เคยภาวนาพุทโธ เลือกฐานจิตที่อกซ้าย แล้วติดมาเป็นนิสัย คือเมื่อทำในรูปแบบ ความรู้สึกตัวจะมารวมที่นี่

ถ้าจิตเราไหลลงไปอยู่ที่ตรงนี้ เรารู้ทัน จิตเราหนีจากที่นี่ เรารู้ทัน ฉะนั้นจิตจะอยู่ตรงไหนก็ได้ ไม่สำคัญหรอก หลวงพ่อเคยถามหลวงปู่ดูลย์ บอก “หลวงปู่ครับ จิตมันอยู่ที่ไหน” หลวงปู่บอก “จิตไม่มีที่ตั้ง” เกิดตรงไหนก็ดับตรงนั้น เราจะตั้งไว้ที่ไหนก็ได้ แล้วก็พอมันหนีไป เรารู้ มันถลำลงไปเพ่ง เรารู้

เห็นอาการจิตเปลี่ยน เห็นการปรุงทุกข์สุขเป็นมวลกลมๆ ผุดขึ้น เห็นว่าการเห็นสภาวะต่างๆ เห็นจากสัญญา

การเห็นรูปธรรมกับนามธรรมไม่เหมือนกัน รูปธรรมเห็นรูปขณะนี้ นามธรรมเรียกปัจจุบันสันตติ นามธรรมเกิดขึ้นก่อนแล้วสติรู้ โกรธขึ้นก่อน แล้วสติรู้ว่าโกรธ สติไม่เกิดพร้อมกิเลสหรอก

บางวันจิตปีติสุขมาก บางวันรู้สึกทุกขเวทนาทางร่างกายมาก บางคืนสะดุ้งตื่นเห็นร่างกายกำลังจะตาย จิตกลัว แต่ก็ใช้มรณานุสติภาวนาจนหายไป

จิตที่ดีสำหรับการเจริญปัญญาคือจิตธรรมดา คือจิตปกติ ไม่ถูกราคะ โทสะ โมหะชักนำไป อยากดีก็ถูกราคะถูกโลภะนำไปแล้ว รู้ด้วยจิตที่ปกติจริงๆ อยู่ตรงนี้แล้วก็เห็นสภาวะทั้งหลายเกิดแล้วดับๆ อันนี้มันเป็นการเจริญปัญญาในสมาธิ ใช้ได้ ไม่ผิดหรอก แต่เวลารู้แล้วพอจิตมันถลำลงไปรู้ ให้รู้ทัน รู้แล้วไปประคองจิตเอาไว้ ให้รู้ทัน เราต้องรู้ด้วยจิตที่ปกติ

บางครั้งเพ่งจนเครียด จึงฝึกปล่อยวางและดูแบบผ่อนคลาย เห็นทุกอย่างบังคับไม่ได้ มาแล้วก็ไป ถ้าช่วงไหนสมถะไม่ถึง ก็จะตัดไม่ขาด

สมาธิไม่พอจะไม่ตัด เพราะว่าสมาธิเป็นตัวให้เกิดปัญญา ปัญญาไม่เกิดก็ไม่มีการตัด ตัวที่ตัดคือตัวปัญญา แต่ปัญญานั้นมันเกิดได้เพราะสมาธิ แล้วสมาธิมาจากสติ ค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ ทำไป อย่าท้อถอย อย่าห่วงโลกเยอะ ไม่ต้องห่วงคนอื่น ลุยของเราไป ไม่อย่างนั้นจะเหมือนหัวรถจักร ลากหางแถวมายาวๆ ใช้แรงเยอะ เส้นทางนี้ไปคนเดียวสะดวกที่สุด

เดินจงกรมหลังฟังธรรม ระหว่างเดินไม่รู้สึกง่วงหรือหน่วง แบบเวลานั่งสมาธิ แต่สังเกตว่าฟุ้งซ่านถี่กว่ามาก

การเดินจงกรม ก็คือรู้สึกร่างกายที่เดิน รู้สึกๆ รู้สึกตัว เดินจงกรมเน้นที่ความรู้สึกตัว ไม่ได้เน้นที่ระยะทาง ไม่ได้เน้นที่เวลา รู้สึกตัว พอเรารู้สึกได้สัก 3 ชั่วโมง จิตมีแรง จิตมีแรงแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว ก็จะเดินปัญญาได้จริง แล้วจะไม่สงสัยหรอก ว่าหลวงพ่อสอนอะไรอยู่

ในชีวิตประจำวันดูร่างกายเคลื่อนไหว ถ้าจิตตั้งมั่นจะเห็นความสุขโชยมา ถ้าใจลอยปล่อยตัวปล่อยใจจะเห็นความทุกข์โชยมาโดยไม่มีสาเหตุ

ไม่มีอะไรเกิดโดยไม่มีเหตุหรอก เวลาเราไม่มีสติจิตเราเศร้าหมองก็ทุกข์ล่ะ เรามีสติจิตมันรู้มันตื่นมันก็เบิกบาน แต่แรกๆ จะเบิกบาน พอต่อไปนานๆ มันจะเป็นอุเบกขามากกว่าเบิกบาน คนไม่เคยมีสติพอมีสติทีแรก แหม่ มีความสุขผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา พอฝึกไปเรื่อยๆ มันจะเป็นอุเบกขา มันรู้สึกอย่างนั้นๆ ล่ะ ไม่เห็นจะต้องหวือหวามีความสุขอะไรมากมาย มันเรื่องธรรมดา

เห็นว่าจิตมันคิดของมันเอง กายมันหายใจของมันเอง บางครั้งจิตมันจะเป็นนักพากย์ จุดนี้ต้องแก้ไขอะไรไหม

มันจะพากย์ก็ให้มันพากย์ไปเถอะ เราอย่าไปพากย์กับมันก็แล้วกัน อย่าไปหลงคิดตามมันไป แต่จิตมันจะพูด มันจะพากย์อะไรก็เรื่องของมัน รู้สึกตัว รู้สึกตัวไปตามธรรมดา อย่าเกร็งไว้ ถ้าเกร็งมันจะเกิดน้ำหนักขึ้นที่ใจ ถ้ามันมีน้ำหนักขึ้น แสดงว่าไม่ถูกแล้ว ตึงเครียดเกินไป แต่ถ้าลืมตัวเองก็หย่อนไป ตัวนี้มันเกิดจากเราอยากดี เราอยากปฏิบัติ อยากดี เราก็เลยพยายามควบคุมตัวเอง มันก็เลยทื่อๆ ขึ้นมา

รู้สึกพัฒนาขึ้นตามลำดับ จากเห็นจิตคิดเอง​ เริ่มเห็นความคิดเกิด แล้วจิตไปรู้เข้า​ เห็นครั้งแรกตกใจเพราะขัดกับที่เข้าใจมา​ เริ่มศึกษาปริยัติ​เพื่อตรวจสอบตัวเอง​

เวลาภาวนา ลืมตำราไปก่อน ดูจากของจริงนี่ล่ะแล้วค่อยไปเทียบกับตำรา ถ้าระหว่างภาวนาแล้วคิดถึงตำราไปไม่รอดหรอก ความคิดมันจะนำหน้าการรู้ตามความเป็นจริงไป มันจะคาดเดาล่วงหน้า ตำราโยนทิ้งไปก่อนตอนนี้

มีการเคลื่อนไหวเป็นวิหารธรรม แต่ยังไม่ชอบดูความทุกข์ ยังตามใจกิเลสเพื่อหนีความทุกข์ เผลอจมไปในความคิด และความกังวลบ่อยๆ

ความทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่ชั่วคราว แล้วก็ผ่านไป เสมอกับความสุข เท่าเทียมกัน สุขก็เป็นภาระของจิต ทุกข์ก็เป็นภาระของจิต เท่าเทียมกันหรอก ฉะนั้นเราหนีทุกข์ไม่ได้หรอก เพราะกระทั่งสุขก็เป็นภาระ คือเป็นทุกข์

ปฏิบัติในรูปแบบ ได้เห็นสภาวะต่างๆ คิดว่าพอไปได้ เอาตัวรอดได้ แต่ก็ได้เห็นว่าการปฎิบัติในชีวิตจริง แพ้ไม่เป็นท่า สติไม่ทัน

มรรคผลไม่ได้ได้มาเพราะอยาก แต่ได้มาเพราะสิ้นอยาก ที่สิ้นอยากเพราะเห็นความจริงของรูปนามขันธ์ 5 ว่าไม่น่ารัก ไม่น่ายึดถือ มันก็หมดอยาก หมดอยากก็หมดยึด หมดยึดก็หมดทุกข์ แต่ถ้าอยากให้พ้นทุกข์ มีอยาก อย่างไรก็ไม่พ้น ฉะนั้นไม่ต้องไปอยากมัน ผลมันมาเอง ทำเหตุไปเรื่อยๆ แล้วผลมันเกิดเอง อย่าเร่าร้อน

Page 1 of 77
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 … 77