ช่วงนี้แปลก แมลงวันมาก เข้ามาไม่ได้ขออนุญาต ไม่ได้ลงทะเบียนเข้ามา ไล่ก็ไม่ไป
วันนี้วันเข้าพรรษา ที่จริงเป็นงานของพระโดยตรง ไม่ใช่งานของโยม ฝึกให้เคยชิน มีเวลานิดๆ หน่อยๆ อย่างนั่งรอหลวงพ่อ 5 นาที 10 นาที อย่าทิ้งเปล่าๆ เก็บให้หมด มีเวลานิดๆ หน่อยๆ ก็ภาวนาไป หลวงพ่อภาวนา หลวงพ่อเก็บเวลา มีเวลาว่างที่ไม่ต้องทำงานที่ต้องคิด กับเวลาที่ไม่ได้หลับ เราเอามาภาวนา วันไหนใจฟุ้งซ่าน หลวงพ่อก็ทำสมถะ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ แล้วแต่พวกเราถนัดสมถะ สมถะไม่ยาก วันไหนจิตมีกำลัง ช่วงไหนจิตมีกำลัง ทำวิปัสสนา ดูความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจไป อย่างเวลานั่งทำงาน งานต้องคิดเยอะ ในระหว่างที่ทำงานวิเคราะห์อะไรต่ออะไร อันนั้นสติสมาธิปัญญาไปอยู่ที่งาน ถ้าเราเป็นฆราวาส ก็ต้องทำมาหากิน ฉะนั้นถ้าเราทำงานโดยใช้ความคิด ขณะนั้นเราปฏิบัติวิปัสสนาไม่ได้
เทคนิคสำหรับฆราวาส
แต่ถ้าจิตเราจดจ่ออยู่กับงาน อันนั้นคือสมถะ จิตใจเราจดจ่ออยู่เรื่องเดียว เรื่องงานไม่วอกแวกไปอย่างอื่น นี่คือการฝึกสมถะอย่างหนึ่งเหมือนกัน ฉะนั้นไม่ใช่ว่าเป็นฆราวาสทำสมถะไม่ได้ ไม่ใช่ ถ้าเมื่อใดเราทำงานแบบจิตใจจดจ่ออยู่กับงาน ไม่แอบไปคิดเรื่องอื่นฟุ้งซ่าน นั่นคือการทำสมถะ เพราะหลักของสมถะ คือเราอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง แต่อันนี้จะทำได้ ถ้างานนั้นเป็นงานที่เราชอบ สังเกตไหม ถ้าเป็นงานอะไรที่เราชอบ เราทำได้ยาว ทำได้ต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นงานที่เราฝืนใจทำ ใจไม่มีความสุข เมื่อใจไม่มีความสุข ใจจะไม่สงบ ฉะนั้นถ้าเราทำงานที่เราถนัด ที่เราชอบ สิ่งที่ได้คือสมาธิ ได้สมถะ
แต่ถ้าเราต้องทำงานที่เราไม่ชอบ จำเป็นต้องทำ เป็นหน้าที่ต้องทำ ระหว่างทำใจอาจจะไม่มีความสุข อยากทำให้จบไปเร็วๆ ทำไม่นานเราจะเหนื่อย พอเหนื่อย หลวงพ่อจะใช้วิธีเบรคตัวเอง เช่นเดินไปห้องน้ำ หรือไปชงกาแฟมา เปลี่ยน เปลี่ยนอารมณ์ แทนที่จะไปจดจ่อกับงานที่เครียด ไม่ชอบเลยงานนี้ จำเป็นต้องทำก็ต้องทำ แต่แอบเบรกตัวเองเป็นระยะๆ ไป ก็ต้องมีเทคนิค เป็นฆราวาสจะมานั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่ในที่ทำงาน เดี๋ยวเขาก็ไล่ออก ก็ต้องรู้จักปรับ อย่างหลวงพ่อทำงานวิเคราะห์ บางเรื่องชอบ บางเรื่องไม่ชอบ แต่ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบ ชั่วโมงหนึ่งหลวงพ่อก็จะเดินไปห้องน้ำ หัวหน้ากองก็มองว่า ทำไมเข้าห้องน้ำบ่อย บอกจริงๆ ฉันไม่ได้สนใจเข้าห้องน้ำ เราจะเบรคตัวเอง เวลาทำงานที่ต้องคิด ถ้าเราหมกมุ่นมาก คิดไม่ออก แต่ถ้าใจเราสบายปลอดโปร่ง เรื่องที่ยากๆ เราจะคิดออก
หลวงพ่อพุธท่านก็เคยพูดเรื่องนี้ บอกลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งเป็นสถาปนิกใหญ่ ต้องสร้างตึกใหญ่ๆ คิดอย่างไรก็คิดไม่ออก คิดไม่ออกเขาก็ไม่ฝืนคิด เขาก็ทำอย่างอื่นไปก่อน แล้วบอกว่าเขาไปนอนหลับ นอนหลับไปผ่อนคลาย จิตใจผ่อนคลาย พอตื่นขึ้นมา เห็นแบบแปลนทั้งหมดเลยที่จะต้องทำ ฉะนั้นเวลาใจเราสบาย สมาธิมันเกิด สมาธิเกิดปัญญามันจะเกิด เวลาหลวงพ่อทำงานก็เหมือนกัน เรื่องไหนคิดไม่ออกแขวนไว้ก่อน วางไว้ก่อน เราก็เปลี่ยนอารมณ์ ทำสมาธิหรือพักผ่อน พอใจเราสบายผ่อนคลาย นึกถึงงานทำได้ง่ายเลย ไม่ยาก นี่เป็นเรื่องของสมาธิทั้งหมดเลย
สมาธิคือความสงบ เกิดจากความสุข ถ้าใจเรามีความสุข สมาธิที่สงบจะเกิด อย่างเราทำงานที่เราชอบ มีความสุข มีสมาธิจดจ่อในงาน เป็นฆราวาสก็ต้องรู้จัก จะภาวนาแบบฆราวาส ก็จะไม่เหมือนภาวนาอย่างพระ พระไม่มีอะไร วันๆ หนึ่งที่จริงถ้าปฏิบัติเป็น ทำได้ตลอดเวลา ชีวิตของพระไม่มีอะไรซับซ้อน ทุกวันทำเหมือนกันหมด ไม่ต้องคิดเลยว่าตอนนี้จะทำอะไร แต่งตัวก็ไม่ต้องคิดว่าวันนี้จะใส่ชุดอะไร ไม่ต้องคิด จะทำผมทรงไหน ไม่ต้องคิดเลย ฉะนั้นชีวิตพระจะเป็นชีวิตที่เอื้อกับการภาวนา ถ้าปฏิบัติเป็น ก็ทำได้ทั้งวัน แต่ฆราวาสก็ต้องมีลูกเล่น มีเวลาต้องทำงานก็ต้องทำ คนในบ้านมีปัญหา จะมาอุเบกขาก็ไม่ได้ อย่างลูกเรา 2 คนตีกัน หรือสามีเรานอกใจ เราจะอุเบกขา ไม่ถูก
เราต้องรู้มีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว เราจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่ก่อนจะแก้ปัญหา ปรับจิตของเราให้เหมาะกับการแก้ปัญหาก่อน จิตที่เครียด จิตที่ฟุ้งซ่าน จิตที่เต็มไปด้วยความอยาก อย่างอยากให้พี่น้องลูกๆ เรารักกัน นี่อยาก อยากให้สามีเรารักเราคนเดียว ไม่ไปยุ่งกับคนอื่น นี่คืออยาก เราต้องมาฝึกใจของเราก่อน ก่อนที่จะแก้ปัญหาได้ดี ใจเราต้องสงบ ใจเราต้องไม่มีอคติ แต่ถ้าใจเรามีความอยากเจือปน การแก้ปัญหาทำได้ไม่ดี แต่ถ้าใจเราไม่ได้มีความอยาก ใจเราสงบ มีสมาธิเกิดขึ้น เราจะพบว่าปัญหาที่เรารู้สึกใหญ่โต เอาเข้าจริงอาจจะเล็กนิดเดียว เราคิดมาก ปัญหามันเยอะไปเอง มีหลายๆ เรื่อง ในชีวิตจริงของเรา เวลาที่เราเผชิญกับตัวปัญหา เรารู้สึกสำคัญมากเลย ยุ่งยาก แต่พอผ่านไปแล้ว เรารู้สึกไม่เห็นมีอะไรเลย เรื่องเล็กนิดเดียว วุ่นวายตั้งนาน เพราะใจไม่มีสมาธิ ก็จะคิดอะไรไม่ออก คิดเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยากๆ
เพราะฉะนั้นทุกวันเราควรจะฝึกให้จิตเรามีความสงบบ้าง จะฝึกในระหว่างทำงาน อันนั้นเป็นเทคนิคสำหรับฆราวาส แต่การปฏิบัติในรูปแบบนี้ ควรทำทุกๆ วัน แบ่งเวลาไว้เลย ในเมืองไทย บางทีส่วนใหญ่ก็ชอบคิดว่ากลางวันทำอย่างอื่นไป ก่อนนอนค่อยไปนั่งสมาธิ คิดแบบนี้ไม่ได้กินหรอก ถ้าทั้งวันเราทำงานที่เวียนหัวมากมาย หรือทั้งวันเราเล่นอะไรเพลินทั้งวัน ตกเย็นตกค่ำจะมานั่งสมาธิ เดี๋ยวก็นั่งหลับแล้ว จิตเหนื่อยแล้ว หลวงพ่อถึงบอกว่า ถ้าในชีวิตประจำวัน เราเบรคตัวเองได้เป็นช่วงๆ มีสติไปเรื่อยๆ ตอนกลางคืนไปนั่ง จะไม่หลับ จะตื่น จิตจะตื่น พอถึงเวลาเราต้องแบ่งเวลา เวลาอื่นเราให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นเรื่องนี้ แต่เราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ
เรื่องเล็กเรื่องน้อย
หาทางเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์
ลองตั้งใจ ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติ ทุกวันต้องปฏิบัติในรูปแบบ ไม่เลิก ไม่ทิ้ง ไม่มีข้ออ้าง ถ้าทำกลางคืนแล้วไม่ไหว ง่วง เพราะเหนื่อย ตื่นเช้าให้เร็วขึ้นแล้วทำตั้งแต่เช้า ช่วงตื่นนอนใหม่ๆ จิตใจจะสดชื่น อย่างพระ มาตรฐานพระ ตี 3 ตี 4 ก็ตื่นแล้ว ตื่นมาสดชื่น แล้วที่วัดจะมีกิจกรรมอันหนึ่ง จะเวียนกัน พระ กลางคืน ถ้าพูดแบบฆราวาส บอกเป็นยาม มียามเฝ้าวัด แต่อันนั้นจริงๆ ก็คือการฝึกเนสัชชิก แล้วถ้าเคยอยู่กลางคืน จะรู้ว่าบรรยากาศกลางคืนกับกลางวัน คนละเรื่องกันเลย โดยเฉพาะถ้าอยู่ในป่าอย่างนี้ กลางคืนมันสงบ สงัด เย็น เดินออกมากลางแจ้ง ดาวเต็มฟ้าเลย ใจมีความสุข พระจันทร์ขึ้นเห็นชัด สวย มีความสุข เห็นเมฆลอยไปลอยมา ใจมีความสุข ก็มีความสงบ
ฉะนั้นบางทีช่วงไหนที่วันพรุ่งนี้ เราไม่ต้องทำงาน ลองเนสัชชิกดูบ้าง เนสัชชิกคือไม่นอน อยู่ในอิริยาบถ 3 ยืน เดิน นั่ง อันนี้จะช่วยให้เราใจเข้มแข็งมากขึ้น ทีแรกเรานึก ไม่นอนนี่ถ้าจะแย่ อันนี้สำหรับคนที่ร่างกายปกติ ร่างกายไม่แข็งแรงไม่ต้องทำ เดี๋ยวประสาทกิน ถ้าเราแข็งแรง ลองฝึกตัวเองดูในพรรษานี้ วันรุ่งขึ้นที่เราไม่ต้องทำงาน ไม่มีงานที่ต้องเหนื่อย ลองดูๆ เราจะพบว่ามีความสุข มีความสุขมีความสงบ บรรยากาศกลางคืนมันสบาย แต่คงเป็นที่ๆ ถ้าบ้านเราอยู่แถวแหล่งท่องเที่ยว คงไม่สงบ กลางคืน
พยายามฝึกตัวเอง เรื่องเล็กเรื่องน้อย หาทางเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ คือถ้าใจเราอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง ใจเราจะเกิดสมาธิ เป็นสมาธิที่สงบ เป็นสมาธิชนิดสงบ ทุกวันแบ่งเวลาเอาไว้ทำเลย กลางวันเก็บเล็กเก็บน้อยไป ชั่วโมงหนึ่ง 5 นาทีก็ดีแล้ว ถ้าชั่วโมงหนึ่ง 5 นาที 12 ชั่วโมง เราได้เวลาปฏิบัติมาแล้ว 1 ชั่วโมง เรารู้สึกเล็กนิดเดียว นั่งใจลอยเล่นๆ 5 นาที แทนที่จะนั่งใจลอยๆ ไป ก็ภาวนาไป หลวงพ่อยังไม่ออกมาก็ภาวนาไป เก็บเล็กเก็บน้อยไป จะช่วยเราภาวนาได้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
แล้วทุกวันทำในรูปแบบ ไปดูเอา เราใช้กรรมฐานอะไร แล้วจิตใจมีความสุข ก็ใช้กรรมฐานอันนั้น อย่างหลวงพ่อใช้อานาปานสติ หายใจแล้วมีความสุข หลวงพ่อเวลาอยากพัก หลวงพ่อก็หายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ใจมีความสุขปุ๊บ ใจสงบทันทีตั้งแต่เป็นโยม ตอนนี้ไม่ต้อง ตอนนี้มันสงบอยู่สบายๆ ทำให้ได้ทุกวันๆ แล้วเราจะเก่งอย่างรวดเร็ว
พอใจเราสงบแล้ว เราจะเกิดสติปัญญาในการแก้ปัญหาชีวิต หรือแก้ปัญหาการงาน เราจะมองอะไรได้ดีขึ้น ไม่ใช่มองไปตามความอยาก อย่างทำธุรกิจก็อยากรวยทุกคน แต่ถ้ามีแต่ความอยาก ไม่มีสมาธิ เดี๋ยวก็ตัดสินใจผิดเพราะมีอคติ มีความอยากซ่อนอยู่ในใจ แต่ถ้าใจเราสงบร่มเย็น เรามองอะไรได้ทะลุ ทะลุปรุโปร่ง อย่างทำธุรกิจเราก็มองได้ หลายคนเคยทำธุรกิจอันหนึ่งตั้งแต่สมัยปู่ ทำมาเรื่อยๆ ก็พยายามจะทำต่อไป ไม่รู้ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยน สังคมเปลี่ยน วิถีชีวิตเปลี่ยน ทำอย่างเดิมไม่ได้แล้ว ถ้าใจเรามีสมาธิจะมองออก ธุรกิจตัวนี้ตายแล้ว อยู่ไม่รอดแล้ว จะต้องมองลู่ทางอันใหม่ จะทำอะไรต่อไป คนที่มีสมาธิจะได้กำไร ได้เปรียบคนที่มีแต่อยาก
เพราะฉะนั้นสมาธิมีประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม ทางธรรมเวลาจิตเรามีสมาธิ จะไม่ฟุ้งซ่าน จะไม่หิว ใจของคนทั่วไปที่ไม่เคยฝึก จะหิวตลอดเวลา หิวอะไร จิตหิวอารมณ์ อารมณ์เป็นอาหารของจิต จิตหิวอารมณ์ เดี๋ยวก็อยากดูรูป เดี๋ยวก็อยากฟังเสียง เดี๋ยวก็อยากดมกลิ่น เดี๋ยวก็อยากลิ้มรส เดี๋ยวก็อยากหาสิ่งสัมผัสทางร่างกาย เดี๋ยวก็อยากหาเรื่องสนุกสนานมาคิด ใจหิวแต่อารมณ์พวกนี้ ใจก็ไม่มีทางพัฒนา ฟุ้งซ่านไปเรื่อยๆ
เรามาฝึกใจเราอยู่ในอารมณ์อันเดียวที่มีความสุข ใจก็ไม่ต้องวิ่งพล่าน เมื่อใจไม่วิ่งพล่าน ใจก็ไม่เหนื่อย ใจไม่เหนื่อย ใจก็มีแรง ใจก็ปลอดโปร่ง ฝึกทำให้ได้ทุกวัน เลือกดู เราถนัดใช้กรรมฐานอะไรเอาอันนั้น นานๆ ก็อาจจะมีพิเศษหน่อย อย่างบางคน วันพระหรือวันหยุดก็ลองฝึกกินข้าวมื้อเดียว อันนี้ไม่จำเป็นทุกคน ดูร่างกาย บางคนก็ลองฝึก พรุ่งนี้ไม่มีงานทำ วันนี้อยู่ภาวนาโต้รุ่ง ถ้าทำได้ ใจจะแข็งแรงมากเลย เข้มแข็ง หัดทีแรกใจจะโอดครวญ ไม่ไหวแล้วๆ พอลองทำจริงๆ มีความสุข ในขณะที่คนอื่นหลับ แล้วเราตื่นอยู่ ใจเราสงบ เป็นฆราวาสเราต้องรู้จัก แต่ไม่ได้ทำทุกวัน อดนอนทุกวัน ไม่ได้ หรืออดข้าวทุกวัน ไม่ได้ ฆราวาสจะไปกินข้าวมื้อเดียวทุกวัน ฆราวาสเดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ
ชีวิตทางโลก หลวงพ่อก็ผ่านมาเยอะ ก่อนจะบวชความสุขทางโลกที่เขาว่าดี เขาว่าวิเศษ หลวงพ่อรู้จักหมด มีอยู่มีกิน มีตำแหน่งหน้าที่ มีชื่อเสียง มีครอบครัวที่ดี ความสุขในโลกหลวงพ่อมีทั้งหมด คุณแม่บอกว่าถ้าอยู่ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ คุณแม่ภาวนาตามหลวงพ่อไม่ทัน คุณแม่ก็เลยบอกอยากบวช อยากบวชก็มาบวช มาบวชมาภาวนาต่อ ตอนเป็นฆราวาสเราก็มีความสุข แต่เราเห็นความสุขที่เหนือกว่าคือการปฏิบัติธรรม ความสุขในโลกก็งั้นๆ มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่เรามาภาวนา มาปฏิบัติธรรม มีความสุขที่ยั่งยืน
ปฏิบัติอยู่ในชีวิตธรรมดา
อย่างแค่เราเอาใจเรามีสมาธิ ใจเราไม่หิวอารมณ์ ใจก็มีความสุขแล้ว ถ้าเราภาวนาจนเราสามารถเข้าใจความจริงของร่างกายจิตใจ สามารถปล่อยวางได้ ยิ่งมีความสุขมหาศาลเลย ฉะนั้นการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องทำแล้วทุกข์ทรมาน แล้วถ้าเราฝึกเราปฏิบัติไป สิ่งที่เราได้คือความสุขที่ยิ่งใหญ่ ความสุขที่ไม่ต้องอาศัยสิ่งอื่น ไม่ต้องอาศัยคนอื่น
อย่างหลวงพ่อตั้งแต่เป็นโยม เวลาต้องการมีความสุข ก็แค่หายใจ หายใจเข้าพุท หายใจของโธ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องไปดูหนัง ต้องไปฟังเพลง ต้องไปกินของอร่อย ต้องไปเจอเพื่อน ต้องไปทำโน้นนี้ ถึงจะมีความสุข ความสุขอย่างนั้นมีเงื่อนไขทั้งหมดเลย ต้องพึ่งคนอื่น วันนี้โทรไปชวนเพื่อนไปเที่ยว อ้าว ไม่ว่าง ไม่เหมือนความสุขจากการปฏิบัติ
ลองทำจนให้เคยชิน เบื้องต้นรักษาศีล 5 ไว้ ช่วยให้เราสงบง่าย แล้วก็สังเกตตัวเอง เราอยู่กับกรรมฐานชนิดไหนแล้วสบายใจ อย่างบางคนเดิน ได้เดินจงกรมแล้วสบายใจ ก็เดิน บางคนรู้สึกร่างกายเคลื่อนไหวทำงาน บางคนตัดหญ้า ตัดหญ้าเห็นร่างกายมันเคลื่อนไหว รู้สึกไปเรื่อย มีความสุข บางคนกวาดบ้านถูบ้าน กวาดไปถูไป ถ้าขี้เกียจก็ไม่มีความสุข แต่ทำไปแล้วบ้านสะอาดน่าอยู่ น่าดูเลย ดูแล้วมีความสุข ทีหลังก็อยากทำอีก กระทั่งกวาดบ้านถูบ้านก็เอามาทำกรรมฐาน ทำได้ เรากวาดบ้านแล้วมีความสุข รดต้นไม้แล้วมีความสุข เรารดต้นไม้
บางคนอาบน้ำให้หมาแล้วมีความสุข เวลาอาบน้ำให้หมา มีความสุข พลิกจิตนิดเดียว อย่ามัวแต่เพลินในความสุขอันนั้น ให้รู้ทันว่ากำลังมีความสุข กลับข้างนิดเดียว เวลาเราเครียดๆ เราก็จับหมามาอาบน้ำ ถ้าเราชอบ อาบแล้วเราสบายใจ สบายใจแล้วก็ภาวนาต่อเลย ดูใจมีความสุขก็รู้เอา ปฏิบัติไปอยู่ในชีวิตธรรมดานี้ล่ะ ถึงเวลาควรทำสมถะ เราก็อยู่ในอารมณ์ที่มีความสุข ใจเราสงบ สุข สบาย เราอ่านความเปลี่ยนแปลงของร่างกายจิตใจไป อย่างบางคนตัดหญ้า มีความสุข ตัดไปแล้วเห็นร่างกายทำงาน ร่างกายที่เคลื่อนไหวไม่ใช่เราแล้ว จิตเดินปัญญาแล้ว แรกๆ ก็อาจจะงงๆ ลองทำดู สักไม่นาน เราจะหลอมรวมการปฏิบัติเข้ากับชีวิตจริงของเราได้ แล้วคราวนี้เราจะไม่พูดคำว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ
หลวงปู่ดูลย์ถึงขนาดบอกว่า ถ้ามีเวลาหายใจก็ยังมีเวลาปฏิบัติ ถ้าพวกเราไม่ได้เคยปฏิบัติ ไม่เข้าใจ แต่หลวงพ่อเข้าใจ มีเวลาหายใจก็มีการปฏิบัติ ตอนที่เราหายใจอยู่ด้วยความรู้สึกตัวอยู่ ก็ปฏิบัติแล้ว ตอนที่เราเห็นร่างกายหายใจ ร่างกายไม่ใช่เรา นี่ขึ้นวิปัสสนา ตรงที่เราเห็นเราหายใจไป ใจเราสงบอยู่กับลมหายใจนี่สมถะ เห็นไหมแค่หายใจมีทั้งหมด เป็นสมถะก็ได้ วิปัสสนาก็ได้
เวลาเครียดๆ แก้เครียด หายใจ หลวงปู่เทสก์เคยสอน เวลาเราทำงานที่เครียดๆ หนักๆ ไปนั่งสมาธิ ไม่ทันไม่มีเวลา ท่านบอกหายใจเข้าไปลึกๆ แล้วกลั้นใจไว้ กลั้นใจไว้แป๊บหนึ่ง แล้วสังเกตให้ดี ตอนที่เรากลั้นใจไว้ ใจสงบ นี่เราสัมผัสความสงบเล็กๆ แค่นี้ เราจะสามารถทำงานต่อไปได้อีก 2 ชั่วโมง
เป็นฆราวาสก็ต้องมีศิลปะ หลวงพ่อตอบพวกนี้ได้ฉะฉาน เพราะเป็นฆราวาสนาน กว่าจะมาบวชอายุ 48 พระผู้ใหญ่บางองค์ท่านเคยบอกเลย คุณได้เปรียบผม ผมบวชตั้งแต่เป็นเณร ไม่รู้จักชีวิตฆราวาสจริง เพราะฉะนั้นเวลาคุณสอนธรรมะ มันถึงใจฆราวาส เพราะเรารู้ว่าฆราวาสมีชีวิตแบบไหน มีปัญหาอย่างไร วันนี้เลยมาบอกธรรมะของฆราวาส สำหรับฆราวาส เอาไปทำแล้วชีวิตจะมีความสุข ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
หลวงพ่อภาวนาอย่างนี้ เป็นฆราวาสทำอย่างนี้มาทุกวันๆ ปีหนึ่งไปส่งการบ้านครูบาอาจารย์ ท่านดีใจ ท่านปลื้มใจว่าเราภาวนา พระมานั่งฟัง พระยังเคยถามหลวงพ่อเลยว่า ทำได้อย่างไร ปีหนึ่งพระทำตั้ง 10 ปี 20 ปี ไม่ได้อย่างนี้ บางวัดหลวงพ่อเข้าไปบ่อย พอเข้าไปในเข้าประตูวัด ในวัดเขาส่งสัญญาณกันแล้ว เฮ้ย คนนี้มาแล้ว แล้วรีบไปรวมกันที่กุฏิครูบาอาจารย์ จะไปฟังเราส่งการบ้าน ฉะนั้นเป็นฆราวาสไม่ใช่ภาวนาไม่ได้ เก็บเล็กเก็บน้อยไป วันนี้เท่านี้
วัดสวนสันติธรรม
30 กรกฎาคม 2569