ตั้งใจรักษาศีล ศีลเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดแล้วของมนุษย์ มีศีล 5 แล้วยังกลับมาเป็นมนุษย์ได้ จะเป็นคนเต็มคน ถ้าศีลเราบกพร่องก็ไปอบาย ศีลทีแรกก็รักษายาก ให้รักษาจิตเอาไว้ สมัยพุทธกาลก็มีพระองค์หนึ่งไปทูลลาพระพุทธเจ้า ถือศีลไม่ไหว พระวินัยเยอะแยะเหลือเกิน แค่จำก็จำไม่ไหวแล้ว ท่านบอกถ้าถือข้อเดียวได้ไหม มีศีลข้อเดียว ท่านเลยบอกถ้าข้อเดียวก็ทำได้ ให้มีสติรักษาจิตของเราไว้
ศีล สมาธิ ปัญญา จะสมบูรณ์ได้อาศัยสติ
ที่จริงคำว่ามีสติรักษาจิต ตัวที่ช่วยรักษาจิตคือสติ เราไม่ต้องรักษาหรอก จิตมันเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้นไป มีสติรู้ไปเรื่อยๆ จิตโกรธรู้ว่าโกรธ จิตโลภรู้ว่าโลภ จิตหลงรู้ว่าหลง พอกิเลสอะไรเกิดเรามีสติรู้ กิเลสก็ครอบงำจิตไม่ได้ ก็ไม่ผิดศีล คนทำผิดศีลเพราะขาดสติ ฉะนั้นพวกเราพยายามมีสติคอยรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของจิตใจตัวเองไปเรื่อยๆ กิเลสอะไรมาก็รู้ไว้ แล้วศีลเราจะงาม มันจะเกินศีลที่เป็นข้อๆ อย่างเวลาตาเรามองเห็น กิเลสเกิด เรามีสติรู้ทัน กิเลสก็ดับ หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นกระทบรส กายกระทบสัมผัส ใจกระทบความคิด กิเลสอะไรเกิดมีสติรู้ทันไป กิเลสก็ดับ จิตใจเราก็สงบร่มเย็น สติมันรักษาจิตเรา
ไม่ใช่ยาก คอยรู้ทันบ่อยๆ ถ้าสติเกิดแล้ว ศีลอัตโนมัติก็เกิด ทีนี้การที่เราคอยรู้เท่าทันจิตตัวเอง ทีแรกก็รู้กิเลสหยาบๆ ความโกรธเกิดก็รู้ ต่อมาก็รู้กิเลสระดับกลาง ความโลภเกิดก็รู้ ต่อไปเราก็รู้กิเลสที่ละเอียด ความหลง ความหลงเกิดเราก็รู้ พอมีสติใจก็ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ศีลของเราก็ดี แล้วใจของเราก็จะเกิดสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะใจที่ฟุ้งซ่านมันก็ฟุ้งด้วยอำนาจของกิเลสนั่นล่ะ
อย่างเห็นสาวสวย มีเมียอยู่แล้วก็ยังอยากได้อีก คิดทำอย่างไรจะได้ ใจก็ฟุ้ง เรามีสติรู้ทัน จิตฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตก็ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตไม่ฟุ้งซ่านจิตก็สงบ เห็นไหมมีสตินอกจากทำให้เกิดศีลอัตโนมัติแล้ว ยังทำให้เกิดสมาธิอัตโนมัติ คือจิตเราไม่ฟุ้งซ่าน จิตสงบ จิตสงบจิตก็สบาย ถ้าภาวนาแล้วเรารู้เลยว่า โอ้ จิตฟุ้งซ่านไม่มีความสุขหรอก จิตสงบแล้วเรามีความสุขเยอะ ความสงบเป็นความสุขชั้นยอด ความสงบสูงสุดก็คือพระนิพพาน นิพพานมีลักษณะสันติ สงบ ไม่ถูกรุกเร้าด้วยกิเลส ฉะนั้นความสงบเป็นสุขอย่างยิ่ง
เราสามารถพัฒนาความสงบของเราให้เป็นชั้นๆ ไป สงบชั่วคราวก็สงบด้วยกำลังของสมาธิ ยิ่งถ้าได้ฌานก็สงบเยอะ ถ้าไม่ได้ฌานก็อาศัยสติรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่ฟุ้งซ่านเป็นกิเลส ทันทีที่สติเกิด กิเลสจะดับอัตโนมัติ จิตไม่ฟุ้งซ่านจิตก็สงบมีความสุข ไม่ต้องหัดเข้าฌานเลย อันนี้อาศัยสติจิตเราก็เกิดสมาธิขึ้นได้ อย่างพวกเราจำนวนมากเรียนกับหลวงพ่อ อยู่เฉยๆ จิตก็มีปีติมีความสุขผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมาเองไม่ได้ทำอะไร ที่จริงเพราะเรามีสติ ใจเราไม่ฟุ้งซ่าน ปีติก็เกิด ความสุขก็เกิด แล้วถ้ากำลังพอ มันก็มั่นคง ไม่วอกแวก อยู่ในอารมณ์อันเดียว สบาย
อาศัยสติรู้สภาวะ จิตเข้าฌานได้ไม่ยากหรอก ขอถอน มันยากเหมือนกันสำหรับคนทำไม่เป็น คนทำเป็นแล้วไม่ยาก อยู่ที่เราฝึก ฝึกไปเรื่อย มีสติคอยรู้ทันจิตตัวเองไป ถ้ากิเลสอะไรเกิดรู้ทัน ศีลของเราก็ดี ถ้ากิเลสเกิดรู้ทัน จิตก็ไม่วุ่นวายไปตามกิเลส อย่างราคะเกิดเรารู้ทัน จิตก็ไม่วุ่นวายด้วยราคะ สงบ โทสะเกิดสติรู้ทัน จิตก็ไม่วุ่นวายเพราะโทสะ จิตก็สงบ โมหะความหลงเกิด ความฟุ้งซ่านเกิด เรามีสติรู้ทัน จิตที่ฟุ้งซ่านก็ดับ จิตที่สงบก็เกิด นี่คุณค่าของสติ ทำให้เราได้ศีล ทำให้เราได้สมาธิ แล้วอาศัยสติ ถ้าเราฝึกจนชำนิชำนาญทีแรกเราฝึกสติคอยรู้ทันจิตใจของเราเอง ในขั้นปัญญาเราก็อาศัยสติอีกล่ะ เวลาตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ ขึ้นที่จิตหรือที่ร่างกาย มีสติรู้ทัน
อย่างเวลาจิตเรามีราคะอย่างนี้ ร่างกายเรามีความเปลี่ยนแปลง อย่างผู้ชายจะรู้สึกง่ายเลย ร่างกายมันเปลี่ยนแปลง รู้สึกได้ ถ้าเรามีสติอยู่พอเราเห็นราคะเกิด เราก็ อันนี้เราดูเข้ามาตรงที่จิต ราคะดับ จิตก็สงบ บางคนดูจิตไม่เป็น ดูที่ร่างกายไปก่อน อย่างตอนราคะเกิดร่างกายเราก็มีความเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ไม่ต้องแก้ไขอะไร รู้สึก รู้ไปเรื่อยๆ จิตสงบเองล่ะ เวลาโกรธ เวลาโกรธถ้าเราสติเราเร็ว เราดูจิตได้เราเห็นจิตโกรธ ถ้าดูจิตไม่ได้ก็ดูกาย เวลาเราโกรธ ร่างกายเราก็เกิดความเปลี่ยนแปลง อย่างโกรธมาก หัวร้อนเลย เลือดขึ้นหน้า มันโกรธ ดูจิตไม่เป็นแต่เรารู้สึกอาการทางกาย มันก็จะสะท้อนกลับย้อนกลับไปเห็นจิตได้
ฉะนั้นกายกับจิตมันเนื่องกันอยู่ เราเริ่มดูกายเราก็เห็นจิต เราเริ่มจากดูจิตเราก็เห็นกาย ไม่ได้เรื่องยากอะไรหรอก มีสติคอยรู้เนื้อรู้ตัวไปเรื่อยๆ ตรงนี้ขั้นเดินปัญญาแล้ว ถ้าเรามีสติรักษาจิตอยู่ศีลก็เกิด มีสติอยู่จิตไหลไปหลงไปรู้ทัน จิตก็ตั้งมั่นมีสมาธิ ไม่ฟุ้งซ่าน มีสมาธิ แล้วพอตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ อันนั้นเป็นการเดินปัญญา ฉะนั้นมีสติตัวเดียวเราจะได้ทั้งศีล ได้ทั้งสมาธิ ได้ทั้งปัญญา เมื่อทำให้มากเจริญให้มาก ก็จะเกิดวิมุตติ เกิดอริยมรรค เกิดอริยผลขึ้น ถ้าทำให้มากเจริญให้มาก สติสำคัญที่สุดเลย
ธรรมที่มีอุปการะมาก คือสติกับสัมปชัญญะ
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามีธรรมะ 2 ตัว เป็นธรรมที่มีอุปการะมากคือสติกับสัมปชัญญะ สติเป็นเจตสิก เราใช้อะไร เป็นธรรมะอย่างหนึ่งที่เกิดกับจิต ทำหน้าที่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ สัมปชัญญะเป็นปัญญา ไม่หลง ไม่เผลอ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ถ้าเราหลง เราเผลอ เขาเรียกไม่มีปัญญา ลืมเนื้อลืมตัวไป คอยรู้สึกตัว จิตใจไม่โดนโมหะครอบงำ อย่างเรามีปัญญาอยู่ไม่ถูกโมหะครอบ โมหะเป็นกิเลสที่ตรงข้ามกับปัญญา ฉะนั้นถ้าเราไม่หลง ไม่มีโมหะครอบงำ เราเรียกเรามีปัญญา ปัญญาตัวนี้คือสัมปชัญญะ รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ จิตไม่หลงไป ไม่ไหลไป
ฉะนั้นปัญญามีชื่ออีกชื่อหนึ่งว่าอโมหะ ปัญญามีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่าอโมหะ ไม่มีโมหะ ถ้ามีโมหะก็ไม่มีปัญญา ถ้าไม่มีโมหะก็มีปัญญา ปัญญาเบื้องต้นเลยคือเรารู้สึกตัว จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว ไม่หลงไม่ลืมกาย ไม่หลงไม่ลืมจิตใจของเราเอง ทีนี้พอเราไม่ลืมกายไม่ลืมใจ แล้วสติเราก็ดี สมาธิเราก็ตั้งมั่น การเจริญปัญญาก็เกิดขึ้นอย่างคล่องแคล่วแล้วคราวนี้ ไม่ใช่ปัญญาเบื้องต้น อย่างสัมปชัญญะเป็นปัญญาเบื้องต้นทำให้เรารู้เนื้อรู้ตัว เอาสติเป็นตัวรู้ทัน สัมปชัญญะเป็นความรู้สึกตัว รู้ตัว รู้ตัวคือไม่หลงไม่เผลอนั่นล่ะ
ทีนี้เรามีองค์ธรรมสำคัญพวกนี้ เราจะเจริญปัญญาในขั้นที่ละเอียดมากขึ้นๆ ได้ ถ้าเราหลงลืมตัวเอง มีกายลืมกาย มีใจลืมใจ เราเจริญปัญญาไม่ได้ เพราะการเจริญปัญญาคือการเรียนรู้ความจริงของรูป นาม กาย ใจ จำไว้การเจริญปัญญาไม่ใช่การแตกฉานรอบรู้อะไรมากมายหรอก ปัญญาที่สำคัญที่สุดคือวิปัสสนาปัญญา เป็นรองอย่างเดียวคือเป็นรองโลกุตตรปัญญา ปัญญา วิปัสสนาปัญญา ใจเรามีสมาธิตั้งมั่น แล้วก็มีปัญญา มีสัมปชัญญะกำกับ ไม่หลงไม่ลืมตัวเอง แล้วพอสติไประลึกรู้อะไร เราจะเห็นสิ่งนั้นเป็นไตรลักษณ์
ฉะนั้นเวลาที่เราจะเจริญปัญญาหรือทำวิปัสสนา สิ่งแรกที่เราต้องมีคือ มีเครืองอยู่ให้จิตอยู่ ถ้าจิตเราร่อนเร่ไปเรื่อยๆ ปัญญาไม่เกิดหรอก ฟุ้งซ่าน เราก็มีเครื่องอยู่ให้จิตอยู่ อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เด็ก หลวงพ่อถนัดใช้ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ บางคนก็ถนัดใช้การเคลื่อนไหวเป็นเครื่องอยู่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ตอนเด็กๆ หลวงพ่อใช้ลมหายใจ แล้วสิ่งที่ได้ ได้สมาธิ จิตสงบ จิตตั้งมั่น ทีแรกหายใจช่วงแรกๆ จิตมีนิมิตต่างๆ ขึ้นมา พอเราไม่ไหลตามนิมิตตามแสงไปอะไรไป จิตก็ตั้งมั่น มีปีติ มีความสุข จิตก็รวม แล้วก็สงบลึก ลึกซึ้งขึ้นไปเรื่อยๆ แต่เดินปัญญาไม่เป็น ทีจริงถ้ามีครูบาอาจารย์แนะนำ ถ้าเราทำอานาปานสติเราต่อขึ้นวิปัสสนาได้เลย อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่ใช้ทำสมถะก็ได้ ทำวิปัสสนาก็ได้
ทีนี้ตอนนั้นเด็กๆ ทำได้แค่สมถะ ทำไม่เป็นแล้ววิปัสสนา พอดูทำสมถะเยอะๆ พอดูมาในกาย ร่างกายสลายไป บางทีร่างกายหายไป โลกหายไป เหลือแต่จิตว่างๆ อยู่เฉยๆ ไปไหนไม่เป็น น่าเสียดายถ้ามีครูบาอาจารย์แนะนำก็จะไปได้เร็วกว่านั้น ทีนี้หลวงพ่อไปทำสมาธิอยู่อย่างนี้ 22 ปี ตั้งแต่ 7 ขวบ จนอายุ 29 ไปเจอหลวงปู่ดูลย์ หลวงปู่ดูลย์พิจารณาแล้วให้หลวงพ่อเดินปัญญาด้วยการดูจิตเลย ไม่ใช่ทุกคนที่เจริญปัญญาต้องดูจิต ลูกศิษย์หลวงปู่ดูลย์ที่อยู่ๆ ท่านให้ดูจิตมีไม่กี่คนหรอก ส่วนใหญ่ก็ดูกาย บางคนให้ดูให้ท่องพุทโธไปเรื่อยๆ อันนั้นสมถะเลย บางท่านก็ดูกาย ที่ดูจิตมีไม่มาก
ท่านให้หลวงพ่อดูจิตเพราะหลวงพ่อสมาธิทำมาเยอะ เราดูกายจนมันสลายไปได้แล้ว สลายกายก็ไม่มีกาย จะไปดูกายได้อย่างไร ท่านก็เลยให้ดูจิต พวกเรายังมีกายก็ดูกาย ดูของที่ดูง่าย ไปดูจิตทีแรกหลวงพ่อก็ดูไม่เป็น หลวงพ่อไปแทรกแซงจิต เห็นจิตมันปรุงแต่งมากมาย ก็ไปทำจนมันนิ่งมันว่างด้วยความเคยชินเก่า ไปทำใจว่างๆ ก็ไปส่งการบ้าน หลวงปู่บอกทำผิดแล้ว จิตมีหน้าที่คิด นึก ปรุง แต่ง ไปทำจนมันไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุง ไม่แต่ง ทำผิดแล้ว ไปทำใหม่ ท่านว่าอย่างนี้ หลวงพ่อเลยนึกถึงคำว่าท่านบอกให้ไปดูจิต ให้ไปเห็นจิต ไปอ่านจิตตัวเอง
คิดว่า เอ อ่านจิตก็เหมือนเราอ่านหนังสือล่ะ เราไม่ใช่นักประพันธ์ เราไปซื้อหนังสือมา หนังสือนั้นนักประพันธ์เขาเขียนอะไรมาเราก็อ่านไปตามนั้นล่ะ จิตเราก็เหมือนกัน เราไม่ได้ไปปรุงแต่งจิต จิตสุขเราก็แค่รู้ตอนนี้จิตแสดงบทสุข จิตทุกข์เราก็รู้ จิตดีเราก็รู้ จิตโลภโกรธหลงเราก็รู้ รู้ไปเรื่อยๆ เป็นแค่คนรู้คนเห็น จิตต้องตั้งมั่นมันถึงจะเป็นคนรู้คนเห็นสภาวะทั้งหลายได้ แล้วเห็นสภาวะทั้งหลายเกิดดับ จิตโกรธเกิดแล้วก็ดับ จิตไม่โกรธเกิดแล้วก็ดับ จิตโลภเกิดแล้วก็ดับ จิตไม่โลภเกิดแล้วก็ดับ จิตหลงเกิดแล้วก็ดับ จิตไม่หลงเกิดแล้วก็ดับ จิตฟุ้งซ่านเกิดแล้วก็ดับ จิตเซื่องซึมหดหู่เกิดแล้วก็ดับ จิตสว่างไสวเกิดแล้วก็ดับ จิตกว้างขวาง กว้างใหญ่ๆ กว้างๆ ไม่มีขอบมีเขต เหมือนพระอาทิตย์พระจันทร์แผ่รัศมีกว้างขวางออกไป เราก็รู้อย่างที่มันเป็น ตามรู้จิตอย่างที่จิตเป็น
แล้วก็ดูจิตมาเรื่อยๆ จะเห็นจิตปล่อยวางจิตก็รู้ จิตไม่ปล่อยวางจิตก็รู้ อันนี้อยู่ในจิตตานุปัสสนาทั้งหมดเลย เราก็ดูตัวที่เราดูได้ ตัวที่พวกเราดูได้คือ 4 ตัวแรก จิตมีราคะไม่มีราคะ มีโทสะไม่มีโทสะ มีโมหะไม่มีโมหะ รู้ไป รู้ไปเรื่อยๆ จิตฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตหดหู่รู้ว่าหดหู่ ดูไป ดูตัวนี้ง่ายๆ สูงกว่านั้นต้องสมาธิเยอะ จิตเป็นอุปจาระ อุปจาระจิตไปอยู่กับปฏิภาคนิมิต ซึ่งเราทุกวันนี้ชอบพูดกันได้ฌานนั้นฌานนี้ ไม่ได้จริงหรอกที่พูดกันว่าได้ฌานอะไรต่ออะไร อุปจาระยังไม่ได้เลย ฉะนั้นถ้าใครเขาบอกว่าเข้าฌานได้ เราเฉยๆ นะ ฟังหูไว้หู ถ้ามี 4 หู ฟังหูหนึ่งไว้อีก 3 หูเลย เคยรู้จักไหม 4 หู 5 ตา ตัวประหลาด
อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ ทุกวันนี้พระอรหันต์เยอะเหลือเกิน คนนั้นก็เป็น คนนี้ก็เป็น บางที่ภาวนาไม่กี่วันหรอก ได้โสดาบัน ได้สกิทาคามี กิเลสยังละไม่ได้สักตัวจะไปได้ธรรมะอะไร วิปัสสนาก็ยังไม่ได้ทำจริง ได้แต่ไปเพ่งๆ จ้องๆ ยังไม่ได้เริ่มวิปัสสนาเลย จะไปได้ธรรมะอะไร อย่างมากก็ไปเพ่งอารมณ์ให้นิ่งๆ ว่างๆ ฉะนั้นพยายามฝึกตัวเอง ฝึกอะไร ฝึกสติให้ดี ฝึกสติให้ดีเลย
เหตุของสติ คือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น
สติเกิดจากอะไร สติอยู่ๆ สั่งให้เกิดไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา สติก็เป็นอนัตตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา สั่งไม่ได้ สิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ สังขารความปรุงแต่งทั้งหลายเกิดจากเหตุ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ สติก็เป็นสังขารธรรม เป็นสังขตธรรมอันหนึ่ง ก็ต้องเกิดจากเหตุ เหตุของสติคือการที่จิตจำสภาวะได้แม่น จิตที่จำสภาวะได้แม่นเรียกว่ามีถิรสัญญา จำสภาวะได้แม่น อย่างถ้าเรารู้จักความโกรธว่าความโกรธมีอาการอย่างนี้มีลักษณะอย่างนี้ พอความโกรธเกิดสติจะเกิดเองเลย ฉะนั้นสติไม่ใช่เราสั่งให้เกิดได้ สติเกิดเองเมื่อจิตจำสภาวะได้แม่น แล้วสภาวะนั้นเกิดสติก็จะรู้ทันเลย เกิดเอง
แล้วทำอย่างไรจิตเราจะจำสภาวะได้แม่น เราต้องเห็นสภาวะเนืองๆ เห็นบ่อยๆ อย่างญาติพี่น้องเราแยกย้ายกันไปไม่เจอกัน 20 ปี เจอกันจำไม่ได้ อีกคนหนึ่งเจอกันทุกวัน เจอปุ๊บรู้ปั๊บจำได้เลย อย่างจิตเราเห็นสภาวะบ่อยๆ อย่างถ้าคนไหนขี้โกรธ เราเห็นความโกรธบ่อยๆ ต่อไปพอความโกรธเกิดปุ๊บสติรู้ทันเลย อ๋อ โกรธแล้ว ทันทีที่สติรู้ทันว่าโกรธ ความโกรธจะดับเลย จิตที่ไม่โกรธก็จะเกิดขึ้นแทน มันจะตั้งมั่นขึ้นมา หัดทำกรรมฐานแล้วดูสภาวะไป อย่างบางคนทำกรรมฐานขยับตัวแล้วรู้สึก ไม่ได้แกล้งขยับ ขยับตามธรรมชาติ เราเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วล่ะ พอร่างกายเราขยับ เราคอยรู้สึกไว้ อย่าใจลอยไปที่อื่น คอยรู้ร่างกายที่กระดุกกระดิก ร่างกายขยี้จมูกแล้วรู้สึก ต่อไปพอร่างกายเราขยับปุ๊บ สติเกิดเองเลย
หรือหลวงพ่อฝึกหายใจอานาปานสติ พอเราเผลอขาดสติ ไปเห็นผู้หญิงสวยใจมันชอบราคะเกิด จังหวะการหายใจมันเปลี่ยน พอมันเปลี่ยนปุ๊บสติเกิดเลย ไม่ได้เจตนาให้สติเกิด แล้วทันทีที่สติเกิด ราคะดับทันทีเลย คนไหนขี้โลภก็ดูจิตโลภแล้วรู้บ่อยๆ ใช้จิตที่โลภเป็นวิหารธรรม คนไหนขี้โมโห ใช้จิตที่โมโหเป็นวิหารธรรม ฝึกเรื่อยๆ โกรธแล้วรู้ โกรธแล้วรู้ไป ทีแรกต้องโกรธแรงๆ ถึงจะรู้ พอโกรธแล้วรู้บ่อยๆ ต่อไปขัดใจเล็กๆ ก็เห็นแล้ว สติเราจะเร็วขึ้นๆ ต่อไปแค่รำคาญเล็กๆ ก็เห็นแล้ว อย่างเรานั่งอยู่แมลงหวี่มา จะมาตอมเราอย่างนี้ รำคาญ รำคาญนี่โทสะ เราก็รู้เลย รู้แล้วทำอย่างไร รู้แล้วก็ปัดมันไปสิ จะไปให้มันเข้าตาทำไม เดี๋ยวเป็นโรคตาแดง ก็ต้องมีสติมีปัญญารู้อะไรควรอะไรไม่ควร ไม่ใช่อุเบกขาลูกเดียว
เห็นหมาบ้าวิ่งมาสักแต่ว่าเห็น อันนี้โง่ เห็นหมาบ้าวิ่งมาก็หลบมันสิ ไม่อย่างนั้นก็วิ่งหนี ถ้ามีวิ่งกันหลายคน เราวิ่งให้เร็วกว่าคนสุดท้ายแค่นั้นพอแล้ว เวลากัดมันกัดคนสุดท้ายก่อน รู้สึกไหมพอหลวงพ่อเล่านิทานให้ตลก ใจเราเปลี่ยนรู้สึกไหม นี่คือการปฏิบัติ หูเราได้ยินเสียงแล้วก็แปลความหมาย แปลความหมายแล้วก็เกิดความเปลี่ยนแปลงในใจเรา เกิดขำ อย่างเกิดขำขึ้นมาใจก็สบาย สังเกตไป ขำขึ้นมาก็รู้ สบายใจก็รู้ หัดรู้สภาวะไปไม่ใช่เรื่องยากเลย
มีสติแล้วก็ดูความเปลี่ยนแปลงของสภาวะ อันนั้นคือการเจริญวิปัสสนาปัญญา จะได้ปัญญาจากวิปัสสนา การที่เรามีสติรู้สภาวะ เห็นความเปลี่ยนแปลงของสภาวะไป ก็จะได้ปัญญาที่เรียกวิปัสสนาปัญญา แต่ถ้าเรามีสติแล้วเราไปเอาจิตแนบลงไปตรงจุดที่เรารู้ จะไม่เกิดปัญญา เพราะจิตไม่ตั้งมั่น จิตไหลเข้าไป อย่างจิตไปรู้ท้อง มีสติอยู่ที่ท้อง แล้วจิตไหลลงไปที่ท้อง ปัญญาจะไม่เกิด เพราะตัวที่ทำให้ปัญญาเกิดคือสัมมาสมาธิ คือความตั้งมั่นของจิต เห็นไหมทุกสิ่งมีเหตุทั้งนั้น
การที่จิตจำสภาวะได้แม่นทำให้เกิดสติ ถ้าจิตมีความสุขจะเกิดสมาธิชนิดสงบ ถ้าจิตตั้งมั่นเรียกว่ามีสัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ธรรมทั้งหลายที่เป็นสังขาร มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เวลาพัฒนาก็พัฒนาที่เหตุ เวลาจะละก็ละที่เหตุ อย่างเราจะพัฒนาสติเราก็ทำเหตุของสติ คือการเห็นสภาวะบ่อยๆ จนจิตจำสภาวะได้แล้วสติอัตโนมัติจะเกิด ถ้าเราต้องการให้จิตสงบได้พักผ่อน ความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิ เราก็เลือกอารมณ์กรรมฐานที่อยู่แล้วมีความสุข แล้วก็รู้อารมณ์กรรมฐานนั้นด้วยใจสบายๆ รู้ด้วยใจที่มีความสุข อย่าใช้ใจโลภ อย่างอยากสงบอยากสุขจะไม่สงบ ใช้ใจธรรมดา ใจสบายๆ รู้อารมณ์ที่สบายๆ ไป สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว เพราะว่าความสุขเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสมาธิชนิดสงบ แล้วสติที่รู้ทันสภาวะทำให้มากเจริญให้มากจะทำให้เกิดสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิต
สมาธิมีหลายแบบ สมาธิชนิดสงบเกิดจากเราน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สัมมาสมาธิเกิดจากสติ มีสติรู้ทันสภาวะ แล้วสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ อย่างจิตเราหลงไป สติรู้ทันว่าจิตหลงไป จิตที่หลงจะดับ จิตจะตั้งมั่นเกิดขึ้นเอง ไม่ได้สั่งให้เกิด เกิดเอง ธรรมะแต่ละตัวมันมีเหตุของมันทั้งนั้น ก็ทำให้ถูก อย่าพยายามทำจิตให้ตั้งมั่น หลายคนพยายามทำจิตให้ตั้งมั่น มันผิด กลายเป็นจิตที่แข็งกระด้าง เป็นอกุศลจิต ไม่ใช่จิตที่ดีเลย จิตที่หนัก ที่แน่น ที่แข็ง ที่ซึม ที่ทื่อ ที่ขี้เกียจที่หลงเข้าไปแทรกแซงอารมณ์ มันอกุศลจิตทั้งนั้น ฉะนั้นถ้าเราอยากให้จิตตั้งมั่นแล้วรู้ ทำสัมมาสติให้เยอะๆ แล้วสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นจะเกิด
อย่างเราทำกรรมฐานอะไรสักอย่างหนึ่ง สมมติเราเคลื่อนไหวรู้สึก เคลื่อนไหวรู้สึก พอใจเราหนีไปสติรู้ทัน ทีแรกก็หลงไปนานหน่อย ต่อมาจิตจำสภาวะที่จิตไหลไปได้ พอจิตไหลปุ๊บสติเกิดเอง ทันทีที่สติเกิด สัมมาสติเกิดแล้วรู้สภาวะแล้ว ความตั้งมั่นคือสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ พอสัมมาสมาธิเกิดแล้วต่อไปสติระลึกรู้รูป เราจะเห็นไตรลักษณ์ สติระลึกรู้เวทนา สุขทุกข์ทั้งหลาย เราก็เห็นเวทนาก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ สติระลึกรู้สังขาร กุศลอกุศลทั้งหลาย เราก็เห็นกุศลอกุศลทั้งหลายก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ สติระลึกรู้จิตที่เกิดดับทางอายตนะ เราก็จะเห็นจิตเองก็ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ จิตไม่เที่ยง คนที่บอกว่าจิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าบอกจิตไม่เที่ยง นิพพานก็ไม่ใช่อัตตา บางทีมันเคลื่อนไป
ตั้งใจรักษาศีลให้ดี
แล้วมีสติรักษาจิตของตัวเอง
ค่อยๆ ดู จุดแรกเลยตั้งใจรักษาศีลไว้ก่อน ศีล 5 ข้อพอแล้ว ศีล 8 เลือกถือเป็นบางครั้งบางคราว เป็นฆราวาสทำงานหนัก ถือศีล 8 เดี๋ยวโรคกระเพาะกิน ถ้าเป็นพระไม่เป็นไร เป็นโยมทำงานเยอะ กระเพาะทำงานมันบีบตัว ฉะนั้นถือศีล 5 ศีล 8 ถือเป็นคราวๆ ศีล 5 เป็นนิจศีล ถือเป็นประจำ ศีล 8 ก็ถือเป็นคราวๆ เช่นวันพระใหญ่ ถือศีล 8 ใหญ่มากๆ อย่างเป็น วันมาฆะ วิสาขะ อาสาฬหะ ก็ถือ ลองถือดู
บางคนบอกบ้านแคบมีห้องเดียว ถือศีล 8 ก็นอนอยู่เตียงเดียวกับเมียทำได้ไหม ทำได้ ปิบผลิกับภัททกาปิลานี ผัวเมียคู่นี้ไม่ถูกตัวกันเลย นอนเตียงเดียวกันล่ะ ปิบผลิตอนหลังก็มาเป็นพระมหากัสสปะ ภรรยาท่านก็เป็นพระอรหันต์ทั้งคู่ ทีนี้ถ้าบ้านเราแคบ วันพระวันอะไรเราก็ถือพรหมจรรย์ได้ แต่บังเอิญไปถูกกันเราไม่ได้เจตนาอย่างนี้ ไม่เป็นไรไม่ผิดศีล ลองหัดถือดู แต่ไม่ต้องถือทุกวัน มีผู้หญิงบางคนไปบอกคุณแม่ บอกว่าต่อไปนี้จะถือศีล 8 ตลอดเลย จะไม่ให้สามีถูกตัว หนูจะเอานิพพาน หนูไม่เอาแล้วสามี คุณแม่เตือนก็ไม่ฟัง พอสามีไปมีอีหนูเท่านั้น เทวดาตกสวรรค์เลย ร้องห่มร้องไห้หาว่าสามีเป็นมาร ตัวเองถือศีลไม่สมควรแก่ตัวเอง ไม่รู้สถานะ ดูตัวเอง
ฉะนั้นตั้งใจถือศีล 5 ให้ดี เป็นนิจศีลคือถือประจำ ศีล 8 ถือก็ถือเป็นคราวๆ ไม่ถือทุกวัน ไม่เหมาะกับฆราวาส แล้วก็ถัดจากนั้นฝึกสติ เวลาใจเราอยากทำอะไรที่ผิดศีลคอยรู้ทันไว้ รู้ทันใจของเราบ่อยๆ แล้วศีลอัตโนมัติจะเกิด สมาธิอัตโนมัติจะเกิด การที่เราคอยรู้สึกใจของเราบ่อยๆ ต่อไปปัญญาอัตโนมัติก็จะเกิด พอจิตเราตั้งมั่น สติระลึกรู้รูปธรรมหรือนามธรรมใดๆ ก็ตาม ปัญญาจะเกิดมันจะเห็นไตรลักษณ์ แล้วต่อไปศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์ วิมุตติก็เกิดเอง ไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลได้ จิตบรรลุมรรคผลเองเมื่อศีล สมาธิ ปัญญา ของเราสมบูรณ์
ฉะนั้นศีล สมาธิ ปัญญา จะสมบูรณ์ได้อาศัยสติ หลวงปู่เทสก์ครูบาอาจารย์องค์หนึ่งของหลวงพ่อท่านสอน สติจำเป็นในที่ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ คอยมีสติรู้สึกกาย มีสติรู้สึกจิตใจของเราไว้ อย่างเราไปเจอคนที่เราเกลียด เกลียดเข้าไส้เลย ใจเราโกรธ สติรู้ทันว่าใจเราโกรธ ใจเราก็หายโกรธ หรือดูใจไม่เป็น เจอคนที่เราเกลียดเราขยับจะชกแล้ว ร่างกายเคลื่อนไหวสติเกิด เราเคยฝึกร่างกายกระดุกกระดิกแล้วรู้สึก จะชกเขาแล้ว ขยับปุ๊บสติเกิดแล้ว โทสะก็ดับ เปลี่ยนจากกำปั้นเป็นขอเช็กแฮนด์เขา มันเปลี่ยนได้
เพราะฉะนั้นสติสำคัญมาก พยายามฝึกไว้ ทำกรรมฐานอันหนึ่ง แล้วก็คอยรู้สึกตัว รู้สึกกาย รู้สึกใจไป อย่างเราเดินจงกรม เดินไปไม่ใช่เดินเอาเวลาเท่านั้นชั่วโมงเท่านี้ชั่วโมงหรอก เดินเอาสติ เดินไปแล้วใจลอยรู้ว่าใจลอย เดินไปแล้วใจเฉยๆ เราก็เห็นร่างกายเดินใจเป็นคนดู ร่างกายเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู ฝึกไปเรื่อยๆ นี่คือการฝึกสติ แล้วทันทีที่สติที่ถูกต้องเกิด สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิจะเกิดอัตโนมัติ เรามีสติบ่อยๆ จิตจะมีกำลังขึ้นมา มันจะตั้งมั่นรู้เนื้อรู้ตัวโดยไม่เจตนา จิตมันจะมีแรง จะรู้ด้วยตัวเองเลยว่าตอนนี้จิตมันมีกำลังแล้ว เมื่อจิตมีกำลังแล้วอย่าอยู่เฉยๆ ถ้าจิตมันอยู่เฉยๆ ก็ช่วยมันคิดพิจารณาขันธ์ 5 จะพิจารณากายหรือพิจารณาจิตอะไรก็ได้ พิจารณาว่ามันเป็นไตรลักษณ์ นี่เป็นการคิดยังไม่ขึ้นวิปัสสนา
ฉะนั้นถ้าเราเวลากิเลสเราแรง เราทำกรรมฐานอะไรไม่ได้เลย เราคิดไป คิดพิจารณาอะไรก็ได้ คิดไปเถอะ แต่มีเคล็ดลับอยู่ตัวเดียว ตอนท้ายต้องลงไตรลักษณ์ให้ได้ คิดไปเถอะเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องลงไตรลักษณ์ให้ได้ตอนท้าย พอเราคิดไปเรื่อยๆๆๆ อย่างเราโกรธคนนี้มากเลย นึกในใจอยากฆ่ามันแล้ว จับมันมาถอนผม หักแขนหักขามัน ฉีกมันออกไป เอาไฟเผามัน อันนี้ในใจ เกลียดมันมาก เผาๆ มันไป สุดท้ายมันกลายเป็นขี้เถ้า เอ๊ะ มันไม่มีจริง ศัตรูเรามันก็ไม่มีจริง พิจารณาอย่างนี้ ใจมันจะเปลี่ยนจากโทสะแล้วพลิกกลับเลย
แต่ถ้าใจเรากำลังเชี่ยวด้วยกิเลส กำลังโกรธแรงๆ หรือมีราคะแรงๆ ทำกรรมฐานอื่นไม่ได้ คิดไปเลย เป็นอุบาย อย่างเกิดชอบผู้หญิงสักคน สวยจังเลย ชอบ ก็ลองคิดพิจารณา ผู้หญิงคนนี้ตอนนี้สวยเพราะมันสาว เอ ตอนที่เขาอายุเยอะขึ้นหน้าตาเขาจะเป็นอย่างไร แต่ก่อนต้องนั่งคิดเอา เดี๋ยวนี้ไปใช้ซอฟต์แวร์ดู สาวสวยคนนี้ตอนแก่มันจะหน้าตาเป็นอย่างไร เดี๋ยวนี้ทำได้แล้ว ไอ้หนุ่มก็เหมือนกัน เราชอบไอ้หนุ่มคนนี้ ลองไปดู ใช้ซอฟต์แวร์ดูว่าต่อไปหน้าตามันจะเป็นอย่างไร เสร็จแล้วเราจะรักจริงหรือ เราจะชอบไอ้คางคกเฒ่านี้หรือ หรือจะชอบไอ้แก่นี้ลงหรือ ดูแล้วสังขารนี้ไม่เที่ยง ความเป็นหนุ่มเป็นสาวไม่เที่ยง อยู่ชั่วคราว อย่างนี้เราจะได้สมาธิ จิตจะสงบ อันนี้จะได้จิตสงบ ฉะนั้นบางทีทำกรรมฐานไปธรรมดา จิตไม่ยอมสงบ มันจะคิดโน้นคิดนี่ พามันคิด แต่คิดแล้วให้ลงไตรลักษณ์แล้วมันจะสงบเอง เป็นอุบายให้จิตสงบ เป็นสมถะ ส่วนวิปัสสนาไม่ใช่คิดเอา ต้องรู้สึกเอา ต้องเห็นเอา ดูจากของจริงในปัจจุบัน
พอรู้เรื่องไหม ถ้าไม่รู้เรื่องก็ไปฟังซ้ำหลายๆ ที ไปฟังซ้ำ เอ้า วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้พอ เทศน์แบบหลวงพ่อเทศน์ยาก พวกเราเหมือนนักเรียนตั้งแต่ระดับประถมจนปริญญาเอกมาเข้าห้องเรียนเดียวกัน อาจารย์ก็ปวดหัวเหมือนกัน บางคนเก่ง พวกนั่งหน้าๆ เก่ง พวกนี้ก็โอเค ข้างหลังบางคนก็ดี บางคนก็ยังเพิ่งเริ่ม ยังฟุ้งๆ อยู่ เวลาจะสอนธรรมะให้ทุกคนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ง่าย คนที่ทำได้คือพระพุทธเจ้า สาวกก็ไม่เห็นว่าจะทำได้อย่างนั้น เวลาทุกคนไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า อินทรีย์แก่กล้าบ้าง อินทรีย์อ่อนบ้าง เป็นพระอริยะไปฟังบ้าง เป็นปุถุชนบ้าง แต่พอฟังแล้วจะมีความรู้สึกอันหนึ่งเกิดขึ้นว่า โอ้ วันนี้ท่านเทศน์ให้เราฟัง จะรู้สึกอย่างนี้ ทุกคนจะรู้สึกว่าวันนี้ท่านเทศน์โปรดเราโดยเฉพาะเลย แล้วก็ไปคุยอวดเพื่อน วันนี้ท่านเทศน์ให้เราฟัง โปรดเรา เพื่อนก็บอกโปรดฉันต่างหาก พูดจบยังไม่ทันออกจากวัดก็ตบกันแล้ว
ทีนี้เราบารมีเราไม่ขนาดนั้น เรามันท้ายแถวแล้ว อดทนเอาหน่อย อินทรีย์ยังอ่อนก็อดทน ฟังแล้วฟังอีก แล้วสังเกตตัวเองไป เราคงไม่โง่ตลอดกาลหรอก ฟังแล้วก็ไปค่อยๆ สังเกตตัวเองอย่างที่หลวงพ่อพูดแต่ละวันแต่ละวัน มีตั้งแต่ธรรมะเบื้องต้นจนธรรมะเบื้องปลาย อย่าฟังแต่เบื้องปลาย ดูตัวเองก่อน ควรจะฟังธรรมะเบื้องต้นก็ฟังไว้ก่อน ถือศีล 5 ได้หรือยัง ศีล 5 ยังถือไม่ได้เลยอย่าเพิ่งพูดเรื่องวิปัสสนาปัญญาเลย ศีล 5 ไม่มี สมาธิใช้ไม่ได้ ไม่มีสมาธิปัญญาไม่มีหรอก ปัญญาไม่มีมรรคผลไม่เกิดหรอก ไปตั้งใจรักษาศีลให้ดี แล้วก็มีสติรักษาจิตของตัวเองไป คอยดูแลจิตใจตัวเองไป ตอนไหนดูแลจิตไม่ได้ก็รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึกไป แล้วสติจะแข็งแรงขึ้น สติดี ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็จะเกิด
มีบางคนบอกว่าดูหลวงพ่อตรวจการบ้านไม่ได้เรื่องเลย ไม่เป็นไปเพื่อมรรคผลนิพพานเพราะไม่ได้เป็นวิปัสสนา เอ้า ก็ติดสมถะจะให้สอนวิปัสสนา ประสาทแล้ว ส่วนใหญ่ก็เรื่องของสมาธิล่ะ ถ้าสมาธิไม่ถูก ไม่มีสัมมาสมาธิ มันก็ทำวิปัสสนาไม่ได้จริง จะให้สอนกำหนดรูปกำหนดนามอะไร โอ้ ไม่ได้เรื่องหรอก
วัดสวนสันติธรรม
5 กรกฎาคม 2569