จิตไม่ค่อยเป็นกลางกับสภาวะที่เกิดขึ้น ชอบมีอาการแทรกแซง ใช้จิตเดินปัญญานำสมาธิ แต่จิตชอบฟุ้งซ่าน

ทำสมถะแล้วจิตไม่สงบ อย่าไปอยากให้มันสงบ ทำกรรมฐานไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แต่ทำมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันสงบเอง จิตมันยังฟุ้งอยู่ มันเดินปัญญาไม่ได้ดีเท่าไรหรอก ฉะนั้นเพิ่มความสงบของจิต ทำกรรมฐานไป แต่เวลาทำ ตั้งใจไว้แค่ว่าเราจะทำกรรมฐาน สงบหรือไม่สงบ ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง สงบ ไม่สงบ เป็นผลของการกระทำ ช่างมัน ทำเหตุ แล้วผลมันเป็นเอง

ภาระทางโลกมาก เลี้ยงลูกเล็กวัยกำลังซน 2 คน บวกทำงานรับราชการ แต่ก็พยายามจัดสรรเวลาทำในรูปแบบ

เราอยู่กับโลก เรามีหน้าที่ต่อโลก เลี้ยงลูกแล้วเรา เฮ้อ เมื่อไรจะเลิก เมื่อไรจะว่างสักที รีบๆ เลี้ยง ให้มันรีบนอนๆ ไป เราจะได้มาภาวนา อันนี้เข้าใจผิดแล้ว ฉะนั้นเลี้ยงลูกก็ภาวนาได้ ลูก วันนี้ป้อนข้าว แหม มันกินดี เราดีใจรู้ว่าดีใจ วันนี้มันไม่ยอมกินเสียที แล้ววันนี้มันไม่ยอมนอนสักที มันจะเล่นอย่างเดียว ชักโมโห รู้ นี้คือการปฏิบัติทั้งหมดเลย รวมการปฏิบัติเข้ามาในชีวิตเราจริงๆ แล้วมันทำได้เยอะ มันไม่ใช่ว่าต้องรอให้ลูกหลับแล้วถึงจะภาวนาหรอก

ต้องทำเนื้อหาคอนเทนต์และใช้โซเชียลมีเดียเพราะเป็นอาชีพ กิเลสมักเกิดจากอัตตาตัวตนสูง เมตตาน้อย

วิปัสสนามันไม่ได้เกิดตลอดเวลาหรอก เกิดสลับกับสมถะ บางครั้งจิตมันก็รู้สึกอยู่เฉยๆ บางครั้งมันก็มองไตรลักษณ์ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวิปัสสนา 24 ชั่วโมง ไม่มีหรอก ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ ดีแล้วตั้งใจไว้อย่างเดียวเราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ตั้งสัจจะกับตัวเองไว้ข้อนี้ เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ฉะนั้นเวลาทำอะไรในโซเชียลในอะไร มันจะไม่ทำร้ายคนอื่นด้วยวาจาด้วยการคีย์ ตัวนี้ฝึกแล้วเราจะเจริญ รับรอง นี่แสตมป์ให้เลย

มีปัญหาสุขภาพไม่สามารถเดินจงกรมได้นาน เลยเปลี่ยนมานั่งขยับมือ แต่รู้สึกตัวได้ไม่ดีเท่าเดิน สติยังอ่อนมาก

เดินเท่าที่เดินได้ ไม่ใช่เดินจนพิกลพิการ เดินได้มันดี สมาธิที่เกิดจากการเดินจะแข็งแรงกว่าสมาธิที่เกิดจากนั่ง แต่ถ้าเราเดินไม่ได้จริงๆ จุดสำคัญคือความรู้สึกตัว อย่างถ้าเราขยับมือ บอกว่าเราเคลื่อนไหวร่างกายเราขยับมือ ส่วนใหญ่ก็ขยับผิด ส่วนใหญ่ก็ไปคิดว่าจะขยับท่าไหนหรือไปเพ่งมือ จุดสำคัญให้เรามีสติรู้เท่าทันจิตตัวเองไป ร่างกายเราเคลื่อนไหวรู้สึก จิตใจเราเคลื่อนไหวรู้สึก จิตเราเผลอไปจากร่างกายรู้สึก จุดสำคัญอยู่ที่ความรู้สึกตัว จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่กระบวนท่า

เห็นสภาวะตัวตนเกิดดับชัดเจน ในชีวิตประจำวันที่เจอผัสสะแรงๆ เห็นความทุกข์เกิดเพราะมีตัวตน และปล่อยตัวตนความทุกข์ก็ดับ

เราจะปล่อยตัวตน มันมี 2 อัน อันหนึ่งปล่อยด้วยสติ มีสติรู้ว่าตอนนี้จิตมันเป็นตัวตน เรารู้แล้วไม่ยุ่งกับมัน มันก็จะเห็นความไม่เที่ยง มันก็ดับได้ แต่มันอยู่ได้ชั่วคราวเท่านั้น ถ้าอยากดับถาวร ก็มาทำวิปัสสนา มารู้สึกกายรู้สึกใจ เห็นความเป็นไตรลักษณ์ของมัน เห็นแล้วเห็นอีกไปเรื่อยๆ 7 วัน 7 เดือน 7 ปีอะไรก็เห็นไปเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่ง มันจะตัดความเป็นตัวตนได้จริงๆ

ชอบเปลี่ยนคำบริกรรม และบทสวดมนต์ตามที่จิตชอบ จิตไม่ค่อยตั้งมั่น ขี้โมโห ฟุ้งซ่าน หลงนาน ขอกรรมฐานและคำบริกรรมเฉพาะตัวที่เหมาะกับจริต

บริกรรมเกี่ยวกับเมตตาไว้ บทของครูบาอาจารย์เกี่ยวกับเมตตามีเยอะแยะ ถ้าชอบยาวๆ ของหลวงปู่ขาว เป็นบทเมตตาที่ทั้งสงบ ทั้งเย็น “พุทธะเมตตัง จิตตัง มะมะ พุทธะพุทธา นุภาเวนะ ธัมมะเมตตัง จิตตัง มะมะ ธัมมะธัมมา นุภาเวนะ สังฆะเมตตัง จิตตัง มะมะ สังฆะสังฆา นุภาเวนะ”

ดูกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง ครั้งหนึ่งนั่งสมาธิเห็นจิตหลงคิด แล้วได้ยินข้างในพูดว่ามันเป็นเอง

จิตมันเทศน์ให้ฟังได้ มันสอนธรรมะเราได้ จิตกับธรรมมันเป็นอันเดียวกันนั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอนบอกว่า “ธรรมะ 84,000 พระธรรมขันธ์ มาจากจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า” ฉะนั้นถ้าจิตเรามีคุณภาพพอ มันถ่ายทอดธรรมะมาสอนตัวเองได้ แต่ที่พวกเราส่วนใหญ่เจอ มันไม่ใช่จิตถ่ายทอดธรรมะ มันเกิดนิมิต มันเป็นนิมิตสอนอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีบอกว่านี่บรรลุโน้นบรรลุนี้ มันเพี้ยน อันนั้นหลงนิมิต ไม่ใช่จิตเกิดปัญญา

รักษาศีล รูปแบบใช้พุทโธเป็นวิหารธรรมสลับดูกาย ชีวิตประจำวันยังรู้สึกตัวได้น้อย เพราะต้องใช้ความคิดในงานบริหาร

เราเป็นผู้บริหาร เรามีหน้าที่คิด ต้องมองไกล ต้องอะไรอย่างนี้ ประเมินทุกสิ่งทุกอย่าง ประเมินทรัพยากร ประเมินปัญหา มันจำเป็น อยู่กับโลกมันก็ต้องอย่างนั้น แต่ว่าเรื่องไหนคิดไม่ออก แขวนไว้ก่อน แล้วภาวนาของเราไป พอจิตเรารวมสงบลงมา พอจิตถอนขึ้นมา พอจิตมันไปคิดเรื่องนั้น มันรู้ทางออกเอง ง่ายๆ เลย

เดินจงกรมเป็นหลัก มีสภาวะเหมือนจิตเปิดออก คล้ายๆ ดอกไม้ที่ตูมแล้วบานออก จิตเบิกบานอยู่แป๊ปหนึ่งแล้วก็หมดแรง ยังมีความรู้สึกเป็นเรา

การภาวนาพอมันเจริญได้ มันก็เสื่อมได้ อย่างวันนี้เราเห็นสภาวะถี่ยิบเลย อีกวันดูอะไรไม่รู้เรื่องเลย วันหนึ่งภาวนารู้สึกมรรคผลอยู่ใกล้ๆ อีกวันหนึ่งเขาภาวนากันอย่างไร ทำไม่เป็นเลย มันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องตกใจ เพราะปัญญา สมาธิ สติ สมาธิ ปัญญาของเรา ยังเป็นโลกียะ เจริญแล้วเสื่อมอยู่ แต่หน้าที่ของเราคือปฏิบัติไปให้สม่ำเสมอ

ปรามาสครูบาอาจารย์ เกิดกามราคะที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็น เห็นปรุงเป็นคนดี เริ่มห่างจากโลก แต่ดูร่างกาย ยังเห็นร่างกายมีเรา น้ำตาไหลเมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย

รู้สึกลงในกายไปเรื่อยๆ ไม่เสียหายอะไร การคิดพิจารณาเป็นการกระตุ้น เป็นการฝึกให้หมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย เพราะฉะนั้นตัวการคิดพิจารณายังไม่ได้เป็นวิปัสสนา มันกระตุ้นสัญญา ฝึกสัญญาให้หมายรู้ ทำแล้วดีไหม ดี ทำไม่เป็นไร

Page 2 of 20
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 20