ทุกวันนี้ก็มีข่าววุ่นวาย เรื่องพระเรื่องอะไร ถ้าเราเป็นชาวพุทธเราจะไม่หวั่นไหว ธรรมะเป็นของแท้ เป็นสัจธรรม ไม่เสื่อมเพราะปากคน ไม่เสื่อมเพราะการกระทำของคน คนที่หวั่นไหวไม่ได้เป็นชาวพุทธที่แท้จริง อย่างไปซื้อเหรียญอะไรมา เอามาปั่นกันแล้วก็ขายกัน หวังอะไร หวังร่ำรวย ถ้านิสัยร้องขอ ขอโชคขอลาภ ขอโน่นขอนี่ ยังไกลจากความเป็นชาวพุทธ
ชาวพุทธเราเชื่อมั่นเรื่องเหตุเรื่องผล คำสอนของพระพุทธเจ้าเต็มไปด้วยคำว่าเหตุกับผล อย่างเรามีตัณหาเป็นเหตุ มีทุกข์เป็นผล มีมรรคเป็นเหตุ มีนิโรธเป็นผล มันเป็นเรื่องเหตุเรื่องผล การร้องขอบนบานศาลกล่าว มีเรื่องดวง เรื่องโชค เรื่องลาภ ฤกษ์ดีฤกษ์ไม่ดี ไม่ใช่พุทธหรอก คนที่หวั่นไหวมากไม่ใช่พุทธหรอก เป็นชาวพุทธเราไม่หวั่นไหว เรารู้ เพราะมีเหตุอย่างนี้ก็จะมีผลอย่างนี้ ฉะนั้นถ้าเราอยากเป็นชาวพุทธที่แท้จริง เป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าที่แท้จริง เราจะเคารพกฎแห่งกรรม
กฎแห่งกรรม เรื่องเหตุเรื่องผล เพราะทำสิ่งนี้ เพราะมีสิ่งนี้สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี กฎอิทัปปัจจยตา อย่างพวกเรามาศึกษามาปฏิบัติธรรม เรามาพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญาขึ้นมา ผลที่ได้ก็เป็นความดับทุกข์ เราพ้นทุกข์เป็นลำดับๆ ไป จนขั้นสุดท้ายถึงความดับสนิทของทุกข์ เราพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา มีปัญญาเป็นเครื่องล้างกิเลสโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือตัวอวิชชา ความไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ 4 ตราบใดที่เรายังไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจ 4 หรือรายละเอียดออกไปก็เป็นปฏิจจสมุปบาท ถ้าเรายังไม่รู้แจ้งแทงตลอด เราก็ยังจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่เลิกหรอก
เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ
ที่เรามาภาวนากันแทบเป็นแทบตายไม่ใช่เพื่อความสุข ความสงบ ความดีอะไรเลย เราปฏิบัติเพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ให้เกิดรู้ถูกให้เกิดเข้าใจถูกเกี่ยวกับความจริงของชีวิตเรา ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเราที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตานี้มีเหตุทั้งสิ้น มีเหตุมันก็เกิดขึ้นมา หมดเหตุมันก็ดับไป ไม่ได้อยู่ในอำนาจบงการหรือควบคุมของผู้ใดทั้งสิ้น ไม่มีเทวดาที่ไหนมากำหนดชีวิตเราว่าตอนนี้ให้ทุกข์ ตอนนี้ให้มีความสุข ตอนนี้ให้จน ตอนนี้ให้รวย ลัทธิร้องขอให้ผู้อื่นช่วยให้เทวดาช่วยอะไรมันเป็นแค่การปลอบใจ ปลอบใจตัวเองสำหรับคนที่อินทรีย์ยังอ่อน ถามว่าเสียหายไหม มันก็ไม่เสียหายอะไรมากหรอก สำหรับคนที่อินทรีย์อ่อน ชีวิตเขามีความทุกข์มาก เขาเชื่อว่าไหว้เทวดาแล้วชีวิตจะดีขึ้น สติ ปัญญา อินทรีย์เขาได้แค่นั้น แค่นั้นก็ยังดี ชีวิตไม่ทุกข์ถึงขนาดเป็นบ้าตาย แต่ถ้ามีโอกาสแสวงหาสิ่งที่สูงกว่าความเชื่อ พวกที่เชื่อ ความเชื่อเป็นของต่ำกว่าความจริง
ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้เราเชื่องมงาย แต่สอนให้เราเรียนรู้ความจริง ถ้าเราเข้าถึงความจริง เราไม่ได้เชื่ออะไรที่งมงาย การเชื่องมงายนั้นเป็นเรื่องของปุถุชนเต็มร้อย คิดว่าถือศีลบำเพ็ญพรตแบบนี้มีข้อวัตรอย่างนี้แล้วชีวิตจะเจริญ ก็งมงายไป ฉะนั้นเราชาวพุทธเชื่อเหตุเชื่อผล เชื่อกฎแห่งกรรม ไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิต เรื่องเทวดากำหนด ไม่ต้องเชื่อว่าใครจะมาช่วยเรา ในชีวิตจริงของเราหาคนที่ช่วยเรายังยากเลย
คนที่คอยช่วยเรามีพ่อมีแม่เรา เป็นพรหมของลูก แต่ถามว่าพ่อแม่ไปกำหนดชีวิตลูกได้ไหม กำหนดไม่ได้ ลูกมันก็มีเหตุของมันก็ไปตามเหตุของ มัน พ่อแม่จะไปกำหนดคือไม่ได้ ขนาดพ่อแม่ว่าเป็นพรหมของบุตรเห็นไหมยังกำหนดอนาคตกำหนดชีวิตลูกไม่ได้เลย แล้วสิ่งที่อยู่ไกลแสนไกล พรหมโลกอยู่ไกล ไม่ใช่ไม่มี มีแต่อยู่ไกลมาก ไม่มีใครเขาช่วยเราหรอก พวกพระพรหมอายุยืนมากเลย ขยับตัวทีหนึ่งก็หมดไปหลายพันปีแล้ว เราจะไปอ้อนวอนให้ช่วย เขาไม่รู้เรื่องหรอก มาช่วยเราไม่ทันหรอก เราต้องช่วยตัวเอง
ถ้าเราอยากทุกข์ เราก็ทำความชั่วไว้ นี่ช่วยตัวเองให้ทุกข์ อยากพ้นทุกข์ เราก็ทำคุณงามความดีไป ความทุกข์มันก็จะน้อยลงๆ ให้ใจเราเป็นบุญๆ ใจเราก็จะค่อยๆ มีความสุข ชีวิตเราก็เริ่มมีความสุข ถ้าใจเราเข้าถึงกุศลที่แท้จริง เราจะพ้นทุกข์ ไม่ใช่แค่มีความสุข แต่จะพ้นทุกข์ ตรงนี้คำสอนของศาสนาพุทธจะเข้าใจยาก คนทั่วไปมุ่งไปที่ความสุข แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราดับทุกข์ คนเลยมองว่าศาสนาพุทธมองโลกแง่ร้าย เอะอะอะไรก็ทุกข์ๆ ท่านไม่ได้มองโลกแง่ร้าย ท่านมองโลกตามความเป็นจริง การเที่ยวแสวงหาความสุขใครๆ มันก็แสวงหาทั้งนั้นล่ะ หมูหมากาไก่มันก็แสวงหา พวกเราตั้งแต่เด็กๆ เราก็อยากมีความสุข แล้วความสุขมันเหมือนสิ่งที่รออยู่ข้างหน้าตลอดเวลา คนอื่นรู้สึกหรือเปล่าไม่รู้ หลวงพ่อไม่รู้ด้วย แต่หลวงพ่อรู้สึกตัวเองมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าชีวิตเราทุกข์ ถ้าเราผ่านจุดนี้ไปแล้วเราจะมีความสุข
อย่างตอนเด็กๆ ไม่ได้อดไม่ได้อยาก ผู้ใหญ่ก็รัก มีผู้ใหญ่แย่งกันรักด้วยซ้ำไป แต่เรารู้สึกว่าเป็นเด็กนี่ไม่สบายเลย พึ่งตัวเองไม่ได้ ถ้าเราเรียนหนังสือจบแล้วเราทำงานช่วยตัวเองได้ เราจะมีความสุข เห็นไหมตอนเด็กๆ เล็กๆ ยังรู้สึกเลยชีวิตไม่สุขแต่ความสุขรออยู่ข้างหน้า พอโตขึ้นมาไปเรียนหนังสือ เรียนหนังสือก็ลำบาก เราก็รู้สึกเรียนอะไรตั้งเยอะตั้งแยะ จะได้เอาไปใช้อะไรหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่มันไม่ตอบโจทย์ ยังไม่ตอบโจทย์ ระหว่างเป็นนักเรียนก็รู้สึกทุกข์อยู่อีก มีภาระ จะสอบได้หรือสอบตกอะไรอย่างนี้ แต่หลวงพ่อไม่สอบตก หลวงพ่อเรียนหนังสือเก่ง สอบไม่ตก แต่เราก็รู้สึกมันเป็นภาระ ถ้าเมื่อไรเราเรียนจบแล้วเราก็คงพ้นทุกข์
พอเรียนจบก็ต้องมาทำงาน ชีวิตก็มีภาระอีก ก็คิดว่า เอ๊ะ วันหนึ่งเกษียณไปแล้วจะมีความสุข นี่ความสุขเป็นของที่รออยู่ข้างหน้าตลอดเวลา แต่ปัจจุบันที่รู้สึกอยู่มันทุกข์ แต่คนอื่นจะรู้สึกเปล่าหลวงพ่อไม่รู้ด้วยหรอก แต่หลวงพ่อตั้งแต่เด็กๆ เรารู้สึกมันทุกข์ แล้วเราก็ยังฝันถึงความสุขในอนาคตไปเรื่อยๆ มันก็หลอกให้เราวิ่งแสวงหาความสุขไปเรื่อยๆ
จนมาเจอหลวงปู่ดูลย์เจอครูบาอาจารย์ มาฝึกกรรมฐาน เราพบว่าความสุขที่เราวิ่งหามันเป็นความโง่ของเราเอง ความสุขอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี่เองแล้วเราไม่เห็น เรามัวฝันถึงความสุขในอนาคตเลยละเลยไม่เห็นความสุขในปัจจุบัน พอภาวนาเป็น หายใจออกก็มีความสุข หายใจเข้าก็มีความสุข ยืนอยู่ เดินอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ ก็มีความสุข เคลื่อนไหวก็มีความสุข หยุดนิ่งก็มีความสุข
อยากพ้นทุกข์ต้องละที่เหตุ
ฝึกเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ สติปัญญาเราก็เข้าใจความเป็นจริงมากขึ้นๆ สิ่งทั้งหลายมันมาจากเหตุทั้งหมดเลย ถ้าเราทำเหตุคือมีความอยาก ใจเราจะเกิดความทุกข์ อย่างตอนเด็กๆ อยากจะพึ่งตัวเองให้ได้ก็ทุกข์แบบเด็กๆ โตขึ้นมาทำมาหากิน อยากมีอยู่มีกินอะไรก็ทุกข์อย่างผู้ใหญ่อีกแล้ว อยากเลี้ยงครอบครัว ความอยากเกิดทีไรความทุกข์เกิดทุกทีเลย พอเราเห็นอย่างนี้ใจเราเริ่มคลายความอยากออก เลยเห็นเลยทุกคราวที่อยากก็มีความทุกข์ พอรู้อย่างนี้ใจมันค่อยๆ คลายอยาก รู้เหตุรู้ผลแล้ว ความอยากเป็นสมุทัย มีความทุกข์เป็น ผล ถ้าอยากพ้นทุกข์ก็ต้องละที่เหตุไม่ใช่ละที่ตัวทุกข์ ไม่ใช่ละที่ตัวผล เราต้องละที่ตัวเหตุ
เหตุของทุกข์คือความอยาก ความอยากเกิดจากอะไร เกิดจากการที่เราไม่รู้ความจริงของชีวิต หรือเกิดจากอวิชชานั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราจะละทุกข์มันก็มี 2 แบบ อันหนึ่ง ละความอยากก็หายทุกข์ชั่วคราว เดี๋ยวอยากใหม่ทุกข์ใหม่ ถ้าละอย่างลึกซึ้ง เราละเหตุของความอยากคือละอวิชชา ละความไม่รู้ ละมิจฉาทิฏฐิ เราละมิจฉาทิฏฐิได้ เรารู้จริงรู้แจ้งในอริยสัจ 4 สมุทัยคือตัณหามันจะไม่เกิดอีก เราละตัณหาละทีเดียวเลยในขณะแห่งอริยมรรค อริยมรรค เวลาเกิดเกิดชั่วขณะจิตเดียวเท่านั้นล่ะ ไม่เกิดยาว พอละแล้วก็ละเลยไม่ต้องละอีกเพราะไม่มีให้ละอีก
การที่เรามาฝึกวิปัสสนากรรมฐาน มาเรียนรู้ความจริงของรูปนามกายใจ ก็เพื่อละความเห็นผิด สิ่งที่เราจะรู้แจ้งขึ้นมา เราจะรู้แจ้งอริยสัจ ฉะนั้นเรามีสติรู้กายอย่างที่กายเป็น มีสติรู้ใจอย่างที่ใจเป็น รู้ไปเรื่อยๆ เราก็จะรู้ร่างกายนี้เกิดขึ้นมา ตั้งอยู่ หรือดับไป ก็ต้องมีเหตุ อย่างลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เป็นเครื่องเลี้ยงร่างกายเราในปัจจุบัน ถ้าลมหายใจระงับไปหมดไป ร่างกายนี้ก็แตกสลายไป จิตใจของเราก็มีเหตุ มีผัสสะมีการกระทบอารมณ์ พอกระทบอารมณ์ กระทบทีไรใจก็กระเทือนกระเพื่อมหวั่นไหว ถ้าเราเศร้า สังเกต เราจะรู้เลยจิตใจเราเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง ใจที่สุขอยู่ชั่วคราวก็ดับ ใจที่ทุกข์อยู่ชั่วคราวก็ดับ ใจที่เป็นกุศลอยู่ชั่วคราวก็ดับ ใจที่เป็นอกุศลอยู่ชั่วคราวก็ดับ ดูให้เห็นจริงๆ ไม่ใช่คิดเอา ถ้าดูจนเห็นความจริงถึงจุดหนึ่งเราจะรู้เลย มีกายก็ทุกข์ มีจิตก็ทุกข์ มีกายก็ทุกข์เพราะกาย มีจิตก็ทุกข์เพราะจิต เพราะอะไร เพราะกายนี้คือตัวทุกข์ เพราะจิตนี้คือตัวทุกข์
การที่เราทำวิปัสสนา เรามีสติรู้กายรู้ใจเนืองๆ รู้อย่างที่มันเป็น แล้วจุดสุดท้ายเราจะเห็นเลยร่างกายนี้คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก จิตนี้ก็คือตัวทุกข์ ไม่ใช่ตัวดีตัววิเศษอะไรหรอก ถ้าเห็นอย่างนี้เรียกว่าเรารู้อริยสัจแล้ว รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง เราจะละสมุทัยได้เด็ดขาด ถ้าเรารู้ความจริงว่าร่างกายนี้คือตัวทุกข์ ทุกข์เพราะความแก่ เพราะความเจ็บ เพราะความตาย เพราะความต้องแตกสลาย แตกไปด้วยความเย็นด้วยความร้อนอะไรต่ออะไร ร่างกายมันเป็นตัวทุกข์ พอเราเห็นจริง ความยึดถือในร่างกายก็หมดไป
ต่อไปร่างกายจะแก่เราจะไม่รู้สึกว่าเราแก่ แต่เรารู้สึกว่าตัวทุกข์มันแก่ ตัวทุกข์มันแปรปรวน ร่างกายมันเจ็บป่วย เราไม่รู้สึกว่าเราเจ็บป่วย เรารู้จริงว่าตัวทุกข์มันเจ็บป่วย มันถูกบีบคั้นให้แตกสลาย ร่างกายจะตาย เราก็รู้สึกเป็นธรรมดา มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ใจมันยอมรับธรรมดา ยอมรับความจริงของร่างกาย เมื่อใจมันรู้ความจริงของกาย มันก็ละตัณหาได้ เพราะตัณหานั้นเกิดจากการไม่รู้ความจริงของร่างกาย ไม่รู้ความจริงของจิตใจ
เราไม่รู้ความจริงของร่างกายว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราอยากให้มันเที่ยง อยากเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล อยากแข็งแรงตลอดกาล อยากมีอายุยืนยาวไม่รู้จักจบจักสิ้น เพราะว่าเรารู้สึกว่ามันเป็นของดีของวิเศษ แต่ถ้าเราทำวิปัสสนาเราเรียนรู้ความจริงของร่างกายจิตใจไปเรื่อยๆ เรารู้ว่าร่างกายไม่ใช่ของดีของวิเศษเลย เป็นที่ตั้งของความทุกข์ มีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ทีนี้บางคนพอเห็นตรงนี้แล้ว แทนที่จะปล่อยวางกายกลับไปเกลียดกาย พวกเกลียดกายจะไปทำสมาธิเข้าอรูปฌาน พวกนี้ไม่มีร่างกายเหลือแต่จิต แต่เสร็จแล้วพอหมดกำลังของฌาน ก็กลับมาเกิดมีขันธ์ 5 มีร่างกายขึ้นมาอีก หนีไม่พ้นจริงหรอก
พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ทุกข์
ไม่ใช่สอนให้เราหนีทุกข์
คนมีปัญญาเห็นร่างกายเป็นทุกข์ ไม่ได้หนี พวกพรหมที่พวกเรานับถือกัน พวกพรหมนี้เขาหนีทุกข์ เขาเห็นร่างกายเป็นทุกข์ เขาก็เข้าอรูปฌาน ร่างกายไม่มี ก็ไม่ทุกข์อะไรอย่างนี้ แต่กำลังของฌานมันเป็นโลกิยะ เกิดแล้วมันก็ดับไป เอาเป็นที่พึ่งที่อาศัยไม่ได้ สุดท้ายก็เสื่อม ก็กลับมามีร่างกายมามีทุกข์ใหม่ ในขณะที่พระพุทธเจ้านั้นท่านสอนให้เรารู้ทุกข์ ไม่ใช่สอนให้เราหนีทุกข์ พวกเราชอบเกลียดความทุกข์ อยากหนีทุกข์ หนีทุกข์คือหนีธรรม หนีทุกข์คือหนีธรรมะ ปฏิเสธธรรมะ ธรรมะคือสัจจะ คือความจริง ความทุกข์เป็นความจริงประจำขันธ์ มีกายก็หนีทุกข์ไม่ได้ มีจิตก็หนีทุกข์ไม่ได้ เราเรียนรู้ทุกข์เราไม่หนีทุกข์ ให้พวกพระพรหมเขาหนีทุกข์ก็หนีไป แต่เราจะเรียนรู้ทุกข์
พอเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง เราจะละสมุทัยคือละตัณหาได้ ละอย่างไร เวลามันแก่เราก็ไม่ได้อยากไม่แก่ เรารู้ว่าความแก่เป็นธรรมดา เวลามันเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็รู้สึกว่าเป็นธรรมดา ไม่ได้อยากให้มันไม่เจ็บ เวลามันจะตาย เราก็รู้สึกว่าเป็นธรรมดา ไม่ได้อยากให้มันไม่ตาย ความอยากทั้งหลายล้วนแต่เรื่องผิดธรรมดาทั้งสิ้นเลย อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย เรื่องไร้เดียงสา มันไม่มีจริง หรือในทางจิตใจอยากมีแต่ความสุข ไม่อยากมีความทุกข์ เป็นเรื่องไร้เดียงสา เวลาเรามีผัสสะมันก็เกิดเวทนาขึ้นมา เกิดสุขบ้างเกิดทุกข์บ้างแล้วแต่วิบากจะให้ผลมา เราเลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตใจเราจะสุขหรือจิตใจเราจะทุกข์ เราเลือกไม่ได้ กระทั่งจิตเราจะเป็นกุศลหรืออกุศลเราก็เลือกไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เราเลือกได้เลย
ถ้าเรารู้ความจริงอย่างนี้ คนทั่วไปเขาไม่รู้ เขาก็จะเลือกเอาแต่ความสุข แต่เรารู้ความจริงว่าเราเลือกไม่ได้ เวทนาจะเกิด จะสุขหรือทุกข์เราก็เลือกไม่ได้ แต่ว่าไม่ว่าสุขหรือทุกข์เกิดก็ล้วนแต่ดับทั้งสิ้น ใจเราก็จะไม่หิวความสุข ไม่มีความอยากนั่นล่ะ ความอยากมันเป็นความหิวของจิต ตัณหาเป็นความหิวโหยของจิต สิ่งที่มันหิวโหยคือสิ่งที่มันไม่มี อย่างเราหิวข้าว เพราะเราไม่มีข้าวจะกิน ถ้าเรากินข้าวอิ่มแล้วเราก็ไม่หิวข้าว ถ้าเราภาวนาเรารู้ความจริง รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง กายนี้คือทุกข์ ใจนี้คือทุกข์ ตัณหาคือความหิว หิวอะไร หิวจะไม่ทุกข์อะไรอย่างนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เราจะพ้นจากความอยาก อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย อยากจะประสบแต่อารมณ์ที่ดีอยากจะไม่พลัดพรากจากสิ่งที่รัก
เราจะเรียนรู้ เราภาวนาเรื่อยๆ เราจะรู้ความอยากเกิดทีไร ความทุกข์เกิดทุกทีเลย โดยเฉพาะความอยากในใจเรานี้เกิดทั้งวัน ใครเคยอยากได้มือถือรุ่นใหม่ไหม มีไหม ยกมือให้ดูสิ เคยไหม ใครอยากมีเมียใหม่อันนี้ไม่ต้องยก ตาย สังเกตไหม ตอนที่เราอยากได้ เราทุกข์ แต่ถ้าเราได้มาแล้วเราไม่เห็นจะต้องอยากเลย ฉะนั้นสิ่งที่เราอยากคือสิ่งที่เราไม่มี เราก็เที่ยวแสวงหาไปเรื่อยๆ หิวๆ ไม่เลิก แสวงหาอารมณ์ที่พอใจไปเรื่อยๆ มีแต่ความอยาก ความอยากมันก็หลอกให้เราวิ่งไปเรื่อยๆ เที่ยวแสวงหาไปตลอดชีวิต หาไม่ได้หรอก สุดท้ายหาไม่เจอ
ถ้าเรามาเรียนรู้ความจริงของร่างกาย เราก็รู้ความจริงของกาย เราก็หมดอยากเกี่ยวกับกาย หมดความอยากจะไม่แก่ หมดความอยากไม่เจ็บ หมดความอยากไม่ตาย ถ้าเราเรียนรู้ความจริงของจิตใจ เราจะเห็นจิตใจเป็นของไม่เที่ยง สุขก็ชั่วคราว ทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลก็ชั่วคราว รู้สึกตัวก็ชั่วคราว หลงไปก็ชั่วคราว อะไรๆ ก็ชั่วคราวหมดเลย กระทั่งการเพ่งก็ชั่วคราว แล้วมันก็ไม่เที่ยง คือมันไม่เที่ยง มันเป็นของชั่วคราว สภาวะทั้งหลายล้วนแต่เป็นทุกข์ คือถูกบีบคั้นให้แตกสลาย อย่างเวลาเรามีความสุขสังเกตไหม สมมุติว่าเราถูกหวย เรามีความสุข เราดีใจ มีความสุข ความสุขจะแรงอยู่ช่วงแล้วก็ค่อยๆ ลดระดับลง มันเฟดไปเรื่อยๆ มันเสื่อมให้เราดู เห็นไหมความสุขก็ไม่ยั่งยืนไม่เที่ยง
พอเราเห็นบ่อยๆ เที่ยวแสวงหาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ได้มาแล้วดีใจ มีความสุข มีความสุขอยู่เดี๋ยวเดียวเอง เหนื่อยแทบตายเลยเพื่อจะได้รับความสุขแป๊บหนึ่งแล้วก็สลายไป ค่อยๆ เฟดไปเรื่อยๆ นี่เราโง่หรือเราฉลาด มันจะรู้สึก พอเราภาวนาเรื่อยๆ เรารู้ที่เราหิว เราหิวอารมณ์ที่มีความสุข ถ้าเป็นนักปฏิบัติเราก็หิวอารมณ์ที่เป็นความดี พอมีความหิวอารมณ์เกิดขึ้น ความดิ้นรนของจิตก็เกิดขึ้น ความดิ้นรนของจิตเกิดขึ้นเมื่อไรความทุกข์ก็เกิดขึ้นเมื่อนั้น ถ้าเรารู้ความจริง เรามีสติรู้จิตใจ จะเห็นสุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง ดีก็ไม่เที่ยง ชั่วก็ไม่เที่ยง ทุกอย่างเกิดแล้วดับทั้งสิ้น ทุกอย่างไม่เป็นไปตามสั่ง ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ถ้าใจยอมรับได้ ใจก็ไม่หิว ไม่หิวความสุข ไม่หิวกระทั่งคุณงามความดี อยากดีก็ทุกข์
ปฏิบัติเพื่อละออก
คราวหนึ่งหลวงพ่อภาวนาที่วัดสาขาของหลวงปู่ดูลย์แห่งหนึ่ง ตอนนั้นหลวงปู่สิ้นไปแล้ว หลวงพ่อเห็นต้นไม้มีร่มเงา เมืองสุรินทร์ร้อน หน้าร้อนร้อน ลมพัดถูกตัวเรานี่ร้อนเหมือนพัดผ่านเตาไฟมาเลย เห็นต้นไม้มีอยู่ต้นหนึ่ง มีแคร่ไม้ อยู่ใต้ถุนใต้ต้นไม้ ในใจเกิดความอยากขึ้นมา วันนี้เราจะนั่งสมาธิเดินจงกรมอยู่ที่ต้นไม้ต้นนี้ทั้งวันเลย อยากปฏิบัติๆ อยากนั่งสมาธิเดินจงกรม นี่อยากดี ครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ท่านสิ้นไปแล้ว ชื่อหลวงพ่อหรุ่น หลวงพ่อหรุ่นตะโกนมาเลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว” เราฟังแล้ว โอ้โห ประทับใจ นี่เรื่องผ่านมาตั้งหลายสิบปีแล้ว ยังจำประโยคนี้ได้เลย “ปราโมทย์ อยากปฏิบัติก็ผิดแล้ว”
เราก็เลยปฏิบัติ ไม่ใช่เอาความอยากนำไป ความอยากนำไปสังเกตให้ดี อยากได้ผล ไม่ได้อยากปฏิบัติหรอก อยากดี อยากสุข อยากสงบ อยากได้มรรคผลนิพพาน ทำไปเพราะอยาก อยากได้ผลๆ ไม่ได้อยากทำเหตุ ถึงบอกพวกเราว่าเราภาวนาอย่าคิดว่าเราจะเอาอะไร ให้ถือว่าเราปฏิบัติเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ไม่เอาอะไร ไม่เอาอะไรเข้าตัวเลย ปฏิบัติเพื่อละออกไป ละตัวตนละความเห็นแก่ตัวทั้งหลายออกไป เราค่อยๆ ภาวนาแล้วเราจะเข้าใจไปตามลำดับ เราจะรู้เลยมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ มีความอยากมีความยึดก็มีความทุกข์ หมดอยากหมดยึดก็หมดทุกข์
เฝ้ารู้เฝ้าดูไป แล้วเราจะหมดอยากหมดยึดได้ เราต้องเห็นความจริงของทุกข์ ต้องเห็นความจริงของธาตุขันธ์ ของกาย ของใจ เราถึงจะละความอยากได้เด็ดขาด ฉะนั้นถ้าละอวิชชาได้ก็เป็นอันละตัณหาได้เด็ดขาด ละตัณหาได้เด็ดขาด จิตก็หมดเจตนาที่จะทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ เขาเรียกว่าหมดมโนสัญเจตนา จิตก็พ้นจากกุศลอกุศลทั้งหลายไม่เอาแล้ว ปล่อยวาง ไม่เอากระทั่งดี ไม่เอากระทั่งสุขความสงบอะไร ไม่ยึดถือ พอเราไม่ยึดถือใจเราก็เบา ใจเราก็เป็นอิสระ ไม่ว่าเรายึดถืออะไร เราก็เสียอิสรภาพ
อย่างเรามีบ้าน เราห่วงบ้าน จะไปไหนมาไหน เราก็ไม่มีอิสระ เราห่วง กังวลไม่อยากไปไหนเลย อยากเฝ้าบ้าน มีทรัพย์สินเงินทองก็กลัวจะหาย ต้องคอยเฝ้าเอาไว้ เครียด เรามีความอยากอะไร เราก็ทุกข์ตลอดเลย เรายึดอะไรเราก็ทุกข์อยู่นั่นล่ะ แต่ถ้าเราเห็นความจริงของชีวิตแล้ว กระทั่งร่างกายจิตใจเราในความเป็นจริงเป็นตัวทุกข์ ของนอกกายเราจะไปวิเศษได้อย่างไร เพราะร่างกายจิตใจเรายังเป็นตัวทุกข์เลย ของอื่นจะเป็นของวิเศษไปถึงไหน ก็ไม่มีหรอก
เพราะฉะนั้นเราภาวนาเพื่อให้เห็นทุกข์ เพื่อให้เห็นความจริง สัจจะความจริงของร่างกายจิตใจเรา เรียนรู้ลงไปทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ในความเป็นจริงแล้วคือก้อนทุกข์ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวมันนั่นล่ะเป็นตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้เราจะละสมุทัยได้เด็ดขาด ไม่มีความอยากเกิดขึ้น เมื่อไม่มีความอยากเกิดขึ้นก็ไม่มีความจงใจ ไม่มีการกระทำกรรม ตัวเจตนานั่นล่ะตัวกรรม ตัวกรรมนั่นล่ะตัวภพ ใจมันจะดิ้น ตัวภพ หมดความไม่รู้ หมดอวิชชา ก็หมดตัณหา หมดภพ หมดทุกข์ ใจจะคลายออกสลัดออกในชั่วขณะจิตเดียว ภาวนาแทบเป็นแทบตาย ในขณะที่อริยมรรคเกิดเกิดชั่วขณะจิตเท่านั้นล่ะ
ใจของนักปฏิบัติต้องสู้
เปรียบเหมือนเราเจอต้นไม้โตๆ ต้นหนึ่ง เรามีขวานเราฟันเช้า ฟันกลางวัน ฟันเย็น ฟันไปเรื่อยๆ ช่วงเวลาที่เราตัดต้นไม้ฟันต้นไม้ใช้เวลานานเป็นวันๆ ช่วงเวลาที่ต้นไม้ล้มชั่วขณะเดียว เวลาที่เราภาวนารู้ทุกข์ รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง ใช้เวลา ใช้เวลานาน แต่ช่วงที่ศีล สมาธิ ปัญญาของเราสมบูรณ์แล้ว อริยมรรคเกิด เกิดชั่วแวบเดียวเท่านั้นเอง เหมือนเราโค่นต้นไม้ ฟันไปเรื่อยๆ แล้วถึงจุดที่ต้นไม้โค่นแป๊บเดียว
ฉะนั้นเราตั้งอกตั้งใจ เราชาวพุทธไม่ร้องขอให้ใครมาช่วยเรา เราจะช่วยตัวเอง หลวงพ่อมีใจที่จะช่วยตัวเองตั้งแต่เด็กๆ เลย ตอนเด็กๆ เรียนหนังสืออยู่โรงเรียนวัด วัดในกรุงเทพฯ ล่ะไม่เอ่ยชื่อดีกว่า เรียนชั้นประถมปลายอยู่โรงเรียนนี้ ตอนกลางวันเข้าไปนั่งในโบสถ์ ตอนนั้นโบสถ์ เก่าๆ พระประธานเป็นปูนสร้างมาตั้งแต่ต้นกรุงฯ ไม่เคยมีบูรณะ เก่า หลวงพ่อเห็นพระพุทธรูป ใจก็นึกเลื่อมใสศรัทธา ตอนเด็กๆ เรารู้สึกเรารัก รู้สึกเรารักพระพุทธเจ้าจังเลย เข้าไปกราบใกล้ๆ ที่หัวเข่า หัวเข่าท่านเปื่อยไปเลย ตอนนั้นเด็กๆ พระพุทธเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว มองออกไปนอกโบสถ์เห็นพระเดินไปเดินมา ใจมันก็รู้นี่คือชาวบ้านแต่เอาจีวรมาใส่ ยังไม่ใช่พระจริง สมมติว่าเป็นพระ นี่ความรู้สึกของเด็ก
พระพุทธเจ้าก็ไม่อยู่แล้ว ธรรมะเป็นอย่างไรเราไม่รู้จักตอนนั้นเด็ก พระสงฆ์ก็ไม่มี ไม่เห็นพระสงฆ์เลย เห็นแต่ชาวบ้านใส่จีวร ตอนแรกใจมันก็นึก เมื่อไม่มีใครสอนเรา เราจะหาด้วยตัวเราเอง ใจมันคิดพึ่งตัวเอง ไม่ได้อ้อนวอนหรือว่าขอให้เทวดามาช่วยบอกธรรมะให้เราหน่อยอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่อ้อนวอนถึงใครเลย พอรู้สึกว่าเราไม่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว เราจะหาเอง เราไม่ยอมแพ้ ใจของนักปฏิบัติต้องอย่างนี้ ต้องสู้ ไม่ใช่ใจขี้อ้อน เอะอะก็มาออดอ้อนอย่างโน้นอย่างนี้ พวกเราถ้าเรียนอยู่กับหลวงพ่อจะรู้จักนิสัยหลวงพ่อ จะมาออดอ้อนอะไรหลวงพ่อ หลวงพ่อไม่สนใจฟัง หลวงพ่อเจ้าคะ หลวงพ่อเจ้าขาอะไร เอาขาไป ไม่ชอบขี้อ้อน ต้องสู้ ชาวพุทธเราต้องเข้มแข็งต้องต่อสู้ ต้องอดทน บางทีสู้ไปก็ท้อใจ แต่ท้อใจก็ไม่เลิก
บางทีภาวนา หลวงพ่อภาวนาตั้งแต่ 7 ขวบ เบื้องต้นเรียนจากท่านพ่อลี เรียนได้แต่อานาปานสติที่เป็นสมถะ ขึ้นวิปัสสนาไม่เป็น ไม่รู้ทางที่จะไปต่อ ใจไม่ยอมแพ้ พยายามอ่านพระไตรปิฎกหาทางจะไปต่อ หาไม่ได้ ธรรมะในพระไตรปิฎกเยอะแยะไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ไม่เคยหยุดเลย ต่อสู้ แล้วระหว่างที่ยังหาทางไปต่อไม่ได้ก็รักษาฐานเดิม ไม่ทิ้งการทำสมาธิ ทำทุกวัน นี่เป็นฐานเดิมของเรา เรายังไปต่อไม่ได้ เราก็ต้องรักษาที่มั่นเราไว้ ไม่ใช่อ่อนแอไปต่อไม่ได้ เลิกดีกว่า อย่างนั้นไม่ได้เรื่องหรอก
จนมาเจอหลวงปู่ หลวงปู่สอนให้ดูจิต หลวงพ่อดูไม่เลิกเลย ดูทุกวันเลย ยกเว้นเวลานอนหลับกับเวลาทำงานที่ต้องคิด นอกนั้นจิตเราสุข จิตเราทุกข์ จิตเราดี จิตเราชั่ว จิตเรารู้สึกตัว จิตเราหลง จิตเรารู้สึกตัว จิตเราเพ่ง ตามรู้ตามเห็นตลอด ไม่เลิก เรียกว่าเราต้องสู้ด้วยความเด็ดเดี่ยว สู้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจะเห็นความจริงของร่างกายจิตใจ เห็นความจริงของกาย เราก็จะไม่ยึดกาย เห็นความจริงของจิต เราก็ไม่ยึดจิต ไม่ยึดทั้งรูปธรรมไม่ยึดทั้งนามธรรม ไม่ยึดสิ่งใดเลย จิตใจเราก็เป็นอิสระ
ถ้าเรายึดสิ่งใดเราก็ไม่อิสระ มีลูก เห็นไหมก็ไม่อิสระ ทำอะไรก็ไม่อิสระ ต้องห่วง ต้องคอยหาข้าวให้มันกินอะไรอย่างนี้ จะไปรับลูกส่งลูก เลี้ยงลูกอะไรอย่างนี้ทั้งวัน ไม่อิสระ มีเมียก็ไม่อิสระ มีสามีก็ไม่อิสระ ล้วนแต่มีพันธะทั้งนั้น อย่าพยักหน้า ไม่ดี ตรงนี้ บอกว่ามีสามีก็ไม่อิสระ บางคน เรารู้ไว้ในใจพอแล้ว เพราะว่าสามีเราก็รู้สึกเหมือนกัน มีเมียก็ไม่อิสระ
มีสติกับมีจิตที่ตั้งมั่น
ปัญญาถึงจะเกิด
ฉะนั้นมีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง แล้ววันหนึ่งเราจะเข้าใจความจริง เข้าใจทุกข์ เข้าใจความจริงของชีวิตจนหมดตัณหา มีอะไร มีสติ สติไปทำอะไร สติทำหน้าที่รู้กายรู้ใจ ไม่ใช่รู้เฉยๆ แต่ต้องรู้ให้เห็นความจริงคือไตรลักษณ์ของกายของใจ เราจะเห็นไตรลักษณ์ของกายของใจได้ มีเงื่อนไขคือจิตต้องทรงสัมมาสมาธิ คือจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง จิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลางคือจิตที่ทรงสัมมาสมาธิอยู่ สัมมาสมาธิเป็นเหตุใกล้ให้เกิดปัญญา ปัญญานี่ล่ะไปเห็นไตรลักษณ์ ฉะนั้นเรามีสติรู้กายรู้ใจ ไม่ใช่มีสติรู้ ดื่มสุราทำให้ขาดสติอะไร มันสติโลกๆ อันนั้น มีสติรู้กายรู้ใจ เราจะรู้กายรู้ใจ ต้องรู้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่รู้เฉยๆ ซื่อบื้อ จะรู้ตามความเป็นจริงได้ จิตต้องตั้งมั่นและเป็นกลาง
ฉะนั้นเรามีอะไร 2 ตัว มีสติ กับมีจิตที่ตั้งมั่นปัญญาถึงจะเกิด เราฝึกจิตให้ตั้งมั่น วิธีที่ง่ายที่สุด รู้ทันจิตที่ไม่ตั้งมั่น ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วจิตหนีไปจากอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน จิตถลำไปเพ่งไปจ้องอารมณ์กรรมฐาน รู้ทัน ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วรู้ทันพฤติกรรมของจิต ชอบหนีไปโน้นหนีไปนี้ รู้ทันมัน แล้วจิตจะตั้งมั่นอัตโนมัติ ส่วนสติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะเนืองๆ ถ้าเริ่มต้นเราอาจจะรู้กาย ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกอะไร ฝึกไปอย่างนี้ หายใจออก รู้สึก หายใจเข้า รู้สึก ฝึกรู้สึกตัว ต่อไปจิตมันจำสภาวะที่รู้สึกตัวได้ มันจำสภาวะที่ไม่รู้สึกตัวได้ ใจมันหลงไป จิตมันจำสภาวะได้ พอใจหลงปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น เห็นสภาวะเนืองๆ
สติปัฏฐานท่านจะสอนให้รู้เนืองๆ รู้กายในกายเนืองๆ รู้เวทนาในเวทนาเนืองๆ รู้จิตในจิตเนืองๆ รู้ธรรมในธรรมเนืองๆ รู้เนืองๆ เพื่อให้จิตจำสภาวะได้ เมื่อจิตจำสภาวะได้แล้ว พอสภาวะนั้นเกิด สติจะเกิดเอง อย่างถ้าเราเคยฝึกเคลื่อนไหวรู้สึก พอเราเผลอตัวแล้วขยับปุ๊บ สติมาเองเลย รู้สึกขึ้นมาเองเลย แล้วทันทีที่สติเกิด สติตัวจริงเกิดอันนี้ เราไม่ได้เจตนาให้เกิด เกิดอัตโนมัติขึ้นมา สัมมาสมาธิจะเกิดเอง อย่างใจเราลอยไป เผลอตัวแล้วเกิดขยับตัวปุ๊บ ขยับแขน เรารู้ว่าเมื่อกี้หลงไปแล้ว จิตจะตั้งมั่น มีสัมมาสมาธิขึ้นมา
สัมมาสมาธิ ทำให้มากเจริญให้มาก จะทำให้สัมมาญาณะเต็มบริบูรณ์ สัมมาญาณะคือการเจริญปัญญานั่นล่ะ จะทำวิปัสสนา ถ้าจิตเราตั้งมั่นถี่ๆ บ่อยๆ แล้วมันทรงตัวขึ้นมา ตั้งมั่นโดยที่เราไม่เจตนา คราวนี้สติระลึกรู้รูปก็จะเห็นไตรลักษณ์ สติรู้นามก็เห็นไตรลักษณ์ แล้วจะเห็นเลยตัวเราไม่มี ร่างกายนี้ไม่ใช่เรา สุข ทุกข์ ดี ชั่ว ไม่ใช่เรา จิตก็ไม่ใช่เรา มีแต่ของที่เกิดแล้วดับไป
ฉะนั้นเราต้องพัฒนาอุปกรณ์ 2 ตัว สติกับสัมมาสมาธิ ถ้าเราพัฒนาคู่นี้ได้แล้วการเจริญปัญญาจะเกิด เมื่อมีปัญญาเราจะรู้ความจริงของรูป นาม กาย ใจ เรียกว่าเรารู้ทุกข์แจ่มแจ้งหรือเรารู้อริยสัจ เราจะละตัณหาได้ ละความอยากได้ เมื่อเราสิ้นตัณหา ความดิ้นรนของจิตคือภพก็จะไม่มี เราก็จะไม่เข้าไปหยิบฉวยจิตขึ้นมา เรียกว่าเราไม่มีชาติ สิ้นภพสิ้นชาติ เราก็จะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป
ค่อยๆ ฝึก ถือศีล 5 ต้องถือ ทั้งพระทั้งโยมต้องถือศีล 5 แล้วพระก็ต้องถือศีลที่ประณีตขึ้นไป แล้วทุกวันต้องทำในรูปแบบ ทำกรรมฐานสักอย่างหนึ่งแล้วคอยรู้ทันจิตตัวเองไว้ เวลาที่เหลืออยู่ในชีวิตจริง เจริญสติในชีวิตประจำวัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์แล้ว เกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายในจิตใจ รู้สึกไป ทำได้อย่างนี้ ไม่นานหรอกก็จะเข้าใจธรรมะ เราจะรู้ธรรมะ
ถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นี้สิ้นไป พระสัทธรรมอันนี้สูญไป แต่สัจธรรมคือความจริงไม่สูญไปไหนหรอก รอวันที่พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปจะมาค้นพบอีก พระพุทธเจ้าไม่ได้สร้างธรรมะขึ้นมา ไม่ได้กำหนดธรรมะขึ้นมา ธรรมะมันมีอยู่แล้ว มันเป็นสัจจะ เป็นความจริง พระพุทธเจ้าแค่มาค้นพบมาสอนพวกเรา พวกเราก็ย่อหย่อนไปเรื่อยๆ ในที่สุดธรรมะก็สูญหายไป ก็ต้องรอไปอีกนานกว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้อีก ใช้เวลาเยอะเลย เพราะฉะนั้นตอนนี้ธรรมะยังไม่สูญ รีบปฏิบัติ
ถือศีล 5 ไว้สำหรับฆราวาส ทุกวันแบ่งเวลาไว้ทำในรูปแบบ เวลาที่เหลือมีสติในชีวิตประจำวัน การมีสติในชีวิตประจำวันคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจกระทบอารมณ์ ไม่ห้ามมัน แต่กระทบแล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจิตใจ มีสติรู้ทันความเปลี่ยนแปลงไป แล้วเราจะเห็นความจริงของร่างกายจิตใจต่อไป
วัดสวนสันติธรรม
13 กันยายน 2569