก็ยังระลึกถึงคำสอน ระลึกถึงคุณงามความดี มีโอกาสก็ทำบุญให้ คนยุคนี้พอชีวิตลำบาก หลายคนเลยทิ้งพ่อทิ้งแม่ บางที ลำบาก ทำใจร่มๆ ทำใจเย็นๆ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป พออันนี้ผ่านไป แล้วอันใหม่มันก็มา โลกมันเป็นอย่างนั้นล่ะ

ฉะนั้นทางโลกหลวงพ่อให้คำแนะนำพวกเราได้แค่นี้ เราจะไปทำมาหากินอะไร ต้องคิดเอาเอง หลวงพ่อหากินอย่างโลกๆ ไม่เป็นแล้ว แล้วก็หัดมองระยะยาวด้วย ต่อไปหลายๆ คนจะถูก AI แย่งงาน เตรียมตัวไว้ จะมีลู่ทางอะไรที่จะทำมาหากินต่อไปได้ ไม่ใช่เหมือนคนโบราณ รุ่นปู่เคยทำโรงสี รุ่นพ่อทำโรงสี ลูกทำโรงสี พอถึงหลานทำไม่ได้แล้ว เปลี่ยนหมด เทคโนโลยีเปลี่ยน วิธีการผลิตเปลี่ยน การทำมาหากินมันก็เปลี่ยน มองที่จะอยู่รอดในปัจจุบัน วางแผนชีวิตสำหรับอนาคต ต้องทำ ไม่ใช่แล้วแต่บุญแต่กรรม

ชาวพุทธไม่ใช่คนที่ยอมจำนนกับกรรมเก่า เราต้องทำกรรมใหม่ ต้องใช้สติใช้ปัญญา รู้ว่าควรจะทำอะไร กรรมคือการกระทำ อันนี้ทางวัตถุ ทาง Physical ทางจิตใจของเรา ชีวิตเราตอนนี้ปัญหามาก คนที่ไม่ได้ฝึก พอมีปัญหาก็มีทุกข์ พระพุทธเจ้าก็สอนทางดับทุกข์เอาไว้ นิโรธคือความดับทุกข์ นิโรธมี 5 อย่าง ดับทุกข์เพราะสมถะ ดับทุกข์เพราะวิปัสสนา ดับทุกข์เพราะอริยมรรค ดับทุกข์เพราะอริยผล ดับทุกข์เพราะนิพพาน ด้วยนิพพาน มี 5 อย่าง

เราเป็นปุถุชน เราทำได้ 2 อย่าง ได้สมถะกับวิปัสสนา ฉะนั้นฝึก 2 อย่างนี้เอาไว้ แล้วเราจะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเรา โดยไม่บ้าตายเสียก่อน ศาสตร์ของพระพุทธเจ้า เป็นศาสตร์ที่จะให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่โดยไม่ทุกข์ หรือทุกข์น้อยๆ ปัญหาส่วนปัญหา มีอกุศลวิบากให้ผลมา ชีวิตเราก็เจอปัญหาหนัก มีกุศลวิบากมา เราก็สบายหน่อย ช่วงนี้ชาวโลกเราก็มีอกุศลพร้อมๆ กัน ที่มาเกิดยุคเดียวกัน ก็คงทำกรรมมาร่วมกัน ทำกรรมมาคล้ายๆ กัน พวกหนึ่งก็มาแก้แค้นกัน มาฆ่ากันใหม่ ไม่จบไม่สิ้น พวกเราก็มีกรรมจะต้องมาอยู่ในยุคที่โลกนี้ไม่สงบ

ทำอย่างไรเราจะเอาตัวรอด ในทางโลกไปคิดเอา หลวงพ่อแนะนำไม่ได้ ไม่มีความรู้แล้ว แต่ในทางธรรม บอกพวกเราได้ เวลาที่เราเครียดจัดๆ มันจะคิดวน กังวลเรื่องอะไร มันก็จะคิดซ้ำๆๆ อยู่เรื่องนั้น แล้วทำร้ายจิตใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีก จิตที่มันไม่ได้ฝึก เวลาเกิดปัญหา มันจะทำร้ายตัวเองด้วยการคิดซ้ำ คิดวนไปวนมา คิดไปด้วยแรงขับของกิเลสตัณหาทั้งหลาย สังเกตดู ความทุกข์ทั้งหลายในใจเรา มันตามหลังความคิดมา สังเกตให้ดี มันตามหลังความคิดมา ถ้าเราปล่อยจิตปล่อยใจ คิดไปแบบคนไม่มีการศึกษาธรรมะ มันก็ทุกข์ไปเรื่อยๆ

ถ้าเราเคยหัดทำสมถกรรมฐาน มันคือการเบรกตัวเองเป็นช่วงๆ ปัญหาก็ยังอยู่ แต่เบรกใจให้มันได้พักบ้าง ถ้าใจมันได้พักผ่อน ใจมันก็จะเกิดสติ เกิดปัญญา สามารถคิดวิธีที่จะอยู่กับโลกได้ดีขึ้น ฉะนั้นการทำสมถกรรมฐาน หรือการฝึกสมาธิ มีประโยชน์มาก มีประโยชน์เยอะแยะเลย ถ้าเล่นสมาธิเป็น เราจะรู้มันใช้งานได้มากมาย ตื้นๆ เลยก็คือเวลาใจเรามันคิดวน คิดซ้ำในเรื่องที่ทำให้กลุ้มใจ แทนที่จะปล่อยให้มันคิดสะเปะสะปะไป เราก็มาเลือกอารมณ์กรรมฐานให้จิตมันอยู่ แทนที่จะไปคิดถึงว่า พรุ่งนี้จะเอาอะไรกิน ถ้ายังคิดไม่ออก

ถ้าคิดออกก็คิดไป ถ้าคิดไม่ออกกลุ้มเฉยๆ ไม่มีประโยชน์ที่จะคิด เราก็เบรกตัวเอง เรามาคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงพระธรรม คิดถึงพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์ แต่ก่อนที่ท่านจะพ้นทุกข์ ท่านก็เป็นคนแบบพวกเรา ล้มลุกคลุกคลาน ตกนรกก็มี พระโพธิสัตว์สิทธัตถะ ท่านก็เคยตกนรกมาแล้ว ท่านบอกว่าในสังสารวัฏ ที่ท่านเวียนว่ายตายเกิดอยู่นี้ ท่านไม่เคยไปเกิดในสุทธาวาส 5 ชั้น ไม่เคยไปเป็นพระพรหมสุทธาวาส 5 ชั้น สุทธาวาสเป็นพรหมของพระอนาคามี ถ้าพระอนาคามีตายไป ไปเกิดเป็นพรหมสุทธาวาส อย่างไรก็จะปรินิพพานอยู่ในพรหมนั้น ไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว

พระโพธิสัตว์ยังต้องเกิดอีก เพราะฉะนั้นท่านจะไม่ไปเกิด ในชั้นพรหมของสุทธาวาส ที่ท่านไม่เกิดอีกอันหนึ่ง ก็คือพรหมลูกฟัก นั่งสมาธิไปแล้วก็จิตวูบลงไปหมดความรู้สึก มีร่างกายก็ไม่รู้สึก จิตใจก็ไม่ทำงาน ดับไปเฉยๆ เหลือแต่ร่างกายนั่งทื่อๆ โด่ๆ อยู่ แต่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดใดๆ ทั้งสิ้น อันนี้พระโพธิสัตว์ท่านก็จะไม่นิยมไปอยู่ เพราะไปอยู่แล้วไม่มีประโยชน์ สร้างบารมีไม่ได้ ท่านบอกว่าภพนอกนั้น ท่านไปมาแล้วทั้งนั้น กระทั่งนรกท่านก็ไปมาแล้ว ไปมาหมดแล้ว

เปรตก็เคยเป็น สัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์ เป็นอสุรกาย เป็นอะไร เป็นมาหมดแล้ว ท่านบอก เป็นเทวดา เป็นพรหม ยกเว้นพรหมสุทธาวาส แล้วก็พรหมลูกฟัก นอกนั้นท่านเป็นมาหมดแล้ว ขนาดพระโพธิสัตว์ ท่านก็ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ชีวิตท่านก็ลำบากมาก่อน ก่อนที่ท่านจะมาสบาย ได้มรรคผลนิพพาน พวกเราก็เหมือนกัน พวกเราก็ยังเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในภพต่างๆ หมุนเวียนไปเรื่อยๆ เลือกไม่ได้ เลือกไม่ได้ แล้วแต่กรรมจะพาไป

 

อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง
แล้วเราจะมีกำลังใจที่จะสู้กับชีวิต

ฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ ทุกข์มากๆ ชีวิตสิ้นหวัง เราก็คิด ขนาดพระพุทธเจ้าท่านก็ยังลำบาก ครูบาอาจารย์แต่ละองค์ ถ้าเราศึกษาประวัติ ท่านก็ลำบาก บางทีอดๆ อยากๆ ไม่มีจะกินทีหนึ่งตั้งหลายๆ วันก็มี ฉะนั้นที่พวกเราเจอ เรายังไม่ถึงขนาดว่าไม่มีจะกินหลายๆ วัน ของครูบาอาจารย์บางองค์ อดนาน หลงป่า หลงอยู่ตามภูเขาตามอะไร หาทางออกไม่ได้ แต่ท่านต่อสู้ ไม่ยอมแพ้ชีวิต ชีวิตท่านก็ดีขึ้นจนได้

เราก็ระลึกถึง โอ้ เราไม่ได้ลำบากคนเดียว ครูบาอาจารย์หรือพระพุทธเจ้า ท่านก็เคยลำบากมาแล้ว เคยอดอยากยากจนมาแล้ว ไม่ต้องดูไกล เราลองดูในชีวิตเรา รอบๆ ตัวเรา คนที่ลำบากกว่าเรามีตั้งเท่าไร ของเราอาจจะไม่ได้มีของอร่อยที่อยากกิน ไม่มีของแพงๆ กิน แต่ไม่ถึงกับอด บางคนมันไม่มีจริงๆ ถ้าเราหัดมองคนอื่นบ้าง อย่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง แล้วเราจะมีกำลังใจที่จะสู้กับชีวิต คนที่แย่กว่าเรามีอีกเยอะ มีอีกมากมายเหลือเกิน

ถ้าเรารู้จักคิดอย่างนี้ ใจเราก็สงบลงได้ พิจารณาลงไป ทุกอย่างไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ดีหรือชั่ว มันก็ไม่ยั่งยืน ทุกอย่างในชีวิตเราเป็นของชั่วคราวทั้งหมด ค่อยๆ สอนมันไป แล้วเวลารู้สึกชีวิตเรายากลำบากเหลือเกิน ก็ไปมองดูคนที่เขาลำบากกว่าเรา เยอะแยะ คนที่ลำบากกว่าเรา บางคนตอนนี้กลางคืนไม่ได้นอน ต้องหลบลงบังเกอร์ ลงหลุมหลบภัย ของเรากลางคืนยังได้นอนอยู่ ถ้าไม่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง แล้วก็มองคนอื่นบ้าง บางทีใจเราก็เข้มแข็งขึ้น คนที่ลำบากกว่าเรามีเยอะ คิดอย่างนี้

หรือเราจะทำสมาธิให้จริงจัง แทนที่เราปล่อยจิตปล่อยใจคิดฟุ้งซ่าน เมื่อไรมันจะเลิกรบกัน เมื่อไรมันจะเปิดช่องแคบ อย่านึกว่าเปิดช่องแคบแล้วน้ำมันจะถูก หรือตอนนี้มันเป็นเรื่องการเมือง เรื่องอะไรเยอะ ค่าน้ำมันแพงก็ด่ารัฐบาล รัฐบาลมันไม่ใช่คนผลิตน้ำมัน มันประเภทพาล ส่วนพวกกักตุน มีหลักฐานก็จัดการไป แต่อย่างคนทำงาน ต้องเห็นใจคนทำงาน เหมือนอย่างเวลาทหารไปรบชายแดน ไม่ได้อย่างใจก็ด่า เมื่อไรจะไปยิงมันให้ตายให้หมด ไม่มีใครเขาทำอย่างใจเราได้ตลอดหรอก

ฉะนั้นแทนที่เราจะคิดฟุ้งซ่าน ถ้าเป็นอย่างหลวงพ่อ หลวงพ่อมาอยู่กับลมหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ พอเราอยู่กับลมหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ไม่คิดอะไร ไม่ได้คิดอะไร คิดแต่พุทโธ พอใจเราคิดในสิ่งที่เป็นกุศล อกุศลมันก็เข้ามาไม่ได้ อกุศลวิบากให้ผลไม่ได้ เพราะใจเรามีสติอยู่กับกรรมฐาน แค่ทำสมถะ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หรือสวดมนต์ไป เดินจงกรมไป จิตใจรู้สึกร่างกายมันเดิน ใจรู้สึก อะไรอย่างนี้ ฝึกไป เราจะตัดกระแสความคิดฟุ้งซ่านได้

อย่างถ้ามีเรื่องกลุ้มใจ ถ้าเป็นสไตล์หลวงพ่อ ก็มาหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ พอจิตอยู่กับลมหายใจ จิตอยู่กับพุทโธ จิตไม่คิดฟุ้งซ่านแล้ว เมื่อจิตไม่คิดฟุ้งซ่าน ความทุกข์เข้ามาที่ใจเราไม่ได้แล้ว ปัญหามันไม่ได้เข้ามาที่ใจเรา มีปัญหาเกิดขึ้น มีความคิดฟุ้งซ่านเกิดขึ้น ความทุกข์ก็จะเข้ามาที่ใจเราได้ ความคิดคล้ายๆ เป็นสะพาน เป็นสะพาน เป็นสื่อ นำปัญหาให้มากลายเป็นความทุกข์เผาใจเรา

บางคนคิดเยอะ คิดมาก คิดว่าถ้าความคิดมันนำความทุกข์มาให้ ฉะนั้นเราฝึกไม่คิดดีกว่า ก็พยายามฝึกไม่คิด ฝึกไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ฝึกไปฝึกมากลายเป็นพรหมลูกฟัก เปลี่ยนตัวเองจากมนุษย์ กลายเป็นต้นไม้ กลายเป็นก้อนหิน ไม่มีประโยชน์อะไรขึ้นมา พอจิตถอยออกจากสมาธิ ยิ่งทุกข์หนักกว่าเก่าอีก ดีไม่ดีเกิดมิจฉาทิฏฐิ พวกพรหมลูกฟักมักจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ ตอนออกมาแล้ว มันหลง

 

ทำอะไรไม่ถูก ทำสมถะ

ฉะนั้นเวลากลุ้มใจ ทำอะไรไม่ถูก ทำสมถะ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธก็ได้ ทำไม่เป็นก็ไหว้พระ สวดมนต์ไปเรื่อยๆ แต่ไม่สวดมนต์ไปขอไป สวดไป 2-3 วรรค เจ้าประคุณขอให้มันเลิกรบกัน สวดไปอีก 3 วรรค เจ้าประคุณให้ช่องแคบเปิด สวดอีก 4 วรรค เจ้าประคุณขอให้ของถูก พอสวดบทที่ 5 เจ้าประคุณขอให้เงินเดือนเยอะๆ เอาทุกอย่างเลย อย่างนี้ไม่ได้สมาธิหรอก มันมีแต่โลภะ มีแต่ความโลภ ใจมันยิ่งฟุ้งซ่าน

ฉะนั้นเวลาเราจะทำสมถะ ตัดใจเลย เวลานี้เป็นเวลาที่เราจะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งมันไปให้หมดเลย อย่าเพิ่งไปคิดมัน เวลาเราทำกรรมฐาน เราวางใจว่าเรากำลังเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่ แล้วใจเราจะสงบ สบาย เป็นเวลาที่เราเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ถ้าเรา ปุถุชนเราไม่รู้จักพระพุทธเจ้าตัวจริง ไปหาเอาพระพุทธรูปมาตั้งสักองค์หนึ่ง ไหว้พระไป แล้วทำใจว่าเรากำลังอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า เราก็จะไม่ฟุ้งซ่านมาก

เรื่องของสมถกรรมฐานเยอะแยะ ถ้าทำเป็นแล้วอะไรๆ ก็เป็นสมถะได้ เพราะสมถกรรมฐานไม่เลือกอารมณ์ ไม่เหมือนวิปัสสนา วิปัสสนาต้องใช้อารมณ์รูปนาม สมถกรรมฐานใช้อารมณ์อะไรก็ได้ ใช้รูปธรรมก็ได้ ใช้นามธรรมก็ได้ ใช้อารมณ์บัญญัติก็ได้ แล้วถ้าเป็นพระอริยบุคคล ใช้นิพพานทำสมถะก็ได้ ฉะนั้นสมถะไม่ได้ยุ่งยากอะไรหรอก จับหลักให้ดี อย่างตอนหลวงพ่อเด็กๆ หลวงพ่อก็เคยเล่น มีเทียน จุด ทีแรกไม่ได้เจตนาหรอก

สมัยหลวงพ่อเด็กๆ มันหลังสงครามโลกไม่นาน ไฟฟ้ามันดับเรื่อย เดี๋ยวก็ไฟดับๆ แต่ละบ้านจะมีตะเกียง มีเทียน พอผู้ใหญ่เขาจุดเทียน มีจุดตะเกียงน้ำมัน น้ำมันมะพร้าว ทำกันเอง ใช้กระป๋องแล้วก็มีเชือก จุดไฟ ใส่น้ำมัน แล้วจุดไฟ หลวงพ่อนั่งดูไฟ ดูไฟมันเต้น มันจะพลิ้วๆๆๆ ก็เห็นตั้งแต่ช่วงล่างของไฟ ถึงปลายยอดของไฟ สีมันไม่เหมือนกัน ถ้าสังเกตให้ดี สีมันไม่เหมือนกัน ข้างล่างบางทีเป็นสีน้ำเงิน ข้างบนสีส้มๆ นั่งดูไฟ เวลาไฟดับนี้ชอบมากเลย พี่น้องบางทีพอไฟดับ กลัวผี

หลวงพ่อพอไฟดับ ผู้ใหญ่เขาจุดตะเกียง เราจะไปนั่งดูไฟ ไม่รู้หรอกว่านี่คือการทำสมถะ จิตใจเราสงบอยู่กับเปลวไฟ มันไหวพริบๆๆ แล้วต่อไปถ้าภาวนาเก่งๆ เราจะรู้เลย ตอนที่เปลวไฟมันไหว จิตเราก็ไหวด้วย จิตมันจะไหวด้วย อันนี้ต้องภาวนาชำนาญ ถ้ายังไม่ชำนาญก็เห็นเปลวไฟมันไหวไป คล้ายๆ เรื่องของท่านเว่ยหล่าง มีพระ 2 องค์เขาเถียงกัน ที่วัดเขามีธง แล้วธงมันก็สะบัด พระเขาก็เถียงกันว่า ธงไหวหรือ ธงมันไหว หรือลมมันไหว เถียงกัน

ท่านเว่ยหล่างได้ยิน ท่านเว่ยหล่างบอกจิตมันไหว ที่หลวงพ่อฝึกเด็กๆ เห็นเปลวไฟมันไหว ตอนเด็กๆ ไม่เห็น ไม่เห็นจิต ยังภาวนาไม่เป็น เดี๋ยวนี้ถ้าเห็นเปลวไฟมันไหว ต่อมาตอนที่ยังไม่ได้บวช ก็จะเห็นจิตมันไหว เห็น การที่จิตใจเราจดจ่ออยู่กับเปลวไฟ จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว อยู่อย่างมีความสุข หลวงพ่อชอบดูไฟ ตอนเด็กๆ เห็นไฟ บรรยากาศมันดี เงียบเชียว บ้านนอก มันในกรุงเทพฯ แต่เหมือนบ้านนอก กลางคืน จิ้งหรีดยังร้องเลย จิ้งหรีดอยู่ตามเสาไฟฟ้าริมถนน มีจิ้งหรีดให้จับเล่นเยอะแยะเลย จักจั่นอะไรต่ออะไร มี พอมืดๆ รู้สึกสบาย แล้วก็ดูไฟไหวพลิ้วๆๆ จิตสงบ

ถ้าเราฝึก จิตเราอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตเราไม่วอกแวก ไม่คิดโน่นคิดนี่ไป ความทุกข์ก็ไม่เข้ามาที่ใจเรา กรรมฐาน สมถกรรมฐานมีเยอะแยะ อะไรก็ได้ ให้จิตมันอยู่ในอารมณ์ที่มันมีความสุข แล้วอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง จิตก็จะไม่วอกแวกไปคิดโน้นคิดนี้ ปัญหาชีวิตมีอยู่ แต่ตอนนี้เป็นเวลาเบรก ไม่เอามาคิด ไม่เอามาคิดขณะนี้ ก็เลยจิตไม่เหนื่อย จิตได้พักผ่อน ได้พักผ่อนแล้ว พอออกจากสมาธิมา บางทีเกิดสติ เกิดปัญญา มันรู้ว่าควรจะทำมาหากินอะไร ควรจะแก้ปัญหาอย่างไร ช่วยได้เยอะ

ฉะนั้นเราต้องลองทำดู ไม่ใช่ปล่อยใจให้จมอยู่ในโลกของความคิด วนไปวนมา แก้ไม่ตกก็กลุ้มอยู่อย่างนั้น ดีไม่ดีเป็นโรคจิต เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคจิตเป็นล้านๆ เลยคนไทย ไม่ใช่ว่าอยู่ดีกินดีมากขึ้น แล้วจะสุขสบายมากขึ้น คนเดี๋ยวนี้ไม่ได้สุข ไม่ได้สุขสบาย ตอนหลวงพ่อเด็กๆ บ้านเมืองผ่านสงครามโลกมาใหม่ๆ บ้านเมืองยากจน คนไทยอยู่กันได้ ก็อยู่กันจนได้ล่ะ แล้วก็อยู่กันอย่างมีความสุขด้วย อยู่กับความสุขจากความสงบ จากการที่ไม่มีอะไรให้บริโภคเยอะ ทุกวันนี้ของให้บริโภคเยอะ ใจเราก็ยิ่งวุ่นวาย มือถือนี้ตัวดีเลย วันๆ นั่งไถๆ ไปก็ฟุ้งซ่านทั้งวัน แล้วบอกว่าจะมาฝึกให้จิตสงบ สงบอะไรมันเล่นแต่มือถือ ไม่สงบหรอก

เพราะฉะนั้นตั้งอกตั้งใจ ฝึกตัวเอง ให้จิตได้พักผ่อนบ้าง ให้จิตได้พักผ่อนด้วยการทำสมถะ อันนี้ก็ถือว่าดับทุกข์ได้อย่างหนึ่ง ด้วยกำลังของสมถะ เป็นนิโรธชนิดที่หนึ่ง นิโรธมี 5 อย่าง ไปถามอากู๋ดู อากู๋มันรู้หมดเลย มันไม่รู้อย่างเดียว โลกจะแตกเมื่อไร มันไม่รู้เหมือนกันว่า ไอ้นั่นมันจะหายบ้าเมื่อไร มันบ้าแล้ว ลองไปดู ดับทุกข์ด้วยสมถะ คือเราทำสมถะแล้ว จิตมันไม่ไปหลงคิด จิตไม่หลงคิด จิตก็ไม่เอาความทุกข์มาใส่ตัวเอง จิตก็สงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตได้พักผ่อน

ไปฝึก ของดี ถ้าไม่ฝึกไว้วันนี้ ต่อไปเวลาชีวิตมีปัญหาหนักๆ แล้วคิดจะมาฝึก ไม่ได้กินหรอก มีหลายคนใกล้จะตาย ญาติก็พามาหาหลวงพ่อ บอกให้หลวงพ่อให้โอวาทหน่อย เราดูหน้าแล้ว มึงไม่เคยทำความดีอะไรเลย ฟุ้งซ่านลูกเดียว จะให้เราให้โอวาทอะไร บอกไม่รู้จะให้อะไร พุทโธๆ ไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ถ้าตายไปแล้วก็บริกรรมพุทโธๆ ไป ยังพอจะเอาตัวรอดได้บ้าง แล้วชีวิตไม่เคยทำความดีมาเลย พุทโธๆ ตอนจะตาย มันจะกลายเป็นพุทโธ่ๆ ไป หรือบางคนจะตาย ญาติบอกให้ท่องพระอรหันต์ๆ ท่องไปท่องมา มันกลายเป็นหมูหันๆ อะไรอย่างนั้นไป มันไปอบาย

ฉะนั้นพวกเราอย่ารอจนถึงนาทีสุดท้ายแล้วฝึก ฝึกตั้งแต่ตอนนี้เลย ทำอะไรไม่ได้ นั่งอยู่ก็เห็นหายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ยืนก็รู้ เดินก็รู้ นั่งก็รู้ นอนก็รู้ รู้ไปเรื่อยๆ ให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว อยู่กับกาย หรืออยู่กับลมหายใจ อยู่กับคำบริกรรม อยู่กับการคิดสิ่งที่ดีๆ คิดถึงสิ่งที่ดีๆ มี 10 อย่าง เรียกอนุสติ 10 ไปถามอากู๋อีกไป เทศน์สอนมาเยอะแล้ว อย่างคิดถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คิดถึงทานที่เราได้บริจาค อย่างเราเคยบริจาคเลือด ดี เป็นทานที่ดี ได้บุญเยอะกว่าบริจาคเงินเสียอีก บริจาคอาวุธนี้ไม่ใช่ บริจาคยานี้ใช่ คิดถึงทาน คิดถึงศีล

 

สมถะและวิปัสสนา

ถ้าเรารักษาศีลมาดี เราคิดถึงศีล เราก็จะได้สมถะ คิดถึงเทวดา คือคิดถึงคนที่ดี Idol ที่ดีของเรา คิดถึง ใจเราก็สงบ คิดถึงความตาย อย่างชีวิตเรา โอ๊ย ชีวิตทำไมลำบากนัก ก็คิด โอ้ มันก็ลำบากแค่ตาย ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอก ถ้าตายแล้วไม่กลัว เราจะไปกลัวอดหรือ ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ถ้าไม่กลัวตาย ที่สัตว์ทั้งหลายกลัวที่สุดคือกลัวตาย นี้เรามีอนุสติ เราก็พิจารณา ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน แต่ความตายนี้เป็นของแน่นอน อย่างไรก็ตาย คิดอย่างนี้

ถ้าความตายเราไม่หวั่นไหวแล้ว เรื่องอื่นไม่หวั่นไหวแล้ว เพราะเรื่องอื่นมันเล็กกว่าความตาย อันนี้ก็อยู่ในอนุสติ เรียกว่ามรณานุสติ มรณสติ คิดถึงกาย ร่างกายเรามีประกอบด้วยอะไร มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ดูส่วนประกอบในร่างกายเรา ไล่ขึ้นไล่ลงไป ใจไม่ไปคิดเรื่องอื่น คิดแต่ร่างกายตัวเอง เรียกกายคตาสติ ก็จะได้สมาธิขึ้นมา กายคตาสติสามารถพลิกเป็นวิปัสสนาได้ ไม่ยาก

อีกอันหนึ่งก็อานาปานสติ ไม่ต้องคิดมาก หายใจไป หายใจแล้วรู้สึกไป แล้วใจก็สงบอยู่กับลมหายใจ มีความสุข ใจก็ไม่ถูกความคิดฟุ้งซ่านวนเวียน แผดเผาให้เร่าร้อน ใจก็สบาย อานาปานสติเป็นกรรมฐานอีกตัวหนึ่ง ที่ใช้ทำวิปัสสนาได้ด้วย เป็นสมถะด้วย กายคตาสติก็เหมือนกัน กรรมฐานสุดยอดมี 2 ตัว คือกายคตาสติ การพิจารณากาย แยกแยะลงไป ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก นี้ส่วนของธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟในร่างกาย พิจารณาอยู่อย่างนี้ พิจารณา ตรงที่เรากำลังพิจารณา จดจ่ออยู่กับการพิจารณา ไม่วอกแวกไปที่อื่น นี้ได้สมถะ

บางทีพิจารณาๆ ไป จิตรวมพรึบลงไป ทุกอย่างหายหมดเลย เห็นร่างกายนอนอยู่ ร่างกายค่อยๆ แตกสลายเน่าเปื่อยให้ดู อันนี้ก็เป็นสมถะ นี้พิจารณากายไป พิจารณากายไปจิตรวมปุ๊บเข้ามา เห็นกายส่วนกาย จิตส่วนจิต เห็นกายนี้ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา จิตที่ไปรู้กายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ ไม่ใช่ตัวเราของเรา นี้จิตขึ้นวิปัสสนา กายคตาสติเป็นของดีของวิเศษ ครูบาอาจารย์วัดป่า ท่านเล่นกายคตาสติ ตัวสุดยอดอีกตัวหนึ่งคืออานาปานสติ

ถ้าเรากำหนดลมหายใจ จิตเราจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ ไม่วอกแวกไปไหน ต่อไปลมมันระงับลงไปกลายเป็นแสง จดจ่ออยู่ที่แสง แล้วจนกระทั่งจิตไม่วอกแวก แล้วคราวนี้เรากำหนดได้ กำหนดให้สว่าง กว้างครอบโลกเลยก็ได้ กำหนดให้เล็กเท่าปลายเข็มก็ได้ เราเล่น ได้สมาธิ แล้วเสร็จแล้วเกิดปีติ เกิดความสุข เกิดความเป็นหนึ่งของจิตขึ้นมา จิตก็เข้าปฐมฌาน ต่อไปจิตมันก็เห็นว่า การที่จิตยังไปเกาะอยู่ที่แสง ไปเคล้าเคลียอยู่ที่แสง ก็เป็นภาระ จิตก็วางแสง ละวิตกวิจาร จิตทวนกระแสเข้าหาจิต จิตผู้รู้ก็เกิดขึ้น เรียกเอโกทิภาวะก็เกิดขึ้น ตัวนี้ดีมาก

ถ้าเกิดตัวนี้แล้ว สามารถเอาไปทำวิปัสสนาได้สบายเลย แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็น พอรวมเข้ามาแล้ว ก็รวมแบบฤๅษีไป ไม่มีตัวรู้ขึ้นมา ถ้ารวมอย่างพุทธะ ก็จะเกิดผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา ถ้ารวมอย่างฤๅษีก็สงบเฉยๆ สมาธิมีหลายแบบ ไม่ใช่มีอย่างเดียว ฉะนั้นที่บอกนั่งสมาธิคือการปฏิบัติธรรม อันนี้พูดมั่วไป พูดมักง่ายไป สมาธิมีตั้งหลายแบบ สมาธิบางอย่างไม่ใช่การปฏิบัติธรรม มันเป็นมิจฉาสมาธิ ฝึกแล้วบ้า ไม่ได้เรื่องได้ราว เรื่องของสมถะมีหลากหลาย เราไปดูตัวเราเอง เราอยู่กับกรรมฐานอะไร แล้วจิตใจเรามีความสุข ถ้าจิตใจเรามีความสุข จิตจะไม่วอกแวกไปคิดเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็จะตัดการคิดไปได้ช่วงหนึ่ง แล้วระหว่างนี้ ระหว่างอยู่ในสมาธิ ใจมันจะไม่ทุกข์ นี้เป็นนิโรธตัวที่หนึ่ง

นิโรธตัวที่สองคือการทำวิปัสสนา เราเห็นทุกอย่างเกิดแล้วดับ เห็นทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ ดูไปเรื่อยๆ อย่างชีวิตตอนนี้ลำบาก มันรบกัน เราก็ดู โอ้ มันก็ลำบากก็ชั่วคราว ความทุกข์ในชีวิตเราผ่านมาตั้งเท่าไรแล้ว แล้วสงครามแค่นี้ ยังลำบากไม่มาก เพราะที่เรากลัวที่สุดคือตาย เรายังไม่ได้ไปรบกับเขา จรวดก็ยังไม่มาเมืองไทย เรายังไม่ลำบากเท่าคนทางตะวันออกกลางอะไรโน่น พิจารณาไปเรื่อยๆ ความทุกข์ทั้งหลายก็เป็นของชั่วคราว ความสุขทั้งหลายก็เป็นของชั่วคราว แล้วดูไปเรื่อย กระทั่งชีวิตเราก็เป็นของชั่วคราว ชีวิตเราแต่ละคนยาวแค่ไหน ยาวแค่ลมหายใจเท่านั้นเอง หายใจเข้าแล้วไม่ได้หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกแล้วไม่ได้หายใจเข้าก็ตายแล้ว

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วเรา ถ้าเราสามารถมีชีวิตอยู่ชั่วลมหายใจหนึ่ง แล้วเราก็พิจารณาเห็นความตายอยู่ทุกขณะ เห็นความเกิดแล้วก็ดับอยู่ทุกขณะ จิตเราเจริญปัญญาอยู่ ถ้าจิตมันทำวิปัสสนามากๆ จะใช้กาย หรือใช้เวทนา หรือใช้จิตตสังขาร หรือจะดูตัวจิตตรงๆ ดูสภาวธรรมทั้งหลาย ดูกระบวนการทำงานของรูปธรรมนามธรรม ของกุศลอกุศลทั้งหลาย ทำไปเรื่อยๆ ถนัดอันไหนก็เอาอันนั้น ทำไปแล้ว ต่อไปจิตมันจะเริ่มเห็นความจริง สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทั้งสิ้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับทั้งสิ้น ความสุขเกิดแล้วก็ดับ ความทุกข์เกิดแล้วมันก็ดับ

ถ้าจิตมันมีปัญญาอย่างนี้ จิตมันก็ไม่ค่อยหวั่นไหวแล้ว เวลามีความทุกข์มา มันก็รู้เดี๋ยวมันก็ผ่านไป แต่ถ้ายังทำวิปัสสนาอย่างนี้ไม่เป็น หลวงพ่อให้คาถาไว้บทหนึ่ง เวลาชีวิตมีความทุกข์มากๆ ก็ท่องคาถาบทนี้ไว้ “เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” ท่องไว้ ใจเราจะได้ไม่สติแตก กลุ้มใจตายเสียก่อน สติแตกตายนี้ไปอบาย ไม่ได้เรื่อง ฉะนั้นถ้าเราทำวิปัสสนา ระหว่างที่เราเดินวิปัสสนาอยู่ เราไม่ทุกข์หรอก

 

นิโรธตัวสุดท้ายคือนิพพาน

อย่างหลวงพ่อทำวิปัสสนา หลวงพ่อดูจิต ทีแรกดูได้หยาบๆ เห็นจิตสุข จิตทุกข์ จิตไม่สุขไม่ทุกข์ ดูไปๆ เห็นละเอียดขึ้น จิตมีราคะก็รู้ ไม่มีราคะก็รู้ มีโทสะก็รู้ ไม่มีโทสะก็รู้ มีโมหะก็รู้ ไม่มีโมหะก็รู้ ฟุ้งซ่านก็รู้ หดหู่ก็รู้ แล้วเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่เที่ยง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับ นี้ขึ้นวิปัสสนา หลวงพ่อทำอย่างนี้ แล้วพอละเอียดขึ้นไปอีก ดูจิตขั้นหยาบๆ ที่สุด ง่ายที่สุด ดูจิตที่สุข จิตที่ทุกข์ จิตที่ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 ชอยซ์เอง มีทั้งวัน ดูละเอียดได้ มันจะเห็นจิตเป็นกุศล จิตเป็นอกุศล ดูละเอียดขึ้นไปอีก เราจะเห็นจิตนั้นล่ะ จิตทุกชนิดเกิดดับ ตรงนี้เราจะทำได้ ถ้าจิตเราตั้งมั่นพอ

จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น มีกำลังตั้งมั่นมากพอ เราจะเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 ประเดี๋ยวจิตผู้รู้ก็ดับ เกิดจิตที่หยั่งลงไปรู้รูป จิตที่หยั่งไปรู้รูปเรียกว่าวิญญาณทางตา จักขุวิญญาณจิต อยู่ชั่วคราวก็ดับ พอมันดับ เราเคยฝึกเป็นผู้รู้ชำนิชำนาญ พอจิตที่รู้รูปดับปุ๊บ มันจะกลับเข้ามาที่ตัวผู้รู้ใหม่ แล้วตัวผู้รู้เราไม่รักษา อยู่ชั่วขณะ เกิดจิตที่ไปฟังเสียง จิตที่หยั่งไปฟังเสียงเกิดแล้วก็ดับ เกิดเป็นจิตผู้รู้อีก จิตผู้รู้อยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ไปคิด หยั่งเข้าไปทางมโนทวาร เรียกว่ามโนวิญญาณจิต จะเห็นจิตมันเกิดดับทางอายตนะทั้ง 6 สุดท้ายมันก็จะรู้ จิตทุกอย่างไม่เที่ยง จิตทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ไม่ใช่ตัวเราของเรา

เวลาขณะที่เราเดินวิปัสสนาอยู่นี้ เราไม่ได้ไปคิดเรื่องโลกๆ เห็นไหม เราก็ไม่ทุกข์ เราก็ไม่ทุกข์ ถ้าเราภาวนา ทำวิปัสสนากับสมถะ 2 อย่างต้องทำไปเรื่อย ไม่ใช่ทำวิปัสสนาแล้วทิ้งสมถะ ธรรมะที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง คือสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน คือรู้ว่าตอนนี้ควรทำสมถะ ตอนนี้ควรทำวิปัสสนา ถ้าจิตไม่มีกำลังก็ทำสมถะไปก่อน จิตมีกำลังแล้วก็เดินปัญญา จิตตั้งมั่น ที่ว่ามีกำลังคือจิตมันตั้งมั่น ก็มาทำวิปัสสนา

พอทำไปเรื่อยๆ ระหว่างที่ทำ จิตมันเป็นกุศล เพราะฉะนั้นความทุกข์ในใจจะไม่มี ความทุกข์ในใจมันจะไม่เกิด ความทุกข์มันเกิดกับจิตที่มีโทสะเท่านั้น ถ้าเรามีสติอยู่ โทสะไม่มีหรอก ฉะนั้นจิตจะไม่ทุกข์ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ฝึกไป ส่วนนิโรธ นิโรธอันแรก นิโรธของสมถะ อันที่สองวิปัสสนา นิโรธอันที่สาม นิโรธของอริยมรรค อันที่สี่อริยผล อริยมรรค อริยผล ไม่มีใครทำให้เกิดได้ มันเกิดเองเมื่อศีล สมาธิ ปัญญาบริบูรณ์

เราทำสมถะ วิปัสสนา รักษาศีลเอาไว้เถอะ แล้วถึงเวลาที่ศีล สมาธิ ปัญญา บริบูรณ์แล้ว อริยมรรคเกิดเอง ทันทีที่อริยมรรคเกิด อริยผลจะเกิดต่อทันที ไม่มีช่องว่าง ตรงนี้คือคำว่าอกาลิโก อกาลิโก ไม่มีช่องว่างของกาลเวลาเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่อริยมรรคเกิด อริยผลจะตามมาทันที ไม่มีช่องว่างเลย เรียกว่าอกาลิโก แล้วก็นิโรธตัวสุดท้ายคือพระนิพพาน นิพพาน คนที่เห็นพระนิพพานครั้งแรกคือพระโสดาบัน

ตอนที่เกิดอริยมรรค ก็จะสัมผัสพระนิพพาน อริยผลอะไรพวกนี้ แล้วก็จิตก็กลับมาอยู่ในกามอย่างนี้ หรืออยู่ในพรหมโลก วนเวียนไป เกิดอริยมรรค อริยผลครั้งที่สอง ครั้งที่สามอะไรนี้ จะเห็น พวกนี้จะเห็นนิพพานได้ หรือใช้ทำสมถะ เป็นสมถะ เวลาใช้นิพพานเป็นอารมณ์กรรมฐาน ตัวนี้เขาเรียกผลสมาบัติ ผล ไม่ใช่ พล ไม่ใช่พลศึกษา ผล ที่แปลว่าผล ผลสมาบัติ คือใช้นิพพานเป็นอารมณ์ อันนี้ปุถุชนทำไม่ได้ ยังไม่ต้องเรียน เรียนสมถะ วิปัสสนาให้ดีเถอะ แล้ววันหนึ่งเป็นเอง

นิพพานคือเป็นนิโรธตัวสุดท้ายคือนิพพาน นิพพานไม่เกิดไม่ดับ แต่มรรคผลยังเกิดดับ มรรคผลเป็นโลกุตตระก็จริง แต่เป็นโลกุตตระที่ยังเกิดดับอยู่ อริยมรรคเกิดชั่วขณะจิตเดียวก็ดับ อริยผลเกิด 2-3 ขณะจิตก็หมดไป แต่นิพพานไม่เกิดไม่ดับ สิ่งใดเกิดสิ่งนั้นยังดับอยู่ ถ้าเกิดอริยมรรค อริยมรรคก็ต้องดับ เกิดอริยผล อริยผลก็ต้องดับ แต่นิพพานไม่เกิดไม่ดับ

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ ไปฝึกตัวเอง อย่ามัวคิดอะไรวนไปวนมา คิดไม่ออกก็ฝืนคิดจนปวดหัว นอนไม่หลับ สุดท้ายเป็นโรคประสาท ชีวิตก็มีปัญหามากอยู่แล้ว ยังเป็นโรคประสาทเพิ่มขึ้นอีก ธรรมะช่วยเราได้ แต่เราต้องช่วยตัวเองก่อน คือฝึกธรรมะ ฝึกปฏิบัติ แล้วธรรมะถึงจะช่วยเราได้ ถ้าเราไม่ฝึกปฏิบัติ ไม่ช่วยตัวเอง ธรรมะก็ช่วยเราไม่ได้

วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ โลกๆ ไปหรือเปล่า เอาใจยากคนยุคนี้ เทศน์ง่าย พวกที่อยากฟังยากมันก็ว่าเรา เทศน์อะไรเบสิก ฟังที่ไหนก็ได้ พอเทศน์ยาก เทศน์เอาแต่ได้ ใครจะไปรู้เรื่อง มึงจะเอาอะไร เอาแต่ใจ เบอร์ 1- เบอร์ 8 สังเกตไหม พอเรารู้ว่าถึงเวลาที่จะต้องส่งการบ้าน จิตเราเปลี่ยนไป แต่ละคน จิตไม่เหมือนตอนที่ฟังเทศน์ มันจะเปลี่ยน เริ่ม เริ่มนิ่งๆ แล้ว เริ่มสำรวม เริ่มทำให้เรียบร้อย เริ่มทำให้ดูดี จะเริ่มเป็นอย่างนี้ ล้วนแต่ตัวปลอม อย่างนั้น ตัวจริงหรือ จิตไม่ดีรู้ว่าไม่ดี ไม่ต้องดีก็ได้ ไม่ดีรู้ว่าไม่ดี

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
11 เมษายน 2569