อ่านจิตของเราให้ออก

พยายามฝึกตัวเอง แล้วอ่านใจตัวเองให้ออก ถ้าเราอ่านใจตัวเองไม่ออก บางทีเราทำชั่วอยู่ เรานึกว่ากำลังทำดีอยู่ อย่างเราเดินจงกรมหามรุ่งหามค่ำ เราคิดว่านี่เราทำดีอยู่ แต่เรากำลังโลภอยู่ หรือเราทำบุญใส่บาตร แล้วเราก็มีความต้องการแฝงเร้น อยากโน้นอยากนี้ อันนี้ก็เจือโลภลงไปแล้ว เราไปปล่อยนกปล่อยปลา เราก็อยากอายุยืน ไม่เจ็บไม่ไข้ นี่เจือกิเลสลงไปแล้ว เพราะฉะนั้นอ่านใจตัวเองให้ชำนิชำนาญ ถ้าอ่านใจตัวเองได้ บุญที่เราทำก็จะสะอาดหมดจด ศีลที่เรารักษาก็จะสะอาดหมดจด สมาธิที่เราทำจะเกิดได้ง่าย จะเกิดง่าย ถ้าเรารู้ทันใจตัวเอง ไม่ได้ทำด้วยความโลภ แต่น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอย่างต่อเนื่อง สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แป๊บเดียวก็สงบแล้ว หรือเราจะฝึกให้จิตตั้งมั่น เดิมเราพยายามจะประคองให้มันตั้งมั่น ต่อมาเรารู้ว่านี่ก็ไม่ใช่ นี่ก็โลภแล้ว อยากดี เราก็แค่ทำกรรมฐานของเราไป แล้วเรารู้ทันจิตที่มันไหลไป หลงไป พอเรารู้ว่ามันไหลไปหลงไป มันก็ตั้งมั่นขึ้นมาเอง

ศีลและสมาธิเพื่อการเจริญปัญญา

เราเดินตามแผนผังที่พระพุทธเจ้าวางไว้ให้เรา อย่ากระโดดข้ามขั้น ไม่ใช่ไม่มีศีล ก็โดดขึ้นไปทำสมาธิ ไม่มีศีลแล้วไปทำสมาธิได้ไหม ก็ได้ แต่มันก็จะเกเรแบบเทวทัต เทวทัตทำสมาธิได้แต่เทวทัตไม่มีศีล สุดท้ายเทวทัตก็ลงอเวจี เจริญปัญญาโดยไม่มีสมาธิ ก็เป็นไปไม่ได้ แบบเรียนที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเรา มีขั้นมีตอน มีลำดับที่ชัดเจน ก่อนเจริญปัญญานั้นต้องมาฝึกจิตให้ตั้งมั่นก่อน ก่อนที่จะลงมือฝึกจิตนั้น ต้องตั้งใจรักษาศีล 5 ให้ได้ก่อน ให้เด็ดเดี่ยวลงไป ถ้าเรารักษาศีลของเราไว้ได้ดี เราจะไม่ทำชั่วทางกาย ทางวาจา เราจะเหลือความชั่วทางใจ ซึ่งอันนี้ล่ะเราจะล้างมันด้วยสมาธิและปัญญา ศีลเป็นเครื่องขัดเกลากายวาจาเราให้สะอาดหมดจด ไม่ทำผิดทางกาย ทางวาจา สมาธิและปัญญาเป็นเครื่องขัดเกลาจิตใจให้สะอาดหมดจด