ชอบเปลี่ยนคำบริกรรม และบทสวดมนต์ตามที่จิตชอบ จิตไม่ค่อยตั้งมั่น ขี้โมโห ฟุ้งซ่าน หลงนาน ขอกรรมฐานและคำบริกรรมเฉพาะตัวที่เหมาะกับจริต

บริกรรมเกี่ยวกับเมตตาไว้ บทของครูบาอาจารย์เกี่ยวกับเมตตามีเยอะแยะ ถ้าชอบยาวๆ ของหลวงปู่ขาว เป็นบทเมตตาที่ทั้งสงบ ทั้งเย็น “พุทธะเมตตัง จิตตัง มะมะ พุทธะพุทธา นุภาเวนะ ธัมมะเมตตัง จิตตัง มะมะ ธัมมะธัมมา นุภาเวนะ สังฆะเมตตัง จิตตัง มะมะ สังฆะสังฆา นุภาเวนะ”

ดูกายเคลื่อนไหว หยุดนิ่ง ครั้งหนึ่งนั่งสมาธิเห็นจิตหลงคิด แล้วได้ยินข้างในพูดว่ามันเป็นเอง

จิตมันเทศน์ให้ฟังได้ มันสอนธรรมะเราได้ จิตกับธรรมมันเป็นอันเดียวกันนั่นล่ะ ฝึกเรื่อยๆ หลวงปู่ดูลย์ท่านเคยสอนบอกว่า “ธรรมะ 84,000 พระธรรมขันธ์ มาจากจิตที่บริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า” ฉะนั้นถ้าจิตเรามีคุณภาพพอ มันถ่ายทอดธรรมะมาสอนตัวเองได้ แต่ที่พวกเราส่วนใหญ่เจอ มันไม่ใช่จิตถ่ายทอดธรรมะ มันเกิดนิมิต มันเป็นนิมิตสอนอย่างโน้นอย่างนี้ บางทีบอกว่านี่บรรลุโน้นบรรลุนี้ มันเพี้ยน อันนั้นหลงนิมิต ไม่ใช่จิตเกิดปัญญา

รักษาศีล รูปแบบใช้พุทโธเป็นวิหารธรรมสลับดูกาย ชีวิตประจำวันยังรู้สึกตัวได้น้อย เพราะต้องใช้ความคิดในงานบริหาร

เราเป็นผู้บริหาร เรามีหน้าที่คิด ต้องมองไกล ต้องอะไรอย่างนี้ ประเมินทุกสิ่งทุกอย่าง ประเมินทรัพยากร ประเมินปัญหา มันจำเป็น อยู่กับโลกมันก็ต้องอย่างนั้น แต่ว่าเรื่องไหนคิดไม่ออก แขวนไว้ก่อน แล้วภาวนาของเราไป พอจิตเรารวมสงบลงมา พอจิตถอนขึ้นมา พอจิตมันไปคิดเรื่องนั้น มันรู้ทางออกเอง ง่ายๆ เลย

เดินจงกรมเป็นหลัก มีสภาวะเหมือนจิตเปิดออก คล้ายๆ ดอกไม้ที่ตูมแล้วบานออก จิตเบิกบานอยู่แป๊ปหนึ่งแล้วก็หมดแรง ยังมีความรู้สึกเป็นเรา

การภาวนาพอมันเจริญได้ มันก็เสื่อมได้ อย่างวันนี้เราเห็นสภาวะถี่ยิบเลย อีกวันดูอะไรไม่รู้เรื่องเลย วันหนึ่งภาวนารู้สึกมรรคผลอยู่ใกล้ๆ อีกวันหนึ่งเขาภาวนากันอย่างไร ทำไม่เป็นเลย มันเป็นอย่างนี้ ไม่ต้องตกใจ เพราะปัญญา สมาธิ สติ สมาธิ ปัญญาของเรา ยังเป็นโลกียะ เจริญแล้วเสื่อมอยู่ แต่หน้าที่ของเราคือปฏิบัติไปให้สม่ำเสมอ

ปรามาสครูบาอาจารย์ เกิดกามราคะที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็น เห็นปรุงเป็นคนดี เริ่มห่างจากโลก แต่ดูร่างกาย ยังเห็นร่างกายมีเรา น้ำตาไหลเมื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย

รู้สึกลงในกายไปเรื่อยๆ ไม่เสียหายอะไร การคิดพิจารณาเป็นการกระตุ้น เป็นการฝึกให้หมายรู้ความเป็นไตรลักษณ์ของกาย เพราะฉะนั้นตัวการคิดพิจารณายังไม่ได้เป็นวิปัสสนา มันกระตุ้นสัญญา ฝึกสัญญาให้หมายรู้ ทำแล้วดีไหม ดี ทำไม่เป็นไร

จิตไปดูอวัยวะภายในร่างกาย ตกใจกลัวว่าไม่มีอะไรเป็นเรา มันเคว้งคว้างกลัวตาย นอนไม่หลับเหมือนสติจะแตก เคยเห็นสันตติขาด ตอนนี้เสื่อม

มันเสื่อมก็ช่างมัน เราทำของเราทุกวันๆ เราไม่ได้ทำเอาดีอะไรหรอก เราจะเรียนรู้ตัวเองไปเรื่อยๆ ที่ฝึกอยู่ดี แต่ว่าความรักตัวตนนั้นมันรุนแรง พอมันเริ่มไปเห็นว่าตัวเราไม่มี มันตกใจ บางคนกลัวเลย บางคนตกใจ บางคนรู้สึกเบื่อเซ็งไปเลย ห่อเหี่ยว มันเบื่อ รู้ว่าเบื่อ มันตกใจ รู้ว่าตกใจ มันห่อเหี่ยว รู้ว่าห่อเหี่ยว สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่จิต เป็นแค่ความรู้สึก ดูไปอีก ในที่สุดความรู้สึกเหล่านั้นกับจิตก็แยกออกจากกัน จิตมันเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สะสมไปเรื่อยๆ มันก็เกิดความกล้าหาญมากขึ้นๆ ถึงจุดหนึ่งมันก็จะยอมรับความจริงได้ ร่างกายไม่มีสาระแก่นสารอะไรเลย ไม่ได้ของสวยของงาม ไม่มีตัวเราของเรา

มีการหลงไปคิดยาวเป็นระยะ ในชีวิตประจำวัน พยายามจะรู้ทันความรู้สึกที่เกิดขึ้น เมื่อกระทบอารมณ์ แต่ยังทำได้ไม่บ่อย

จุดที่พลาดคือ เวลาที่รู้สึกเข้ามานี้ มันจงใจน้อมเข้ามาภายใน แล้วโมหะมันแทรก มันจะซึมๆ ลงไป ตรงที่โมหะแทรก ไม่ดี ส่วนจิตจะอยู่ข้างนอก หรือจิตจะอยู่ข้างใน ถ้าเรารู้ก็ดีหมดเลย ถ้าจิตอยู่ข้างนอกไม่รู้ก็ไม่ดี บังคับจิตเข้าไว้ข้างใน แล้วไม่รู้ว่าบังคับอยู่ก็ไม่ดี ฉะนั้นรู้ทันมันถึงจะใช้ได้

ภาวนาแล้วมีอาการแน่น รู้ความคิดคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรา ขอคำชี้แนะวิธีปิดการรับรู้

หลวงปู่ดูลย์ท่านสอน อย่าส่งจิตออกนอก จิตเราชอบ จิตมันชอบที่ออกรู้ออกเห็นข้างนอก เพราะมันชอบ มันก็เที่ยวออกรู้ออกเห็นไป ถ้าใจเข้มแข็งพอ ทำสมาธิแล้ว ถอยออกจากสมาธิแล้ว อธิษฐานเลย ขอไม่รู้ไม่เห็น แล้วก็กลับเข้าสมาธิอีก เข้าออกๆ อย่างนี้ สักพักหนึ่งมันก็ตัดได้

เคยบวชจำพรรษา ไม่ได้ศึกษาหลักธรรม หลังจากสึกมาแล้ว ฟังธรรมะหลวงพ่อ จึงได้ทราบว่าตนเองติดอาบัติสังฆาทิเสส ออกมาถึงเป็นตาลยอดด้วน

อาบัติสังฆาทิเสส ไม่ถึงระดับตาลยอดด้วน อันนั้นปาราชิก ฉะนั้นเราไม่ใช่ถึงระดับขนาดนั้น ภาวนาเยอะๆ มีโอกาสก็ไปหาที่บวช แล้วไปอยู่ปริวาสให้มันจริงจัง ต้องอยู่วัดที่เขาทำกรรมฐานจริงๆ วัดบ้านทำปริวาสเป็นแค่กิจกรรมเฉยๆ ไม่ได้อยู่ปริวาสจริง เรียกว่าจัดปริวาสอย่างโน้น จัดปริวาสอย่างนี้ ไม่ถูกต้องตามพระวินัย

เดินจงกรมเป็นหลัก พยายามดูร่างกายเดิน แต่เหมือนไม่ค่อยรู้เรื่อง มักสงสัยว่าทำถูก และเหมาะกับจริตหรือไม่

การภาวนาไม่ต้องพยายามจะรู้เรื่อง เราไม่ได้ภาวนาเพื่อจะรู้เรื่อง เราภาวนาเพื่อจะรู้สึกกายอย่างที่กายเป็น รู้สึกใจอย่างที่ใจเป็น ไม่ใช่ภาวนาเอาเรื่อง ไม่ต้องมีความรู้อะไรเยอะหรอก เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู เห็นจิตใจมันทำงานไป ใจเป็นคนดู แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว หน้าที่รู้เรื่องเป็นหน้าที่ของปัญญา มันเกิดเอง ทำเหตุให้พอ แล้วปัญญามันก็เกิด

Page 1 of 18
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 18