เห็นใจแอบหนีไปคิดฟุ้งได้เองบ่อยๆ ชอบฟังธรรมขณะทำงานบ้าน ฝึกรู้สึกตัวขณะเคลื่อนไหว และรู้ทันความรู้สึก

เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึกไป ใจมันจะค่อยๆ กลับมาอยู่ที่ตัวเราเอง ใจมันจะตื่นขึ้นมา ภาวะแห่งความตื่น เป็นภาวะที่คนในโลกนี้ไม่มี คนในโลกมีแต่ภาวะที่หลับ ฝัน หลงไปๆ ทั้งวันทั้งคืน เราต้องมาฝึกจนเราได้เป็นพุทโธ พุทโธคือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้รู้ รู้อะไร รู้รูปธรรมนามธรรม รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของรูปธรรมนามธรรม ตื่นจากอะไร ตื่น หลุดออกจากโลกของความคิดความฝัน อยู่ในโลกของความรู้สึกตัว ถ้าจิตเรารู้สภาวะ รู้ความเป็นไตรลักษณ์ของสภาวะ ถ้าจิตเราอยู่กับเนื้อกับตัวขึ้นมา จิตมันจะเบิกบาน เบิกบานเอง

จิตคือละครโรงใหญ่

เราดูละครเวที บางทีมีดารามาเล่นทีหนึ่งตั้ง สิบตัว ละครเต็มเวที ดูจิตมันก็เหมือนกัน ในสภาวะอันหนึ่งๆ มีตัวละครประกอบกันจำนวนมาก เวลาดูละครเวทีถึงจะมีตัวละครเป็นสิบตัว ยิ่งถ้าเล่นโขนมีหลายสิบตัวเลย เราจะดูตัวที่เป็นตัวที่กำลังแสดง เป็นตัวเอกขณะนั้น ไม่ใช่ตัวเอกต้องเป็นพระเอก นางเอก ตัวเอกหมายถึงตัวที่มีบทบาทหลักในขณะนั้น ดูละครเดี๋ยวก็ดูตัวนี้ เดี๋ยวก็ดูตัวนี้ แต่ว่าดูได้ทีละตัว สังเกตให้ดีเราดูทีละตัวเท่านั้น ดูจิตนี้ก็เหมือนกัน ในขณะหนึ่งๆ มีองค์ธรรมจำนวนมากเกิดขึ้นด้วยกัน ไม่ใช่จิตมีดวงเดียวแล้วก็มีอยู่ดวงเดียวเท่านั้น มันมีทั้งเวทนาก็มีอยู่ สังขารก็มี สัญญาก็มี ความจงใจ มนสิการ ความใส่ใจที่จะรู้ก็มี ความเป็นหนึ่ง รู้อารมณ์อันเดียวก็มีเรียก เอกัคคตา ความรับรู้เรียกว่าจิต หรือเรียกว่าวิญญาณ ก็มีอยู่ เราดูจิตใจเราเล่นละคร มันเปลี่ยนตลอดเลย เดี๋ยวตัวนี้เล่นๆ เดี๋ยวตัวอิจฉาเล่น เดี๋ยวตัวโกรธเล่น เดี๋ยวตัวรักเล่น เดี๋ยวตัวโลภเล่น เล่นหมุนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวตัวเศร้าโศกก็เล่น เดี๋ยวตัวมีความสุขก็เล่นขึ้นมา ดูใจของเราเหมือนดูละคร ตัวไหนเด่นดูตัวนั้น ไม่ต้องหา