ลองดูเวทนา เห็นความเจ็บแต่ยังไม่สามารถแยกกายกับความเจ็บปวดออกจากกันชัดเจน เข้าใจว่าสมาธิไม่พอ

หลวงพ่อบอกให้ฝึกมีสติเป็นอัตโนมัติเมื่อ 3 ปีที่แล้ว โยมคิดว่าโยมทำได้ดีขึ้น ทุกวันพยายามรักษาศีล 5 และทำในรูปแบบทั้งนั่งทั้งเดิน เห็นมานะอัตตาของตัวเองได้บ่อยและชัดขึ้น ได้เห็นโทสะก่อตัวพองขึ้นและแฟบหายไป บางครั้งเวลาอยากกลืนน้ำลายจะไปดูใจที่มันอยากก่อน เห็นว่ามันดิ้นแล้วค่อยกลืน ล่าสุดลองดูเวทนาจากอาการเจ็บข้อมือ เห็นความเจ็บทั้งฉาบและแทรกอยู่ในข้อมือแต่ยังไม่สามารถแยกกายกับความเจ็บปวดออกจากกันชัดเจน มันยังรวมกันอยู่ แต่ดูได้ไม่นานก็เลิกเพราะเจ็บมาก ใจมันไม่เอา เข้าใจว่าสมาธิยังไม่พอ ขอหลวงพ่อเมตตาชี้แนะการปฏิบัติเพื่อความเจริญในธรรมต่อไปด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

การดูกายเวทนาจะทำได้ดีถ้าสมาธิเรามากพอ กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา พระพุทธเจ้าถึงบอกว่ามันเหมาะกับสมถยานิก เหมาะกับคนเล่นฌาน แต่เราดูไปก็ได้ ทนๆ เอา ดูอย่างที่ดูนั่นล่ะ ตอนนี้ยังทนไม่ได้ ต่อไปการที่เราฝึกของเราเรื่อย ดูของเราเรื่อยๆ สมาธิมันก็เพิ่ม เรียกว่าใช้ปัญญานำสมาธิไป สมาธิมันเพิ่ม ต่อไปมันก็ทนได้ การดูเวทนาจำได้ไหมหลวงพ่อชอบสอนเราว่าเวทนาทางกายดูยาก สมาธิไม่พอ สติแตกเอาง่ายๆ เลย ดูเวทนาทางใจไปก่อน ใจเราเดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวเฉยๆ ดูตรงนี้ให้ชำนิชำนาญ

พอเราดูชำนิชำนาญ สติเราก็แข็งแรงขึ้น สมาธิเราก็แข็งแรงขึ้นอะไรอย่างนี้ ปัญญามันก็แข็งแรงขึ้น ต่อไปจะไปดูกาย ดูเวทนา มันก็พอดูได้หรอก เพราะสมาธิมันดีขึ้นแล้ว ทำในจุดที่เรายังทำได้ ตรงไหนที่เกินกำลัง ยังไม่ต้องไปสู้ตรงนั้น มันเหมือนเราจะชกมวย เราจะไปชกกับพวกกระจอกๆ ก่อน ขืนเราไปชกกับแชมป์โลกก่อน เราก็ฝ่อตายเลย ไม่มีทางสู้ ค่อยๆ หัดชกจากของที่ทำได้ ดูของที่ทำได้ อย่างเวทนาทางใจดูง่าย ดูไปๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ เรื่อยๆ แล้วต่อไปมันก็เห็นกายกับใจมันก็คนละอันกัน แล้วต่อไปมันก็เห็นกาย เวทนากับใจมันก็คนละอันกัน ตรงที่เราเห็นกายมันเจ็บมากๆ แล้วเราทนไม่ไหวนี่ ไปดูให้ดี ไม่ใช่เราทนไม่ไหว มันเกิดสังขาร เกิดความปรุงแต่งของจิต ความดิ้นรนทุรนทุราย ความวิตกกังวล ความเดือดร้อนรำคาญอะไรของจิตขึ้นมา เราไม่ได้เห็นตรงนี้ ถ้าเราเห็นตรงนี้ ตัวนี้ดับ เราก็จะดูกายกับเวทนาได้สบายๆ จะเห็นจิตที่ทุรนทุราย จิตไม่ได้เคยทุรนทุราย แต่ความทุรนทุรายมันแทรกเข้ามาในจิต มันเป็นอีกขันธ์หนึ่ง คือสังขารขันธ์

ฉะนั้นถ้าเราแยกได้ 5 ขันธ์แยกได้แล้ว การภาวนาก็ง่ายแล้ว ดูกายแล้วก็เห็นแยกจากเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ดูเวทนาก็เห็นแยกออกจากกาย สัญญา สังขาร วิญญาณอะไรอย่างนี้ ดูจิตดูใจก็เห็นแยกออกจากรูป เวทนา สัญญา สังขารอะไรอย่างนี้ มันค่อยๆ ฝึกจนมันชำนิชำนาญ มันก็แยกได้หมด ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ แต่ถ้าโทสะแทรกก็ให้รู้เอา มีโทสะไม่พอใจ มันแทรกขึ้นมา เราก็รู้ กิเลสอะไรแทรกขึ้นมา เราก็รู้เอา ดีที่ฝึกอยู่

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
25 กรกฎาคม 2564

มีปัญหาชีวิตที่ส่งผลกับสุขภาพ การปฏิบัติช่วงนี้มีโทสะกิเลสครอบงำจิตบ่อยครั้งมาก

คำถาม:

โยมทำอานาปานสติเป็นหลัก ยึดศีล 5 ในการดำรงชีวิตประจำวัน ทำตามรูปแบบเกือบทุกวัน เน้นดูจิตเป็นหลักสลับกับดูกายในระหว่างวัน 2 เดือนที่ผ่านมา มีความย่อหย่อน เหตุจากตะลุมบอนกับปัญหาชีวิตที่ส่งผลสุขภาพ ภาพรวมการปฏิบัติช่วงนี้ มีโทสะกิเลสครอบงำจิตบ่อยครั้งมาก ขาดสติ เห็นหลงคิดบ่อย และควบคุมไม่ได้ มีสติน้อยลง ขอคำแนะนำจากหลวงพ่อเพื่อให้มีสติได้ทันท่วงที และมีสมาธิที่ถูกต้องด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

ที่หลวงพ่อพูดวันนี้ก็คือเรื่องพวกนี้ล่ะ พวกเราตอนนี้มันเต็มไปด้วยโทสะ เป็นทุกคนเลย เกือบทุกคนเลย ฉะนั้นเราบริโภคข่าวเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าจำเป็นเพื่อจะต้องทำมาหากินอะไรก็จำเป็นต้องบริโภค แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับการทำมาหากินอะไร บริโภคข่าวให้น้อยๆ เอาข่าวที่เป็นทางการจริงๆ เป็นวิชาการจริงๆ จากคนที่เกี่ยวข้องจริงๆ บริโภคข่าวมากไปจิตใจวุ่นวาย โทสะขึ้นแน่นอน อันนี้ไม่มีทางแก้หรอก ฉะนั้นพยายามรักษาตัว นี่เป็นช่วงความยากลำบากของทุกคน ไม่เฉพาะเรา ตอนนี้ใครๆ ก็ยากลำบากด้วยกัน ฉะนั้นเราอย่างน้อย เราไม่ไปเพิ่มความวุ่นวายให้คนอื่น ด้วยการออกความเห็นอย่างโน้นอย่างนี้

แล้วเราก็พยายามฝึกจิตใจตัวเองไว้ เจริญเมตตาให้มากไว้นะช่วงนี้ เป็นกรรมฐานที่เหมาะกับสถานการณ์ คือการเจริญเมตตา นึกในใจไปเรื่อย “สัตว์ทั้งหลาย จงเป็นสุขๆ เถิด” นึกไปเรื่อยๆ บริกรรมไป พอใจเราสงบ ใจเราร่มเย็น ใจเราไม่ถูกเร้าด้วยข้อมูลไม่ดี ใจมันก็จะสงบลงมา เราก็จะสามารถดูกายดูใจได้ คราวนี้ถ้าเราฝึกของเราดีแล้ว เราจะอยู่ได้ในทุกๆ สถานการณ์ สมมติว่าคนในบ้านเราติดโควิดหมดเลย หรือเราติดโควิดเอง นอนอยู่โรงพยาบาลสนาม หรือนอนอยู่ที่ไหนก็ตาม เราก็เจริญสติของเราได้ ร่างกายอาจจะทุกข์ แต่ใจมันจะไม่ทุกข์ เราสามารถทำได้ อยู่ที่เราฝึกเอา ฉะนั้นช่วงนี้เจริญเมตตาให้เยอะๆ ไว้ ถ้าใจเราไม่มีสมาธิพอ มันภาวนาไม่ได้จริง ช่วงนี้ต้องอดทน

มองอีกแง่หนึ่งก็น่าจะภูมิใจ สถานการณ์อย่างที่เราเจอตอนนี้ 100 ปีมีครั้งหนึ่ง เราได้เจอแล้วเท่ชะมัดเลย เมื่อปี พ.ศ.2462 มีไข้หวัดสเปนระบาด คนก็ตายทั่วโลกเลยเยอะแยะหลายสิบล้าน ตายกันเยอะแยะ ในเมืองไทยมีพลเมืองไม่มาก มีไม่ถึง 7 ล้านคน ตายไป 8 หมื่นคน ติดโรคไป 2.8 ล้านคน ตายไป 8 หมื่นคน ฉะนั้นสถานการณ์อย่างนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ของโลก มันมีอยู่เรื่อยๆ เราได้พบได้เห็น เรามีสติมีปัญญาตั้งมั่นอยู่ มันเห็นโลกนี้ทุกข์ โลกนี้ไม่เห็นดีตรงไหนเลย

ถ้าภาวนา อย่างหลวงพ่อมองไป ในชีวิตเราที่ผ่านมาตรงไหนที่เรียกว่าสุข หาไม่ได้ ตรงไหนที่เรียกว่ามีความสุข เรารู้สึกไหมชีวิตเรามีปัญหาอยู่ทุกวัน เปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเรื่องโน้น เดี๋ยวเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องของเราก็เรื่องของญาติพี่น้อง ครอบครัวเราอะไรอย่างนี้ ไม่เรื่องสุขภาพ ก็เรื่องหน้าที่การงาน เรื่องการทำมาหากิน หรือเรื่องความวุ่นวาย บางยุคก็อันธพาลเต็มบ้านเต็มเมืองเลย บางยุคก็เฟคนิวส์เต็มบ้านเต็มเมืองอะไรอย่างนี้ อย่างตอนนี้เต็มไปหมด

ฉะนั้นจริงๆ โลกนี้ไม่เคยสงบสุขเลย ถ้าเราตั้งหลักได้ เราจะเห็นโลกนี้ไม่น่ารักหรอก โลกนี้ไม่น่าปรารถนา ไม่มีหรอกโลกที่สงบสันติ สงบสันติหรือเปล่าอยู่ที่ใจเรา ใจคนอื่นเขาไม่ได้ฝึก เขาก็เร่าร้อน เขาก็วุ่นวาย เขาก็ก่อปัญหา เราจะให้ทุกคนไม่ก่อปัญหา เป็นความไร้เดียงสาอย่างยิ่งเลย มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ต้องอยู่กับโลกไปอย่างนี้ เราก็จะเห็นความจริงว่าโลกนี้มีแต่ความทุกข์ โลกนี้มีแต่ความวุ่นวาย โลกมีแต่ความไม่สงบ เราเห็นอย่างนี้เราก็อยู่กับมันไป มันวุ่นวายเราไม่วุ่นวาย มันทุกข์เราไม่ทุกข์ ฝึกไปเรื่อยๆ มันชั่วร้ายเต็มบ้านเต็มเมือง ห้ามมันไม่ได้หรอก

พยายามฝึกตัวเองเข้า เราจะอยู่กับโลกอย่างรู้เท่าทันมัน ไม่ทุกข์ไปกับมัน ฝึกเสีย ตั้งใจ เป็นเวลาที่ดีในเวลานี้ เวลาที่ทุกข์เป็นเวลาที่ดีสำหรับการปฏิบัติ เวลาที่มีแต่ความสุขมันเป็นเวลาที่เผลอเพลินง่าย เป็นเวลาที่ทำให้เราประมาท อย่างขณะนี้เราจะต้องเจริญสติมากเลย จะหยิบจะจับอะไรต้องมีสติตลอด จะมาจับหน้าตัวเองก็ต้องมีสติ ทำอะไรก็ต้องมีสติ โควิดนี้มีคุณประโยชน์มาก ทำให้เราต้องฝึกสติอย่างเข้มงวด ลองมองมันในแง่น่ารักบ้าง มันไม่ได้เลวตลอดหรอก.

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

จิตมีโทสะเกิดถี่จนผิดสังเกต ช่วงที่นั่งสมาธิเห็นจิตส่ายไปมา ไปแอบคิด

คำถาม:

ช่วงนี้จิตมีโทสะเกิดถี่จนผิดสังเกตครับ ทำให้ต้องนั่งสมาธิเพื่อให้จิตมีกำลังมากพอ ที่จะเห็นจิตที่มีโทสะในระหว่างวัน ในช่วงหลังๆ เห็นอาการของจิตในช่วงที่นั่งสมาธิอยู่บ้างครับ คือจะเห็นจิตส่ายไปรับรู้ ส่วนต่างๆ ของร่างกายบ้าง ไปแอบคิดบ้าง โดยอาการที่จิตไปแอบคิดนี้ ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นภาพขึ้นแวบหนึ่ง แล้วจึงแปลออกมาเป็นข้อความ หรือบางทีเห็นเป็นภาพแล้วหายไป จะวนไปอย่างนี้ตลอดช่วงของการนั่งสมาธิเลยครับ ต่างจากเมื่อก่อนที่พอนั่งสงบแล้ว จิตจะอยู่นิ่งๆ ไม่มีอาการอะไรให้เห็น ขอหลวงพ่อชี้แนะแนวทางต่อไปด้วยครับ

หลวงพ่อ:

อันแรกสุดเลยก็คือตอนนี้สมาธิไม่พอ เจริญเมตตาให้เยอะไว้ ส่วนการที่เราเห็นสภาวะของจิตใจ เห็นถูก ถ้าสมาธิพอจะดีมากๆ เลย อย่างการคิดมันคิดผ่านสัญลักษณ์ทั้งสิ้น การคิดของคน ของเทวดาก็เหมือนกัน มันจะคิดผ่านสัญลักษณ์ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการคิด เช่นคำพูด ในนี้มันพูดขึ้นมา บางทีก็เห็นเป็นภาพ สัญลักษณ์ภาพ บางทีเป็นเสียง เป็นเสียงขึ้นมา บางทีขึ้นมาเป็นตัวหนังสือ เห็นภาพตัวหนังสือ อย่างพุทโธๆ เห็นตัวหนังสือ คือการคิดของเรามันอาศัยสัญลักษณ์คิด อันนั้นเรื่องถูกต้องแล้ว ปกติ เราสังเกตไป จิตมันคิดเรารู้ทัน มันยินดี มันยินร้าย เรารู้ทัน ตรงนั้นเราเห็นกระบวนการคิด เห็นถูกแล้ว

สังเกตไหมตอนที่ภาพมันเกิดทีแรกไม่มีกุศล ไม่มีอกุศล แล้วมันต้องมีการแปลความหมายก่อน พอแปลความหมายแล้ว มันถึงจะเกิดกุศล เกิดอกุศลได้ ตรงแปลเขาเรียกสันตีรณ หรือสัมปฏิจฉันนะ จำชื่อมันไม่ได้แล้ว มันจะแปลความ พอแปลแล้วค่อยเกิดกุศล เกิดอกุศลขึ้นมา เห็นถูกแล้ว เห็นได้ละเอียดด้วย ปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้ก็คือสมาธิไม่พอ ใจวุ่นวาย มันเป็นเรื่องของโลก โลกตอนนี้มันวุ่นวายเป็นอย่างนี้ล่ะ ไม่ต้องตกใจ เจริญเมตตาไว้

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

กำลังของจิตไม่พอ จิตไม่ตั้งมั่น เวลานั่งสมาธิจิตไม่เข้าฐาน

คำถาม:

ใจเป็นกลางมากขึ้น เป็นผู้ดูมากขึ้น แต่ก็ยังมีช่วงที่ไปคลุกอารมณ์ ไม่เป็นกลางกับความทุกข์ความสุขอยู่ ปัญหาเหมือนจะยังเป็นเรื่องกำลังไม่พอ จิตไม่ตั้งมั่น ช่วงนี้รู้สึกกระแสคนอื่นรบกวนข้างใน เหมือนกำลังหมดเร็ว การปฏิบัติในรูปแบบ เวลานั่งสมาธิจิตไม่เข้าฐาน จะได้แค่รู้สึกตัวเป็นขณะแต่ไม่รวม เหมือนจิตไม่ทราบว่าจิตถึงฐานเป็นอย่างไร ไม่แน่ใจว่าเดินตรงไหนผิดทางหรือไม่ หรือยังทำน้อยไป ขอคำแนะนำด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

จิตถึงฐานทำเอาไม่ได้ เราสั่งให้จิตถึงฐานไม่ได้ เพราะจิตเป็นอนัตตา เรารู้ทันจิตที่มันเคลื่อนไปเคลื่อนมา แล้วมันจะถึงฐานเอง แต่ตอนนี้จิตใจมันถูกกระแสที่กวนความสงบสุข ฉะนั้นเจริญเมตตาให้เยอะๆ ไว้ สวดมนต์แผ่เมตตาไปเรื่อยๆ เลย สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเถิด บริกรรมไปเรื่อยๆ จงเป็นสุขๆ เถิด จงเป็นสุขๆ เถิดอะไรอย่างนี้ว่าไปเรื่อยๆ แล้วก็ใจมันจะค่อยๆ เย็นลงมา สมาธิมันจะเกิดขึ้น พอสมาธิเกิดขึ้นการเดินปัญญามันถึงจะทำได้จริง ตอนนี้จิตมันว้าวุ่น ฉะนั้นไปเจริญเมตตาให้เยอะๆ เลย

จริงๆ ทุกคนในช่วงนี้ ควรเจริญเมตตาให้มาก เพราะว่ากระแสข่าวสารทั้งหลายมันกระตุ้นโทสะเราตลอดเวลา อย่างจริงๆ บ้านเมืองเราตอนนี้ต้องการทุ่มเทกำลังทั้งหลาย ไปช่วยกันแก้ปัญหาโรคระบาด แต่ว่าเราเสียพลังจากการทะเลาะกันเองเยอะแยะไปหมดเลย เรื่องไม่เป็นเรื่องเต็มไปหมดเลย คนที่จะทำงานก็ถูกบั่นทอนกำลังใจไปเรื่อยๆ เพื่ออะไร เพื่ออะไรก็แต่ละคนมีจุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน บางคนหวังดีจริงๆ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ หมอบางคนก็ชอบให้ข้อมูล ถูกบ้างผิดบ้าง ถือว่าเป็นหมอ ไม่ใช่หน้าที่ก็ออกมาพูดอะไรอย่างนี้ มันทำให้คนเครียดมากขึ้น ไม่ใช่เรื่อง fact ล้วนๆ

เราไปห้ามทุกคนไม่ให้พูดมากไม่ได้ เราเจริญเมตตาไว้ อย่างน้อยจิตของเราสงบร่มเย็น บรรยากาศรอบๆ ตัวเราก็จะสงบร่มเย็น แล้วถ้าหลายๆ คนช่วยกันทำ ความสงบร่มเย็นก็จะแผ่ออกไป อย่างมาดูในวัดหลวงพ่อนี่สิ สงบร่มเย็น ถ้าพูดถึงมาตรฐาน เพราะทุกคนพยายามฝึกตัวเอง ไม่สนใจสิ่งเร้า ถูกเร้าแล้วก็เต้นตามโลกไป มีแต่ทุกข์ไม่มีอะไร ถ้าไม่แน่จริง ไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องมีความเห็นมาก

ภาวนาของเราให้ดี การที่เราออกความเห็นมั่วซั่วไปเรื่อยๆ หรือแชร์อะไรมั่วซั่วไปเรื่อยๆ มันกระตุ้นให้สังคมส่วนรวมวุ่นวายมากขึ้น คนต้องการผู้ทำงานตอนนี้ต้องการกำลังใจ เพราะว่าร่างกายเขาเหนื่อยเต็มทีแล้ว ถ้าไม่มีกำลังใจก็ทำไม่ได้แล้ว ฉะนั้นพวกเราก็อย่าไปสร้างความเครียด ให้เกิดขึ้นในสังคมให้มากขึ้น อย่างน้อยในบ้านเรารักษาความสงบไว้ ตั้งกฎเกณฑ์ในบ้านเลยว่า เข้าบ้านห้ามพูดเรื่องการเมือง บอกไว้เลยอยู่ในบ้านห้ามพูดเรื่องการเมือง บ้านจะสงบ ค่อยๆ ฝึกไป ของหนูเจริญเมตตาไว้ แล้วมันจะดีขึ้น

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

นั่งสมาธิแล้วเห็นจิตโปร่งโล่งสบาย แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ขั้นเจริญปัญญา

คำถาม:

ปฏิบัติในรูปแบบด้วยการนั่งสมาธิดูร่างกายหายใจ ล่าสุดได้รับคำแนะนำจากท่านผู้ช่วยสอนว่า ที่ทำอยู่เป็นอารัมมณูปนิชฌาน ที่จิตติดสงบ ไม่เจริญปัญญา ให้ปรับคุณภาพของจิตด้วยการเน้นสติ หากวันไหนดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย จากนั้นเวลาทำในรูปแบบ จิตก็ไม่กลับไปแช่ที่ความสงบอีก นั่งสมาธิแล้วเห็นจิตโปร่งโล่งสบาย นั่งได้นานเกือบชั่วโมง แต่ก็ยังไม่เข้าสู่ขั้นเจริญปัญญา เข้าใจว่ายังทำไม่พอ ขอหลวงพ่อชี้แนะเพื่อการพัฒนาต่อค่ะ

 

หลวงพ่อ:

คือพอจิตเราตั้งมั่นแล้ว แล้วถ้ามันตั้งอยู่เฉยๆ คิดพิจารณาร่างกายเข้าไปเลย ตั้งแต่ผมเลย ผมไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา สัมผัสมันดูเลย ผมจริงๆ เป็นอย่างไร ผมมันมีรูปร่างอย่างไร มีสีอย่างไร มีกลิ่นอย่างไร มันไม่สะอาดอย่างไร พิจารณากระตุ้นอย่างนี้ เวลาจิตติดนิ่งติดเฉย พิจารณาลงในร่างกายทีละส่วนๆ เลย ขน เล็บ ฟัน หนัง มันสวยมันงามไหม มันมีรูปอย่างไร มีสีอย่างไร มีกลิ่นอย่างไร พิจารณาซ้ำๆๆ ลงไป ตั้งแต่หัวถึงเท้า เท้าถึงหัว พิจารณาขึ้น พิจารณาลง จิตมันจะถูกกระตุ้นให้หัดมองไตรลักษณ์ แต่ถ้าเรารู้ตัวตั้งมั่นแล้วนิ่งๆ อยู่ มันไม่เดินปัญญาได้แต่สมาธิ ก็ช่วยมันด้วยการพิจารณาร่างกายไป

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

มุมมองชีวิตเปลี่ยนไปจากเดิม รู้สึกเหมือนเห็นทุกข์ของโลก

คำถาม:

ผ่านวิกฤตโรคร้ายในชีวิตมา ทำให้รู้สึกว่ามุมมองชีวิตในหลายด้านเปลี่ยนไปจากเดิมมากๆ ค่ะ ช่วงนี้รู้สึกว่าเหมือนเห็นทุกข์ของโลกอยู่บ่อยครั้ง ไม่แน่ใจว่าเห็นจริง หรือเพราะความวุ่นวายของโลก และเราไม่ชอบใจสภาวะที่เป็นจึงคิดไปเพื่อปลอบใจตนเอง กราบขอแนวทางการภาวนาต่อไป ว่าควรมีอะไรปรับปรุงหรือไม่คะ

 

หลวงพ่อ:

เห็นมันก็เห็นอยู่ โลกมันวุ่นวาย โลกนี้น่าเบื่อหน่าย โลกนี้น่าเหน็ดเหนื่อย โลกนี้ไม่เป็นไปอย่างใจปรารถนา เห็นตรงนี้เรื่อยๆ แล้วก็ดูต่อไปอีกเราจะหนีจากโลกก็หนีไม่ได้ ขันธ์มันเป็นเรื่องของโลก ที่เราอยู่เราก็อยู่กับขันธ์นี่ล่ะ จะหนีไปไหนก็ไม่ได้ ฉะนั้นเราก็จำเป็นต้องอยู่กับมัน อยู่กับมันสังเกตใจเรา ถ้าใจเรายังเกลียดมันอยู่ ใจเราจะไม่มีความสุข ถ้าโลกวุ่นวายแต่ใจเราไม่ได้เกลียดมัน ใจจะสงบสุข สังเกตง่ายๆ เลย อยู่กับโลกแล้วจิตใจสงบสุขไหม ถ้ายังไม่สงบสุขแสดงว่ายังเกลียดอยู่ ยังไม่เป็นกลาง แสดงว่ายังไม่เข้าใจโลกตามความเป็นจริง โลกนี้ทุกข์จะไปทำให้มันเป็นสุขเป็นไปไม่ได้

โลกมีทั้งโลกภายนอกกับโลกภายใน โลกภายในก็คือรูปนามขันธ์ 5 ของเรานี่ล่ะ มันก็ทุกข์เหมือนกัน จะไปสั่งมันให้ไม่ทุกข์ก็ทำไม่ได้ ก็พยายามเรียนรู้โลกภายในนี้ให้มากๆ มันไม่สามารถทำอะไรได้หรอก มีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของบังคับไม่ได้ ดูซ้ำแล้วซ้ำอีกไปจนจิตมันเป็นกลาง ขณะนี้จิตยังไม่ค่อยเป็นกลาง จิตยังไม่ค่อยชอบอยู่ จะมีความเศร้าหมองแทรกเข้ามาได้ ค่อยๆ ดูเอา

ที่จริงช่วงนี้มันก็เป็นกันแทบทุกคน เพราะชีวิตเรามันต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ที่เราเคยชินมาตั้งคนละหลายๆ สิบปี ดูมันวุ่นวายไปหมดเลย ยิ่งบริโภคข่าวปลอมๆ ทั้งหลาย ยิ่งเป็นมาก คือบางทีมองอะไร ถ้ามองอ่านข่าวแล้วก็เต้นตามไปเรื่อยๆ ไม่บ้าก็บุญแล้ว บอกอย่างนี้เลยนะไม่บ้าก็บุญแล้ว แต่ถ้ามองมันอย่างเข้าใจ มันจะรู้เลยว่าข้อเท็จจริงอยู่ตรงไหน อย่างเรารู้สึกบ้านเมืองเราตอนนี้แย่เต็มทีแล้ว ลองไปดูว่าจริงๆ เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า อย่างลองดู มันมีตัวเลขอยู่ สัดส่วนคนไทยที่ตาย เราก็ โห ตายเยอะแยะเลย คนไทยตาย 49 คนต่อ 1 ล้านคน พลเมือง 1 ล้านคน เป็นโควิดตาย 49 เก้าคน ยุโรป อเมริกาหลักพัน เขาหลักพันหลายๆ พันด้วยต่อ 1 ล้านคน ตรงนี้มันสะท้อนอะไร สะท้อน จริงๆ คุณภาพด้านสาธารณสุขเราดี คุณภาพของคนเราส่วนใหญ่ใช้ได้

ถ้าคนส่วนใหญ่ของเราเลวเหลวไหล อย่างที่เห็นในหนังสือพิมพ์ในข่าว ป่านนี้หายนะไปหมดแล้ว คนของเราก็ยังระวังตัวใช่ไหม ไปไหนก็ยังใส่แมสก์อะไรอย่างนี้ มันยังมีอยู่ ส่วนน้อยที่มันไม่ระวัง คุณภาพคนอย่างนี้ของเราสูง ฉะนั้นไม่ใช่ว่า เราวิกฤติ เราไม่มีทางออกอะไรอย่างนี้ อันนั้นเป็นภาพที่สร้างขึ้นมา เพื่อประโยชน์ในสิ่งอื่น ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ด้านการรักษาสุขภาพอะไรพวกนี้หรอก ถ้าเราดู fact จริงๆ ดูตัวเลขจริงๆ แต่ตัวเลขบางทีก็หลอกได้เหมือนกัน ต้องดูเหมือนกัน ค่อยๆ สังเกตว่าอะไรเป็นความจริง อย่าแตกตื่น ถ้าเราแตกตื่นเราเสพข่าวมากแล้วเราแตกตื่นมาก อาจจะไม่เป็นโควิดตาย แต่เป็นบ้าตาย

อย่างเราเห็นข่าวใช่ไหม มีคนตายอยู่ที่บ้าน มีคนตายอยู่บนถนน ตกอกตกใจคนมาตายที่ถนน ไปดูข่าวอย่าเพิ่งดูวันเดียวจบ ดูผลการตรวจด้วยมันไม่ได้ตายด้วยโควิด ตายตามถนนเป็นโรคอื่น หลวงพ่อมีญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ตอนนั้นยังไม่มีโควิดหรอก แข็งแรงดีทุกประการ เดินๆ อยู่ล้มลงไปตาย หัวใจวายเฉยๆ ตายอยู่ที่ถนน ทุกวันนี้พวกเราอย่าเป็นลมนะ ถ้าเราเป็นลมที่ถนนจะไม่มีใครช่วยเราแล้ว เพราะทุกคนบอก โอ๊ย โควิดๆ รีบถ่ายคลิปเอาไปลง tiktok ลงอะไรต่ออะไร ลงเฟซบุ๊ก คนเป็นโควิดตายอีกคนแล้วอยู่กลางถนนอะไรอย่างนี้ เสพข่าวต้องมีสติ ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะเสียสติ ใจมันจะเครียด

ระวังตัวให้ดีที่สุด รักษาตัวเองให้ดีที่สุด วัตถุมงคลยุคนี้คือแมสก์ คือแอลกอฮอล์ นั่นล่ะวัตถุมงคลที่แท้จริง ตะกรุดอะไรแขวนไว้ให้กำลังใจ ห้อยตะกรุดวิเศษหรือห้อยท้าวเวสสุวรรณ แล้วเอามือป้ายหน้าไปเรื่อยๆ ท่านก็ไม่ช่วยหรอก ท่านช่วยไม่ได้ ฉะนั้นมีสติ รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลให้ดี อะไรน่าตกใจ ไม่มีอะไรน่าตกใจสักเรื่องเดียวเลย สมมติว่าเกิดโควิดจริงๆ ตายกันเป็นล้านๆ คนก็ไม่น่าตกใจ สิ่งนี้เป็นไปตามเหตุ มีเหตุคนประมาทอะไรต่ออะไรก็เป็น เป็นเรื่องธรรมดา ภาวนาเป็นเราจะรู้สึกว่านั่นก็ธรรมดานี่ก็ธรรมดา ไม่ตกใจหรอก

ถ้าภาวนาไม่เป็นก็เต็มไปด้วยความอยาก เต็มไปด้วยความกลัว ลำเอียงเพราะความอยาก อย่างอยากให้มันสงบแล้วมันไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างก่อนเลย ชีวิตเดี๋ยวนี้เลว หรือเป็นด้วยความกลัว กลัวข่าวโน้นข่าวนี้กลัว หรือเพราะอคติ เพราะ Bias เยอะแยะเลยความลำเอียง มันทำให้เราเสพข้อมูลแบบเพี้ยนๆ คนเราชอบเชื่อข้อมูลที่ตัวเองเชื่อ ไปสังเกตให้ดี หลวงพ่อสังเกตมานานแล้ว คนเราชอบเชื่อในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเชื่อ ของจริงข้อมูลจริงๆ บางทีไม่ตรงกับที่อยากเชื่อก็ไม่อยากเชื่อ ก็ไม่ยอมเชื่อ ไปสังเกตดูโลกนี้มันเป็นอย่างนี้ กระทั่งตัวเราเองเราอยากเลือกเชื่อสิ่งที่เราอยากจะเชื่อ

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

เห็นว่ารู้นี้ไม่ใช่เรา และขันธ์ 5 ที่มีอยู่นี้ก็เป็นภาระจำยอม

คำถาม:

เรียนกับหลวงพ่อมา 13 ปีแล้ว เข้าใจในคำสั่งสอนของหลวงพ่อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยอมรับความเป็นธรรมดาของโลกได้มากขึ้น เห็นแล้วว่า “รู้” นี้ ไม่ใช่เรา และขันธ์ 5 ที่มีอยู่นี้ก็เป็นภาระจำยอม ยอมให้มันเป็นทุกข์ไป ยอมให้มันเป็นภาระไป ขอโอกาสหลวงพ่อเมตตาแนะนำการปฏิบัติต่อไปด้วยค่ะ

 

หลวงพ่อ:

เราเริ่มเห็นขันธ์ทั้งหลายตั้งแต่รูป เวทนา สัญญา สังขารอะไรนี้ มันไม่ใช่เรา มันเห็นแจ่มแจ้งแล้ว วิญญาณเราก็เห็น จิตมันจะไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราก็บังคับมันไม่ได้ ควบคุมมันไม่ได้ แต่ว่ามันยังไม่ตัดความเป็นตัวเป็นตน ยังเหลืออยู่ ค่อยๆ ภาวนา ที่ทำอยู่นี้ถูกแล้ว พอมันพอ มันทำถูกแล้วมันพอเมื่อไร มันก็จะละความเห็นผิดได้เด็ดขาด ค่อยๆ ฝึก ที่ทำอยู่ใช้ได้ แต่ตอนนี้ระวังนิดหนึ่ง ขณะนี้จิตไม่อยู่ในฐานแล้ว ลองหายใจสิ หายใจสบายๆ อย่าดึงจิต หายใจเฉยๆ อย่าน้อมจิตให้ซึม หายใจเฉยๆ ไม่แตะต้องจิตเลย หายใจเฉยๆ ตรงนี้กับเมื่อกี้ต่างกันแล้วรู้สึกไหม ตรงนี้คือสภาวะที่จิตตั้งมั่นจริงๆ

ฉะนั้นเราสังเกต จิตตั้งมั่นบ้าง จิตไม่ตั้งมั่นบ้าง อย่างตรงนี้ไม่ตั้งมั่น จะต่างกันแล้ว ดูออกแล้วใช่ไหม สังเกตไป เราจะเห็นเลยจิตที่ตั้งมั่นก็ไม่เที่ยง จิตที่ไม่ตั้งมั่นก็ไม่เที่ยง จิตที่ตั้งมั่นก็บังคับไว้ไม่ได้ จิตที่ไม่ตั้งมั่นก็ห้ามมันไม่ให้เกิดไม่ได้ เรียนรู้ไปมากๆ ถึงจุดหนึ่งมันจะเห็นจิตนี้ไม่ใช่ตัวเรา จิตนี้ไม่ใช่ตัวตนของตน ตัวตนของตนไม่มี ค่อยๆ ดูไป จิตมีปีติรู้ว่ามีปีติ อันนี้เป็นแค่สังขารอันหนึ่งที่ผุดขึ้นมา เราเห็นกระทั่งตัวจิตเอง เดี๋ยวก็เป็นจิตผู้รู้ตั้งมั่นถูกต้อง เดี๋ยวก็เป็นจิตผู้ไหลไป จิตทั้งวันมีอยู่อย่างนี้ เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวหลง เดี๋ยวไหลไป ตัวนี้เราเห็นไตรลักษณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมันพอ มันพอมันก็จะตัดกิเลสเอง

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

 

เวลาฟังธรรมหรือนั่งสมาธิ จิตมักจะเข้าไปจับอารมณ์นิ่งๆ ว่างๆ แล้วก็หลับไป

คำถาม:

เวลาผมนั่งฟังธรรมหรือนั่งสมาธิ จิตมักจะเข้าไปจับอารมณ์นิ่งๆ ว่างๆ อยู่ข้างใน แล้วก็หลับไป เป็นอย่างนี้อยู่หลายปี ผมแก้ไขตัวเองด้วยการฝึกรู้ทีละขณะ คือเวลานั่งฟังธรรม ก็จะฟังทีละขณะแล้วฟังใหม่ เวลานั่งสมาธิ ก็จะรู้อิริยาบถที่นั่ง หรือรู้ร่างกายที่กำลังหายใจทีละขณะ แล้วรู้ใหม่ไปเรื่อยๆ ก็พอจะช่วยแก้ไขเรื่องนั่งแล้วหลับได้ ขอความเมตตาหลวงพ่อช่วยชี้แนะเพิ่มเติมให้ด้วยครับ

 

หลวงพ่อ:

นั่นล่ะทำไปเถอะ มีชีวิตอยู่เป็นขณะๆ ไปนั่นล่ะดีแล้ว ยกเว้นเวลาต้องการความสงบ ก็พักเข้าไปเลย อย่างบางทีเราจะนอน เราจะไปรู้ทีละขณะๆ ไม่นอนหรอก เราก็รู้สึกไป บริกรรมไปอะไรไป ใจมันสว่างว่างขึ้นมา เราก็ทรงอยู่อย่างนั้น ถ้าเราต้องการอยู่อย่างนั้นทั้งคืนมันก็อยู่ได้ ก็ได้สมาธิ ถ้าเราต้องการพักเราก็คลายจิตออก จากที่เราไปมีสติอย่างแข็งแรงอยู่ คลายออกมันก็จะหลับ การภาวนาถ้าสติเราแข็งแรงพอไม่หลับหรอก ที่นั่งแล้วหลับๆ เพราะสติมันไม่แข็งแรง แต่มันมีหลาย factor ถ้าร่างกายเราเหนื่อยมันก็หลับเหมือนกัน หรืออีกอย่างหนึ่งจิตมันเหนื่อย จิตก็หลับเหมือนกัน

หลวงพ่อก็เคยเป็นเมื่อปีพ.ศ. 2526 นั่งสมาธิก็หลับ เดินจงกรมก็หลับ ทำอะไรก็หลับ ทั้งๆ ที่สติเข้มแข็งมากเลย ตั้งแต่เด็กๆ ทำสมาธิ เจริญสติอะไร แข็งแรง แต่ถึงช่วงนั้นหลับลูกเดียวเลย ทำอย่างไรก็ไม่หาย ไปถามหลวงปู่สิม หลวงปู่สิมบอก “ให้ทำไปเถอะ อย่าสงสัยเลย” เราก็ทำไป หลับก็ช่างมันไม่ปฏิเสธมัน ในที่สุดจิตมันได้พักพอ พอมันมีกำลัง บางทีมันหลับตรงนี้ มันหลับเพราะว่า เรียกว่า “นิพพิทา” จิตมันเบื่อโลก จิตมันเบื่อโลกมันก็หนีด้วยการหลับ

ฉะนั้นเราไปดูตรงที่นั่งแล้วหลับ นั่งแล้วหลับมันมีหลายอย่าง ถ้าร่างกายเหนื่อยแล้วหลับไปนอนเสีย แล้วถ้าสติเราอ่อนไปนั่งแล้วหลับ สมาธิมันล้ำหน้า เราเพิ่มพลังของสติขึ้น รู้สึกขึ้นๆ เป็นขณะๆ ไป แต่ถ้าจิตมันเกิดปัญญาแล้ว มันมีนิพพิทาญาณเกิดขึ้น มันเบื่อหน่ายแล้วมันจะพัก แสดงว่าเราเข้าฌานน้อยไป ทำความสงบน้อยไป จิตมันก็เลยหนีด้วยการเข้าไปหลับ ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ ไปฝึกมีชีวิตอยู่ทีละขณะนั่นล่ะดีแล้ว พัฒนาขึ้นเยอะ ดี

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
24 กรกฎาคม 2564

 

จิตเห็นว่าไม่มีเราที่ไหนเลยทุกอย่างว่างๆ โล่งๆ จิตห่างโลก

ภาวนาถูกแล้ว ก็ทำให้มาก ทำให้เจริญ ไม่มีจิตชนิดไหนเลยที่เราสั่งได้ ไปดูตัวนี้บ่อยๆ ไม่มีจิตดวงไหนที่เราสั่งได้ สั่งให้เป็นจิตรู้ตลอดก็ไม่ได้ สั่งว่าอย่าเกิดจิตคิด ก็สั่งไม่ได้ดูไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าจิตทุกชนิด ไม่อยู่ในอำนาจบังคับ สั่งไม่ได้ ไปดูซ้ำๆ ตรงนี้

ต้องโฟกัสกับงาน มีเวลาปฏิบัติในรูปแบบน้อย

คำถาม:

ช่วงที่ผ่านมามีเวลาปฏิบัติในรูปแบบค่อนข้างมาก เวลาระหว่างวันมีสติรู้เนื้อรู้ตัวดี รู้สึกโลกห่างๆ ออกไป แต่ปัจจุบันต้องกลับมาโฟกัสกับงานมากขึ้น เวลาปฏิบัติในรูปแบบน้อยลง รู้สึกกลับมาเป็นเนื้อเดียวกับโลก ขอกราบเรียนถามหลวงพ่อว่าการปฏิบัติตอนนี้ยังอยู่ในร่องในรอยหรือไม่ครับ

 

หลวงพ่อ:

อยู่ เรามีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะๆ เราก็เรียนรู้ไปให้มากๆ จำเป็นต้องไปตะลุมบอนกับโลก เราก็ไปแบบลูกศิษย์มีครู เวลาจิตเราเครียดกับงานนี่ รู้ทันไปเลย เวลาคิดอะไรไม่ออก กลับมาอยู่กับลมหายใจ มาอยู่กับคำบริกรรมอะไรอย่างนี้ จิตมันสงบขึ้นมาแล้วมันจะคิดอะไรต่ออะไรง่ายขึ้น เวลาคิดไม่ออกอะไร อย่าตะบี้ตะบันคิด ไม่ได้เรื่องหรอก ทำใจให้สบายก่อน เราจะได้เปรียบคนอื่น หลวงพ่อตั้งแต่เป็นโยม หลวงพ่อทำงานได้เปรียบคนอื่นเยอะเลย ฉะนั้นทำงานที่ไหนก็โตเร็ว โตพรวดพราดเลย เพราะเราทำงานได้ดี เพราะว่าสมาธิเราดี

อย่างเอกสารเป็นตั้งๆ อย่างนี้ อ่านเพื่อจะดึงประเด็นออกมา วิเคราะห์อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล อะไรเป็นเหตุหลัก อะไรเป็นเหตุรอง จะแก้ปัญหาอันนี้ เรามีทรัพยากรอะไร ถ้าแก้ปัญหาหลักไม่ได้ แก้ปัญหารองไปก่อนอะไรอย่างนี้ มันจะรู้ กำหนดยุทธวิธี กำหนดยุทธศาสตร์ กำหนดยุทธวิธีในการทำงานที่ซับซ้อนนี่ เราทำได้ดี เพราะใจมีสมาธิ นี้ถ้าเราเครียดกับงาน เราเกลียดงาน เพราะช่วงที่ผ่านมาเราว่างๆ ไม่ได้ทำมาหากิน ไม่ได้ทำงาน พอต้องมาทำงานนี่ โหย รู้สึกวุ่นวายเหลือเกิน หงุดหงิด ไม่สบายอะไรอย่างนี้ ให้รู้ทันใจที่หงุดหงิด ให้บอกตัวเองว่าตอนนี้มีหน้าที่ต้องทำ วัยทำงานต้องทำงาน ถ้าขืนเอาวัยทำงานไปพักผ่อน วัยพักผ่อนจะต้องทำงาน มันจะลำบาก ฉะนั้นตอนนี้ทำงานไป เลี้ยงตัวเองให้ได้ วางแผนอนาคตให้ดี มีหน้าที่ดูแลครอบครัวอะไรต่ออะไรก็ทำไป มีหน้าที่ต่อองค์กรก็ทำไป มีหน้าที่ต่อบ้านเมืองก็ทำไป แต่ทำไปแบบรู้เท่าทัน ทำไปแบบไม่ใช่ท้อแท้เบื่อหน่าย ไม่อยากจะทำอะไรอย่างนี้ ท้อแท้ได้แต่มีสติรู้ทันไว้ ไม่ใช่ปล่อยความท้อแท้มาครอบงำใจ จะหมดเรี่ยวหมดแรง ทำงานในทางโลกก็ไม่ดี ทางธรรมก็ไม่เจริญ

แต่ถ้าเราทำงานด้วยจิตที่ตั้งมั่นเป็นกลางไปเรื่อยๆ งานก็ดี ธรรมะก็เจริญได้ ฉะนั้นโลกธรรม ถ้าเราภาวนาจริงๆ ทั้งโลก ทั้งธรรมนี่ มันไปด้วยกันได้ มันไม่ได้ขัดแย้งอะไรหรอก อดทน ถ้าหากเรารู้สึกว่าไม่อยากทำงานเลย แสดงว่าเราติดสงบ เบื่อโลก อยากจะหนีโลก อาการอย่างนี้เป็นอาการของคนที่ติดในความสุข ความสงบ ฉะนั้นเราภาวนาอย่าไปติดในสุข ในสงบ อยู่ตรงไหนก็เหมือนกันหมด

 

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
18 กรกฎาคม 2564
Page 5 of 7
1 2 3 4 5 6 7