เราจะปฏิบัติธรรม ก็รู้จุดหมายปลายทางให้ดี อย่าได้เดินออกนอกลู่นอกทางไป จุดหมายปลายทางของการปฏิบัติก็คือ เราจะมาฝึกฝนตัวเองจนเราไม่ทุกข์ อันนี้หมายถึงไม่ทุกข์ทางจิตใจ แต่ร่างกายอย่างไรก็ทุกข์ เป็นผลของกรรม เรามีร่างกายนี้มาแล้ว ก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ศาสนาพุทธจะตอบโจทย์เราว่า ทำอย่างไรเราจะฝึกจิตใจตัวเอง ถึงร่างกายเราจะทุกข์ ใจเราก็ไม่ทุกข์ แล้วโจทย์สุดท้ายเลยก็คือ เมื่อร่างกายนี้แตกสลายไปแล้ว จะไม่มีร่างกายใหม่ เราจะไม่เกิดในภพใหม่อีกแล้ว ก็ไม่มีร่างกายที่จะมาทุกข์ ฉะนั้นเรื่องสำคัญก็คือเรื่องทุกข์ กับวิธีปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
นอกจากนี้ก็เป็นประเด็นปลีกย่อยเล็กๆ น้อยๆ อย่างสอนให้เราทำทาน ให้เรารักษาศีล ให้เราฝึกสมาธิ กระทั่งสอนให้เราทำวิปัสสนา จุดหมายปลายทางก็คือ เป็นการฝึกจิตใจให้พ้นทุกข์นั่นล่ะ สอนให้เราทำทาน เพื่อให้เราลดละความเห็นแก่ตัว สอนให้เรารักษาศีล เพื่อไม่ให้เราทำตามใจกิเลส สอนให้เราฝึกสมาธิ เพื่อให้จิตใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว สอนให้เจริญปัญญา เพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ
ถ้าเราเห็นความจริงของรูปนามกายใจได้ เรียกเราทำลายอวิชชาได้ ทำลายอวิชชาได้ เชื้อเกิดก็ถูกทำลายไป อย่างถ้าเราทำลายได้ ตั้งแต่เรายังไม่ตาย บางท่านทำลายได้ตอนจะตายแล้ว ก็เป็นพระอรหันต์ ชนิดที่เรียกว่าชีวิตสมสีสี บางท่านทำลายได้แล้วร่างกายยังไม่ตาย ฉะนั้นจุดหมายปลายทางคือเรื่องของ เราจะเรียนเรื่องทุกข์กับการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์
ทำทานให้เป็น
ทำทานก็ต้องทำให้เป็น ทำทานแล้วสนองกิเลสตัวเอง แทนที่ทำแล้วจะลดละความเห็นแก่ตัว กลับทำด้วยความเห็นแก่ตัว อย่างเราไปปล่อยวัวปล่อยควาย ช่วยชีวิตสัตว์ก็ดี แต่พอกิเลสแฝง เราเสียเงินซื้อวัวซื้อควายไปปล่อย ให้ชีวิต แล้วเราก็ตั้งความปรารถนา ขอให้เราแข็งแรง ให้เราร่ำรวยอะไรอย่างนี้ อันนี้ทำเพื่อจะเอาแล้ว การทำบุญทำทานกลายเป็นการลงทุนทางธุรกิจ หวังผลกำไร พยายามสืบว่าพระองค์ไหน ครูบาอาจารย์องค์ไหนดี น่าจะเป็นพระอรหันต์ เราก็รีบไปทำบุญด้วย เราจะได้บุญเยอะๆ อันนี้เป็นการลงทุนทางธุรกิจ ไม่ได้ตรงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการทำทานแบบพระพุทธศาสนา
ถ้าทำทานอย่างพระพุทธศาสนา ทำเพื่อลดละความเห็นแก่ตัว ทำเพื่อช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้อื่น สงเคราะห์สัตว์อื่น ไม่ได้ทำเพื่อเราจะได้ดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ส่วนที่เราจะได้ดีขึ้นมา มันดีเพราะกรรมของเราเอง อย่างเราทำทานให้ชีวิตเป็นทาน ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผลออกมามันก็ดี ดีเพราะว่าจิตใจของเราดี
อย่างพวกเราชอบไปปล่อยปลา ปล่อยวัวควาย มันมาจากคัมภีร์อันหนึ่ง ลูกศิษย์ท่านพระสารีบุตร เป็นเณร พระสารีบุตรรู้ว่าเณรนี้จะต้องตายแล้ว ถึงเวลาที่กรรมจะตัดรอน ก็เลยบอกเณร บอกว่า ให้ไปเยี่ยมแม่หน่อยไป ใจท่านสงเคราะห์ มาตายอยู่ที่วัดเดี๋ยวแม่เสียใจ แม่ไม่รู้เรื่อง แม่อยากเจอ ไปให้แม่เจอสักหน่อย เณรนั้นก็ออกจากท่านพระสารีบุตร เดินทางไป พระสารีบุตรท่านก็รู้แล้ว เณรนี้ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว ไม่กลับมาวัดแล้ว ไปถึงบ้านก็จะตาย
เณรเดินไป ไปเจอความแห้งแล้ง แอ่งน้ำ เหลือแอ่งน้ำเล็กๆ มีปลาติดอยู่ในโคลน ปลาใกล้จะตายแล้ว ตัว 2 ตัวเอง เณรก็เกิดความสงสาร มีความเมตตา มีความกรุณาเกิดขึ้น เอาปลาไปปล่อยในแม่น้ำ แล้วก็ไปหาแม่ หาเสร็จแล้วก็กลับมาหาพระสารีบุตร พระสารีบุตรท่านก็ เอ๊ะ ทำไมไม่ตาย ดูผิดหรืออย่างไร พิจารณาไป โอ้ เณรนี้ไปช่วยชีวิตปลา นี้ไม่ได้หวังว่าช่วยชีวิตปลาแล้วจะอายุยืน ไม่ได้หวังอะไรเลย เพราะเณรไม่รู้ว่าตัวเองจะตายแล้ว ไม่ได้หวังจะเฮงจะรวยจะอะไร ทำไปด้วยจิตที่มีกรุณาอย่างแท้จริง ก็เป็นบุญใหญ่ เณรก็เลยมีชีวิตรอดไปอีก
พอเราอ่านคัมภีร์ตรงนี้ เราอยากอายุยืน เราก็ไปปล่อยปลากัน ไปไถ่ชีวิตวัวควาย เห็นไหม ทำเพื่อจะเอา บุญอันนี้เป็นบุญที่ปนเปื้อนกิเลส ถ้าเราทำบุญแล้วจิตใจเราไม่สะอาด บุญนั้นเป็นบุญเล็กน้อย แล้วถ้าเราไม่ได้มีบุญอย่างอื่น ที่จะให้ผลเวลาเราจะตาย บุญเล็กน้อยตัวนี้ให้ผลเรา เราก็จะเกิดในสุคติ แต่ว่าเราจะเป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ กระพร่องกระแพร่ง จะทำบุญทำทานอะไร ก็ทำให้เป็น ทำเพื่อลดละกิเลส ทำให้ตรงวัตถุประสงค์
ถือศีลให้เป็น
เราจะถือศีล วัตถุประสงค์ของการถือศีลคือ เราจะฝึกตัวเอง ไม่ยอมตามใจกิเลส คนทำผิดศีล เพราะกิเลสมันครอบงำใจ ฉะนั้นเราตั้งอกตั้งใจว่าเราจะไม่ยอม โกรธขึ้นมาเราก็ไม่ฆ่าเขา ไม่ตีเขา โลภขึ้นมา เราก็ไม่ไปปล้น ไปลัก ไปขโมย ไปฆ่าเจ้าทรัพย์ มีความต้องการ ชอบเมียชาวบ้าน รู้จักว่ามันไม่ถูก มันไม่ควร ถ้าคนอื่นมายุ่งกับเมียเรา เราก็ทุกข์ เวลาเราไปยุ่งกับคนอื่น เขาก็ทุกข์ ไม่อยากให้เขาทุกข์ ตามใจกิเลสแล้วคนอื่นเขาทุกข์ สุดท้ายตัวเองก็ต้องทุกข์ด้วย อย่างนี้เรียกว่าถือศีลเป็น
เราไม่โกหกหลอกลวง ปลิ้นปล้อน คนเห็นแก่ตัว บางทีพูดหลอกเขากินไปเรื่อยๆ ทำด้วยความเห็นแก่ตัว หรือไปด่าเขา ทำเพราะสนองกิเลส มีโทสะ ฉะนั้นเราถือศีล เราจะถือได้ดี ถ้าเราสังเกตจิตใจของเรา จิตใจเราถูกอกุศลครอบงำ ถูกความโลภ ความโกรธ ความหลงครอบงำ เราจะทำผิดศีลแล้ว เราต้องข่มใจ ไม่ยอมทำ บางเรื่องมันก็ดูยาก
มีคนชอบมาถามบ่อยๆ ว่าเรื่องนี้ผิดศีลไหม พ่อแม่ไม่สบายนอนติดเตียง แล้วต้องให้สายระโยงระยาง อาหารก็ต้องหยอดทางสายยาง อากาศก็หายใจผ่านท่อ จะพลิกซ้ายพลิกขวา จะขยับตัวอะไร เจ็บไปหมดเลย มาถามหลวงพ่อว่า เขามีชีวิตอยู่แล้วเขาทุกข์ทรมานมาก เราจะถอดเครื่องช่วยหายใจเลยดีไหม บางคนคิดมากกว่านั้นอีก ถอดเครื่องช่วยหายใจก็ยังไม่พอ จะตัดสายอาหารด้วย ไม่ให้อาหาร ไม่ให้น้ำด้วย เพราะว่าถ้าเขามีชีวิตอยู่แล้วเขาทรมาน
บอกสังเกตให้ดี ตัวนี้ล่อแหลมที่สุดเลย เจตนาที่แท้จริงของเราคืออะไร ต้องการให้เขาตาย อันนี้อนันตริยกรรมตรงตัว ไม่มีทางเลี่ยงเลย แล้วกรรมตัวนี้ให้ผลทันทีที่เราตายปุ๊บ กรรมตัวนี้จะให้ผลทันที อีกอันหนึ่งมันก็โทษน้อยลงหน่อย เราไม่ได้อยากให้เขาตาย แต่อยากให้เขาไม่ทรมานมาก 2 อันนี้ไม่เหมือนกัน ผลที่ได้ก็ไม่เหมือนกัน แต่สรุปก็คือหลวงพ่อบอกว่า “ไปพิจารณาเอาเอง” อย่ามาชวนหลวงพ่อตกนรกด้วยเลย ไปพิจารณาเอาด้วยตัวของตัวเอง
บางทีเรื่องของจิตใจ มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แค่ความรู้สึกสงสารพ่อแม่ป่วยหนัก ทรมาน อยากให้พ้นทรมานนี้อันหนึ่ง อยากให้ตายเป็นอีกอันหนึ่ง คนละอันแล้ว ผลไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่ใจมันไม่ได้เด็ดขาด มันก็ปนๆ กัน เออ ให้ตายเสียก็ดีจะได้พ้นทรมาน จะไปทางนั้น คำว่า “การุณยฆาต” นี้ไม่มีในสารบบของชาวพุทธเรา “ฆาต” ก็คือฆาต ฆ-า-ต ก็คือฆ่า ฆ่าก็คือฆ่า อย่างอ้างการุณยฆาต เป็นการผิดธรรมชาติ ผิดกฎแห่งกรรม เขามีกรรมหล่อเลี้ยง เขายังไม่ทันจะตาย กรรมที่เขาต้องเป็นมนุษย์ ยังไม่ทันจะหมด เราไปทำให้หมด หรือกรรมที่เขาเป็นสัตว์ บางคนเห็นหมาทรมาน เลยเอาไม้ไปตีมันให้ตาย ศีลเราด่างพร้อยทันทีเลย จิตเราก็เศร้าหมอง
ฉะนั้นเราจะถือศีลได้ดี เราต้องอ่านใจตัวเองให้ออก จะอ่านใจตัวเองออก ก็หัดอ่านบ่อยๆ อะไรที่อยู่เบื้องหลังความคิดของเรา อะไรที่อยู่เบื้องหลังคำพูดของเรา อะไรที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของเรา หัดสังเกตตัวเอง อ่านตัวเองให้ออก ไม่ต้องให้คนอื่นมาอ่านให้หรอก ต้องอ่านตัวเอง อะไรอยู่หลังความคิดของเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลงหรือเปล่า
อย่างเห็นสัตว์ไม่สบาย ทรมาน หรือเห็นพ่อแม่เจ็บป่วย เราก็อยากช่วย โดยการฆ่าให้ตาย อันนี้เป็นความคิดที่เรียกว่าวิหิงสาวิตก คิดด้วยโมหะ เราไม่รู้หรอกว่า สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน เราก็ไปแทรกแซง อันนี้เป็นการเบียดเบียนด้วยโมหะ เบียดเบียนด้วยโลภะ เช่น เห็นของเขาอยากได้ เห็นเมียเขา อยากฉุด อันนี้เบียดเบียนด้วยโลภะ เบียดเบียนด้วยโทสะ โกรธขึ้นมาก็ทำร้ายเขา
ช่วงนี้จะมีข่าวบ่อยๆ พวกคลุ้มคลั่งขับรถไล่ชนคนโน้นคนนี้ ไล่ชนรถคันโน้นคันนี้ ชนทีเป็นสิบๆ คันเลย เกิดกรณีอย่างนี้ขึ้นมา แล้วก็คงจะเลียนแบบกัน เหมือนเมื่อก่อนนี้มีกรณีไล่ยิงกัน ไม่รู้จักสักหน่อย เจอใครก็ยิงๆๆ ไปเรื่อย เป็นข่าวก็เลยเลียนแบบกัน ตอนนี้ก็มีขับรถไล่ชนกัน มีคนหนึ่งขับรถหรูหรา บ้าคลั่ง ไม่ได้เมายา ไม่ได้มีสารเสพติด ไม่ได้มีแอลกอฮอล์ในเลือด ประเภทกร่างท่าไหนไม่รู้ ขับรถเห็นมอเตอร์ไซด์ 2 ผัวเมียเขาขับอยู่ริมถนน ก็ปาดเข้าไปชนเขากระเด็นไป ตายหรือยังก็ไม่รู้อันนั้น เข้าไอซียูทั้งคู่เลย แล้วเจอรถอะไรก็ไล่ชนไปหมดเลย ทำไปเพราะอะไร
ถ้าเราเป็นนักปฏิบัติ เราก็จะอ่านใจตัวเองออก อันนี้เป็นการเบียดเบียนผู้อื่นแล้ว แต่เบียดเบียนเพราะอะไร เบียดเบียนเพราะรู้สึกสนุก เพราะรู้สึกกูเก่ง กูแน่ อย่างไรกูก็ไม่ติดคุก เพราะกูเงินเยอะ กูมีอำนาจ อันนี้ก็เบียดเบียนไปแบบหนึ่ง หรือถ้าเมายาคลุ้มคลั่ง ไล่ชนเขา นี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ละตัวกรรมมันไม่เท่ากันหรอก ถ้าทำไปด้วยความหลงผิด ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อันนี้ทำด้วยโมหะ มีกรรมหนักที่สุดเลย เป็นกรรมที่ร้ายแรงมาก
รู้เท่าทันสิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิด คำพูด การกระทำ
ฉะนั้นถ้าเราจะภาวนา เราหัดอ่านใจตัวเอง ก่อนที่เราจะพูด ลองดูสิ ทำไมจะต้องพูดอันนี้ เราพูดเพราะอะไร พูดเพราะอยากให้เขารัก อย่างนี้ก็มี เวลาผู้หญิงจะจีบผู้ชาย ผู้ชายจะจีบผู้หญิง คำพูดที่เป็นมุสาวาท จะเยอะมากเลย อย่างจะจีบผู้หญิง โห เธอนี้สวยที่สุดในโลกเลย โกหก มุสาแล้ว รู้ได้อย่างไร เวลาจะจีบกัน มันมีแต่เรื่องโกหกกัน ถ้าเราภาวนา เราก็เห็น เฮ้ย จะไปหลอกเขาแล้วนี่ จะไปหลอกปล้ำเขาเฉยๆ ใจมันเห็น รู้เลยที่จะไปเต๊าะเขาเพราะอะไร จะไปหลอกเขา พอรู้อย่างนี้ มันจะรู้สึกละอายใจ ไม่กล้าทำ อายตัวเอง โอ้ นี่มันชั่วนี่หว่า เห็นเลยตัวเองมันคิดชั่ว เพราะกิเลสมันครอบงำ มันก็จะเกิดความละอายใจ ไม่กล้าทำหรอก เกิดหิริโอตัปปะขึ้นมา เราจะมีศีลที่งดงามมาก ไม่ได้ศีลระดับข่มใจ แต่เป็นศีลซึ่งประกอบด้วยสติปัญญา อันนี้เป็นบุญสูง
อย่างถือศีลด้วยการข่มใจ ก็ดีอยู่เหมือนกัน เป็นระดับหนึ่งว่า เราไม่ยอมทำตามกิเลส แต่ถ้าเราอ่านจิตใจตัวเองออก เราเห็นเลย เราจะทำผิดศีลเพราะอะไรบงการ เรารู้ทัน นี้เรียกว่าเรามีสติ รู้ทัน เรามีปัญญา รู้ว่ามันไม่สมควรหรอก มันก็คือการตอบสนองกิเลสนั่นเอง เพราะฉะนั้นบุญที่ประกอบด้วยสติ บุญที่ประกอบด้วยปัญญา เป็นบุญใหญ่ บุญที่ไม่ประกอบด้วยสติปัญญา เป็นบุญย่อยๆ เป็นบุญเล็กน้อย
ฉะนั้นแค่ถือศีลก็ต้องถือให้เป็น ทุกวันนี้ถือศีลไม่เป็น เวลาจะฟังพระเทศน์ก็ “มะยังภันเต วิสุงวิสุง รักขะนะธายะ” ท่องกันใหญ่ แล้ว “พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ” “ปาณาติปาตา” ก็สาธุๆ ไป ทำไปอย่างนั้นเอง มันกำลังโกหกตัวเอง โกหกพระ ในใจไม่ได้คิดจะถือศีล แต่ว่าพูดตามๆ กันไป ก็มุสาตั้งแต่ขอศีลแล้ว
แต่ถ้าจะรักษาศีลจริง ตั้งใจ เราจะงดเว้นการทำบาปอกุศล 5 ข้อ ข้อ 1 เราจะไม่เบียดเบียนชีวิตร่างกายของตัวเอง ของสัตว์อื่น ฆ่าตัวเองก็บาป ข้อ 2 เราจะไม่ประทุษร้ายทรัพย์สินของตัวเอง ของผู้อื่น ประทุษร้ายทรัพย์สินตัวเองเป็นอย่างไร อย่างไปเล่นการพนัน ประทุษร้ายแล้ว นี้ตั้งใจไว้ เราจะไม่ประทุษร้าย คนที่เป็นที่รักของเราเอง ของคนอื่น อย่างบางคนมีเมีย แล้วก็ไปจีบผู้หญิงอื่น นี่ทำร้ายจิตใจภรรยา นี้ผิดศีล ยังไม่ทันจะจีบผู้หญิงอีกคนหนึ่งติดเลยก็ผิดแล้ว ต้องละเอียด ค่อยๆ ดูเอา
ค่อยๆ ดู ค่อยๆ สังเกตจิตใจตัวเองได้ดีที่สุด อยากถือศีลให้ดีก็คอยรู้เท่าทัน ทำไมเราคิดอย่างนี้ ทำไมเราพูดอย่างนี้ ทำไมเราทำอย่างนี้ สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความคิด คำพูด การกระทำ เป็นกุศลหรืออกุศล สังเกตดู ถ้าเป็นกุศลก็รีบทำเลย อย่าชักช้า ไม่ผัด ไม่ผัด ผัดก็ เช่น เดี๋ยวตอนเย็นเราจะค่อยนั่งสมาธิ ตอนก่อนนอนจะเดินจงกรม กลางวันนี้ขอเที่ยวขอเล่นก่อน อันนี้ผัดนะ ชีวิตเราอาจจะอยู่ไม่ถึงตอนเย็นก็ได้
ฉะนั้นเวลาจะทำดีรีบทำเลย ถ้าเวลาทำชั่วก็พิจารณาไตร่ตรองให้นานๆ แล้วเห็นสมควรไม่ทำชั่วก็อย่าไปทำ กรรมชั่วทั้งหลายมีผลทั้งสิ้น ถ้าเราภาวนาแล้วเราจะรู้ กฎแห่งกรรมมีจริงๆ อย่างเวลาเราเกิดโทสะ เป็นมโนกรรมเรา เราคิดร้ายกับคนอื่น ถ้าเราภาวนาเป็น เราจะเห็นสิ่งที่ตามมาทันที คือจิตเราเองวุ่นวาย จิตเราเศร้าหมองทันทีเลย แค่เรามีโทสะ เราคิดไม่ดีกับคนอื่นปุ๊บ เรายังไม่ทันจะพูดเลย ยังไม่ทันจะทำอะไรเลย จิตเราเศร้าหมองแล้ว นี่คือผลของกรรม
ถ้าเราภาวนาแล้ว เราจะรู้เลย เวลาความชั่วครอบงำใจเราทีไร จิตใจเราเศร้าหมอง เวลาจิตเรามีกุศลเกิดขึ้น จิตใจเราผ่องใส อยากรู้กฎแห่งกรรม ดูมันตรงนี้เลย ไม่ต้องรอว่าตายแล้วไปรับผลรับอะไรอย่างนี้ มันพูดไม่ทันแล้วอย่างนั้น หรือก็ไม่ต้องไปถามคนอื่น ที่ดิฉันใส่บาตร ดิฉันจะได้อานิสงส์อะไร ไม่ต้องถามหรอกจะได้บุญไหม วัดที่ใจตนเองเลย ถ้าเราสร้างคุณงามความดี เราจะเห็นจิตใจเราอิ่มเอิบเบิกบาน เพราะบุญเป็นชื่อของความสุข เราวัดที่ใจของเรา ถ้าวัดให้เป็น
การทำบุญ เราจะทำด้วยความเต็มอกเต็มใจ การทำบาป เราจะไม่กล้าทำ เราจะละอายใจที่จะทำ แล้วเรากลัวผลของการกระทำ เพราะเราเห็น ถ้าเราแค่คิดชั่ว คิดประทุษร้ายคนอื่น จิตเราก็เศร้าหมองแล้ว นี่ล่ะคือผลของกรรม ของมโนกรรมที่ทำแล้ว มันละเอียดอย่างนี้ การภาวนา ไม่ได้ตื้นๆ นักหรอก ถ้าสังเกตจิตใจตัวเองไม่ออก โอ๊ย ยังภาวนาลำบาก ยังห่างไกลต่อความสำเร็จ คือความพ้นทุกข์
อย่างเราจะทำทาน เราจะถือศีล ก็ต้องทำให้เป็นอย่างที่หลวงพ่อบอกนี้
อ่านจิตอ่านใจตัวเอง จะทำสมาธิได้ง่าย
การทำสมาธิ ก็เป็นการฝึกตัวเองอีกอย่างหนึ่ง ทำสมาธิ สังเกตไป วันไหนจิตใจเราวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน เราทำความสงบเข้ามา จิตใจเรามีความสุข มีความสงบ เวลาจิตใจมีความสุข มีความสงบ กิเลสหยาบๆ มันก็ระงับไป จิตใจมันก็โปร่ง เบา สว่างไสว มีความสบายใจขึ้นมา
อย่างเวลาจิตเรามีราคะ แล้วเราพิจารณาปฏิกูลอสุภะ เราใช้กรรมฐานที่ตรงข้ามกับกิเลส กิเลสมีราคะ มันติดอกติดใจ มันหลงในความสวยความงาม เราพิจารณาปฏิกูลอสุภะไป จิตมันก็รวมลงมา ราคะนั้นถูกข่มไป จิตใจเราก็สงบ มีความสุข มีความสบาย เวลาเรามีโทสะ เราก็เจริญเมตตา วิธีเจริญเมตตา ไม่ใช่นั่งท่องเมตตาๆ อันนั้นตื้นไป อันนั้นเป็นแค่บริกรรม ยังไม่ได้เจริญเมตตาจริง เจริญเมตตาจริง จิตเราต้องมีเมตตา คือความรู้สึกเป็นมิตร เมตตาก็คือคำว่า “มิตร” นั่นเอง คำว่า “ไมตรี” “เมตตา” คำว่า “เมตไตรย” “พระศรีอริยเมตไตรย” รากของมันก็คำเดียวกัน มีความรู้สึกเป็นมิตร
ถ้าเราจะเจริญเมตตาจริง เราต้องมีความรู้สึกเป็นมิตรให้ได้ ถ้าใจเราไม่ได้รู้สึกเป็นมิตร ถึงเราจะแผ่เมตตา “สัพเพสัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด” แล้วก็วงเล็บนิดหนึ่ง (มึงตายเสียได้ก็ดี) อย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่ อันนี้มันเมตตาแต่ปาก เพราะฉะนั้นถึงเราจะเจริญเมตตา เราก็ต้องอ่านใจตัวเองให้ออก มันต้องเมตตาจริงๆ เมตตา ความรู้สึกเป็นมิตร อย่างคนๆ หนึ่ง เราเกลียดมากเลย คนนี้ก่อเรื่อง ก่อกวนเราตลอดเวลา เราเกลียด วันหนึ่งเราก็พิจารณา หลวงพ่อตอนเป็นโยม เคยโมโหหัวหน้า ทำงานไม่ค่อยสำเร็จเลย ทำแล้วก็ เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะได้เรื่องได้ราว เสียเวลามาก โมโหนะโมโห แล้ววันหนึ่งใจมันเกิดเฉลียวใจ ทำไมเขาเป็นอย่างนี้
พิจารณาดู โอ๊ย ชีวิตเขาลำบากมาเยอะ เขาเกิดในช่วงสงครามโลก เวลาเครื่องบินมาทิ้งระเบิด กลางค่ำกลางคืน พ่อแม่ก็คว้าเอาจากที่นอนวิ่งลงไปในหลุม อยู่ในสวนก็ลงไปอยู่ในท้องร่องสวน กลางคืนลงไปอยู่ในท้องร่อง ปลิงก็มี ที่มีแน่นอนเลย เยอะมากก็คือยุง แล้วลูกระเบิดลง แผ่นดินก็ไหวยวบๆๆ โอ๊ย มันกลัวไปหมด ฉะนั้นชีวิตทุกข์ มันมีความกลัวฝังลึกอยู่ในจิตใจ กลัวทุกสิ่งทุกอย่างเลย กระทั่งทำงานก็กลัวมันไม่ดี กลัวมันไม่สำเร็จ กลัวคนจะว่าอะไรอย่างนี้ พอเรารู้เหตุรู้ผล เรารู้สึก เกิดความรู้สึกสงสาร เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจ เข้าใจ
คนเราถ้าเข้าใจกันเสียอย่าง มันก็รู้สึกเป็นมิตรได้ไม่ยาก ถ้าเราไม่เข้าใจ ทำไมทำอย่างนี้ ทำไมทำอย่างนี้ ถ้าอย่างนี้เราก็จะโมโหง่าย ฉะนั้นเวลามีโทสะ เราก็ทำความรู้สึกเป็นมิตรขึ้นมา ด้วยการพิจารณาลงไป ทำไมเขาเป็นอย่างนี้หนอ ชีวิตเขาลำบากอย่างนี้ๆๆ ถ้าชีวิตเราต้องอยู่ในสภาวะอันเดียวกับเขา เราก็เป็นแบบเดียวกับเขานั่นล่ะ พอมันเห็นอย่างนี้ก็หายโกรธเลย ไม่โกรธอีกแล้ว นี่เรามีสติ มีปัญญาพิจารณาลงไป ส่วนท่องเมตตาๆ อะไร ก็ดีเหมือนกัน เพราะระหว่างท่องคำว่าเมตตาๆ ไม่ได้ไปคิดร้ายกับเขา เหตุของความโกรธมันก็ดับ เพราะเรามัวแต่ไปคิดเรื่องอื่น คิดเรื่องเมตตาๆ
ถ้าเราจะทำสมาธิ ทำให้จิตสงบ ถ้าบริกรรมไป หรือกำหนดอารมณ์อันเดียวไป มันก็สงบได้เหมือนกัน แต่มันยังไม่ลึกซึ้ง ไม่ประณีต ถ้าเรามีสติปัญญา อ่านจิตใจตัวเองออกด้วย จิตใจมันสงบประณีตกว่ากัน หรืออย่างเราจะภาวนา หายใจพุทโธอะไรต่ออะไร ถ้าเราสังเกตตัวเองไม่ออก เราก็หายใจไป แล้วก็นั่งนึก เมื่อไรจะสงบ เมื่อไรจะสงบ อันนี้ทำไปด้วยความโลภ จิตใจขณะนั้นไม่ได้เป็นบุญเป็นกุศลหรอก ที่นั่งภาวนา หรือเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ เมื่อไรจะดี เมื่อไรจะดี ทำไปด้วยความอยากจะดี อันนั้นมันเจือด้วยอกุศล มันยังไม่ได้ดีหรอก
แต่ถ้าเราทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่ง แล้วเราก็ยังมีสติ มีปัญญา รู้เท่าทันจิตใจของเรา อย่างหลวงพ่อเมื่อก่อนก็หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับ 1 หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ นับ 2 ตอนเด็กจริงๆ ไม่ได้รู้ว่าเขาหายใจเพื่ออะไร ท่านพ่อลีบอกให้หายใจ เราก็หายใจ เราชอบพระ เห็นพระแล้วชอบ ก็หายใจ ใจไม่ได้มีความโลภ ว่าจะหายใจเพื่ออะไร แป๊บเดียวจิตก็สงบแล้ว พอมันสงบเข้าหลายๆ ที มันเริ่มโลภ นั่งสมาธิปุ๊บก็อยากสงบแล้ว พออยากสงบ คราวนี้ไม่สงบแล้ว เพราะใจที่อยากมันจะดิ้นรน ใจที่ไม่ได้มีความอยาก มันก็ไม่มีความดิ้นรน เพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิดความดิ้นรน เป็นเหตุให้เกิดภพ
ฉะนั้นอย่างพวกเราภาวนา เรานั่งสมาธิ เราเดินจงกรม แล้วเราก็บ่นเมื่อไรมันจะสงบสักที เมื่อไรมันจะดี เมื่อไรมันจะรู้ อันนี้ทำไปด้วยความโลภทั้งหมดเลย แล้วพอความโลภไม่สำเร็จ ก็เกิดความโกรธ หงุดหงิด เดินจงกรมไป จิตไม่รวมสักที โมโหเลย หงุดหงิด ไม่รู้จะโมโหใครก็โมโหตัวเอง หรือโทษดินฟ้าอากาศ มันร้อนเกินไป มันหนาวเกินไป โทษโน่นโทษนี่บางที ถ้ามีสติมีปัญญา เราก็เห็น เรานั่งสมาธิ เราเดินจงกรมอยู่ ใจมันอยากสงบ นี่มันโลภนี่หว่า รู้ทันมันเข้าไป ไม่ต้องอยากสงบหรอก ทำไปเรื่อยๆ สงบเองล่ะ ถ้าทำด้วยความอยาก ไม่สงบหรอก
เพราะฉะนั้นการที่เราอ่านจิตอ่านใจตัวเอง เราจะทำสมาธิได้ง่าย ถ้าต้องการความสงบ เราก็แค่น้อมจิต ไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง เรื่องของจิต ไม่ใช่เรื่องของเรา กล้าหาญอย่างนี้หน่อย แล้วภาวนาแป๊บหนึ่งก็สงบแล้ว พอได้ยินหลวงพ่อว่าแป๊บหนึ่งสงบ เราก็เลยรู้สึกเมื่อไรแป๊บของเราจะมีสักที มันหลายแป๊บแล้ว เพราะมันยังโลภไม่เลิก ถ้าใจยังดิ้นอยู่ก็ไม่สงบหรอก หรือเราจะทำสมาธิให้จิตตั้งมั่น เราพยายามทำจิตให้ตั้งมั่น ทำอย่างไรมันก็ไม่ตั้งมั่นหรอก เพราะมันทำไม่ได้ ทำไมมันทำไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา อยู่ๆ เราไปสั่งให้มันตั้งมั่น ไม่ได้หรอก ให้เราอาศัยสติ รู้ทันเวลามันไม่ตั้งมั่น อย่าไปโมโหมัน
อย่างเรานั่งหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ คราวนี้ไม่ได้มุ่งที่ความสงบแล้ว มุ่งไปที่ความรู้สึกตัว รู้สึกไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แล้วพอใจเราหนีไปคิดเรื่องอื่น เรามีสติรู้ทันว่า เฮ้ย หลงไปคิดแล้ว ลืมหายใจ ลืมพุทโธแล้ว แค่นี้พอแล้ว ตรงที่เรารู้ทันว่าจิตไหลไปคิด จิตที่ไหลไปคิดจะดับ จิตที่ตั้งมั่นจะเกิด หรือเวลาเราภาวนาแล้ว เราเกิดหงุดหงิดขึ้นมา เรารู้ทันความหงุดหงิด ความหงุดหงิดดับ จิตก็ตั้งมั่นได้เหมือนกัน แต่เดิมหลวงพ่อก็คิดว่า ถ้าเรารู้ทันจิตที่หลงคิด แล้วจิตจะตั้งมั่น แต่พอภาวนาชำนิชำนาญขึ้น หลวงพ่อพบว่า ถ้าเรารู้สภาวะรูปธรรมนามธรรมทั้งหลายที่กำลังมีกำลังเป็น จิตก็ตั้งมั่นทั้งสิ้น อย่างเราโกรธแล้ว เรารู้เราโกรธ รู้เฉยๆ จิตที่โกรธจะดับ จิตที่ตั้งมั่นก็จะเกิด
แต่ส่วนใหญ่ครูบาอาจารย์จะสอนให้รู้จิตหลง เพราะจิตหลงมันเกิดบ่อย เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็หลงแล้ว ท่านก็เลยให้ทำกรรมฐานไป จิตหลงไปแล้วรู้ จิตหลงไปแล้วรู้ ทุกครั้งที่จิตหลงแล้วรู้ จิตมันก็จะตั้งมั่นขึ้นมา แต่พวกเราก็ยังมองตรงนี้ไม่ออก พอจิตหลงไปแล้วเรารู้ มันเกิดจิตตั้งมั่นขึ้นชั่วขณะ แวบหนึ่งสั้นๆ มันก็เกิดจิตอกุศลอีกชนิดหนึ่งขึ้นมา ไม่อยากให้หลง เพราะฉะนั้นเวลาคนทั่วไป ที่ไม่ได้เคยฝึกกรรมฐาน ทั้งวันมีจิตชนิดเดียวล่ะ คือจิตหลง เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็หลง เดี๋ยวก็หลง อันนี้ไม่นับถึงพวกวิบากจิต พวกนั้นเว้นไว้ เราไม่ต้องเรียนเยอะขนาดนั้น เอาแค่ว่าคนธรรมดา มันหลงทั้งวัน หาคนรู้สึกตัว หาไม่ได้
ทางสายกลาง
พอเรามาหัดภาวนา ทำกรรมฐานจิตหลงไป ช็อตที่หนึ่ง จิตหลงไป ช็อตที่สอง รู้ว่าหลง แล้วมันจะตามด้วยช็อตที่สาม ทันทีเลย กลัวจะหลงอีก เลยบังคับตัวเองจะไม่ให้หลง จะเกิดผิดตัวนี้ เกิดการเพ่งขึ้นมา หลงไปแล้วก็รู้ว่าหลง ตรงที่รู้ว่าหลงนี้ถูกแล้ว แล้วก็ตามด้วยการเพ่ง ผิดอีกครั้งหนึ่งแล้ว ต่อมารู้ว่าเพ่ง ตรงที่รู้ว่าเพ่งปุ๊บ ตรงนี้จิตถูกอีกแล้ว ตั้งมั่นขึ้นอีกแล้ว ไม่อยากเพ่ง หาทางแก้ อันนี้หลงอีกรอบหนึ่งแล้ว ถ้าเรา สติเราละเอียด เราจะเห็นเลย จิตมี 3 อย่าง จิตหลงไป จิตรู้ แล้วจิตก็จะเริ่มไปเพ่งเอาไว้ เพราะฉะนั้นอย่างเวลาที่พวกเราภาวนา พอเราหลง พอเรารู้ว่าหลง ใจมันจะแน่นๆ ที่แน่นๆ เพราะว่าไปเพ่งมันเรียบร้อยไปแล้ว
คนไม่ได้ภาวนามีแต่จิตหลงๆๆๆ หัดภาวนาใหม่ๆ จิตมีจิตหลง จิตรู้ แล้วก็จิตเพ่ง พอเราฝึกชำนาญขึ้น มันจะรู้เลย เฮ้ย นี่มันเพ่ง เพ่งเพราะมันโลภ มันอยากดี รู้ทันตัวนี้ มันก็เลิกเพ่ง ก็เหลือจิต 2 อย่าง จิตหลงกับรู้ จิตหลงกับรู้ ครูบาอาจารย์ชอบสอนเรื่องจิตหลงแล้วรู้ หลงแล้วรู้ นี้ต่อไปเราภาวนาจนชำนิชำนาญ จนทำลายเหตุของความหลงได้ ล้างอวิชชาได้ เหลือแต่จิตรู้ แต่จิตรู้ตัวนี้เราก็ไม่รักษา ถ้ายังรักษาอยู่ ยังเจือโลภอยู่ ยังเกิดอีก เกิดที่ไหน เกิดในพรหมโลก ไปเป็นพระพรหม คนเขาชอบเชิญมาเฝ้าโรงแรม กินแต่ไข่ไก่กับมะพร้าวอ่อน ไม่ไหว
เพราะฉะนั้นพยายามฝึกตัวเอง แล้วอ่านใจตัวเองให้ออก ถ้าเราอ่านใจตัวเองไม่ออก บางทีเราทำชั่วอยู่ เรานึกว่ากำลังทำดีอยู่ อย่างเราเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ เราคิดว่านี่เราทำดีอยู่ แต่เรากำลังโลภอยู่ หรือเราทำบุญใส่บาตร แล้วเราก็มีความต้องการแฝงเร้น อยากโน้นอยากนี้ อันนี้ก็เจือโลภลงไปแล้ว เราไปปล่อยนกปล่อยปลา เราก็อยากอายุยืน ไม่เจ็บไม่ไข้ นี่เจือกิเลสลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นอ่านใจตัวเองให้ชำนิชำนาญ ถ้าอ่านใจตัวเองได้ บุญที่เราทำก็จะสะอาดหมดจด ศีลที่เรารักษาก็จะสะอาดหมดจด สมาธิที่เราทำจะเกิดได้ง่าย จะเกิดง่าย ถ้าเรารู้ทันใจตัวเอง ไม่ได้ทำด้วยความโลภ แต่น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว
หรือเราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น เดิมเราพยายามจะประคองให้มันตั้งมั่น ต่อมาเรารู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ นี่ก็โลภแล้ว อยากดี เราก็แค่ทำกรรมฐานของเราไป แล้วเรารู้ทันจิตที่มันไหลไป หลงไป พอเรารู้ว่ามันไหลไปหลงไป มันก็ตั้งมั่นขึ้นมาเอง เห็นไหม จิตที่ตั้งมั่นเกิดเอง เราไปสั่งให้เกิดไม่ได้หรอก ถ้าสั่งให้เกิด เป็นตั้งมั่นปลอม มันจะหนักๆ แน่นๆ แข็งๆ ใช้ไม่ได้จริงหรอก เป็นจิตที่ทรมานตัวเอง
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราภาวนา เราเคยอ่านพุทธประวัติ เจ้าชายสิทธัตถะ ตอนแรกท่านก็อยู่ในปราสาทราชวัง เสวยความสุขมาก ท่านก็รู้ว่านี่ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ท่านออกมาอยู่กับฤๅษี นั่งทำจิตให้สงบ ท่านก็รู้ว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ มันยังทำอยู่ พอออกจากสมาธิมันก็ทุกข์ใหม่ มาทรมานตัวเอง มันก็ยังทุกข์อีก ไม่พ้นหรอก จนท่านเจอทางสายกลาง ท่านถึงพ้นทุกข์ได้
พวกเราสังเกตให้ดี เวลาที่เราไม่ได้คิดเรื่องปฏิบัติ เรามักจะหลง เรามักจะตามกิเลสไป หลงดูรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส รู้สัมผัสทางกาย หรือคิดนึกไปในเรื่องสนุกสนาน คิดนึกไปในเรื่องสนุกสนานเพลิดเพลิน อันนี้เรียกว่ากามธรรม หลงไปในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ การกระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่หลงไปในอารมณ์ของกาม เรียกกามคุณอารมณ์ จิตหลงอย่างนี้ ถ้าเราค่อยภาวนา ใจรู้ทันๆ มองเห็นทุกข์เห็นโทษ ใจมันก็วางๆๆ ไป เป็นลำดับๆ ไป
ค่อยๆ ฝึก มันไม่เหลือวิสัย ถ้าอ่านใจตัวเองได้ก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว อ่านใจตัวเองไม่ออกก็ทรมานนาน อย่างถ้าเราไม่ได้ภาวนา จิตเราก็หลงตามกิเลสไป เขาเรียกว่ากามสุขัลลิกานุโยค ย่อหย่อนเกินไป ทันทีที่คิดภาวนา แต่อ่านใจตัวเองได้ไม่ถ่องแท้ ยังมีความโลภเจือ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออัตตกิลมถานุโยค นั่งสมาธิโต้รุ่ง ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค เดินจงกรมโต้รุ่ง ก็เป็นอัตตกิลมถานุโยค
แต่ถ้าเรารู้ว่านั่งสมาธิเพราะอะไร เดินเพราะอะไร มีสติมีปัญญาสำรวจตัวเองออก การนั่งสมาธิโต้รุ่ง เดินจงกรมโต้รุ่งก็ตาม ไม่ใช่อัตตกิลมถานุโยค อัตตกิลมถานุโยค มันก็ทำตัวเองให้ลำบากโดยเปล่าประโยชน์ แต่ว่าถ้าทางสายกลาง ถึงเราจะลำบากแต่เรารู้เป้าหมาย เราไม่ได้ทำเพื่อโลภ เราทำเพื่อเรียนรู้ตัวเอง นั่งสมาธิไปเรื่อยๆ เดินจงกรมไปเรื่อยๆ เพื่อจะเรียนรู้กายรู้ใจของตัวเอง หรือว่าตอนไหนมันเหนื่อยแล้ว เราก็ต้องการเข้าพัก เราก็พักด้วยความรู้เนื้อรู้ตัว ไม่ได้พักแบบสลบไสลไร้สาระ เข้าสมาธิแล้วก็หลับง่อกแง่กๆ อะไรอย่างนี้ ฝึกนิสัยที่ไม่ดี โมหะยิ่งแรง โมหะแรง ออกมาจากสมาธิ โทสะก็จะแรงแถมมาด้วย
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติที่เราทำอยู่ ถ้าเราไม่ละเอียดรอบคอบ ในการสังเกตจิตใจของเราเอง มันคืออัตตกิลมถานุโยค ทรมาน อย่างพอเริ่มภาวนาแล้วก็แน่นๆ นี่อัตตกิลมถานุโยค แต่ถ้าเรารู้สึกกายอย่างที่กายเป็น รู้สึกใจอย่างที่ใจเป็น ต้องการอันเดียว ต้องการเห็นความจริงของมันเท่านั้น ไม่ได้อยากได้ อยากดี อยากเด่นอะไรทั้งสิ้น อันนั้นเป็นการทำความเพียร เป็นทางสายกลาง รู้กายอย่างที่กายเป็น รู้ใจอย่างที่ใจเป็น แต่ถ้าเจือโลภนิดเดียวเท่านั้นล่ะ เป็นอัตตกิลมถานุโยคทันทีเลย หรือถ้าหลงก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยคทันทีเลย ธรรมะเป็นของประณีต ค่อยๆ เรียน ค่อยๆ รู้
เราอ่านจิตของเราออก
เราจะเดินในทางสายกลาง
หรือเจริญปัญญา ขั้นสุดท้ายเจริญปัญญา เราเจริญปัญญา ไม่ใช่เพื่อความฉลาดรอบรู้อะไรทั้งสิ้นหรอก ไม่ใช่อยากจะได้ปฏิสัมภิทาญาณ อยากได้โน่นอยากได้นี่ คนที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ ไม่ได้ได้มาเพราะอยาก แต่ได้มาเพราะการศึกษาอบรมตัวเอง เบื้องต้นอาจจะเรียนปริยัติ แล้วบอกว่าได้ปฏิสัมภิทา ไม่ใช่ ในตำราหลังๆ บางทีบอกพระโสดาบันหรือปุถุชน ก็มีปฏิสัมภิทา มันปฏิสัมภิทาจำไว้ ปฏิสัมภิทาเทียม อย่างพระอรหันต์ท่านแตกฉานในจิตของท่าน มันเกิดปฏิสัมภิทาเอง บางท่านไม่ได้แตกฉานในจิตของตน ก็เป็นพระอรหันต์ไปเลย เฉยๆ ไป สุขวิปัสกะไป บางท่านชอบเล่นฌาน เล่นฤทธิ์อะไร ก็ได้วิชชา 3 อภิญญา 6 ไป ถ้าองค์ไหนสังเกตจิตใจตนเองประณีต ละเอียด รอบคอบ ก็จะได้ทางปฏิสัมภิทาไป แต่ละคน
แต่ไม่ได้ได้มาด้วยโลภเลย อยากได้โน้นอย่างได้นี้ หลายคนภาวนาอยากได้อภิญญา ถามว่าเอาอภิญญาไปทำไม ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้แล้วมันเท่ดี อันนี้กิเลสล้วนๆ เลย แล้วทำไปด้วยความอยาก จิตไม่รวมหรอก เข้าฌานไม่ได้ อภิญญาไม่มีหรอก ใช้ไม่ได้ ถ้าเราสังเกตจิตของเราออก เราอ่านจิตของเราออก เราจะเดินในทางสายกลาง ทำบุญทำทานก็อยู่ในทางสายกลาง ถือศีลก็อยู่ในทางสายกลาง ทำสมาธิให้จิตสงบ ก็อยู่ในทางสายกลาง ทำสมาธิให้จิตตั้งมั่น ก็อยู่ในทางสายกลาง เจริญปัญญาก็ยังอยู่ในทางสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อน แล้วเราก็จะสัมผัสผลของมันเป็นลำดับๆ ไป ไม่ต้องถามคนอื่นเลยว่ามันเป็นอย่างไร
มีพระองค์หนึ่ง ส่ง เขาเรียกอะไรก็ไม่รู้ คล้ายๆ วิทยุธรรมะ ข้างในก็มีข้อมูล บอกหลวงพ่อช่วยฟังหน่อย เขาฟังพระองค์หนึ่งเทศน์ เขาอยากรู้ว่าพระองค์นี้สอนผิดบ้างหรือเปล่า หลวงพ่อบอกไม่ใช่หน้าที่ของหลวงพ่อที่จะไปตัดสินว่าองค์นี้สอนถูก หรือองค์นี้สอนผิด ช่วยไม่ได้หรอก อยู่ๆ หาเรื่องให้เรา ขืนเราบอกว่าสอนผิด โกรธตายเลย ก็ทะเลาะกันอีก ฉะนั้นอย่ามาถามหลวงพ่อ องค์นี้ดีไหม องค์นี้สอนถูกไหม องค์นี้สอนผิดหรือเปล่า รู้หลักของการปฏิบัติแล้ว ไปสังเกตเอาเอง หัดดูด้วยตัวเองบ้าง
หลวงพ่อ ขนาดหลวงพ่อยังผิดเลยนะบางที ตอนหลวงพ่อเป็นโยม หลวงพ่อมองว่าพระดี พระทุกองค์ต้องดี นี่ศรัทธานำหน้า ปัญญาถดถอย พระพูดอะไรเราเชื่อเลย พระโกหกเราก็เชื่อ เพราะเราคิดว่าพระกรรมฐานไม่โกหก แล้วพอผ่านประสบการณ์มา กิเลสไม่เข้าใครออกใคร ค่อยๆ โง่น้อยลงๆ ค่อยๆ แยกแยะออก ทีแรกไม่แยกแยะเลย เห็นเป็นพระนี้ยอมหมดเลย พูดอะไรแล้วเชื่อหมดเลย หลังๆ ก็เริ่มแยกแยะแล้ว ประสบการณ์สอนเรา แต่จะให้หลวงพ่อไปเที่ยวแยกแยะแทน หลวงพ่อไม่เอาด้วย
เคยมีกลุ่มหนึ่ง ญาติโยม มาถึงก็มาบอกหลวงพ่อว่า อาจารย์ของเขาเป็นพระอรหันต์แล้ว เราก็นึกในใจ หันหรือเปล่า มันอรหิวมากกว่าอรหันต์ หลวงพ่อก็ไม่เอา เรื่องอย่างนี้ไม่พูดด้วย โกรธนะ ไปฟ้องอาจารย์ว่าหลวงพ่อไม่รับรอง อย่างนี้ก็มี อยู่ๆ ก็หาขี้มาใส่เรา เพราะฉะนั้นอย่ามาถามหลวงพ่อว่า องค์นี้ภาวนาถูกไหม ผิดไหม บรรลุชั้นไหนอะไร ไม่ใช่เรื่องของหลวงพ่อ หลวงพ่อรู้แต่ว่ากิเลสของหลวงพ่อมีหรือไม่มี หลวงพ่อรู้แค่นี้พอใจแล้ว
วันนี้เทศน์ให้ฟังเท่านี้ วันนี้ดีไม่มีตรวจการบ้าน เดี๋ยวรอบค่ำมีอีกรอบหนึ่ง ไม่มีวัตถุมงคลแจกนะบอกก่อน บางคนจะมาหวังว่าจะมีของแจก สิ่งที่เป็นมงคลมีอยู่แล้วคือธรรมะ เอาของจริง เอาแต่ของปลอม ทุกวันนี้มีคนเอาพระมาให้หลวงพ่อ ที่ผ่านมาเอามาให้ เราก็แจกๆ ไป ไม่ได้สนใจอะไร ก็เป็นรูปพระ เอาไปแล้วคิดถึงพระ ก็ยังดีกว่าไปคิดถึงมาร เอาไปแล้วไปภาวนาไปอะไร ไม่ว่าอะไรกัน แจกๆ ไป เดี๋ยวนี้ก็เอาไปขาย เอาไปปั่น อันนี้ขลังแบบนี้ อันนี้ขลังแบบนี้ พระขลังทุกองค์ล่ะ ถ้าเราไม่ชั่ว ก็รูปพระ รูปพระพุทธเจ้า ถ้าเราคิดถึงพระพุทธเจ้าได้ก็ขลังทั้งหมด
แต่ถ้าคิดว่ารุ่นนี้ดีตรงนี้ รุ่นนี้ดีตรงนี้ มโนเอา มีภูมิจิตภูมิธรรมอะไรจะมาวัด สมมติ สมมตินะไม่เกี่ยวกับหลวงพ่อ สมมติว่าเป็นพระของครูบาอาจารย์ชั้นเลิศเลย อย่างพระของหลวงปู่แหวนพระอะไรนี่ บอกมีเห็นพลังพระนิพพาน เห็นอะไร มันจะเห็นเข้าไปได้อย่างไร ยังไม่เคยรู้จักพระนิพพาน บางทีมโนเอา แล้วก็ปั่นๆๆ กัน อย่าไปเชื่อมาก ถูกเขาหลอกให้เสียเงินเสียทอง แล้วเป็นรูปพระดีทั้งนั้นล่ะ ไม่ต้องเสกหรอก
ถ้าใจเราคิดถึงพระพุทธเจ้า พระทุกองค์ขลังทุกองค์ สมเด็จโตท่านอยู่ใกล้บ้านช่างหล่อ วัดระฆังฯ กับบ้านช่างหล่ออยู่ใกล้กัน ท่านเดินริมถนน ท่านเห็นเขาเอาดินมาปั้นพระพุทธรูป คือก่อนที่จะหล่อเป็นทองเหลืองทองแดง ก็ต้องปั้นหุ่นข้างในก่อน สมเด็จโตเห็น เดินผ่าน ท่านยกมือไหว้ ไหว้ดินนี่ล่ะ ยังไม่ทันหล่อเป็นพระเลย แค่ปั้นเป็นโครงพระเท่านั้น ท่านไหว้แล้ว คนถามว่าไหว้ทำไม ท่านไหว้พระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ไหว้ดิน ทำไมคนนับถือท่านเยอะ ท่านฉลาด ท่านมีคุณธรรม มีความเฉลียวฉลาด รู้จักสอน บางคนไม่เข้าใจก็ลำบาก สร้างพระในใจให้ได้สำคัญที่สุด พระข้างนอกวันหนึ่งก็เป็นของคนอื่น
วัดสวนสันติธรรม
20 กรกฎาคม 2567 (ช่วงเช้า)