หลวงพ่อก็เพิ่งรู้ ว่าพวกเราชอบงานฝังลูกนิมิต ตอนหลวงพ่อเป็นฆราวาส ไม่เคยไปงานอย่างนี้ เมื่อก่อนเข้าวัดก็ไปภาวนา งานพิธีกรรมอะไรพวกนี้ ไม่ค่อย ไม่ได้สนใจ พอเราภาวนาเป็นแล้ว เรื่องอื่นเป็นเรื่องเล็ก งานภาวนา เป็นงานตอบโจทย์สำคัญที่สุดในชีวิตเรา ว่าทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ มันเรื่องใหญ่ที่สุด เราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จากคนที่รัก ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่ชอบใจ มันเป็นเรื่องใหญ่
ฉะนั้นเวลาหลวงพ่อเข้าวัดแต่ก่อน มุ่งไปหาคำตอบตรงนี้ ทำอย่างไรเราจะไม่ทุกข์ เรื่องอื่นเลยไม่ได้สนใจ บางคราวไปอยู่ตามวัดกรรมฐานนี่ล่ะ ครูบาอาจารย์ท่านก็ให้หลวงพ่อไปอยู่ในป่า ในเขตพระ ตอนเช้าๆ โยมเขาจะไปใส่บาตรกัน เราอยู่ในป่าก็ไม่ได้ออกมา วันหนึ่งพวกโยมเขาก็ถามว่า “ปราโมทย์ คุณปราโมทย์ทำไมไม่ไปใส่บาตรบ้าง” เรา ไปก็ไป ครูบาอาจารย์ท่านก็เดินแถวมา เห็น พอท่านเห็นหน้าหลวงพ่อ ท่านบอก “เอ้า ปราโมทย์ก็มากับเขาด้วย มาทำอะไร” “มาใส่บาตรครับ” “ผมใส่” ตอนนั้นจิตมันโพล่งออกไปเอง “มันใส่เป็นกิริยาไปอย่างนั้นเองครับ” มันไม่มีความซาบซึ้งถึงอกถึงใจอะไรเลย
แล้วการที่เราภาวนา จิตเรารวม จิตเราสงบ มันดูดดื่ม หรือเวลาฟังครูบาอาจารย์สอนกรรมฐานเรา ส่งการบ้านท่าน ท่านตอบ มันซาบซึ้งถึงอกถึงใจ หลายเรื่องที่ครูบาอาจารย์สอน จำมาได้สัก 40-50 ปี ไม่ลืมเลย เรื่องอื่นลืมหมด เพราะใจมันไม่สนใจ ขำว่าครูบาอาจารย์ทักเลย “นี่ปราโมทย์ มาใส่บาตรกับเขาด้วย” ท่าทางท่านอุทาน แล้วไปตอบท่าน “ผมใส่เป็นกิริยาไปอย่างนั้นเอง” ใจมันเฉยๆ เฉยๆ มันคล้ายๆ เปรียบเทียบให้พวกเราฟัง
นอกจากทำบุญทำทานแล้ว หัดภาวนา
ถ้าเราภาวนาแล้วเราพบความสุข ความสงบ จากการปฏิบัติ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา แล้วจิตใจเราผ่องใส มีความสุข ความสุขอย่างโลกๆ มันเป็นเรื่องเล็กไปเลย เปรียบเทียบเหมือนกับคนยากจน วันๆ ไม่ค่อยมีอะไรจะกิน วันหนึ่งไปเจอที่หาอาหารง่าย อร่อย ไปเจอของดี ของอร่อย ให้กลับไปกินอาหารอย่างเก่า ชักจะกินไม่ลงแล้ว ไม่ได้ว่าพวกเรา พวกเรามาทำบุญทำอะไร ทำไปเถอะ แต่ว่าอย่าทิ้งการภาวนา
วันใดที่ภาวนาเป็น เราจะรู้เลย เรื่องที่เราทำนี้ มันเป็นกิริยา เป็นอาการที่ทำให้เรามีศรัทธาในเบื้องต้น มางานฝังลูกนิมิต มาด้วยความศรัทธา แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีแค่ศรัทธา ศรัทธายังมีหลายแบบ ศรัทธาตามประเพณี เรียกตามๆ กัน อันนี้เข้าใจง่าย ปู่ ย่า ตา ยาย ก็เคยฝังลูกนิมิต นานๆ จะมีสักทีหนึ่ง เราก็มีศรัทธา เราก็อยากทำ ถามว่าผิดไหม ไม่ผิด ดีไหม ดี ใจเราเริ่มเข้าใกล้วัดมากขึ้นแล้ว ถ้าเข้ามาในวัดแล้ว เรามีโอกาสที่สูงกว่านั้น ได้ยินได้ฟังธรรมะ นี้เป็นประโยชน์ที่สูงกว่ากัน
การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา ทันทีที่อริยมรรคเกิด อริยผลจะเกิดต่อทันที ไม่มีช่องว่างเลย
ถ้าเราภาวนาได้โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มันมีคุณค่ายิ่งกว่าสวรรค์ ยิ่งกว่าพรหม เพราะสวรรค์หรือพรหม ถึงจุดหนึ่งก็ยังต้องมาเกิดอีก พระพรหมอายุยืน เทวดาอายุยืน มีความสุขเยอะ แต่ก็สุดท้าย ตาย ยังหนีไม่พ้น พ้นไปไม่ได้ แล้วตายแล้วไม่มีความแน่นอน ว่าจะไปสู่ภพภูมิไหน หลวงพ่อเคยอ่านเจอ หรือครูบาอาจารย์เคยเล่าก็ไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว บอกขนาดพวกพระพรหม ตายแล้วไปตกนรกเยอะ เขาก็สร้างทั้งความดี ทั้งความไม่ดี เหมือนพวกเราทำทั้งดีทั้งชั่ว แล้วตอนตายนั้น กรรมที่ดีให้ผล ขึ้นสวรรค์ ขึ้นไปเป็นพรหม พอหมดบุญตรงนั้นก็ตกลงมา ก็ต้องมารับวิบากที่ไม่ดี ที่เคยทำเอาไว้
เพราะฉะนั้นการที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น
ฉะนั้นการที่เราหัดภาวนา เข้าวัด นอกจากทำบุญทำทานแล้ว หัดภาวนา ประโยชน์มันใหญ่กว่ากันเยอะ แล้วพอภาวนาเป็น เราจะรู้เลยว่า บุญทั้งหลายที่เราเคยทำๆ มันจืดๆ มันจืด มันมีของที่ประณีต ประณีตงดงามกว่ากัน อย่างเรารักษาศีล การที่เราตั้งใจรักษาศีล นี้คือการปฏิบัติธรรมเบื้องต้น คนที่มีศีล มีบุญเยอะกว่าคนปิดทองลูกนิมิต เรารักษาศีลได้ดี ใจเราก็จะพัฒนา แล้วคนมีสมาธิก็สูงขึ้นไปอีก แต่สูงสุดคือคนมีปัญญา
คนมีปัญญาไม่ใช่อัจฉริยะ ไม่ใช่ Genius ไม่ใช่พวกไอคิวสูง ปัญญาคือการที่เรารู้แจ้งเห็นจริง ว่าจริงๆ แล้วชีวิตแท้จริงของเรามันเป็นอย่างไร นี้เป็นปัญญา ถ้าเรารู้แจ้งเห็นจริงว่าชีวิตของเราที่ประกอบไปด้วยกาย ด้วยใจ จริงๆ แล้วไม่น่ายึดถืออะไร เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย และเป็นของที่ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ มันเป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัยกำหนด ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง อันนี้เรียกว่าเรามีปัญญา
ปัญญาคือการที่เรารู้ถูก เข้าใจถูก แล้วปัญญาสำคัญเลย รู้ถูก เข้าใจถูก เกี่ยวกับรูปนามขันธ์ 5 กายใจของเรา ถ้ารู้ถูกเข้าใจถูก เราจะรู้เลยร่างกายนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับอะไร ควบคุมอะไรไม่ได้จริง อย่างเราสั่งไม่ได้ จงมีแต่ความสุข อย่าเจ็บ อย่าป่วย อย่าแก่ อย่าตาย สั่งไม่ได้สักอย่างหนึ่ง แค่นั่งอยู่นี้ สั่งว่าอย่าเมื่อย ยังสั่งไม่ได้เลย สั่งว่าอย่าหิวข้าว สั่งไม่ได้ อย่าปวดอึ อย่าปวดฉี่ สั่งไม่ได้ อย่าป่วยไข้ สั่งไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เราสั่งได้สักอย่างในร่างกายนี้
ดิ้นรนแทบตายเลย สุดท้ายก็ว่างเปล่า
ฉะนั้นการที่เราเรียนรู้ความจริงของกาย จนเกิดปัญญาเข้าใจความเป็นจริงของกาย เราจะไม่ทุกข์เพราะกาย แล้วถ้าเราเข้าใจความจริงของจิต ต่อไปเราจะไม่ทุกข์เพราะจิต จิตเรากระทบอารมณ์ที่ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง เลือกไม่ได้ แล้วถึงจะกระทบอารมณ์ที่ดี แล้วก็เกิดความสุขขึ้นมา เราก็รักษาความสุขให้อยู่ต่อไปนานๆ ไม่ได้ อย่างเวลาพวกเรา ตอนถูกหวยมีความสุข สุขประเดี๋ยวเดียว
หรือชอบผู้หญิงสักคน ไปจีบเขา มีความสุขประเดี๋ยวเดียว ถามคนที่แต่งงาน น้อยรายที่บอกแต่งมานานๆ แล้วยังมีความสุข ส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า รู้แล้วชีวิตจริงๆ เป็นอย่างไร มันไม่เหมือนนิทาน นิยาย เจ้าชายเจ้าหญิงเจอกันแล้ว Happy ending มันเป็นจุดตั้งต้นของวิบากครั้งใหญ่ มีนิทาน ต้องเล่านิทานหน่อย ไหนๆ โยมมาเยอะ มีผู้หญิงคนหนึ่งเขาไปถามพระ ว่าทำไมสังคมไทย ก่อนจะแต่งงาน ให้บวชเสียก่อน แต่งงานก่อนบวชไม่ได้หรือ พระตอบว่าไม่ได้ ถ้าให้ผู้ชายไปแต่งงานก่อนบวช มันจะไม่ยอมสึก ถ้าให้มันบวชก่อน แล้วค่อยไปแต่งงาน มันยังสึกไป
ความสุขในโลก ที่เราว่าสุขนักหนา มันก็แป๊บเดียว ชั่วคราวเท่านั้นล่ะ อย่างเราชอบสาวสักคน เราไปจีบ พอจีบได้ ชนะคู่แข่ง โอ๊ย มีความสุข พอมีความสุขไม่กี่วัน อยากจะแต่งงาน พอแต่งไปแล้วคิดว่าจะมีความสุข พอแต่งงานแล้ว ต้องเลี้ยงลูก ภาระเยอะแยะเลย ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนโทรศัพท์ มีแต่ผ่อนทั้งหมดเลย เลี้ยงลูกเลี้ยงเต้า มันสุขตรงไหน มันมีแต่ภาระ มันฝันไปเรื่อยๆ คนทั่วไปในโลก ไม่เคยภาวนา จะไม่เข้าใจเลย
เราจะรอความสุขที่อยู่ข้างหน้า โดยเราทิ้งความสุขในปัจจุบัน อย่างตอนเด็กๆ เราต้องเรียนหนังสือ รู้สึก แหม ลำบากจัง เราก็คิดว่าถ้าเรียนจบแล้ว เราคงจะมีความสุข พอเรียนจบแล้วต้องทำมาหากิน ต้องทำงาน เราก็คิด ถ้าทำงานไปแล้วรวยๆ จะมีความสุข หรือทำงานไปเยอะๆ ตอนแก่เรามีเงินเยอะๆ เราไม่ต้องทำงานแล้วจะมีความสุข เห็นไหม ความสุขมันเป็นสิ่งที่เราวาดภาพเอาไว้ อยู่ในอนาคตทั้งหมดเลย เราทิ้งความสุขในปัจจุบัน แล้วฝันถึงความสุขในอนาคต
มีนิทานอีกเรื่องหนึ่ง มันมีนักการเงินคนหนึ่ง นักลงทุน เก่ง เป็นโพรเฟสเซอร์ใหญ่ ใครจะมาปรึกษาทางธุรกิจ ทางการลงทุน ต้องเสียสตางค์เยอะ อีตานี้แกก็ภูมิใจในวิชาความรู้ของแก ถึงวันพักร้อน ได้พักร้อนก็ไปพักอยู่ริมทะเล แล้วก็ไปเห็นชาวประมง ชาวประมงออกไปจับปลา ชั่วโมง 2 ชั่วโมงก็กลับมาแล้ว ได้ปลา 2-3 ตัว ก็เลยเรียกเข้ามา รู้สึกสงสาร โอ้ ชาวบ้านนี้มันน่าสงสารจริง มันโง่ เลยให้คำแนะนำบอก “ทำไมไม่เพิ่มชั่วโมงการจับปลามากขึ้น”
ชาวประมงก็ถาม “จับได้เยอะแล้ว จะเป็นประโยชน์อะไร” “เอาไปขายได้” ไม่ใช่เอามาจับกินอย่างเดียว ไปขายได้ พอขายได้ ก็จับให้เยอะไปเรื่อยๆ มันก็จะมีเงินเยอะขึ้น พอมีเงินเยอะขึ้น ต่อไปให้ซื้อเรือเพิ่ม ซื้อเรือให้ใหญ่ขึ้น แล้วก็ซื้อหลายๆ ลำ เริ่มมีเงินแล้ว จับปลาได้เยอะขึ้นๆ แล้วไม่ต้องทำเอง จ้างเขาทำ เราก็เป็นคนคุม คุมเงินคุมอะไรอย่างนี้ ชาวประมงก็ถามว่า จับปลาได้เยอะ มีเรือหลายลำ มีลูกน้องเยอะแยะ มีเรื่องเวียนหัวตั้งเยอะ แล้วมันจะได้อะไร ศาสตราจารย์แกก็บอก เรารวยๆ ตอนแก่ เราสบาย เรามีความสุข เรามีเวลามานั่งชายหาดดูพระอาทิตย์ตก ชีวิตมีความสุข ชาวประมงบอก กูไม่เอาอย่างมึงหรอก เพราะตอนนี้กูมีความสุขอยู่แล้ว ทุกวันนี้กูดูพระอาทิตย์ตกอยู่แล้ว เหนื่อยแทบตายเพื่อจะกลับมาที่จุดเดิม ไม่รู้ว่าใครฉลาดกว่าใคร
ความสุขจริงๆ ดิ้นรนหาแทบตายเลย สุดท้ายก็ว่างเปล่า ความทุกข์ที่พวกเราเกลียดชัง เราไม่อยากมีความทุกข์ อธิษฐานเลย ทำบุญแล้วก็อธิษฐาน จะปิดทองลูกนิมิตก็ สาธุ ชาตินี้อย่าได้เจอความทุกข์เลย ให้มีแต่ความสุขไปทุกๆ ชาติ ตราบเท่าเข้าถึงพระนิพพาน ไม่รู้หรอกว่า คำอธิษฐานนี้ขวางพระนิพพานอยู่ เราจะนิพพานได้ เราต้องรู้ทุกข์ ไม่ใช่หนีทุกข์ พระพุทธเจ้าบอก “ทุกข์ให้รู้” ถ้าเราไม่เห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ กายนี้ใจนี้เป็นทุกข์ ใจมันจะชอบ มันจะยึดติด มันจะปล่อยวางไม่ได้
ถ้าปล่อยวางไม่ได้ ในสิ่งซึ่งไม่มีความมั่นคงอะไรเลย ใจเราจะไม่มีความสุขจริงจังอะไรหรอก สุขเดี๋ยวๆ สุขประเดี๋ยวประด๋าว อย่างเราอยากไม่ทุกข์ อยากไม่แก่ แก่แล้วทุกข์ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อธิษฐานไป ทำบุญ อธิษฐานขอไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ทำบุญเยอะๆ ไป ขึ้นสวรรค์ แก่ช้า เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่อย่างนั้น ไม่เจ็บ ไม่ป่วย แต่สุดท้ายก็ตาย ตราบใดที่เราไม่เห็นทุกข์ เราจะไม่เห็นธรรม
ฉะนั้นการอธิษฐานว่าขอไม่เจอทุกข์ ก็คือขอไม่เจอธรรมะ ทุกข์เป็นบทเรียน ทุกข์เป็นครูของเรา อย่าเกลียดครู ทุกข์เพราะความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก การประสบสิ่งที่ไม่รัก ทุกข์เพราะความไม่สมปรารถนาต่างๆ มันสอนความจริงให้เรา ว่ากายนี้ไม่น่ายึดถือ จิตนี้ไม่น่ายึดถือ กายไม่น่ายึดถือ เพราะมันเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไม่น่ายึดถือ เพราะมันไม่ยั่งยืนอะไรเลย ดิ้นรนหาความสุขแทบตาย แล้วก็อยู่ได้แป๊บหนึ่งก็หายไป ดิ้นรนหนีความทุกข์แทบตาย เหนื่อยแทบแย่ แล้วก็ทุกข์
เราจะพ้นทุกข์ได้ เมื่อเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง
จิตใจที่มันฉลาด มันจะเริ่มเป็นกลางต่อความสุขและความทุกข์ เมื่อมันเป็นกลาง มันก็หมดความดิ้นรน หมดความผูกพันรักใคร่ยึดถือ เมื่อเราหมดความยึดถือในร่างกาย ต่อไปร่างกายเราแก่ ร่างกายเราเจ็บ ร่างกายเราตาย เราจะเห็นแค่ว่ามันเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวเรา มันเป็นแค่ธรรมชาติธรรมดา ตัวเราไม่มี จะเห็นว่าตัวเราไม่มี มีแต่ร่างกายมันแก่ ไม่ใช่เราแก่ ร่างกายมันเจ็บ ไม่ใช่เราเจ็บ ร่างกายมันตาย ไม่ใช่เราตาย มันจะไม่รู้สึกว่ามีเรา
เมื่อไม่มีเรา ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตาย ร่างกายแก่ ร่างกายเจ็บ ร่างกายตาย หนีได้ไหมอันนี้ หนีไม่ได้ หนีไม่ได้ ถ้าเรายอมรับความจริงได้ ใจเราจะไม่ดิ้นรน ยอมรับความจริงไม่ได้ ใจจะดิ้นรน ใจจะมีความอยาก ความอยากคือตัวตัณหา ตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ตัณหาเป็นสิ่งที่เราจะต้องละ ทุกข์เป็นสิ่งที่เราต้องรู้ ตัณหาเป็นความอยาก ความอยากทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นเรื่องไร้เดียงสา อยากไม่แก่ ไร้เดียงสาไหม อยากไม่เจ็บ ไร้เดียงสา อยากไม่ตาย ไร้เดียงสาไหม
พอเรายอมรับไม่ได้ เราก็มีความอยาก อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รัก คนที่รัก อยากประสบแต่สิ่งที่ชอบอกชอบใจ ซึ่งในความเป็นจริง มันเป็นไปไม่ได้ อย่างเราอยากประสบแต่สิ่งที่รัก อยากไม่พลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก มีไหมเกิดมาแล้ว ไม่มีคำว่าพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ไม่มี คนที่เรารัก ลองนึกย้อนไป พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย พี่ น้อง มาอยู่ร่วมกันชั่วคราว แล้วก็กระจัดกระจายกันไป บางคนจากเป็น แยกกันไปทำงานที่อื่น ไม่เจอกัน บางคนจากตาย ตายจากกันไป ของจริงเป็นอย่างนี้
ความอยากนั้นเป็นเรื่องไร้เดียงสา มันอยากในสิ่งซึ่งไม่มีจริง ถ้ามันมีจริง มันก็ไม่ต้องอยาก ถ้าเราไม่มีวันแก่ เราก็ไม่อยากที่จะไม่แก่ เพราะมันเป็นอยู่แล้ว ความอยากทั้งหลาย มันล้วนแต่ของไม่มีจริง มันถึงอยาก อย่างอยากไม่พลัดพรากจากคนที่เรารัก มันเป็นไปไม่ได้ เวลาไปลอยกระทง ไปลอยกระทงด้วยกัน ถือกระทงไปคนละใบ อธิษฐานขอให้ได้เจอกันทุกภพทุกชาติ ชาตินี้ก็ขอให้รักกันยั่งยืน เอากระทงลอยน้ำ เดี๋ยวมันก็ลอยไป แยกกันไป ไปเจอกระทงใบใหม่ มันก็หมุนเวียนไป วัฏฏะมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้น
ฉะนั้นการที่เราจะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก พลัดพรากจากคนที่รัก เป็นธรรมดา คำว่า “ธรรมดา” คือ “ธรรมะ” ที่เราปฏิบัติธรรมแล้วเรามีปัญญา คือเราเห็นธรรมดาของกายของใจ ธรรมดาของร่างกายต้องแก่ ฉะนั้นพอแก่แล้วก็รู้สึกธรรมดา ไม่กลุ้มใจ ธรรมดาร่างกายต้องเจ็บ เรารู้ว่าธรรมดา ก็ไม่กลุ้มใจ ธรรมดาต้องตาย เรารู้ว่าธรรมดา ความตายเป็นธรรมดา พอเรายอมรับธรรมดาได้ ใจเราไม่อยากให้มันผิดธรรมดา มันยอมรับความจริง ตัณหามันก็ไม่เกิด ตัณหามันเกิดจากจิตยอมรับความจริงไม่ได้ จิตยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เห็นความจริงบ่อยๆ
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้า ถึงสอนให้เราทำวิปัสสนากรรมฐาน ให้มีสติรู้กายรู้ใจของตัวเองเรื่อยๆ อย่าลืมกาย อย่าลืมใจ รู้สึกกาย รู้สึกใจเรื่อยๆ รู้สึกบ่อยๆ รู้สึกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รู้สึกเพื่ออะไร เพื่อวันหนึ่งจิตจะยอมรับความเป็นจริงของร่างกายจิตใจ ยอมรับความจริงว่าอะไร ว่าร่างกายจิตใจนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของที่ถูกบีบคั้นให้แตกสลาย เป็นของที่เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่ตามที่เราอยาก เมื่อยอมรับความจริงได้ ความอยากจะไม่เกิดขึ้น เห็นไหม พอเรามีปัญญารู้แจ้ง เรียกมีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นถูก มีความรู้ถูก เข้าใจถูกแล้ว สมุทัยจะไม่เกิดขึ้น คือตัณหาจะไม่เกิดขึ้น
ฉะนั้นการที่เราคอยมีสติรู้กาย มีสติรู้ใจตามความเป็นจริง รู้ไปเรื่อยๆ อย่าลืมมัน รู้สึกมันไปเรื่อยๆ สุดท้ายจิตมันยอมรับธรรมดาของกาย ธรรมดาของใจได้ มันจะไม่เกิดความอยาก ซึ่งความอยากเป็นเรื่องที่ผิดธรรมดาทั้งหมด อยากไม่แก่นี้ผิดธรรมดา ใช่ไหม อยากไม่พลัดพรากนี้ผิดธรรมดา พอจิตมันยอมรับธรรมดา ยอมรับความจริงได้ มันเห็นความจริงแล้ว เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ ก็คือกายกับใจเรานี้ล่ะคือตัวทุกข์ ไม่ต้องหนีมัน รู้ทุกข์ คือรู้กายรู้ใจตัวเองเรื่อยๆ ไป พอรู้แจ่มแจ้งแล้วว่า จริงๆ แล้วมันไม่เที่ยง มันถูกบีบคั้นให้แตกสลาย มันไม่ได้เป็นไปตามใจอยาก มันยอมรับธรรมดาตรงนี้ได้ ความอยากก็ไม่เกิดขึ้น
ฉะนั้นการรู้ทุกข์ เมื่อไรรู้ทุกข์ เมื่อนั้นจะละสมุทัย คือละความอยากได้ เมื่อไรใจเราสิ้นความอยาก ใจก็จะสิ้นความดิ้นรน เมื่อใจสิ้นความดิ้นรน ใจก็สิ้นทุกข์ ใจก็จะพ้นทุกข์ คำว่านิพพานๆ ไม่ใช่โลกๆ หนึ่ง ไม่ใช่ปิดทองลูกนิมิตแล้ว จะขึ้นไปพบพระพุทธเจ้าในพระนิพพานที่โน่นที่นี่ นิพพานจริงๆ คือสภาวะที่สิ้นตัณหา ใจของเราสิ้นความอยาก เมื่อใจสิ้นความอยาก ใจเข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง โลกจะแตกไปต่อหน้าต่อตา บ้านเราไฟจะไหม้ หรือดินถล่มทับ เรารู้สึกธรรมดาไปหมด ใจมันไม่ทุกข์ มันรู้สึกว่าธรรมดา ใจมันจะไม่ทุกข์
เพราะฉะนั้นเราจะพ้นทุกข์ได้ เมื่อเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง รู้ทุกข์คือ อะไรคือทุกข์ ก็คือกายกับใจของเรานี้ล่ะคือตัวทุกข์ สังเกตไหมเวลาเราพูดถึงทุกข์ เราก็มีทุกข์กายกับทุกข์ใจ ฉะนั้นตัวกายตัวใจนี้คือตัวทุกข์ พระพุทธเจ้าบอกทุกข์ให้รู้ ไม่ใช่ให้หนี ให้รู้กายรู้ใจไป แล้ววันใดที่เรารู้ความจริงของกายของใจ เรียกว่าเราล้างอวิชชาได้ ล้างความไม่รู้ได้ เราจะละตัณหา ละความอยากได้เด็ดขาด เมื่อไรเราละความอยากได้ จิตก็พ้นความดิ้นรนปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง นั่นล่ะคือจิตที่สัมผัสพระนิพพาน นี่คือธรรมะที่สูงของพระพุทธเจ้า สอนจนเราไม่ยึดมั่นถือมั่น ตราบใดที่เรายังยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใด เราก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น
เรายึดเมีย ก็ทุกข์เพราะเมีย ยึดผัวเราก็ทุกข์เพราะผัว ยึดลูกก็ทุกข์เพราะลูก ยึดทรัพย์สินเงินทอง ก็กลุ้มใจเพราะทรัพย์สินเงินทอง กลัวผู้ร้ายมันจะมาเอาไป กดโทรศัพท์ผิด เงินหมดเลย ทำมาทั้งชาติ ใจนั้นมีทุกข์ เรามีสิ่งใด เราทุกข์เพราะสิ่งนั้น แต่ถ้าเราเห็นกายนี้ใจนี้เป็นความว่าง โลกนี้เป็นความว่าง ไม่มีอะไรที่ควรยึดถือเลย เพราะสิ่งที่มีอยู่คือทุกข์ เมื่อเราเห็นจริงแล้วว่า สิ่งที่มีอยู่คือร่างกายจิตใจของเรานี้คือตัวทุกข์ มันจะไปยึดทำไม ยึดตัวทุกข์ ใครมันจะไปยึด
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
เพราะฉะนั้นการที่เรามีสติ แล้วมีจิตตั้งมั่น แล้วเราเห็นความจริงของร่างกายจิตใจไปเรื่อยๆ รู้สึกกาย รู้สึกใจไปเรื่อยๆ วันใดที่เราเห็นความจริงของร่างกาย เราจะไม่ทุกข์เพราะร่างกาย มันจะปล่อยวาง วันใดเห็นความจริงของจิต เราก็จะไม่ทุกข์เพราะจิต เพราะมันปล่อยวางได้ พอเราวางได้ เราก็พ้นทุกข์ได้ ฉะนั้นอยู่ที่การปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เคยมีเทวดาไปถามพระพุทธเจ้า บอกพระพุทธเจ้าสอนธรรมะมากมาย 84,000 พระธรรมขันธ์ ให้ท่านสรุปคำสอนทั้งหมดในประโยคเดียวได้ไหม ธรรมะตั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ เยอะแยะเป็นตู้นี้ สามารถสรุปออกมา ใจความออกมาได้ในประโยคเดียวไหม
พระพุทธเจ้าบอกได้ ลองภูมิใครไม่ไปลอง ลองพระพุทธเจ้า ท่านบอกได้ ประโยคนั้นก็คือ “สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ท่านสอน นี้คือหัวใจคำสอนเลย ที่เราทุกข์ ร่างกายเราไม่สบาย เราทุกข์ เพราะเรายึดกาย ร่างกายเราแก่แล้วเราทุกข์ เพราะเรายึดกาย ร่างกายจะตาย เราทุกข์ เพราะเรายึดกาย จิตใจเราทุกข์ เวลาเจอสิ่งที่ไม่ดี เจอสิ่งที่ไม่ชอบ ใจเราทุกข์ เพราะเรายึดจิต หรือเจอ พลัดพรากจากสิ่งที่รัก แล้วเราทุกข์ เพราะเรายึดจิต
ถ้าเราเห็นจิตเป็นความว่าง เป็นธรรมชาติที่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ อารมณ์ดีมาก็รู้ อารมณ์ไม่ดีมาก็รู้ รู้แล้วเป็นกลาง ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ไม่ยึดอะไร ก็จะเห็นความรู้สึกทั้งหลายเป็นความว่าง ความสุขมันก็เป็นความว่าง ความทุกข์ก็เป็นความว่าง กุศลอกุศลทั้งหลายก็ว่าง รูปธรรมคือร่างกายนี้ก็เป็นของว่าง จิตใจเรา นามธรรมทั้งหลายก็เป็นความว่าง ถ้าเราสามารถภาวนาจนเห็น กายนี้ใจนี้มันว่าง มันจะหมดความยึดถือ
มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อโมฆราช เป็นอัจฉริยบุรุษคนหนึ่งเลย เป็นลูกศิษย์พราหมณ์ใหญ่เรียกพราหมณ์พาวรี พราหมณ์พาวรีเป็นพราหมณ์ผู้เฒ่า มีลูกศิษย์ชั้นยอดอยู่ 16 คน พราหมณ์พาวรีรู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่รู้อย่างเดียว ทำอย่างไรจะไม่ตาย ตอบคำถามตัวนี้ไม่ได้ เลยส่งลูกศิษย์ 16 คน มาถามพระพุทธเจ้า พราหมณ์นี้ตั้งโจทย์ให้ แล้วให้มาถามพระพุทธเจ้า ตามโจทย์ที่แกตั้งให้ คนนั้นก็ถาม คนนี้ก็ถาม คำถามที่เด็ดที่สุดเลย คือคำถามของโมฆราช ชื่อคน
โมฆราช ถามว่า “ทำอย่างไร มัจจุราชจะมองไม่เห็นเรา” ทำอย่างไรมัจจุราชจะไม่เห็นเราพระพุทธเจ้าสอน “ถ้าตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นของว่าง มัจจุราชจะมองไม่เห็นเรา” ฉะนั้นต้องฝึก จนเราเห็นกายนี้มันว่าง ว่างจากอะไร ว่างจากความเป็นตัวเป็นตน ความเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นเขา จิตใจก็เป็นของว่าง ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ถ้าเห็นด้วยปัญญาอย่างถ่องแท้ มันจะหมดความยึดถือ ถ้าเห็นด้วยการฟัง ด้วยการอ่าน ด้วยการคิด ยังไม่หมดความยึดถือ ต้องดูของจริงถึงจะพ้นได้
ว่าจะเทศน์เรื่องโลกๆ เทศน์ทีไรมันเข้าเรื่องธรรมะแท้ๆ ทุกทีเลย โลกๆ เทศน์ไม่ค่อยเป็น อุตส่าห์เล่านิทาน เล่าไปเล่ามา มาเรื่องโมฆราชจนได้ เพราะอะไร ทำไมหลวงพ่อเทศน์ทีไร มาเข้าเรื่องนี้ทุกที หลวงพ่อเคยเป็นโยมอยู่ 48 ปี กว่าจะได้บวช เพราะต้องเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่อยู่ หมดภาระแล้วถึงได้มาบวช ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกที่เขาว่าดี หลวงพ่อมีทั้งหมด มีเงิน มีหน้าที่การงาน มีชื่อเสียง มีทุกอย่าง มีครอบครัวที่ดี ไม่มีอย่างเดียว ไม่มีลูก เพราะเจตนาไม่มี เราเชื่อพระพุทธเจ้า “บัณฑิตไม่ปรารถนาบุตร” มีลูกก็ทุกข์ ถามพวกที่มีลูก ทุกข์ ไม่ทุกข์ ทุกข์จนหัวหงอกเลยแต่ละคน บางคนทุกข์จนผมร่วงเลย
หลวงพ่อเลยไม่เห็นว่า อะไรจะสำคัญเท่าธรรมะ การที่จะบอกพวกเรา ปิดทองลูกนิมิต มาซื้อทองของวัด แล้วได้บุญเยอะอะไรอย่างนี้ อย่างนี้ไม่ถูกธรรม ไม่ถูกวินัย ถ้าพระมาเกลี้ยกล่อมเรา ให้ทำโน้นทำนี้แล้วได้บุญ อันนี้เป็นมิจฉาชีพของพระ เขาเรียกอเนสนา อเนสนา อย่างบอกว่ามาทำบุญที่วัดอาตมาได้บุญเยอะ เอาของอร่อยมาให้ ชาติหน้าจะได้กินแต่ของอร่อย ใส่บาตรต้องเอาของดีที่สุด ตัวอยากได้ พระอยากได้แล้วพระบอก ที่นี่ไม่มี ที่นี่ไม่มีเพราะเราศึกษาธรรมะ เรารู้เลย พระไปพูดชักจูงให้โยมเขาบริจาคให้ อาบัติ เป็นมิจฉาอาชีวะของพระเลย
แต่ถ้าโยมมาทำดี อย่างนี้โยมมา หลวงพ่อไม่ได้ชวน ไม่ได้ชวนพวกเรามาปิดทอง เรามาเอง เข้าวัดมาปิดทองก็ยังดี ดีกว่าไปอยู่ตามบ่อน อนุโมทนา ถ้าโยมทำความดี แล้วพระอนุโมทนา อันนี้ทำได้ ถ้าพระไปชักจูง ให้เขามาทำอะไรให้ตัวเอง อาบัติ บาป อาบัติ ฉะนั้นที่นี่พระจะไม่มี ถ้าพระองค์ไหนทำอย่างนั้น ถ้าหลวงพ่อรู้ หลวงพ่อก็ไล่ออกไป ที่ผ่านมาก็มี ไล่ออกไป สังเกตไหม ที่นี่ไม่เรี่ยไร เรี่ยไรมันเสี่ยง เสี่ยงกับมิจฉาอาชีวะ
ฉะนั้นเราพยายามรักษาศีล รักษาธรรมที่บริสุทธิ์เอาไว้ มาวัด มาทำบุญทำอะไร ก็ทำ เป็นเรื่องดีที่ทำ อย่างน้อยใจเราเข้าใกล้วัดมากขึ้น แต่อย่าหยุดความดีอยู่แค่นั้น พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญความดีที่หยุดอยู่กับที่ เข้าวัดมาแล้ว ต้องมาเรียนให้เข้าใจธรรมะ พอรู้หลักแล้วต้องเอาไปปฏิบัติ นี่คือการที่จะรักษาสืบทอดพระศาสนาตัวจริง ฝังลูกนิมิตอะไรนี้ มันเป็นพิธีกรรมเท่านั้นล่ะ
สมัยโบราณเขาไม่ได้เอาหินไปฝังใต้ดิน นิมิตแปลว่าเครื่องหมาย พระก็มาตกลงกันว่าตรงนี้ใช้จอมปลวก มุมนี้ใช้จอมปลวก มุมนี้ใช้น้ำ มีบ่อน้ำ นี่คือเขตที่พระจะมาประชุมกันเท่านั้นล่ะ เดี๋ยวนี้เรามีธรรมเนียม เอาหินไปฝังไว้ใต้ดินแล้วมองไม่เห็น มันก็ค่อยๆ เปลี่ยนไป ค่อยเปลี่ยนไป
วัดสวนสันติธรรม
28 สิงหาคม 2569