ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ

ลำโพงมันป่วย ความไม่เที่ยง อุปกรณ์ทั้งหลายมันใช้ได้ชั่วคราว เดี๋ยววันหนึ่งก็ชำรุด เหมือนร่างกายเราอยู่ได้ชั่วคราวแล้วก็ชำรุดไป บางทีก็ชำรุดไปตามธรรมดา บางทีถูกทำให้ชำรุด อย่างพระเดินริมถนนรถชน เป็นกรรมจัดสรร ต้องตายพร้อมๆ กัน เราเห็นข่าวเราชอบบอก พระธุดงค์ เด็กขับรถชนพระธุดงค์ เราใช้คำผิด พระที่เดินริมถนนอาจจะไม่ใช่พระธุดงค์ก็ได้ เราเป็นชาวพุทธ เราต้องศึกษาบ้าง ไม่อย่างนั้นเรามั่วตลอดเลย เห็นพระเดินถือบาตร ถือกลด แล้วบอกเป็นพระธุดงค์ อาจจะไม่ใช่เลยก็ได้ พระที่ไม่ได้มีกลด อาจจะเป็นพระธุดงค์ก็ได้ พระที่ไม่ได้ออกจากวัดเลย เป็นพระธุดงค์ก็ได้

ธุดงค์เป็นข้อวัตรปฏิบัติที่เข้มงวด เพื่อฝึกจิตใจตัวเองให้เข้มแข็ง อย่างเจ้าคุณนรฯ ท่านไม่เคยออกจากวัด บวชมาแล้วก็อยู่ในวัดเทพศิรินทร์ ท่านก็เป็นพระธุดงค์ เพราะท่านฉันอาหารมื้อเดียว การฉันอาหารมื้อเดียว ก็ถือเป็นธุดงควัตรข้อหนึ่ง ฉันในภาชนะอันเดียว อย่างอาหารทั้งหลายใส่รวมในบาตร ไม่ได้มีถ้วยเล็กถ้วยน้อยอะไร นี่ก็เป็นธุดงค์อันหนึ่ง ใช้ผ้าจีวร ผ้าไตร 3 ผืน อย่างไตรจีวร สบง จีวร สังฆาฏิ ไม่มีผ้าอื่นใช้ ใช้ 3 ผืนก็เป็นธุดงค์ ใช้ผ้าที่บังสุกุล ผ้าห่อศพ ผ้าอะไร ไปเก็บผ้าที่เขาทิ้งแล้ว เอามาตัด มาเย็บ มาย้อมใช้ นั่นก็พระธุดงค์ นั่นคือเป็นธุดงควัตร อยู่กลางแจ้ง มีชีวิตอยู่กลางแจ้ง ยกเว้นในฤดูฝน ก็เป็นธุดงควัตรข้อหนึ่ง อยู่ป่า อยู่ป่าช้า ก็เป็นธุดงค์ ส่วนพระที่เดินไปเดินมา เขาเรียกว่าพระเดิน อาจจะไม่ธุดงค์ก็ได้ หรือธุดงค์ก็ได้ นี้เราชาวพุทธเรามั่ว มั่วเยอะ เดี๋ยวนี้ก็พูด พวกผู้สื่อข่าวอะไรนี้ อ่านข่าวมั่วๆ ไปเรื่อยๆ เรียกเป็นพระธุดงค์ มีมั่วๆ เยอะ เวลาเราได้ยินเขาประกาศข่าว เราก็เชื่อ ฟังแล้วตามๆ กันไป เลยผิดไปตามๆ กัน

อย่างเมรุเผาศพ แต่ไหนแต่ไรเขาก็เรียกเมรุ เดี๋ยวนี้ต้องเรียกเม-รุ ไม่รู้หลักบาลี ตัวสะกดถ้ามีสระอยู่ เขาไม่ออกเสียงสระ ก็เป็นเมรุ ไม่ใช่เม-รุ เอามาจากเขาพระสุเมรุ ถ้าเราไปเจอพระอินทร์แล้วบอก “เชิญท่านกลับเขาสุเม-รุ” ท่านไปไม่ถูกเลย พระอินทร์งงให้ไปที่ไหน ถ้ามีเม-รุ ต่อไปเราก็ต้องมีเห-ตุ เหตุพูดไม่ได้แล้ว ต้องพูดเห–ตุ มันเลอะเทอะกันใหญ่ ไม่เรียน หลวงพ่อก็ไม่ได้เรียนบาลี แต่หลวงพ่อฟังเอา ฟัง อ่าน จากคนที่เขารู้จริง เราจะได้ไม่เพี้ยน มีศัพท์เยอะเลยที่พูดแล้วเพี้ยน อย่างตอนนี้เห็นตามท้ายรถ เมื่อก่อนเยอะ เดี๋ยวนี้น้อยลง ติดคำว่า “พุทธวจน” อยากจะใส่ว่าพุทธวจน แต่อ่านตามบาลีจริงๆ มันคือ “พุทธว – จน” ใส่แล้วก็พุทธ ว-จน ไม่ใช่พุทธวจน เขาไม่ได้เขียนอย่างนั้น ถ้าจะเขียนพุทธวจน ก็เพราะพวกเราไม่ศึกษา มันก็มั่วไปเรื่อยๆ ได้ยินคนนี้มั่ว ได้ยินคนนี้มั่ว เลยเชื่อว่าถูก เชื่อว่าจริง

ฉะนั้นเราต้องรู้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้เรื่องเลย อย่างเรื่องธุดงค์ หลวงพ่อชาท่านบอก “โอ้ เดี๋ยวนี้ไม่มีพระธุดงค์” มีแต่พระทะลุดง ไปไหนขึ้นรถพรวดไปเลย ทะลุภูเขา ทะลุป่าไปรวดเร็ว อย่างพระเดินแถวริมถนน เรียกเพราะๆ เขาเรียก ธรรมยาตรา ก็เรียกไป แต่ไม่ใช่ธุดงค์ มีประโยชน์ไหม มีเหมือนกัน อย่างที่อเมริกา เห็นไหมพระหลายประเทศไปเดินข้ามรัฐเลย ฝรั่งเห็นแล้วมันอะไร เกิดอะไรขึ้น สนใจ เห็นดูพระเดินด้วยความสำรวมเรียบร้อย เกิดสงสัยว่าคืออะไร เข้ามาถาม เข้ามาอะไร ได้ยินได้ฟังก็เกิดศรัทธา อ้อ นี่เดินเรียกร้องสันติภาพ

สันติภาพฟังแล้วเท่ แต่ถ้าเรารู้ความหมายของสันติภาพ มันลึกซึ้งกว่านั้น อะไรที่มีลักษณะเป็นสันติ พระนิพพานมีสันติลักษณะ สันติภาพก็คือภาวะของนิพพาน แต่ชาวโลกก็เอามาใช้เป็น Peace เป็นไม่ตีกัน แล้วบอกสันติภาพ เป็นการยืมศัพท์มาใช้กัน แล้วมันก็เคลื่อนๆ คนไทยเลยใช้สันติภาพ ความหมายมันก็เคลื่อนนิดหนึ่ง ฉะนั้นเราไม่มีความรู้ เราก็ต้องฟังคนที่เขามีความรู้ ไปฟังมั่วๆ ฟังมั่วซั่วไป เข้าใจผิดตามๆ กัน ไม่ดี

 

ยึดถือเพราะไม่รู้ความจริงของกายของใจ

ภาวนา ภาวนาไป ธรรมะคือการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ว่าตัวเราเองมีธรรมดาเป็นอย่างไร ธรรมะ ธรรมดา ไม่ใช่ของประหลาดลึกลับ ธรรมะไม่ได้ลึกลับ ธรรมะลึกซึ้ง ไม่ได้ลึกลับ วิญญูชนสามารถรู้ตามพระพุทธเจ้าได้ ถ้าลึกลับไม่มีใครตามได้ ธรรมะ เราเรียนเพื่อพ้นทุกข์ จุดหมายปลายทางคือพ้นทุกข์ ที่เราทุกข์เพราะว่าเรายึดถือ ยึดถือรูปธรรมนามธรรมทั้งหลาย

ทำอย่างไรเราจะไม่ยึดถือ ถ้าไม่ยึดถือได้ก็ไม่ทุกข์ เรายึดถือเพราะเราไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม ของกายของใจ ฉะนั้นเราก็ต้องมาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ ถ้าเรารู้ความจริงของกายของใจ ใจก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ เมื่อจิตไม่ยึดถือ จิตก็พ้นจากทุกข์ จิตไม่มีภาระ ท่านบอกพระอรหันต์ท่านวางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยภาระขึ้นมาอีก สิ่งที่เป็นภาระก็คือรูปธรรมนามธรรม หรือขันธ์ 5 นั่นล่ะ ขันธ์ 5 เป็นภาระ พระอริยเจ้าคือพระอรหันต์วางภาระลงแล้ว แล้วก็ไม่หยิบฉวยขึ้นมาอีก ท่านเลยพ้นจากทุกข์ทั้งปวง

อย่างพวกเรายังวางภาระไม่ได้ เรายังยึดยังถือ ไม่สามารถปล่อยวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เพราะเรายังมีอวิชชา เราไม่รู้ความจริงของชีวิต ไม่รู้ความจริงของรูปธรรมนามธรรม พระพุทธเจ้าก็เลยสอน ให้เราเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรานี้ ถ้ารู้ความจริงได้ก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือ แล้วก็หลุดพ้น ปล่อยวาง จิตก็เข้าถึงสันติสุข เข้าถึงพระนิพพาน มีความสงบสุขอย่างแท้จริง ไม่มีภาระ ไม่มีความปนเปื้อน มีความสงบสุข

ทำอย่างไรเราจะวางความถือมั่นในร่างกายจิตใจได้ เราจะวางได้เมื่อเราเห็นความจริงของกายของใจ ความจริงของร่างกายก็คือมันไม่เที่ยง เกิดแล้วมันก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย มันเป็นทุกข์ มันถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา หายใจออกก็ทุกข์ หายใจเข้าก็ทุกข์ ยืนก็ทุกข์ เดินก็ทุกข์ นั่งก็ทุกข์ นอนก็ทุกข์ เคลื่อนไหวก็ทุกข์ หยุดนิ่งนานๆ ก็ทุกข์อีก ในกายนี้มีแต่ทุกข์ ไม่มีอย่างอื่นเลย มีแค่ทุกข์มากกับทุกข์น้อย จะเห็นอย่างนั้น พอเห็นจริงแล้วว่า กายนี้คือตัวทุกข์ เพราะมันไม่เที่ยง มันถูกบีบคั้น มันบังคับไม่ได้ อย่างเราสั่งร่างกายเราไม่ได้ว่าอย่าแก่ อย่าเจ็บ อย่าตาย สั่งไม่ได้

บางคนบอกเราสั่งให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ สั่งให้ยิ้มก็ได้ สั่งให้ทำหน้าบึ้งก็ได้ อันนั้นไม่ใช่เราสั่ง มันเป็นกระบวนการทำงานของจิต จิตมันเป็นคนสั่งร่างกายให้เคลื่อนไหว แต่มันก็สั่งได้ชั่วคราว ถึงจุดหนึ่งมันก็สั่งไม่ได้ จะสั่งไม่ให้แก่ สั่งไม่ได้ สั่งไม่ให้เจ็บ ไม่ให้ตาย ไม่ได้ หรือบางคนพอป่วยมากๆ กระทั่งจะพลิกตัวยังพลิกไม่ได้เลย ต้องนอนเฉยๆ ถ้าไม่มีใครมาคอยพลิกตัวให้ ก็เป็นแผลกดทับ ประเดี๋ยวเดียวก็ติดเชื้อตาย

ฉะนั้นไม่ใช่เราจะสั่งร่างกายได้ตลอดเวลา มีบางคนยังหนุ่มๆ อยู่ๆ ก็เป็นเส้นเลือดตีบ เลือดไม่ขึ้นสมอง สมองเสียหายไปบางส่วน แล้วเป็นอัมพาตครึ่งตัว กระดุกกระดิกไม่ได้ มือยกไม่ได้ ที่ว่าสั่งได้ๆ ถึงจุดหนึ่งบางทีก็สั่งไม่ได้ หลวงพ่อก็เคยสงสัยว่า เอ๊ะ จิตมันก็สั่งร่างกายให้เคลื่อนไหวได้ อิริยาบถทั้งหลายเป็นไปตามที่จิตสั่ง แล้วทำไมว่าจิตสั่งไม่ได้ จิตสงสัย ตอนนั้นบวชแล้วอยู่ที่เมืองกาญจน์ฯ กลางวันเหนื่อย ตอนเช้ายุ่งกับโยมทั้งวัน คือครึ่งวัน กลางวันก็ไปพัก เหนื่อยมากๆ เลย ลงไปนอน พอได้เวลาตื่น 2 โมงจะต้องตื่นมาภาวนา จิตมันตื่นแต่ร่างกายกระดุกกระดิกไม่ได้

หลวงพ่อไม่ตกใจ เออ ร่างกายมันเคลื่อนไหวไม่ได้แล้ว แสดงว่าธรรมะมันสอนเราแล้ว ร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ใช่ของเรา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชา ร่างกายที่นอนทื่อๆ เหมือนท่อนไม้ท่อนฟืน หาสาระแก่นสารอะไรไม่ได้ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น จิตมันเห็น มันก็สลัดกาย เอากายนี้โยนทิ้งเลย พอจิตมันเห็นความจริงของกายว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นอย่างถ่องแท้ จิตมันก็ไม่ยึดถือกาย ปล่อยวางกายได้

จิตก็เหมือนกัน ถ้าวันใดเราเห็นจิตอย่างถ่องแท้ มันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตมันก็จะปล่อยวางจิตได้ แต่การปล่อยวางจิตมี 2 ระดับ อันหนึ่งเราเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตก็ปล่อยวางจิตชั่วคราว เราก็ภาวนาไปเรื่อยๆ จิตเดี๋ยวก็วาง เดี๋ยวก็หยิบ วางจิตลงไปแล้วก็หยิบจิตขึ้นมาอีก ในสติปัฏฐานตอนท้ายเลย จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานตอนท้ายเลย จะมีธรรมะอยู่คู่หนึ่ง จิตหลุดพ้นก็รู้ว่าจิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่าไม่หลุดพ้น จิตหลุดพ้น จิตมันปล่อยวางจิต จิตไม่หลุดพ้น ก็คือจิตหยิบฉวยจิตขึ้นมาอีก

การที่จิตหยิบฉวยจิตขึ้นมาเรียกว่า ชาติ เกิดความเกิดแล้วมีชาติ มีชาติก็มีภพ คือการทำงานของจิต ด้วยกำลังของเจตนา แล้วสิ่งที่ตามมาคือทุกข์ ค่อยๆ ภาวนา แล้วจะเข้าใจธรรมะประณีตขึ้นๆ อย่างถ้าเราเห็นจิตเป็นไตรลักษณ์ มันจะวางจิตได้ชั่วคราว แล้วก็จะหยิบอีก แต่ถ้าวันใดเราภาวนาเต็มที่แล้ว ศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์เต็มที่ เราจะเห็นอริยสัจ เราจะรู้ว่าจิตนี้คือตัวทุกข์ เป็นตัวทุกขสัจ กายก็คือตัวทุกข์ จิตก็คือตัวทุกข์ มันเห็นกายเป็นทุกข์ก่อน แล้วมันจะวางกาย มันเห็นจิตคือทุกข์ มันก็จะวางจิต วางแล้วไม่หยิบฉวยอีกแล้ว วางทีเดียวแล้วเลิกเลย เพราะฉะนั้นเวลาจิตมันวาง มันวางมี 2 แบบ วางชั่วคราวกับวางถาวร

 

จะเห็นความจริงของกายของใจได้
เราต้องเจริญสติปัฏฐาน

เราค่อยๆ ภาวนา ทำอย่างไรจิตจะไม่ยึดถือกาย ปล่อยวางกาย ไม่ยึดจิต ปล่อยวางจิตได้ ต้องเห็นความจริงของกายของจิต ทำอย่างไรเราจะเห็นความจริงของกายของใจได้ เราต้องเจริญสติปัฏฐาน เจริญสติปัฏฐานก็คือ เรามีสติตามรู้กายเนืองๆ ตามรู้จิตใจเนืองๆ ตามรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เข้าไปดัดแปลงแก้ไข ไม่ได้เข้าไปควบคุม แต่ตามรู้มันอย่างที่มันเป็น อย่างขณะนี้เรานั่งอยู่ เราก็มีสติรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายนี้นั่งอยู่

ถ้าเรามีสติถูกต้อง จิตเราจะเกิดสมาธิที่ถูกต้อง จะตั้งมั่นถอนตัวออกจากปรากฏการณ์ทั้งหลายที่จิตไปรับรู้ จิตก็เป็นแค่ผู้รู้ผู้เห็น แต่ถ้าจิตเราทรงสมาธิพอ จิตเราเป็นผู้รู้ผู้เห็น สติระลึกรู้ร่างกายนั่ง จิตเราตั้งมั่นอยู่ เราจะเห็นว่ากายกับจิตเป็นคนละอันกัน แล้วร่างกายจะไม่ใช่ตัวเราเลย มันจะรู้ทันที ร่างกายไม่ใช่ตัวเรา หรือจิตเราตั้งมั่นอยู่ สติระลึกรู้นามธรรมคือความสุขความทุกข์ เราจะเห็นว่า ความสุขความทุกข์ไม่ใช่ตัวเรา

เราเห็นซ้ำไปเรื่อยๆ ร่างกายไม่ใช่เรา สุขทุกข์ไม่ใช่เรา ดีชั่วไม่ใช่เรา ถึงสุดท้ายเราก็เห็นจิตใจก็ไม่ใช่เรา จิตเดี๋ยวก็เป็นผู้รู้ ตั้งมั่นอยู่ที่จิต เดี๋ยวก็หลงไปคิด นี่ก็หลงทางใจ หลงไปคิด เดี๋ยวก็หลงไปทางตา ไปดูรูป หลงไปทางหู ไปฟังเสียง หลงไปทางจมูก ไปดมกลิ่น หลงไปทางลิ้น ไปรู้รส หลงไปรู้สัมผัสที่ร่างกาย ทางใจ ส่วนใหญ่หลงไปคิด ถ้าจิตเราตั้งมั่น เราก็จะเห็นจิตเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จิตก็ไม่เที่ยง จิตไม่ได้มีดวงเดียว

เมื่อก่อนหลวงพ่อสอนว่าจิตไม่เที่ยง จิตไม่ได้มีดวงเดียว ก็จะมีพระบางองค์ออกมาเถียงเลยว่า ปราโมทย์สอนผิด พระปราโมทย์สอนผิด จิตเที่ยง นิพพานก็เที่ยง โอ้ ท่านเชื่ออย่างนั้นก็เรื่องของท่าน แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน พูดเอาเอง จิตเที่ยง ไม่เคยเห็นจิตเกิดดับ เลยว่าจิตเที่ยง จิตเกิดดับดูยากที่สุดเลย อย่างความรู้สึกสุขทุกข์เกิดดับยังดูง่าย ร่างกายที่ยืน ที่เดิน ที่นั่ง ที่นอน เปลี่ยนอิริยาบถเกิดดับไป ก็ดูง่าย

ร่างกายหายใจออก หายใจเข้า ก็ดูง่าย แต่ตรงที่จิตเกิดดับ ดูยาก เพราะจิตเป็นของรวดเร็วที่สุดเลย ถ้าสมาธิเราไม่พอ สติเราไม่ว่องไว เราไม่เห็นจิตเกิดดับ เราจะรู้สึกจิตเที่ยง จิตเที่ยงเป็นมิจฉาทิฏฐิตัวร้ายเลย เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรียกว่าสัสสตทิฏฐิ อย่างพวกพรหม เคยได้ยินชื่อพกาพรหมไหม พกาพรหม พกาพรหมจะรู้สึกว่าจิตเที่ยง ฉันนี้เป็นสยัมภู เป็นผู้เกิดก่อน คนอื่นเกิดทีหลัง ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในอำนาจของฉันหมดเลย จิตของฉันเป็นอมตะ จิตของฉันไม่ตาย จนพระพุทธเจ้าต้องไปทรมาน ไปโปรด

ที่เราเคยเห็นรูปพระพรหม ที่มีพระพุทธรูปอยู่บนศีรษะ อันนั้นสะท้อนภาพตอนพระพุทธเจ้าไปทรมานพกาพรหม พกาพรหมนึกว่าตัวแน่ เสร็จแล้วสู้พระพุทธเจ้าไม่ได้สักอย่าง ก็เลยยอมละมิจฉาทิฏฐิ รู้แล้วไม่เที่ยงหรอก ท่านบอกพกาพรหมว่า ก่อนจะมาเกิดตรงนี้ เธอเกิดอยู่ที่นี้ เกิดอยู่ในพรหมที่สูงมากเลย แล้วค่อยๆ ลดลงมา ลดต่ำๆๆ ลงมาจนเป็นมหาพรหม มาเป็นพรหมอะไรอย่างนี้ แล้วเลยคิดว่าตัวเองเที่ยง จริงๆ เกิดแล้วก็ตาย เกิดแล้วก็ตาย

ฉะนั้นถ้าเราภาวนา เราจะเห็นว่าจิตเกิดแล้วดับรวดเร็วมาก ตำราบอกว่าลัดนิ้วมือหนึ่ง จิตเกิดดับตั้งแสนโกฎิขณะ แสนโกฎิเป็นหน่วยวัดของอินเดียเขา ถ้าพูดภาษาไทยคือล้านๆ ขณะ เป็นล้านๆ แสนโกฎิ ลัดนิ้วมือเป็นอย่างไร ดีดนิ้วทีหนึ่งบอกจิตเกิดดับล้านๆ ครั้ง ตำราแขกเขาก็พูดตัวเลขจะเวอร์ๆ หน่อย นักวิทยาศาสตร์เขาทดลอง เขาจะฉายภาพผ่านไปให้ดู ให้คนไปดู แล้วเห็นรูป เห็นตัวเลข เกิดดับอย่างรวดเร็วเลย แล้วก็พบว่าจิตมันสามารถสุ่มรู้ตัวเลขราวๆ ครึ่งวินาที จะสุ่มตัวเลขได้ชัดตัวหนึ่ง

เพราะฉะนั้นไม่ใช่รับรู้อารมณ์ได้แสนโกฎิขณะ จริงๆ มันไม่ถึงหรอก วิทยาศาสตร์มันมาวัด ผ่านเร็วๆ ตัวเลขผ่านเร็วมากเลย เร็วจี๊ดเลย นานๆ จิตมันจะจับได้ตัวหนึ่งว่านี้ตัวเลขอะไร เขาเป็นเครื่องวัด แต่ถามว่าเร็วไหม เร็วมาก ฉะนั้นจิตเกิดดับเร็วมาก เอาแค่นี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องแสนโกฎิขณะหรอก มันตำรา ตำราอภิธรรม ตำราอะไรเขาว่าอย่างนั้น ในทางวิทยาศาสตร์เราก็พบว่าเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่ถือว่าเร็ว สำนวนแขก การนับแบบแขก ถ้าน้อยก็จะนับมี 3 มี 7 ถือว่าน้อย พระโสดาบันเกิดอีก 7 ชาติ ต้อง 7 ตลอดไหม ไม่แน่ 7 ตัวนั้นแปลว่าน้อย มีเกิดไม่มาก ถ้ามากเรียก 500 โจรรวมกัน 100 กว่าคน เขาเรียกโจร 500 ถ้ามากกว่า 500 ก็ 84,000 มาตราวัดของเขา สูงกว่านั้น 84,000 แล้ว Jump เลย แสนโกฎิ นี่เป็นวิธีวัด เราฟังแล้วก็เข้าใจไป มันเป็นมาตรวัดของเขา เขาวัดกันอย่างนั้น

เมื่อก่อนหลวงพ่ออยู่องค์การโทรศัพท์ ก่อนจะมาบวช เลยรู้นิยายลึกลับอันหนึ่ง มีเจ้าของค่ายโทรศัพท์ ไม่เอ่ยชื่อ เจ้าของค่ายโทรศัพท์ ทำโทรศัพท์ในเมืองไทยบูมเต็มที่แล้ว ก็ไปประมูลโทรศัพท์ที่อินเดีย ส่งผู้แทนไปประมูล ผู้แทนเป็นวิศวกร ไม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมอินเดีย ปรากฏว่าอินเดียมันเรียกร้องค่าตอบแทนเป็นโกฎิ รายนี้นึกว่าคำว่าโกฎิคือล้าน สมมติว่าตอบแทน 10,000 ล้านต่อปี แต่ว่าในสัญญาเขียนหนึ่งหมื่นโกฎิต่อปี เจ้าของบริษัทหน้ามืดเลย ขาดทุนไม่รู้จะขาดทุนขนาดไหน ย่อยยับ ก็วิ่งเต้น วิ่งเต้นนักการเมืองทางโน้นเขาล้มประมูล ประมูลเอาใหม่ นี้การนับตัวเลข มันนับไม่เหมือนกัน หน่วยไม่เหมือนกัน

ฉะนั้นเวลาเราฟังของแขก เราก็ต้องฟังแบบแขก ฟังอย่างไทยก็ฟังอย่างไทย ตัวเลขหน่วยวัดไม่เหมือนกัน แต่แสนโกฎิก็คือเร็วมาก เร็วจนเหลือประมาณ มันเร็วระดับไหน เร็วระดับที่พระพุทธเจ้าบอกว่า “จิตดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไปทั้งวันทั้งคืน” จิตเที่ยวไปรวดเร็ว เที่ยวไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เที่ยวไปรวดเร็ว มือระดับพระพุทธเจ้ายังบอกว่าเร็วเลย แล้วเรา มันต้องเร็วจนดูไม่ไหวเลย ดูไม่ทันเลย แต่ไม่เหลือวิสัยหรอก ฝึกสมาธิและสติให้ดี

ถ้าจิตเรามีสมาธิมากพอ สติเราไวพอ เราก็จะเห็นจิตเกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจได้ ถ้าสมาธิเราไม่พอ สติเราไม่พอ เราไม่เห็น เราจะรู้สึกจิตเที่ยง จิตนี้วิ่งไปที่ตาแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปที่หูแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งไปคิดแล้วก็วิ่งกลับมา วิ่งกลับไปกลับมาอย่างนี้ เลยคิดว่าจิตมีดวงเดียว ต้องฝึกอีก ถ้าเห็นจิตมีดวงเดียว ยังเป็นปุถุชนเต็มร้อยอยู่ ถ้าพูดอย่างนั้น เพราะเห็นว่าจิตเที่ยง จิตเป็นอัตตา

โสดาบันจะเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นอนัตตา ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเที่ยง มีแต่ตัวที่เกิดแล้วดับ ที่หลวงพ่อสอนแต่ละวัน จะเป็นเรื่องของการเจริญปัญญา หรือวิปัสสนากรรมฐานเยอะเลย แล้วตัวที่สอนเยอะอีกตัวคือเรื่องของสมาธิ อย่างที่สอนพวกเราบอกให้ทำกรรมฐานอันหนึ่ง จิตหลงไปจากกรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน อันนี้ฝึกสมาธิ ฝึกจิตไหลแล้วรู้ ไหลแล้วรู้ แล้วพอไหลปุ๊บรู้ปั๊บ จิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ

 

เรารู้ตัวเพื่อจะเดินปัญญา
เพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ

ฝึกบ่อยๆ จิตก็ตั้งมั่นทรงตัวได้นาน พอจิตตั้งมั่นแล้วก็ต้องเดินปัญญา ดูความจริงของรูปนามกายใจ ดูไม่ใช่คิด เราจะเห็นร่างกายมันหายใจอยู่ ร่างกายที่หายใจอยู่ หายใจออกไม่เที่ยง หายใจเข้าไม่เที่ยง ที่ต้องเปลี่ยนจังหวะการหายใจ หายใจออกแล้วก็หายใจเข้าก็เพื่อหนีทุกข์ หายใจเข้าแล้วหายใจออกก็เพื่อหนีทุกข์ ร่างกายถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ยืน เดิน นั่ง นอน ทำไมต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เปลี่ยนอิริยาบถเพื่อหนีทุกข์ ร่างกายนี้ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ทุกๆ อิริยาบถ

ถ้าเรามีสติอยู่ในกาย จะเห็นกายนี้ไม่ใช่ของวิเศษเลย กายนี้ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา แล้วแต่ละสภาวะในกายก็ไม่เที่ยง หายใจออกไม่เที่ยง หายใจเข้าไม่เที่ยง ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่เที่ยง ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่ต้องเปลี่ยนเพราะว่ามันทุกข์ เห็นไหมที่มันเป็นอนิจจัง ก็เพราะว่ามันเป็นทุกข์ มันถูกบีบคั้น แล้วทำไมมันทุกข์ เพราะเราห้ามมันไม่ได้ เราสั่งมันไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้

เรียนรู้ความจริงของร่างกายไป เรียนรู้ความจริงของจิตใจไป ถ้าจิตเราตั้งมั่น สติระลึกรู้กาย ก็เห็นความจริงของกาย ถ้าจิตเราตั้งมั่น สติระลึกรู้ความสุขทุกข์ ก็เห็นความจริงของความสุขความทุกข์ จิตตั้งมั่น สติระลึกรู้กุศลอกุศล ก็เห็นความจริงของกุศลอกุศล จิตตั้งมั่น สติระลึกรู้จิตที่เกิดดับทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็จะเห็นความจริงของจิตว่าตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์

วิธีทำวิปัสสนา เราต้องพัฒนาเครื่องมือ 2 ตัว ตัวที่หนึ่งคือสติ สติเป็นตัวรู้ทัน ว่าตอนนี้กายเราเป็นอย่างไร ใจเราเป็นอย่างไร แล้วก็ถ้าเรารู้ทันกายรู้ทันใจตัวเอง จิตเราจะตั้งมั่น จิตจะไม่หลง ไม่เผลอ ตั้งมั่นโดยไม่ได้เจตนา นี่สมาธิเกิดแล้ว พอสมาธิสะสมมากๆ จิตจะทรงตัวอยู่ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย ทรงตัวได้เอง แล้วพอจิตมันมีกำลังทรงตัวขึ้นมา คราวนี้สติระลึกรู้รูป ระลึกรู้นามใดๆ ก็ตาม ก็จะเห็นไตรลักษณ์ เห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่คิดไตรลักษณ์

เมื่อวานซืนก็มีคนถามว่า “ผมไม่เห็น ผมคิดเอาได้ไหม” “ได้” บอกว่า “อยากคิดอะไรก็คิดไปเถอะถ้าใจมันชอบคิด” แต่มีหลักสำคัญอันเดียว คิดเรื่องอะไรก็ได้ แต่ต้องลงท้ายด้วยไตรลักษณ์ให้ได้ อย่างคิดว่าเราไปจีบนางงามจักรวาล ได้นางงามจักรวาลมาเป็นเมียเราแล้ว อยู่กันอย่างมีความสุข ออกลูกคนที่หนึ่ง หุ่นก็เริ่มเปลี่ยนแล้ว ออกคนที่สอง โอ้ เปลี่ยนไปเยอะเลย นิสัยเคยเรียบร้อย ก็ชักจะปากมาก ขี้บ่น จู้จี้ นึกไป นึกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เรื่องจริง นึกไป สุดท้ายสาวงามก็แก่ เหี่ยว เป็นมนุษย์ป้า คำว่าป้าเสียหายหมดเลย พวกเราเอามาใช้

ป้าเป็นคำยกย่อง ลุง ป้า เอาปู่ ย่า ตา ยาย มาทำเสียหาย ตอนนี้ถ้าใครมาชมเราเป็นมนุษย์ป้า เราจะโกรธ แต่คนเรียกหลวงพ่อว่าหลวงลุงก็มี หลานหลวงพ่อมันเรียกว่าหลวงลุง ไม่เห็นเราโกรธเลย เป็นมนุษย์ลุง เราค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทำไป ทำไปเรื่อยๆ จิตเราตั้งมั่นขึ้นมา เราจะเห็นไตรลักษณ์ แต่ถ้าเราไม่เห็น คิดนำก็ได้ แต่คิดอะไรก็ได้ แต่ต้องลงท้ายให้เป็นไตรลักษณ์ ลงท้ายไปให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

ท่านพ่อลี ครูบาอาจารย์องค์แรกของหลวงพ่อ คือท่านพ่อลี ตอนหนุ่มๆ มาอยู่วัดสระปทุม เห็นเพื่อนพระด้วยกัน เขาสึกไปมีครอบครัว ก็อยากสึกบ้าง บวชแล้วอยู่บ้านนอกลำบาก รู้สึกคนกรุงเทพฯ สบาย นี้ก่อนจะสึก ท่านก็ขึ้นไปนั่งที่พระเจดีย์ แล้วก็คิดพิจารณา ใจมันฟุ้งซ่าน ใจฟุ้งซ่านไม่ได้เจตนาคิดเลย ใจมันฟุ้งซ่าน คิดว่าจะสึกออกไป ไปมีลูก มีเมีย ทำมาหากินร่ำรวย ลูกก็เยอะมากขึ้นๆ เมียก็แก่ลงๆ สุดท้ายเมียตาย แล้วเลี้ยงลูกอยู่คนเดียว เริ่มมีไตรลักษณ์แล้ว เมียตายแล้ว เมียแก่ เมียตาย คิดไปคิดมา ชีวิตนี้วุ่นวายเหลือเกิน มีแต่ภาระ ไม่ไหวแล้ว อยู่กับโลกไม่ไหวแล้ว ไปบวชดีกว่า

พอท่านคิดมาถึงว่าไปบวชดีกว่า ท่านสะดุ้งขึ้นมาเลย ตอนนี้บวชอยู่แล้ว เรื่องอะไรจะต้องออกไปหาความทุกข์ เห็นไหม คิดเป็นไตรลักษณ์ ใจมันจะเกิดสมาธิขึ้น แต่ถ้าคิดแล้วลงไตรลักษณ์ไม่ได้ อย่าไปคิด คิดแล้วสร้างโลก สร้างภพ สร้างชาติ สร้างทุกข์ไม่เลิก ถ้าเราไม่สามารถเห็นไตรลักษณ์ได้ ให้คิดพิจารณาได้ แต่คิดแล้วต้องลงไตรลักษณ์ให้ได้ ถ้าลงไตรลักษณ์ได้ สมาธิจะเกิด พอสมาธิเกิด เราก็จะค่อยๆ พัฒนา สมาธิเราเข้มแข็ง เราก็เดินปัญญาต่อ ต้องทำ ค่อยๆ ฝึกไป

เมื่อวันศุกร์ เมื่อวาน มีโยมผู้หญิงคนหนึ่งมาส่งการบ้าน เขาไม่ได้ส่งหรอก เขามานั่งอยู่ หลวงพ่อเห็นเลยเรียกเข้ามา โยมนี้เรียนกับหลวงพ่อตั้งแต่สวนโพธิ์ฯ ยุคแรกเรียนเท่าไรก็ไม่รู้เรื่อง ตอนหลังไปเดินจงกรมไปอะไร เลิกคิดแล้วว่าธรรมะเป็นอย่างไร แต่ลงมือทำ จิตเด่นดวง ตั้งมั่น สว่างไสว รู้ตื่น หลวงพ่อถามว่า “รู้หรือยังว่าจิตที่ตื่นเป็นอย่างไร” บอก “รู้แล้ว” “รู้หรือยังว่า พอจิตมันตื่น ทุกสิ่งที่สติระลึกรู้ มันเป็นไตรลักษณ์” ไปดูตัวนี้ต่อเลย เดินปัญญาต่อ

คนที่ฝึกร่วม 20 ปี กว่าจิตจะเข้ามาถึงจุดที่มันตั้งมั่นอยู่ โดยที่ไม่ได้เจตนา ทีแรกก็ต้องฝึกเจตนาก่อน แล้วต่อไปไม่ได้เจตนา จิตมันตั้งมั่น พอจิตมันตั้งมั่นได้แล้ว ก็เป็นเวลาที่สมควรแก่การเจริญปัญญาแล้ว ถ้าจิตไม่ตั้งมั่น เจริญปัญญาไม่ได้ ถ้าตั้งมั่นแล้วยังแรงไม่พอ ก็ยังทำไม่ได้ เดินปัญญาได้ 2-3 ก้าวหมดแรงแล้ว

แต่ละคน เวลาจิตมันทรงสมาธิขึ้นมา หน้าตาไม่เหมือนคนปกติ หน้าตามันจะสว่างออกมาจากข้างใน มันผ่องใส เราเคยเห็นคนชั่วร้ายหน้ามืดไหม คนใจอำมหิต เราดูออกไหม คนนี้ใจดำอำมหิต หน้าตาแบบฆาตกรตัวพ่อเลย ดูไม่ยาก เห็นก็รู้แล้ว แต่ถ้าเราภาวนา เราจะเห็น หน้าตาเราเองเปลี่ยน หน้าตาเราเปลี่ยน หน้าเคยยับย่น ก็กลายเป็นหน้าที่ผ่องใส ใจที่ดีมันก็ฟอกร่างกายให้สะอาดหมดจดมากขึ้นด้วย แต่ว่าพอใจเราดี สดชื่นแข็งแรงแล้ว ต้องเดินปัญญา

เราไม่ได้รู้ตัวอยู่เฉยๆ ที่เรารู้ตัวเพื่อจะเดินปัญญา ที่เดินปัญญาเพื่อให้เห็นความจริงของกายของใจ ที่ต้องเห็นความจริงของกายของใจ เพื่อจะได้ปล่อยวาง ถ้าปล่อยวางแล้ว เราก็จะเข้าสู่ความบริสุทธิ์หลุดพ้น จิตเราจะมีความสุขอย่างยิ่ง มีสันติ มีความสงบสุข มีสันติภาพตัวจริง นี่คือเส้นทางที่เราจะต้องฝึก แต่ขั้นต้นเลยถือศีล 5 ไว้ก่อน แล้วก็พยายามทำกรรมฐานไป คอยสังเกตจิตใจตัวเองไป อันนี้เรียกว่าจิตตสิกขา ทำกรรมฐานแล้วสังเกตจิตใจตัวเองไปเรื่อยๆ จิตหนีไป รู้ จิตไปเพ่ง รู้ แล้วจิตจะตั้งมั่น

 

ถ้าจิตเราตั้งมั่นได้แล้ว
การเดินปัญญาจะสั้นนิดเดียว

โยมผู้หญิงนั้นที่เล่าเมื่อกี้ เขาบอกไปเรียนกับหลวงพ่อตั้งแต่อยู่เมืองกาญจน์ฯ ได้ยินหลวงพ่อพูดว่าไม่เผลอ ไม่เพ่ง ฟังแล้วงง ไม่รู้จะเป็นกรรมฐานอะไร แต่ตอนที่จิตของเขาตั้งมั่นขึ้นมาได้ เขารู้แล้ว สภาวะจิตตัวนี้ จิตตัวนี้ไม่เผลอ จิตตัวนี้ไม่ได้เพ่งเอาไว้ ฉะนั้นที่หลวงพ่อสอนว่า ต้องฝึกให้รู้ทัน จิตเผลอให้รู้ จิตเพ่งให้รู้ หลวงพ่อกำลังสอนสมาธิขั้นสุดยอดให้ แล้วคนฟังไม่เป็นบอก ปราโมทย์ไม่สอนสมาธิ เราสอนหัวใจของสมาธิ ไม่ใช่สอนรูปแบบของสมาธิ

รูปแบบนั้นไปหาเอาเอง แต่ละคนถนัดอะไรใช้อันนั้น ถนัดอะไรก็ใช้อันนั้น แต่หัวใจ แก่นของการปฏิบัติจะต้องจับให้ได้ ทำกรรมฐานไป ไม่เผลอ ถ้าเผลอให้รู้ทัน ทำกรรมฐานไป ไม่ถลำไปเพ่งอารมณ์กรรมฐาน ถ้าถลำไปเพ่งให้รู้ทัน จิตมันจะถอนตัวขึ้นมาเป็นผู้รู้ จิตมันจะทรงสมาธิ ฝึกเยอะๆ แล้วต่อไป มันจะเป็นผู้รู้ที่ไม่เผลอ ไม่เพ่ง โดยไม่ได้ทำอะไร ไม่ได้เจตนาให้เกิด จิตดวงนี้เป็นมหากุศลจิต ญาณสัมปยุต อสังขาริกัง ไม่ได้เจตนาให้เกิด คืออสังขาริกัง ไม่ต้อง Build ให้เกิด จิตดวงนี้ถึงจะเป็นกุศลอย่างแท้จริง จิตดวงนี้ถึงจะเอาไปเจริญปัญญาได้อย่างแท้จริง

ถ้าเรายังไม่ได้จิตที่ตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราก็ฝึกไป ทำกรรมฐานแล้วคอยรู้ทันจิตไป จะนานแค่ไหนก็ทำไป แล้วถ้าจิตเราตั้งมั่นได้แล้ว การเดินปัญญาจะสั้นนิดเดียวเลย หลวงพ่อก็บอกผู้หญิงคนนั้นว่า การปฏิบัติที่หลวงพ่อเห็น มันมียากอยู่ 2 จุด ยากที่สุดอยู่ 2 จุด จุดแรกคือทำอย่างไรเราจะตื่นขึ้นมาได้ ทำอย่างไรจิตเราจะรู้ตัวตั้งมั่นได้ พอรู้ตัวตั้งมั่น ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ จนถึง เกือบจะถึงจุดสุดท้ายของการปฏิบัติแล้ว

จุดที่ยากที่สุดอยู่ตรงนี้อีกจุดหนึ่ง ตลอดเวลาที่ผ่านมา เดินปัญญาเราเห็นไตรลักษณ์ตลอด เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของกายของใจ ตรงที่ปัญญาเราแก่กล้าสุดขีดจริงๆ ไม่ได้เห็นแค่อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่เราเห็นทุกขสัจ เราเห็นอริยสัจ ตราบใดที่ยังไม่เห็นอริยสัจ ยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ฉะนั้นถ้าเราเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ ดี แต่ถึงจุดสุดท้ายมันจะปิ๊งขึ้นมาเลย กายนี้ใจนี้หรือขันธ์ 5 คือตัวทุกข์ นี่คือการรู้ทุกขสัจ อะไรเรียกว่าทุกขสัจ

ท่านบอกว่าขันธ์ 5 “สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา” โดยย่อ โดยสรุปขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์ เมื่อไรเราเห็นว่าขันธ์ 5 เป็นตัวทุกข์ ก็จะละสมุทัยโดยอัตโนมัติ รู้ทุกข์เมื่อไร ละสมุทัยอัตโนมัติเมื่อนั้น คือตัณหาจะไม่เกิดอีก ก็มันเห็นความจริงแล้ว กายนี้ใจนี้คือตัวทุกข์ มันจะไปอยากให้มันมีความสุขไปทำไม จะไปอยากให้ทุกข์ไปทำไม มันเป็นตัวทุกข์ ไม่เห็นต้องไปอยากอย่างอื่น อยากก็ไม่มีอะไรขึ้นมา พอจิตหมดความอยาก นิพพานก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา

นิพพานคือสภาวะที่สิ้นอยาก สิ้นอยาก เมื่อสิ้นอยากเขาเรียก วิราคะ สิ้นความดิ้นรนปรุงแต่งเรียกว่า วิสังขาร พวกนี้เป็นไวพจน์ เป็นคำที่ใช้เรียกนิพพานได้เหมือนกัน ใช้แทนที่กันได้ ค่อยๆ ฝึก หลวงพ่อก็บอกเขาจุดนี้ยากที่สุดเลย ตรงที่จะพลิกจากการเห็นไตรลักษณ์ของจิต มาเป็นเห็นทุกขสัจของจิต เป็นจุดที่ยากที่สุดอีกจุดหนึ่ง หลวงปู่ดูลย์เคยบอก “นักปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นผีใหญ่” เป็นผีใหญ่คือยังไม่สามารถปล่อยวางจิตได้จริง ยังไม่ได้เห็นทุกขสัจ

เทศน์ให้ฟังพอสมควร ทีมงานเขาบอกให้หลวงพ่อเทศน์ให้สั้นลง เพราะหลวงพ่อแก่แล้ว เวลาเทศน์เยอะๆ เสมหะมันจะลงมาที่เส้นเสียง เสียงจะหายไป แล้วฝืนเทศน์ เขาบอกเทศน์มาเยอะแล้ว ให้โยมช่วยตัวเอง ไปดูยูทูปที่หลวงพ่อเทศน์มีเยอะแยะไป เทศน์กัณฑ์ใดกัณฑ์หนึ่ง เอาไปทำจริงๆ ก็ทำที่สุดของทุกข์ได้ นี้ครูบาอาจารย์ท่านพูด หลวงพ่อไม่ได้พูดหรอก ท่านบอกว่า “ที่อาจารย์ปราโมทย์เทศน์ กัณฑ์เดียวก็พอแล้ว” พวกเราฟังมา 3,000 กัณฑ์แล้ว บางคนฟังจนหูกาง หูกางแล้วก็หางตก ไปทำนะ ไม่อย่างนั้นไม่รู้เรื่องหรอก

 

หลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
11 กรกฎาคม 2569