ศีลจำเป็นสำหรับการภาวนา

การปฏิบัติ เราต้องให้ถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา ปัญญาต้องเห็นไตรลักษณ์ เห็นว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไปๆ มีแล้วก็หายไป ไม่มีอะไรคงที่ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ถ้าศีลเราไม่ดี สมาธิเราก็พัง พอศีลไม่ดี ใจจะถูกกิเลสเย้า ยั่วยวน ชักจูงไป จิตก็ฟุ้งซ่าน สมาธิเราก็เสีย ไม่ตั้งมั่น แล้วถ้าเราไม่มีศีล เราไปเจริญปัญญา มันจะเป็นปัญญาแบบคนทุศีล ปัญญาแบบตามใจกิเลสปกป้องกิเลส เข้าข้างกิเลส เพราะฉะนั้นตั้งใจ ศีลไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ทำแล้วมีอานิสงส์มาก เราจะได้ประโยชน์ในปัจจุบันได้ประโยชน์ในอนาคต ได้ประโยชน์อย่างยิ่งคือพระนิพพาน

อ่านจิตของเราให้ออก

พยายามฝึกตัวเอง แล้วอ่านใจตัวเองให้ออก ถ้าเราอ่านใจตัวเองไม่ออก บางทีเราทำชั่วอยู่ เรานึกว่ากำลังทำดีอยู่ อย่างเราเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ เราคิดว่านี่เราทำดีอยู่ แต่เรากำลังโลภอยู่ หรือเราทำบุญใส่บาตร แล้วเราก็มีความต้องการแฝงเร้น อยากโน้นอยากนี้ อันนี้ก็เจือโลภลงไปแล้ว เราไปปล่อยนกปล่อยปลา เราก็อยากอายุยืน ไม่เจ็บไม่ไข้ นี่เจือกิเลสลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นอ่านใจตัวเองให้ชำนิชำนาญ ถ้าอ่านใจตัวเองได้ บุญที่เราทำก็จะสะอาดหมดจด ศีลที่เรารักษาก็จะสะอาดหมดจด สมาธิที่เราทำจะเกิดได้ง่าย จะเกิดง่าย ถ้าเรารู้ทันใจตัวเอง ไม่ได้ทำด้วยความโลภ แต่น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว หรือเราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น เดิมเราพยายามจะประคองให้มันตั้งมั่น ต่อมาเรารู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ นี่ก็โลภแล้ว อยากดี เราก็แค่ทำกรรมฐานของเราไป แล้วเรารู้ทันจิตที่มันไหลไป หลงไป พอเรารู้ว่ามันไหลไปหลงไป มันก็ตั้งมั่นขึ้นมาเอง