เรียนรู้ทุกข์จนพ้นทุกข์

เราภาวนาเพื่อให้เห็นทุกข์ เพื่อให้เห็นความจริง สัจจะความจริงของร่างกายจิตใจเรา เรียนรู้ลงไปทั้งรูปธรรมทั้งนามธรรม ในความเป็นจริงแล้วคือก้อนทุกข์ มีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ ตัวมันนั่นล่ะเป็นตัวทุกข์ ถ้าเห็นอย่างนี้เราจะละสมุทัยได้เด็ดขาด ไม่มีความอยากเกิดขึ้น เมื่อไม่มีความอยากเกิดขึ้นก็ไม่มีความจงใจ ไม่มีการกระทำกรรม ตัวเจตนานั่นล่ะตัวกรรม ตัวกรรมนั่นล่ะตัวภพ ใจมันจะดิ้น ตัวภพ หมดความไม่รู้ หมดอวิชชา ก็หมดตัณหา หมดภพ หมดทุกข์ ใจจะคลายออกสลัดออกในชั่วขณะจิตเดียว ภาวนาแทบเป็นแทบตาย ในขณะที่อริยมรรคเกิดเกิดชั่วขณะจิตเท่านั้นล่ะ

สิ่งที่เหนือดวงคือกรรม

สิ่งที่เหนือดวงมีอยู่คือกรรม ดวงวิเศษแค่ไหน สิ่งที่เหนือมันก็คือกรรม ทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป อย่างไรก็ต้องได้รับผล การให้ผลของกรรม มันก็มีให้ในปัจจุบัน ให้ในชาติถัดไป ในชาติต่อๆ ไป กรรมบางอย่างก็เลิกให้ผลแล้ว อย่างอโหสิกรรม กิเลสไม่เข้าใครออกใครหรอก การจะเอาชนะกิเลสไม่ใช่เรื่องง่าย ยาก ยากมาก ไม่ใช่ยากธรรมดา เวลาที่กำลังของสติสมาธิเรายังอ่อน เราต้องอาศัยความศรัทธาเชื่อมั่น ว่าพระพุทธเจ้าคงไม่สอนสิ่งเลวร้ายให้เราหรอก แล้วเราก็ตั้งใจทำตามที่ท่านสอนไป โดยเฉพาะเรื่องศีล ตั้งใจรักษาไว้ให้ดี ไปด่าเขาเพื่อความสะใจก็เสียศีลแล้ว ฉะนั้นเราตั้งใจรักษาศีล 5 ข้อก็พอแล้ว สำหรับฆราวาส สำหรับพระก็ต้องเยอะกว่านั้น ศีลเป็นเครื่องมือข่มใจไม่ให้ยอมแพ้กิเลส สมาธิเป็นเครื่องข่มกิเลส ไม่ให้มีอำนาจเหนือใจ ปัญญาเป็นเครื่องทำลายล้างกิเลส ฉะนั้นในขณะที่เรายังไม่มีสมาธิที่จะข่มกิเลส ยังไม่มีปัญญาที่จะทำลายกิเลส เราต้องรักษาศีลไว้ก่อน เวลาใจเราอยากทำชั่ว เรามีโอกาสทำชั่ว เราต้องข่มใจไม่ทำ

รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์

การปฏิบัติ เบื้องต้นฝึกให้มีสติ เมื่อเรามีสติที่ถูกต้อง สัมมาสมาธิเกิด การเจริญปัญญาเกิด เบื้องปลายของการทำสติปัฏฐาน ก็คือเราจะเกิดปัญญา จะรู้แจ้งเห็นจริง ว่ารูปธรรมนามธรรมทั้งหลายแหล่ ล้วนแต่ตกอยู่ใต้ไตรลักษณ์ทั้งสิ้น เมื่อเราสามารถเห็นความจริงถึงระดับที่รูปธรรมนามธรรมเป็นไตรลักษณ์ ทีแรกจะเห็นแต่ของหยาบ เห็นร่างกายเป็นไตรลักษณ์ เห็นละเอียดขึ้น ก็เห็นเวทนาเป็นไตรลักษณ์ เห็นสังขารเป็นไตรลักษณ์ สุดท้ายมันเห็นจิตก็เป็นไตรลักษณ์

ใจยอมรับความจริงได้ก็ไม่ทุกข์

อยู่กับโลกต้องอดทน แล้วปัญหาทุกอย่างกระทั่งความสุขก็เป็นของชั่วคราว ถ้าใจเรายอมรับได้ เราไม่ทุกข์หรอก ที่เราทุกข์เพราะเรายอมรับไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ อย่างเรายอมรับไม่ได้ว่าเราจะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากคนที่เรารักอะไรอย่างนี้ ยอมรับไม่ได้ใจเราก็ทุกข์ ยอมรับได้เราก็ไม่ทุกข์ รู้สึกมันธรรมดา เมื่อไรเวลาทุกอย่างปรากฏแล้วเรารู้สึกนี่ธรรมดา เราจะไม่กลุ้มใจ พอยอมรับว่าเป็นธรรมดาใจจะไม่อยาก หมดความอยาก ถ้ายอมรับธรรมดาไม่ได้ ใจเราก็อยาก ความอยากหรือตัวตัณหาเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวนำความทุกข์เข้ามาสู่ใจเรา ถ้าใจไม่อยากก็ไม่เดือดร้อนอะไรแล้ว มองทุกอย่างธรรมดา ฉะนั้นที่เราเรียนธรรมะ เราจะไม่ได้เป็นคนเหนือธรรมดาแต่เราจะยอมรับความจริงว่าเราเป็นคนธรรมดา เป็นคนธรรมดาที่จะต้องแก่ จะต้องเจ็บ จะต้องตาย จะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก จะต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก จะต้องมีความไม่สมหวัง เป็นเรื่องธรรมดา

บุญจากการภาวนา

การที่เราไปปิดทอง ไปฝังลูกนิมิตอะไรนี้ อย่างมากที่สุดเราก็ได้ไปเป็นเทวดา คนทั่วไปเขาบอกเป็นเทวดาก็ดี ก็ดีสิ แต่มันมีดียิ่งกว่านั้นอีก ถ้าเราหัดทำสมาธิได้ จิตเราสงบ แล้วไปเป็นพรหมได้ สูงกว่าเทวดา จิตประณีตกว่า ถ้าเราภาวนาได้ดีจริงๆ เลย เราเข้าถึงมรรคผล แค่โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล มรรคผลจะเกิดต่อกันทันที เป็นอกาลิโก ไม่มีช่องว่าง ไม่มีระยะเวลา
การที่เรามาทำบุญ ทำอะไรอย่างนี้ มันทำให้เรามีแรงวิ่ง เราอาจจะวิ่งขึ้นสวรรค์ไปได้ หนีนรกไปได้ แต่ก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเราภาวนาได้เป็นพระโสดาบัน เราจะปิดอบาย เราจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีกแล้ว ต่ำที่สุดก็เป็นมนุษย์ หรือเป็นเทวดา หรือเป็นพรหม เป็นได้เท่านี้ ไม่ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์นรก ไม่เป็น ในขณะที่ทำความดี ทำบุญทำอะไรอย่างนี้ ไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ก็ยังหนีนรกไม่พ้น

รู้สึกตัวเพื่อเห็นความจริงของกายของใจ

จุดสำคัญหัวใจสำคัญของการปฏิบัติเริ่มต้นด้วยต้องรู้สึกตัว ฉะนั้นเราทำกรรมฐานเพื่อให้รู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้แล้วเราเห็นจิตมันหลงไป หรือจิตมันถลำลงไปเพ่ง เห็นหลายๆ ที จิตมันจำการที่ถลำลงไปได้ จำการเพ่งได้ ต่อไปพอถลำไปคิดเรื่องอื่นปุ๊บ สติเกิดเองเลย สติเกิดจากจิตจำสภาวะได้แม่น จิตจำสภาวะได้แม่นเพราะเห็นสภาวะบ่อยๆ สติปัฏฐานถึงบอกให้ทำเนืองๆ ไม่ใช่นานๆ ทำที ให้ทำเนืองๆ ง่ายที่สุดก็รู้สึกกายไปล่ะ เห็นร่างกายมันหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายเคลื่อนไหวก็ได้ เห็นร่างกายยืน เดินนั่งนอนก็ได้ อย่างเราเดินจงกรม ไม่ใช่เดินนับชั่วโมงเฉยๆ อันนั้นงี่เง่า เดินจงกรม เดินรู้สึกตัว ฉะนั้นที่เราปฏิบัติแทบเป็นแทบตาย จุดตั้งต้นนี้เพื่อรู้สึกตัว พอเรารู้สึกตัวได้เราถึงจะเรียนรู้ความจริงของตัวเองได้ ถ้าเราไม่รู้สึกตัว เราก็ลืมกายลืมใจก็เรียนรู้อะไรไม่ได้ ฉะนั้นที่เรารู้สึกตัวเพื่อเราจะได้เห็นความจริงของกายของใจ เราเห็นความจริงของกายของใจได้แล้ว เราจะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือแล้วจิตจะหลุดพ้นของจิตเอง

ชอบตึงที่หน้าผาก อยากดี เวลานั่งรู้สึกไม่สงบ เดินนานไม่ได้ มีภาวะเส้นเลือดขอด ใช้การทำงานบ้านก็ไม่มีความสุข

เดินไม่ได้ก็เคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ อะไร ขยับตัว ไม่ต้องไปแกล้งขยับ เราแต่ละคน เรากระดุกกระดิกอยู่แล้ว ก็กระดุกกระดิกไป รู้สึกไป หลวงพ่อหัดดูจิตใหม่ๆ ขนาดนั่งสมาธิมาแต่เด็ก พอหัดดูจิต โอ๊ย ดูเสียเมื่อยตาเลย ดูผิด เอาตาไปดู ที่แท้มันรู้ด้วยความรู้สึก

ยังไม่เข้าใจการเอาจิตรู้เพ่ง รู้เผลอ ไปเจริญปัญญา

จิตเพ่ง จิตเผลอ มันเจริญปัญญาไม่ได้ มันขวางการเจริญปัญญา แต่ถ้าเรารู้ทัน มันก็จะทำได้ เวลาทำกรรมฐาน ให้มันเด็ดเดี่ยวลงไปกว่านี้ ทำกรรมฐานหลายอย่างเกินไป มันจะฟุ้งซ่าน อย่างครูบาอาจารย์พุทโธ ท่านก็พุทโธจริงๆ พุทโธอยู่อย่างนั้น พุทโธเป็นปีๆ แล้วจิตสงบก็รู้ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ เห็นไหม ไม่ทำอะไรเยอะ ถ้าทำอะไรเยอะๆ มันจับหลักยาก ใจมันไม่มีที่ยึด ไม่มีที่อาศัยเกาะเกี่ยว

ภาวนาพุทโธเวลาเดินจงกรมจิตเหมือนจะชอบเพ่งมาดูกาย รู้สึกเหมือนเจอโมหะ ทำให้ง่วงซึม

เพราะฉะนั้นเคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ จิตมันจะมีกำลังตั้งมั่นขึ้นมา ทันทีที่จิตตั้งมั่น ขันธ์จะแยกทันที เพราะในความเป็นจริงขันธ์มันแยกกันอยู่แล้ว เราต่างหากไปรวบมันเข้ามาไว้ด้วยกัน เราหมายรู้ผิด เราไปรวบเอาขันธ์ 5 เข้ามา ฉะนั้นถ้าจิตเราถูก จิตเราตั้งมั่น ขันธ์มันกระจายตัวทันทีเลย มันก็จะเห็นแต่ละขันธ์ๆ เป็นไตรลักษณ์ ดูขันธ์ไหนได้เอาขันธ์นั้นก่อน อย่างดูกายได้ก็ดูกายไป ทำกายานุปัสสนาไปด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลาง ดูเวทนาได้ก็ดูไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ดูวิญญาณ รู้ไปด้วยจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ค่อยๆ ฝึก อย่าใจร้อน

เห็นการกระทบผัสสะจนเกิดกิเลสต่างๆ ที่เข้ามา กำลังของสมาธิน้อย หลังจากเพิ่มการภาวนาในรูปแบบกำลังของสมาธิเพิ่มมากขึ้นไหม

เวลาตัดกิเลส ศีล สมาธิ ปัญญามันประชุมลงที่จิตด้วยกำลังของสัมมาสมาธิ ขณะนี้จิตมันอยู่ข้างนอกรู้สึกไหม ลองหายใจสิ เอาความรู้สึกไว้ที่ลมหายใจ เห็นลมหายใจไหลเข้ามาในร่างกาย จิตมันยังฟุ้งเยอะ ก่อนภาวนาก็ไหว้พระสวดมนต์แล้วก็เดินจงกรมอะไรไป เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนดู เห็นร่างกายเดิน ใจเป็นคนรู้สึกไปเรื่อยๆ แล้วจิตมันจะมีแรงขึ้นมา การที่เราร่างกายเคลื่อนไหวจิตรู้สึกมันจะทำให้จิตเราไม่หนีเกินกายออกไป

Page 3 of 78
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 … 78