ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา

วันนี้เริ่มเร็วนิดหนึ่ง มีสามเณรมาหลายสิบองค์กับแม่ชีน้อย น้อยจริงๆ ตัวเล็กๆ มาจากโรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนนี้ก็โรงเรียนวิถีพุทธ ช่วงปิดเทอมก็พาเด็กมาบวช แต่หลังๆ เด็กที่บวชก็ลดลง หลวงพ่อถามอาจารย์เขาเมื่อปีกลาย ถามว่านักเรียนลดลงหรือ เขาบอกไม่ เด็กก็ยังสมัครเรียนที่โรงเรียนนี้เยอะ แต่เด็กที่ยอมบวชมีน้อยลง ที่ไม่บวชเพราะว่าติดเล่นเกม ติดดูมือถือ เห็นไหมมือถือเป็นศัตรูของการปฏิบัติ ตั้งแต่เด็กเล็กๆ เลยยันแก่ อย่าไปหลงกับมันมาก ดูเท่าไรมันก็ไม่หมด วันๆ หนึ่งเยอะแยะเหลือเกิน ไม่เหมือนดูจิตดูใจเรา อยู่ทางโลกข้อมูลอะไรมากมายมหาศาล เรียนเท่าไรก็ไม่รู้จักจบ ธรรมะเรียนแล้วจบ จบแล้วมีความสุข ได้รางวัลของชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แค่เราเป็นพระโสดาบัน พระพุทธเจ้าบอกว่าดีกว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิอีก พยายามฝึกดูจิตดูใจตัวเองไป

พวกเราช่วงหลังนี้พัฒนาขึ้นเยอะ ที่มานั่งอยู่นี่ ที่หลวงพ่อเห็นนี่ดูดีขึ้นเยอะเลย เมื่อก่อนเวลาเข้ามาในศาลาสภาพเหมือนเอาลิงมาใส่กรงไว้ กระโดดกันไปกระโดดกันมา หมายถึงจิตพวกเรา ไม่ได้เคยสงบกับใครเขาเลย ดูแล้วก็คือแบบคนไร้การศึกษาทางธรรมะ พูดแบบหยาบคายแต่ตรงไปตรงมา หลังๆ พวกเราดูดีขึ้น ดูดี ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น ก่อนนั้นก็เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง พอมาภาวนาแล้วดูเป็นผู้เป็นคนขึ้น ดีมาก

ในภาพรวมหลวงพ่อเห็นแล้วก็ปลื้มใจกับพวกเรา อนุโมทนาพวกเรา บางคนรีบสาธุ อย่าเพิ่ง ดูตัวเองก่อน ที่หลวงพ่ออนุโมทนาอาจจะมาไม่ถึงตัวเราก็ได้ อาจจะเป็นคนข้างๆ เรา ตั้งอกตั้งใจภาวนา ครูบาอาจารย์เห็นก็ชื่นอกชื่นใจ บางคนภาวนาไม่เก่ง ยังไม่เก่ง แต่อดทนทำแล้วทำอีกไม่เลิก ครูบาอาจารย์เห็นก็ชื่นใจแล้ว คล้ายๆ เด็กนักเรียนคนนี้ขยันเรียนยังสอบไม่ผ่าน ไม่เป็นไรขยันเรียนไว้ก่อน แค่นั้นครูบาอาจารย์ก็ดีใจแล้ว

 

ศาสนาพุทธช่วยเราได้
ว่าทำอย่างไรใจเราจะสงบสุข

หลังๆ หลวงพ่อดูพวกเราแล้วรู้สึกปลื้มใจ พวกเราพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ไม่น้อยเลย ดูง่ายๆ เลยเมื่อก่อนมาวัดจะมาเข้ามาฟังเทศน์ แรกๆ ก็แย่งกัน แทบจะตีกันตาย แย่งกัน อยากฟังธรรม ฟังธรรมแต่ว่าไม่ละกิเลสอะไร ไม่ลดกิเลสเลย แย่งกัน โอ๊ย ทะเลาะกัน อะไรกัน บางคนขับรถมาจอดหน้าบันได รถก็ไม่ปิด เปิดประตูได้วิ่งขึ้นมาเลย มาจองเข้าศาลา ดูไร้สาระจริงๆ แทนที่จะดูจิตดูใจตัวเองไป ช่วงแรกๆ ก็เข้ามาจิตใจมันเต็มไปด้วยความอยาก เริ่มแต่อยากเข้าศาลา อยากเจอหลวงพ่อ อยากโน้นอยากนี้ ไม่ได้อย่างอยากก็โมโห

ทีมงานที่ช่วยหลวงพ่อทำงาน พวกนี้อดทนมาก ทีมงานพวกนี้ก็ต้องชมเชยเลย ทีแรกต้องเจอพายุอารมณ์ของญาติโยมที่มาวัด มาวัดแต่ขนกิเลสมาเป็นคันรถเลย ไม่ได้อย่างใจก็ฟาดหัวฟาดหาง อ้าว หางไม่มี ก็ฟาดหัว ฟาดขา ทีมงานก็เก่ง อดทน ถูกเขาด่าก็ทน ไม่ตอบโต้ ในใจอาจจะอยากชกแล้ว แต่ว่ามีสติดูแลจิตใจตัวเอง ก็ไม่อาละวาดไม่ตอบโต้ คนโมโหโวยวายๆ โมโหอยู่ข้างเดียว โมโหได้พักเดียวก็เบื่อแล้ว โมโหอยู่คนเดียวไม่สนุก ถ้าทีมงานไม่มีคุณภาพก็ทะเลาะกับโยม คราวนี้ก็โต้เถียงกันนาน แต่นี้ก็จบ อยากบ่นก็บ่นไป อยากด่าก็ด่าไป ทีมงานเขาก็ทำหน้าที่ของเขาไป ทีมงานพวกนี้ไม่มีสตางค์ เออ เขาอาจจะมีสตางค์แต่ว่าหลวงพ่อไม่ได้ให้สตางค์เขา เขาทำมาหากินเอาเอง มาช่วยงานแบบด้วยใจ มาช่วยด้วยจิตใจเสียสละอะไรอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าไม่พอใจบ้างก็อย่าไปด่าเขา แต่พวกเรารุ่นหลังๆ ไม่ค่อยมีแล้ว ที่มีมากขึ้นคือประเภทหัวใจวาย ต้องมีปั๊มต้องมีอะไรกัน ดูแลสุขภาพตัวเองบ้าง

วันนี้ว่าจะเทศน์ให้ง่ายๆ เพราะเด็กมาเยอะ พวกเรายังเด็กหรือเปล่าหรือไม่เด็กแล้ว การปฏิบัติธรรมคือการเรียนรู้ตัวเอง ถ้าเข้าใจตัวเองแล้ว จิตใจเราจะพ้นจากความทุกข์ นี่คือเป้าหมายปลายทาง เราเรียนรู้ตัวเองเข้าใจตัวเองแล้วเราพ้นทุกข์ ความพ้นทุกข์เป็นจุดหมายปลายทางของการปฏิบัติธรรม ชีวิตพวกเราแต่ละคนมีความทุกข์มากมาย ยิ่งทุกวันนี้มีอยู่มีกิน ประเทศเจริญก้าวหน้าขึ้นมา แต่เดิมเขาถือว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนา เมืองไทยตอนหลวงพ่อเด็กๆ ฝรั่งเขาถือว่าเมืองไทยเป็นประเทศด้อยพัฒนา ต่อมาเขาก็ให้เกียรติเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศกำลังพัฒนา แล้วตอนนี้เราก็พัฒนาเยอะพอสมควรแล้ว มีอยู่มีกิน มีของกิน มีของใช้ มีกิจกรรมอะไรให้ทำมากมายเหลือเกิน แต่ว่าจริงๆ แล้วความสุขไม่แน่ว่าจะมากขึ้นตามการบริโภคที่มากขึ้น

เมื่อเช้าหลวงพ่อยังเล่าให้ทีมงานฟัง หลวงพ่อเกิดมาในสังคมอีกแบบหนึ่ง ในยุคที่ครอบครัวเป็นครอบครัวขยาย อยู่กันหลาย generation ในบ้านมีปู่ ย่า ตา ยาย อยู่ถึงรุ่นทวดอยู่กัน แล้วทุกคนมีหน้าที่ ผู้ใหญ่ก็เลี้ยงเด็กไป ผู้ใหญ่ก็เลี้ยงเด็ก เด็กก็ไม่ใช่พี่น้องบ้านเดียวกันหมด ครอบครัวญาติๆ เป็นเด็กเยอะแยะเลย เวลาเล่นกันสนุก มีคนเล่นด้วยเยอะแยะเลย พี่ ป้า น้า อา อะไรเยอะแยะไปหมด ครอบครัวไม่ร่ำรวย คนโบราณคนแต่ก่อนไม่ได้ร่ำรวยอะไร แค่มีกินมีใช้ แต่ชีวิตมันอบอุ่น มันมีคำว่าอบอุ่น เดินเข้าบ้านไหนก็หาข้าวกินได้ ไม่ได้ว่าเป็นสิ่งแปลกแยก ไม่มีใครต้อนรับ สังคมสมัยที่หลวงพ่อเด็กๆ เติบโตมาแบบนั้น เป็นสังคมแห่งการแบ่งปัน ที่ต้องแบ่งปันพราะว่าทางวัตถุเบ้านเมืองมันยังไม่เจริญมันไม่ค่อยมีอะไรเท่าไรหรอก ทุกอย่างต้องแบ่งปันกัน กระทั่งการดูโทรทัศน์ บ้านไหนมีโทรทัศน์ตอนเย็นๆ ตอนค่ำๆ โอ๊ย เด็กเต็มบ้านเลย ไปนั่งดู แถมมีขนมให้กินบ้างอะไรบ้าง อย่างน้อยก็มีน้ำหวานให้กิน มันไม่รู้สึกว้าเหว่ ชีวิตมันอบอุ่น

มาถึงวันนี้เหลืออะไร เหลือตัวคนเดียว เงียบเหงา มีลูก 1-2 คน พอลูกโตลูกก็ไปอยู่ที่อื่นไปเรียนหนังสือ พ่อแม่อยู่ตามลำพัง เด็กไปเรียนแล้วก็ไปหางานทำที่อื่น ไม่ได้ทำที่บ้าน แต่ก่อนทำไร่ทำนาก็อยู่กับบ้านช่วยกันทำมาหากิน เดี๋ยวนี้แยกย้ายกันไปหมด แยกย้ายกันไปหมด เด็กเล็กๆ ก็เหงา ก็ไปเล่นมือถือบ้างอะไรบ้าง ไปติดพวกนั้น ไปติดอมนุษย์ ไม่ได้อยู่กับมนุษย์แล้ว ไปอยู่กับอมนุษย์แทน แล้วสิ่งที่ซึมซับเข้ามามันไม่ใช่วัฒนธรรม

สมัยหลวงพ่อเด็กๆ คนแก่เป็นคนเลี้ยงเรา เขาถ่ายทอดวัฒนธรรมให้ อย่างพาทำบุญ พาใส่บาตร เช้าๆ พอเดินได้แข็งแรงหลวงพ่อก็มีหน้าที่ยกโต๊ะ แต่ไม่ใหญ่มาก โต๊ะเอาไปตั้งหน้าบ้าน ผู้ใหญ่เขาเอาข้าวมาใส่บาตร เราก็คอยใส่ดอกไม้ใส่อะไร ยุคนี้ โอ้ น่าสงสาร มีฐานะดีขึ้นแต่ชีวิตเงียบเหงาว้าเหว่ ดูตามสถิติคนไทยเราตอนนี้เป็นโรคทางจิตใจเป็นล้าน เป็นจำนวนเป็นล้าน กระทั่งนักศึกษาแพทย์อาจารย์หมอเขาก็มาเล่ากัน นักศึกษาแพทย์ก็เป็นโรคจิตเยอะเลย

ทุกอย่างดูดีขึ้น มีรถไฟฟ้าขี่ มีอย่างโน้นอย่างนี้ มันไม่มีความสุข เครียดตลอดเวลา ทำมาหากินก็เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จะถูกไล่ออกจากงานเมื่อไรก็ไม่รู้ บางคนเป็นเจ้าของกิจการเอง พอระบบการผลิตเปลี่ยนเทคโนโลยีเปลี่ยน พอเทคโนโลยีเปลี่ยนการผลิตก็เปลี่ยน ทุกอย่างเปลี่ยนหมด ปรับตัวไม่ได้โรงงานปิดไปเยอะเลยพวกเราตอนนี้ พวกที่ทำงานออฟฟิศ เตรียมตัวไว้เลย ต่อไปพวกนั่งหน้าคอมพิวเตอร์จะตกงานเยอะเลย AI มันแย่งงาน แล้วพวกเราจะอยู่อย่างไร เราตัวคนเดียว เราโตมาในแบบตัวใครตัวมัน แล้วตกงานขึ้นมาเราจะทำอย่างไร ชีวิตมองไปแล้วไม่ได้เห็นว่ามันจะมีความสุขตรงไหนเลย มีแต่เรื่องเครียดตลอดเวลา ทีนี้ทำอย่างไรล่ะ

ศาสนาพุทธช่วยเราได้ ในแง่ที่ว่าทำอย่างไรใจเราจะไม่เครียด ใจเราจะสงบสุขได้ ก็ต้องหัด ค่อยๆ ฝึกตัวเองไปทุกวันๆ ให้จิตใจมันมีเครื่องอยู่ จะอยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจ อยู่กับอิริยาบถ 4 อยู่กับการเคลื่อนไหวหยุดนิ่ง หรือจะรู้ความรู้สึกสุขทุกข์ในกาย รู้ความรู้สึกสุขทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ในใจ หรือจะรู้ความเป็นกุศลอกุศลในจิตใจ หรือจะรู้พฤติกรรมของจิตใจ ก็รู้ไป ถ้ารู้อันไหนได้ก็รู้อันนั้นล่ะ

 

รู้จักมักน้อย อย่าโลภมาก
รู้จักสันโดษ พอใจในสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น

ถ้าเราภาวนาเก่งๆ เราจะเห็นพฤติกรรมของจิต เห็นพฤติกรรมของจิต ถ้าภาวนารองลงมาเราก็จะเห็นความรู้สึกที่เกิดร่วมกับจิต เช่น ความรู้สึกสุขทุกข์ ความเป็นกุศลอกุศลที่เกิดร่วมกับจิต ถ้าตรงนี้ยังไม่เห็นก็รู้สึกที่กาย ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก ให้จิตมันมีเครื่องอยู่อันใดอันหนึ่ง ไม่ต้องอยู่หลายอย่าง เวลาจะภาวนามีเครื่องอยู่สักอย่างหนึ่งก็พอแล้ว มีเครื่องอยู่หลายอย่างมันก็เหมือนคนมีบ้านหลายหลัง

เมื่อก่อนมีอยู่ช่วงหนึ่งในเมืองไทยเรา เขานิยมซื้อทาวเฮาส์ ซื้อคอนโด ซื้อบ้าน ไม่มีคนอยู่ ซื้อไว้เอาไว้ตุนเก็งกำไร ซื้อไว้ปรากฏว่าถึงจุดหนึ่งฟองสบู่แตกขายไม่ออก มีแต่ภาระ มีช่วงหนึ่งหลวงพ่อก็ซื้อกับเขาเหมือนกัน วันนี้ไปอยู่บ้านนี้ วันนี้ไปอยู่บ้านนี้ ปวดหัว พอไปถึงต้องไปกวาดบ้านถูบ้านก่อน ขี้ฝุ่นเต็มบ้านเลยเพราะไม่ได้อยู่ทุกวัน พอบ้านสบายพักได้คืน อ้าว ย้ายอีกบ้านหนึ่ง ไปกวาดบ้านถูบ้านต่อ มีภาระ ไม่ได้มีความสุข ทีนี้ดูไปๆ โอ๊ย การที่เราสะสมอะไรมากเกินไปก็มีแต่ภาระ ยิ่งอยู่น้อยๆ ยิ่งน้อย Small is beautiful. น้อยๆ สบาย สวยงาม ทุกวันนี้มีกุฏิอยู่หลังเดียว ไม่ต้องคิดมากเลย เสื้อผ้าก็มีอยู่ชุดเดียวนี้ล่ะ เที่ยวรอบโลกก็ชุดนี้ ไม่ต้องคิดเยอะเลย ทรงผมก็มีอยู่ทรงเดียวนี้ล่ะ ไม่ต้องคิดเยอะเลย พวกเราต้องคิด ตั้งแต่ทรงผมวันนี้จะทำทรงอะไร นี่เรื่องต้องคิดเยอะ

ฉะนั้นเรามาทำตัวเองให้มันน้อยๆ ทำตัวเองให้มันเบา อะไรที่เป็นเครื่องพะรุงพะรัง วางได้วางเสีย วางได้ก็วาง แต่ไม่ใช่เรื่องทำมาหากิน เป็นฆราวาสหน้าที่ของฆราวาสต้องทำมาหากิน ไม่ใช่ไม่ทำมาหากิน แต่ทำมาหากินแล้วรู้จักการบริหารจัดการทรัพย์สิน พระพุทธเจ้าสอนไม่ใช่ให้เราสันโดษโดยการอดทุกอย่าง อยู่แบบโทรมๆ ไม่ใช่ ท่านให้รู้จักทำมาหากิน รู้จักลงทุน รู้จักเก็บออม รู้จักใช้จ่าย สอนหมด ลองไปหาอ่านเอา ธรรมะมีเยอะแยะไป อ่านแล้วเอาไปทำให้ได้ อย่างเราทุกวันนี้มีเงินเยอะ มีเงินเยอะๆ ซื้อโน้นซื้อนี่แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้ ใครมีเสื้อผ้าที่ปีหนึ่งยังไม่ได้หยิบมาใช้เลยมีไหม ยกให้หลวงพ่อดูสิ ยกมือสิ เอาไปแจก รกบ้าน ไม่ได้ใช้ แจกๆ ไป ให้คนที่เขาไม่มีได้ประโยชน์ เก็บทิ้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

หลวงพ่อเสื้อผ้าเกินหลวงพ่อแจก ที่วัดนี่ได้รับจีวรมาเยอะแยะเลย ก็แจก ไม่เอาไปขาย เอาไปแจกต่อ พวกเราก็จะได้บุญหลายต่อ เพราะว่าการสะสมอะไรมากมายก็เป็นภาระ มีภาระมาก ทำตัวให้เบาๆ พระพุทธเจ้าท่านบอกเหมือนนก นกนี้ตัวเบา นึกจะบินไปทางไหนก็บินไปได้เลย ไม่ได้พะรุงพะรัง พวกเราทำชีวิตให้มันเบาบ้างให้มันเรียบง่ายบ้าง ใช้ชีวิตเรียบง่ายบ้าง ไม่ต้องใช้ชีวิตวุ่นวายโอ้อวดคนอื่น ที่ใช้ชีวิตวุ่นวาย ต้องอย่างนั้นต้องอย่างนี้ ต้องใส่ชุดแบรนด์เนม ถือกระเป๋าใบละล้าน ไร้สาระๆ เหนื่อยเปล่าๆ บางคนถึงขนาดไปเช่า ไปเช่ากระเป๋ามาถือ มีกระเป๋าเท่ๆ เปลี่ยนอยู่เรื่อยเลย แต่ไปเช่ามา เสียเวลาๆ ดูใครหนอ รัฐมนตรีผู้หญิงถือกระเป๋าใบละไม่กี่บาท ใช้ชีวิตเบาๆ ใช้ชีวิตเบาๆ สมองก็ปลอดโปร่ง มีเวลาคิดอะไรที่เป็นประโยชน์

ฉะนั้นอันแรกเลย รู้จักมักน้อย มักน้อยคือปรารถนาน้อย อย่าโลภมาก รู้จักสันโดษ พอใจในสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น แต่พอใจในสิ่งที่มีที่เป็นหมายถึงว่าเราได้พัฒนาตัวเองเต็มที่ อย่างทำมาหากินก็ทำมาหากินเต็มที่แล้ว แต่ว่าไม่ได้ทำแบบไม่มี Limit บางคนตั้งเป้ามาก จะต้องมีหมื่นล้าน พอมีหมื่นล้านก็อยากมี 5 หมื่นล้าน พวกอย่างนี้ไม่ได้เรื่องหรอก มีแต่ความทุกข์ ติดคุกติดตะรางไป ก็ขี้โกง พวกเราทำมาหากินให้พอ อยู่ให้ได้ วางแผนอนาคตได้ เรียกว่าพึ่งตัวเองได้ อย่างนี้เรียกว่าเรามักน้อย เราพอเพียง มักน้อยไม่ใช่ว่าอดๆ อยากๆ มักน้อยคือพอเพียง

สันโดษเรายินดีพอใจเรามีความสุขในสิ่งที่เรามีที่เราเป็นนี่ล่ะ เรามีความสุข หลวงพ่อมีความสุข เล่าให้ฟังเลย วันที่บวชตอนที่ออกจากโบสถ์มา ใส่ชุดนี้ มีสังฆาฏิอีกอันหนึ่งยังไม่ได้ปลดออก ออกจากโบสถ์มาลูบอย่างนี้เลย โอ้ มีความสุขจังเลย มีความสุข มีอยู่ชุดเดียวนี่ล่ะรู้สึกมีความสุข นี่สันโดษ พอใจ ยินดีพอใจในสิ่งที่เรามีสิ่งที่เราเป็น

 

รู้จักความวิเวก

สิ่งถัดไปที่เราจะต้องพัฒนาขึ้นมา คือรู้จักอยู่กับความสงบสงัดบ้าง วุ่นวายกับโลกมากเกินไปไม่มีประโยชน์อะไร ยุ่งกับโลกวุ่นวาย มนุษย์แต่ละคนมันเข้าใกล้แล้วเวียนหัว เมื่อเช้ายังบอกทีมงานเลยว่าพวกที่เคยบวชกับหลวงพ่อจะรู้เลย เช้าๆ หลวงพ่อออกมาที่นี้เจอพวกเราเยอะแยะ พอหมดเวลาหลวงพ่อเข้ากุฏิแล้วจะไม่ออกมาอีกแล้ว จะไม่ออกจากกุฏิแล้ว เราอยู่ของเราอย่างวิเวก มีกายวิเวกอยู่ในที่สงบในที่สงัด โซนที่หลวงพ่ออยู่เป็นที่วิเวกสงบสงัดแต่ไม่เงียบ นกเยอะมาก นกร้องทั้งวัน แล้วตอนนี้จักจั่นสนั่นเสียงเลยช่วงนี้ เสียงดัง เป็นเสียงของธรรมชาติ มันไม่ยั่วกิเลสเรา แต่จักจั่นถ้าเราไม่เคยฝึกสมาธิให้ดี ฟังมันร้องโทสะขึ้นเลย อยากจับมาปิ้งเลย เสียงมันแสบแก้วหูเลย

เรามีความวิเวก กายวิเวก อยู่ในที่สงบสงัด ถ้าเราอยู่บ้านเราทำไม่ได้ เราก็แบ่งพื้นที่มีโซน เซฟโซนของเรา ถ้าบ้านเรามีมุมสงบอยู่ มุมอื่นเราช่างมัน มีมุมสงบเล็กๆ สักตารางวาหนึ่งก็ยังดี ถ้าเรามาอยู่ตรงนี้แล้วเราจะไม่ยุ่งกับเรื่องอื่น เราจะอยู่กับตัวเอง จะเรียนรู้ตัวเอง ถ้าเรามีเซฟโซนอย่างนี้ก็จะสบายหน่อย เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักมักน้อย รู้จักสันโดษ รู้จักความวิเวก กายวิเวก อยู่ในที่สงบที่สงัด ไม่คลุกแล้วก็ไม่วุ่นวายกับคน ไม่มีใครมายุ่งกับเรา มีจิตตวิเวก จิตตวิเวกก็คือเราอยู่กับอารมณ์กรรมฐานของเราไป อยู่กับหายใจเข้าพุทออกโธ หรืออยู่กับกรรมฐานอะไรที่เราถนัด ทำไปเรื่อยๆ นี่เรียกว่าจิตตวิเวก จิตตวิเวกคือจิตไม่วิวาท ไม่ออกไปอาละวาดกับใครที่ไหน มันสงบ มันสงัด มันอยู่สบายของมันเอง มีความสุขอยู่ในตัวเอง มันอิ่มมันเต็มอยู่ในตัวเอง นี่มีจิตตวิเวก

แล้วก็มีอุปธิวิเวก อุปธิวิเวกก็ต้องทำวิปัสสนา คือการสงบสงัดจากกิเลส เรามาฝึกจิตฝึกใจ จิตตวิเวกก็คือทำสมถะ อุปธิวิเวกจะเกิดได้ก็อาศัยการทำวิปัสสนากรรมฐาน สงบสงัดจากกิเลส พวกเรายังสงบสงัดจากกิเลสไม่ได้ ก็สงบสงัดจากสิ่งที่ยั่วกิเลสบ้าง สิ่งที่ยั่วกิเลสทุกวันนี้ก็คือมือถือนั่นล่ะ ตัวนี้ล่ะคือตัวที่ทำให้วิเวกหายหมดเลย เกิดแต่กิเลสตลอดเวลา ดูอันนี้ก็อยากได้ ดูอันนี้ก็โมโห ดูอันนี้ประเทศนี้อยู่ๆ ก็ไปรุกรานเขา ชั่วจริงๆ ตัวเองไม่เกี่ยวเลย โกรธ แช่งเมื่อไรมันจะตายเสียที ใจแกว่ง จิตเราเลยไม่ได้วิเวกเสียที เพราะว่าเราไปเสพสิ่งที่ชวนให้จิตวุ่นวาย

หลวงพ่อถึงบอกว่าเล่นอินเทอร์เน็ตน้อยๆ หน่อย ทีแรกบอกว่าให้เล่นวันละครึ่งชั่วโมง โอ๊ย พวกเราจะขาดใจตาย เลยเลิกไม่ห้ามแล้ว แล้วแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกัน แต่พระที่นี้ไม่ให้เล่น พระที่นี้ที่หลวงพ่อให้มีอินเทอร์เน็ตได้มี 2 องค์เอง คือพระอาจารย์อ๊ากับครูบา พระอาจารย์อ๊าเขาเป็นสมภาร เขาต้องรู้ข้อมูลคณะสงฆ์สั่งอะไร สั่งทางอินเทอร์เน็ตแล้วเดี๋ยวนี้ ก็ต้องรู้ ครูบาก็เป็นเลขานุการวัด เขาก็ต้องติดต่อกับข้างนอก ส่วนพระที่เหลือไม่ให้เล่น ถ้ารู้แล้วก็ถ้าเป็นเมื่อก่อนรู้แล้วไล่ออก เดี๋ยวนี้หมดสิทธิ์แล้ว ไล่ไม่ได้ ไม่ใช่สมภาร

หัด มักน้อยอย่าโลภมาก หิวแล้วไม่รู้จักพอมันจะเหนื่อยแล้วมันจะฟุ้งซ่าน กิเลสจะท่วมหัว รู้จักสันโดษพอใจในสิ่งที่เรามีที่เราเป็น รู้จักความวิเวก รู้จักปลีกตัวออกจากความวุ่นวาย รู้จักฝึกจิตให้สงบ รู้จักทำวิปัสสนากรรมฐาน ฝึก นี่เป็นเบสิกเป็นพื้นฐานที่เราจะก้าวหน้าไปในทางธรรม แล้วก็ถัดจากนั้นเราก็ไม่คลุกคลี ไม่คลุกคลีไม่ใช่แปลว่าไม่เจอใคร ไม่คลุกคลีคือไม่เอาใจไปผูกไว้กับใคร ไม่ต้องไปผูกพันอยู่กับใครหรอก ผูกพันแล้วคลุกคลี

อย่างมีลูกแล้วเลี้ยงลูกจนโตลูกจนแก่แล้วลูกจนมีหลานแล้ว ก็ยังต้องปรนนิบัติลูกบริการไปเรื่อย ไม่รู้จักเลิก คลุกคลีตลอดชีวิต อย่างนี้เหนื่อย ฉะนั้นเราไม่จำเป็นอย่าไปยุ่งกับคนอื่น หลวงพ่อแต่ก่อนทำงานอยู่ เลิกงานแล้วกลับบ้าน ไม่ยุ่งหรอก ใครจะชวนไปกินไปเที่ยวไปคาราโอเกะสมัยโน้นยังไม่มี ชวนไปบาร์ไปผับอะไร ไม่ไป ชวนไป เคยเสียไม่ได้ เขาไปสัมนา เขาไปกันทั้งทีม เข้าไป เขาเรียกอะไร ดิสโก้เธคหรืออะไร เดี๋ยวนี้มีหรือเปล่าไม่รู้ หรือเจ๊งไปหมดแล้ว พอเข้าไปนี่ผงะเลย มันมีไฟวับๆๆๆ เสียงก็ดัง

จิตพอกระทบปุ๊บนึกถึงภาพอะไรรู้ไหม นรก ไฟนรก เสียงของสัตว์นรกกระหึ่มสะเทือนเลือนลั่นแก้วหูจะแตก แล้วก็เต็มไปด้วยควัน ไม่ใช่ควันจากกระทะทองแดงหรอก ควันบุหรี่ ควันอะไร โอ๊ย นี่มันนรกชัดๆ เลย เข้าไปพอคนอื่นเผลอหนีออกมาเลย ไม่เอาแล้ว แล้วไม่ไปเหยียบอีกเลย ไปยุ่งแล้ว โอ้ ยุ่งกับคนมากก็เรื่องมาก ไม่คลุกคลีดีที่สุด อย่างคุณแม่ เบอร์โทรศัพท์คุณแม่บล็อกหมดเลย ไม่มีเลย ไม่เปิดเลย เปิดอยู่ 1-2 เบอร์ที่ต้องใช้เท่านั้น หลวงพ่อก็เหมือนกัน บล็อกหมดไม่ต้องโทร. มา เพราะไม่พก เวลาจะใช้ก็ค่อยเปิดทีหนึ่ง ส่วนมากก็ใช้โทร. หาพระอาจารย์ โทร. หาพระอาจารย์อ๊า

เราไม่คลุกคลี อยู่กับพวกเราตั้งเยอะ พวกเราจำนวนมากอยากคลุกคลีกับหลวงพ่อ อยากเป็นคนใกล้ชิด ไม่เคยถามหลวงพ่อเลยว่าอยากใกล้ชิดด้วยหรือเปล่า ถ้าถามก็จะสะเทือนใจ บอก ชิ่วๆๆ อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันภาวนาของฉันมา ฉันไม่ได้ยุ่งกับใคร เราฝึกตัวเองมาแบบนั้น ไม่คลุกคลี ไม่คลุกคลีแล้วไม่ใช่เอาเวลาไปเล่นอะไรเพลินๆ ไม่คลุกคลีแล้วก็เตือนตัวเอง ถ้ากิเลสเรายังมีอยู่ ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ หลวงพ่อตั้งแต่ตอนเป็นโยมภาวนาเห็นจิตมันถูกอาสวกิเลสห่อหุ้มอยู่ เราติดคุก จิตติดคุกอยู่ เราเกิดมาในคุก เราโตในคุก เรามีชีวิตอยู่ในคุก แล้วเราจะยอมตายในคุกหรือ เห็นอย่างนี้ใจมันยอมไม่ได้ ถ้าตราบใดที่ยังทำลายอาสวกิเลสที่มันห่อหุ้มปกคลุมแทรกซึมซ่านอยู่ในจิตออกไปไม่ได้จะไม่เลิกภาวนา ใจมันคิดอย่างนี้ แล้วก็ โอ๊ย ขยันภาวนาปรารภความเพียร เพราะว่าเรารู้ว่ากิเลสเราเยอะ เราก็ต้องต่อสู้ เราปรารภความเพียร

 

ปรารภความเพียร
ตั้งใจรักษาศีล ขยันภาวนา

ทีนี้จะปรารภความเพียรเราก็ต้องตั้งใจรักษาศีล จะขยันภาวนาแต่ศีลไม่รักษา เหลวไหลๆ บางคนบอก อุ๊ย เดี๋ยวภาวนาแล้วศีลไม่ต้องรักษาหรอก พอบรรลุมรรคผลนิพพานแล้วกิเลสตามไม่ทัน ใครสั่งใครสอนว่ากิเลสตามไม่ทัน วิบากตามเราตลอดเวลา อย่างสมมติว่าจิตเราเป็นพระอรหันต์ไปแล้ว วิบากมาทำร้ายจิตใจเราไม่ได้ แต่ทำร้ายร่างกายได้ กระทบเข้ามาที่ร่างกายได้ ดูพระพุทธเจ้าเราเป็นตัวอย่าง จิตของท่านพ้นไปแล้ว ไม่มีอะไรมากระทบกระทั่งได้แล้ว แต่ร่างกายท่านยังมีวิบากกระทบกระทั่ง อย่างเทวทัตมากลิ้งหินใส่ คนพยายามจะฆ่าท่านตั้งหลายรอบ เอาช้างมาไล่แทง พวกผู้หญิงไปจ้างผู้หญิงมาใส่ร้ายว่าท้องกับท่าน หรือท่านอาพาธถ่ายเป็นเลือด หรือบางทีท่านก็ปวดพระเศียร ปวดพระเศียรไม่ใช่ว่าเจอพวกเราเยอะ อาจจะเป็นวิบากของท่านเอง

เมื่อก่อนมีครูบาอาจารย์องค์หนึ่งท่านเคยเล่า โยมชอบไปปรับทุกข์ให้ท่านฟัง แต่ละคนเอาความทุกข์ไปก็ไปเล่าๆๆๆ ท่าน เล่าเสร็จแล้วลูกศิษย์ท่านก็ถาม พอโยมไปแล้วถามว่าหลวงพ่อไม่กระทบกระเทือนเลยหรือ หลวงพ่อไม่เป็นอะไรเลยหรือ ฟังแต่เรื่องเครียดเช้ายันดึก หลวงพ่อทำอย่างไร ลูกศิษย์ที่ถามก็คิดว่าหลวงพ่อจะตอบว่าเดี๋ยวหลวงพ่อไปนั่งสมาธิ ท่านตอบหลวงพ่อไปกินพารา ฉันพาราแล้วรีบนอน มีวิบาก วิบากกระทบร่างกายได้ แต่มันไม่กระทบจิตใจเท่านั้นเอง ฉะนั้นความชั่วอย่าทำ อย่างไรก็ตามเราทัน ตามมาที่จิตไม่ได้ก็ตามมาที่ร่างกาย

อย่างพระองคุลีมาล ความดีกับความชั่วไม่ได้ล้างกัน ความดีท่านก็พัฒนาของท่านมา เลยบรรลุพระอรหันต์ได้ ความชั่วท่านฆ่าคนไป 1,000 คน แต่ตอนที่ท่านพบพระพุทธเจ้า ท่านไม่คิดจะฆ่าใครอีกแล้ว ตอนนั้นจิตท่านมีศีลแล้ว แล้วก็เรียนกรรมฐานบรรลุพระอรหันต์ แต่วิบากก็ตามทัน ไปบิณฑบาตคนไม่ใส่บาตร คนเจอหน้าตกใจวิ่งหนี บางคนก็เอาก้อนหินขว้างเอาไม้ขว้างหัวแตก วิบาก พระพุทธเจ้าก็ให้กำลังใจบอกองคุลีมาล นี่เป็นวิบาก ถ้าเธอไม่ได้บรรลุธรรมะอย่างนี้ จะต้องตกนรกอีกเยอะเลย อันนี้แค่ถูกทำร้าย ไม่ถึงขนาดทรมานแบบตกนรกหรอก เพราะว่าความดีมันแรงช่วยให้พ้นนรกได้ แต่อกุศลยังตามได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาศีลให้ดี

การรักษาศีลคือการไม่ประทุษร้ายผู้อื่น ไม่ประทุษร้ายสัตว์อื่น เรียกว่าเรามีทำตัวให้ไม่เป็นภัยกับผู้อื่นสัตว์อื่น เรียกว่ามีอภัย อภัยก็คือไม่เป็นภัย เพราะฉะนั้นการที่เราถือศีล 5 นี้ เราได้ทำอภัยทานเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจรักษาไว้ ทีนี้มีศีลแล้วเราก็ต้องมาฝึกสมาธิต่อ มีศีลแล้วจบอยู่แค่นั้นไม่พอ ต้องมาฝึกสมาธิ 2 อย่าง ฝึกให้จิตสงบด้วยการน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ฝึกให้มีความตั้งมั่นด้วยการมีสติรู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น รายละเอียดไปฟังเอาหลวงพ่อเทศน์ไว้เยอะแล้ว แล้วจากสมาธิก็ฝึกเจริญปัญญา ฝึกเจริญปัญญาคือการเอาจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ไม่มีอคติใดๆ แล้ว เอามาเรียนรู้ความจริงของกายของใจของรูปนามกายใจ

ถ้าจิตเราตั้งมั่นปุ๊บเราจะสติระลึกรู้กาย เราจะเห็นทันทีกายไม่ใช่เรา ร่างกายเป็นของไม่เที่ยง ร่างกายเป็นตัวทุกข์ ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่สติระลึกรู้ความรู้สึกสุขทุกข์ ก็จะเห็นสุขทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา ถ้าจิตตั้งมั่นอยู่สติระลึกรู้กุศลอกุศล ก็เห็นกุศลอกุศลไม่ใช่ตัวเรา ถ้าเราภาวนาได้ละเอียดมากขึ้นไปอีก เราจะเห็นว่าจิตเองก็ไม่ใช่ตัวเรา เพราะจิตนี้เกิดดับตลอดเวลา ประเดี๋ยวก็เกิดทางตา เดี๋ยวก็เกิดทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

เราจะเห็นจิตเกิดดับทางทวารทั้ง 6 ได้ จิตเราจะต้องตั้งมั่นอย่างแท้จริง ถ้าจิตไม่ตั้งมั่นจิตไหลไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันจะไม่รู้หรอกว่าจิตไหล เพราะมันหลงอยู่ มันหลง หลงแล้วก็ไหลไป ไม่รู้เรื่องเลย ฉะนั้นเราต้องฝึกสมาธิให้ดี ฝึกให้จิตตั้งมั่น ทำกรรมฐานอันหนึ่งแล้วจิตหนีไปรู้ทัน หนีไปคิดรู้ทัน หนีไปเพ่งอารมณ์กรรมฐานรู้ทัน รู้ทันจิตที่เคลื่อนไปเคลื่อนมาไว้ ไม่ห้าม แต่ก็รู้ทันไปเรื่อยๆ แล้วต่อไปจิตเคลื่อนไปคิดก็จะรู้ จิตเคลื่อนไปดูรูปก็รู้ จิตเคลื่อนไปฟังเสียง ไปดมกลิ่น ไปลิ้มรส ไปรู้สัมผัสทางกาย ก็จะมีสติรู้เองอัตโนมัติ

ตรงนี้ถ้าเรามีจิตที่ตั้งมั่นได้แล้ว เราจะเห็นว่าจิตมันเกิดดับตลอดเวลา เราไม่รักษาจิตที่ตั้งมั่น มีจิตตั้งมั่นขึ้นมาแล้ว เราเห็นมันอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ไปดูรูป จิตที่ไปดูรูปอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวก็ดับ เกิดจิตที่ไปฟังเสียง จิตที่ฟังเสียงอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น จิตที่ตั้งมั่นอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ไหลไปคิด จิตที่ไหลไปคิดอยู่ชั่วคราวแล้วก็ดับ เกิดจิตที่ตั้งมั่น เห็นไหมที่หลวงพ่อพูดมันมีจิตที่ตั้งมั่นแทรกอยู่ตลอดเวลา

ถ้าเราไม่มีจิตตั้งมั่นเราจะมีแต่จิตหลง หลงไปดู หลงไปฟัง หลงไปคิด เราจะไม่รู้ว่าตัวเองหลงอยู่ ที่เรารู้ว่าจิตหลงเพราะจิตเราไม่หลง มันต้องรู้จักจิตที่ไม่หลงคือจิตที่ตั้งมั่นเสียก่อน พอเรารู้จักจิตที่ตั้งมั่นแล้ว พอจิตหลงเราจะรู้ว่าจิตหลง แล้วเรารู้ว่าจิตหลงได้ 6 ช่อง หลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การที่จิตไหลไปไหลมาเรื่อยๆ เราจะเห็นจิตทุกชนิดกระทั่งจิตผู้รู้ก็ไม่เที่ยง จิตทุกชนิดไม่อยู่ในอำนาจบังคับ จิตตั้งมั่นก็สั่งให้ตั้งไม่ได้ จิตจะไปดูรูปก็ห้ามไม่ได้ จิตจะไปฟังเสียงก็ห้ามไม่ได้ จิตจะได้กลิ่น ได้รส ได้สัมผัสทางร่างกาย ก็ห้ามไม่ได้ สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้

อย่างเราจะสั่งจิตเราทางตา จงเห็นแต่รูปที่ดีอย่างนี้ สั่งไม่ได้ มีตา มีรูป มีจิตที่ไปรับรู้รูป มันเลือกไม่ได้ว่าจะเห็นรูปที่ดีหรือรูปที่ไม่ดี มีหู มีจิต มีเสียง เราก็เลือกไม่ได้ว่าจิตจงฟังแต่เสียงที่ดี เลือกไม่ได้ เราจะเห็นมันเป็นอนัตตา จิตนี้ไม่เที่ยง จิตนี้เป็นอนัตตา ถ้าเราภาวนาได้ถึงระดับนี้ มรรคผลนิพพานอยู่ไม่ไกลแล้ว เพราะว่าในขันธ์ 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ จะเห็นเลยรูปก็ไม่เที่ยง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง รูปเป็นอนัตตา เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตน ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา นี่คือภูมิจิตภูมิธรรมของพระโสดาบัน

แล้วต่อไปภาวนาต่อไปเรื่อยๆ จะเห็นเลยขันธ์ 5 นี้คือตัวทุกข์ รูปคือทุกข์ เป็นตัวทุกข์ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณคือตัวทุกข์ พอมันรู้แจ่มแจ้ง เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง มันจะสลัดทิ้ง มันจะสลัดกายสลัดจิตทิ้ง เรียกปฏินิสสัคคะ การสลัดคืน คืนใคร คืนให้โลก ร่างกายเราเป็นสมบัติของโลก ทุกอณูในร่างกายเรานี้มาจากวัตถุใช่ไหม วัตถุมันอยู่กับโลกมาก่อนที่เราจะเกิดอีก แล้วมันมารวมกันขึ้นเป็นตัวเราด้วยกำลังของกรรม ได้รูปนี้ขึ้นมา แล้วเวลาภาวนาจิตมันสลัดคืน ถ้าเราไม่ยอมสลัดคืน เวลาเราตายเราก็ต้องคืนอยู่ดี แต่เราภาวนาแล้วมันหมดความยึดถือจิต คล้ายๆ สักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเป็นเครื่องอาศัยเท่านั้นเอง มันสลัดคืนไปไม่ยึดถือว่าเป็นตัวเราของเราอีกต่อไป แล้วตัวจิตใจนี้ก็เป็นแค่ธาตุอย่างหนึ่ง จิตก็เป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธาตุรู้ เราก็สลัดคืนธาตุรู้ให้โลกเหมือนกัน ไม่ได้ยึดถือธาตุรู้ ถ้ายังยึดถือตัวรู้ยึดถือธาตุรู้อยู่ยังมีธุระต้องไปเกิดอีก ค่อยๆ เรียนให้เห็นเลย ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล้วจิตก็จะเข้าสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น

 

ชีวิตที่สมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด

เรื่องที่เทศน์ให้ฟังวันนี้เรื่องอะไร ให้มักน้อย ให้สันโดษ ให้อยู่ในความสงัดวิเวก ให้ไม่คลุกคลี ให้ปรารภความเพียร ให้พัฒนาศีล พัฒนาสมาธิ พัฒนาปัญญา แล้วก็จะเกิดวิมุต จิตมันหลุดพ้นแล้วมันจะมีวิมุตติญาณทัศนะ อย่างเวลาได้พระโสดาบันวิมุตติญาณทัศนะมันจะเกิดความรู้ขึ้นมาว่าเราได้ละสังโยชน์ 3 ตัวแรกไปแล้ว ละได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่เหลือยังละได้ไม่เด็ดขาด อย่างนี้เรียกวิมุตติญาณทัศนะ มีญาณทัศนะรู้ว่าเราล้างกิเลสไปได้แค่ไหนแล้ว ถ้าเป็นพระอรหันต์วิมุตติญาณทัศนะก็คือรู้ว่าไม่มีกิเลสที่จะต้องต่อสู้ต่อไปแล้ว งานที่ทำทำมาเสร็จแล้ว ไม่มีงานอื่นที่จะต้องทำเพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้นอีกแล้ว อันนี้คือตัววิมุตติญาณทัศนะ

ฉะนั้นธรรมะนี้ 10 ประการ ฝึก เริ่มมักน้อย ทำได้ไหม มักน้อยไม่ใช่ขี้เกียจ มักน้อยไม่ใช่ขี้เกียจ รู้ว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร พระพุทธเจ้าท่านสร้างสังคมพระให้ดู สังคมที่มักน้อยที่สุดแล้ว สิ่งที่พระมีคือ Basic minimum need เท่านั้นเอง มีอะไร มีอาหาร เห็นไหม มีเครื่องนุ่งห่ม ก็ไม่ได้มีหรูหราอะไร มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค สิ่งที่ชีวิตเราต้องการจริงๆ มีเท่านี้ล่ะ นอกนั้นเป็นส่วนเกิน ทีนี้ถ้าส่วนเกินเรามี เรามีกำลังพอ เราหาได้ ไม่เป็นอะไร เราก็ยินดีพอใจที่เราหาได้ ถ้าเราหาไม่ได้ เรามี Basic minimum need ก็โอเคแล้ว

แล้วเกิดไม่มี ทุกอย่างแพงหมดแล้ว เราก็แก่แล้ว ทำมาหากินไม่ไหวแล้ว หารายได้ที่ไหนไม่พอ ไม่มีจะกินแล้ว มีมาม่าอยู่ถุงหนึ่ง อันนี้ผิดไหม เอ่ยยี้ห้อ อ้าว มีบะหมี่สำเร็จรูปอยู่ยี่ห้อหนึ่ง มีอยู่ถุงเดียวล่ะ แล้วเรากิน เราก็ยังดีใจ เออ อย่างน้อยวันนี้เราก็มีชีวิตรอดอยู่ แล้วอีกวันหนึ่งไม่มีจะกินแล้ว เราก็ยังอิ่มใจอยู่ เออ วันนี้ยังหายใจได้อยู่ อีกวันหนึ่งลมหายใจเริ่มติดขัดแล้ว เออ สบายจริงแล้ว ต่อไปไม่ต้องหายใจแล้ว จิตมันจะเข้าไปถึงขนาดนั้นเลย ค่อยๆ ฝึก ไม่ใช่พูดเล่น เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะไม่หวั่นไหว เพราะกระทั่งตายยังไม่กลัวแล้วจะไปกลัวอะไร สิ่งที่สัตว์ทั้งหลายกลัวที่สุดคือกลัวตาย

ฉะนั้นเราฝึก ฝึกตัวเองไป ต่อไปสังคมวุ่นวายแค่ไหน หรือลูกเต้าไม่เลี้ยง มันไม่เลี้ยงอยู่แล้วล่ะ มันเลี้ยงตัวเองยังไม่รอดเลย เราก็ไม่ต้องไปเสียอกเสียใจ บางคนน้อยใจลูกหลานไม่มาเยี่ยม ก็นั่งแช่งนั่งด่ามัน เจอเพื่อนบ้านก็ด่ามัน โทรศัพท์ไปถึงลูกก็ไปด่ามัน มันก็เลยไม่มาเยี่ยมเลย ยิ่งไม่มาใหญ่เลย ยิ่งขยาด เจอหน้าทีไรด่าทุกที เพราะฉะนั้นถ้าเรามักน้อยสันโดษ อยู่กับความสงบสงัด อยู่คนเดียวได้ มีลมหายใจเป็นเพื่อน สบายจะตายไป รู้สึกไป

ไม่มีอะไรเป็นเพื่อนที่ดีเท่ากับความวิเวก ความวิเวกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา อยู่ด้วยแล้วไม่วุ่นวาย อยู่กับคน อยู่กับคนอื่นวุ่นวาย อย่างไรก็วุ่นวาย วุ่นมากหรือวุ่นน้อยเท่านั้นเอง ฝึกตัวเองแบบนี้แล้วค่อยตั้งใจรักษาศีล สมาธิ ปัญญา จนเกิดวิมุตคือมรรคผล เกิดวิมุตติญาณทัศนะคือรู้ว่ากิเลสอะไรละแล้ว กิเลสอะไรยังไม่ละ รู้ทันไป ชีวิตเราก็จะสมบูรณ์ ไม่เสียชาติเกิด เราไม่เสียชาติเกิด สมมติว่าชีวิตนี้ยังไม่ได้มรรคผล แต่เราได้พยายามแล้ว ได้พยายามเต็มที่แล้วยังไม่ได้มรรคผล เราก็อิ่มอกอิ่มใจ ชาตินี้ไม่เสียเปล่าหรอก คล้ายๆ เราเรียนแต่ยังไม่จบดอกเตอร์ ไม่เห็นต้องเสียใจเลย ดีกว่าไม่เรียนอะไรเลย แล้วชาติต่อไปเราจะภาวนาง่าย

คนที่เขาภาวนาง่ายเพราะเขาเคยภาวนามาแล้ว เขายากมาแล้วมันถึงง่าย ไม่ใช่ว่าคนนี้วิเศษวิโส ฟังธรรมปุ๊บ บรรลุปั๊บ ไม่ใช่ อย่างพระพาหิยะบรรลุเร็ว ฟังธรรมะอยู่ไม่กี่ประโยคบรรลุแล้ว เป็นพระอรหันต์เลย เรามองแค่นี้ โอ้ พระพาหิยะฟลุกน่าดู ไม่ใช่ ก่อนจะมาเป็นพระพาหิยะเคยบวชในศาสนาของพระกัสสปะพุทธะ พระพุทธเจ้าองค์ก่อน แล้วภาวนาจนตายเลย ภาวนาสู้ตายแล้วตายจริงๆ ไม่ได้อะไรเลย ท่านลำบากมาก่อน แล้วมาชาตินี้ท่านง่าย พวกเรายอมลำบากก่อน ถ้าบุญพอ วาสนาพอ เราก็ได้มรรคผลในชีวิตนี้ ถ้ายังไม่พอ ชาติหน้ามันก็ง่าย ตั้งใจไว้ สู้ตายๆ เชียร์แล้ว สอนก็สอน เชียร์ก็เชียร์แล้ว ถ้าไม่ทำ เรื่องของมึง ช่วยไม่ได้แล้ว เต็มที่แล้ว

วันนี้เท่านี้ หลวงพ่อมีธุระเยอะเลยวันนี้ ขบวนสามเณรเชิญหน้าศาลาเลย

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
5 เมษายน 2569