สมาธิลงลึก สติตามไม่ทัน ติดอารมณ์ละเอียด พอเข้าสมาธิรู้สึกกายและหายใจแรงขึ้น เพื่อไม่ให้สมาธิลงลึก

เวลาจิตจะรวม อย่าฝืน ให้มันลงไปพัก พักเต็มที่ พอมันขึ้นมา เราดูร่างกายไปเลย ร่างกายมันถูกรู้ มันไม่ใช่ตัวเรา นี่เราดูไตรลักษณ์แล้ว เราเริ่มถอดถอนความเห็นผิด ว่าขันธ์ 5 เป็นเรา อันนี้เริ่มจากตัวรูป แล้วต่อไปเราก็เห็น สุขทุกข์มันก็ไม่ใช่เรา ดีชั่วมันก็ไม่ใช่เรา แล้วฝึกไปเรื่อยๆ เราเห็นว่าจิตก็ไม่ใช่เรา

ทำกรรมฐานโดยการเดินดูกายแล้วรู้ทันจิตเป็นส่วนใหญ่ มีนั่งภาวนาบ้าง ภาวนายาวเกิน 2 ชั่วโมงรวดเดียว ท้ายๆ ชั่วโมงจะซึม มัว

ใช้ร่างกาย ใช้ความเคลื่อนไหวของกายเป็นวิหารธรรมไว้ ถ้าไปนั่งแล้วกำหนดไปเรื่อยๆ มันจะเคลิ้มง่ายหน่อย เคลื่อนไหวแล้วดีที่สุดเลย เคลื่อนไหวแล้วรู้สึกๆ ไป เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนรู้สึก แล้วพอใจหนีไปจากร่างกายก็คอยรู้ทัน ไม่ห้าม แต่หนีแล้วรู้ๆ

รู้สึกโกรธเวลามีคนทำให้ต้องพูดไม่ดี ทำให้รักษาศีลข้อ 4 ไม่ได้

ไม่โทษคนอื่น เห็นโทษของตนเอง ไม่เห็นโทษผู้อื่น สนใจโทษของคนอื่นไม่มีวันจบ จะเกิดพยาบาทวิตก มีอะไรเราก็ดูที่ใจของเรานี้ แล้วก็อย่าติดดี เคยตื่นเช้าภาวนาได้ทุกวัน เกิดป่วยลุกไม่ขึ้น แล้วโมโหตัวเอง ให้รู้ทัน เราติดดีเกินไปแล้ว ฉะนั้นเราลอกเปลือกตัวเอง รู้ทันกิเลสตัวเอง แล้วดี แต่ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น ย้อนมาดูตัวเองไว้

ในชีวิตประจำวันใช้พุทโธแล้วรู้สึกว่า จิตเพ่งพุทโธ เลยเปลี่ยนมาใช้บทสวดมนต์สั้นๆ จิตเป็นธรรมชาติมากกว่า​ กิเลสส่วนใหญ่เป็นโทสะ​ รู้สึกการภาวนายังไม่มีความก้าวหน้า เป็นเพราะภาวนายังไม่มากพอ

จิตประภัสสรมีความสว่าง เบาสบาย ข้อเสียของมันคือมันยังโง่ ฉะนั้นพอเรามีจิตประภัสสรแล้วเราถึงต้องเดินปัญญา คือมีสติรู้กายมีสติรู้ใจตามความเป็นจริง เรียนรู้จากของจริงในปัจจุบันนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปจิตที่ประภัสสร มันก็มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริง จุดที่มันรู้แจ้งเห็นจริง มันรู้อะไรรู้ไหม มันรู้ว่านอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับไป มันรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ รู้กองทุกข์แจ่มแจ้งแล้ว จากจิตประภัสสรเลยกลายเป็นจิตที่บริสุทธิ์

เพิ่งเริ่มสวดมนต์โดยการอ่านเพราะยังจำไม่ได้ นั่งสมาธิแต่ง่วงและหลับเลยหยุดไป

ใช้กรรมฐานที่เคลื่อนไหวไว้ ไปทำงานบ้าน กวาดบ้าน ถูบ้าน เคลื่อนไหวแล้วรู้สึกตัวไป ถ้าไปนั่งเฉยๆ เดี๋ยวเคลิ้มง่าย มันจะเคลิ้ม รู้สึกตัว เคลื่อนไหวไว้ เมื่อก่อนหลวงพ่อก็ใช้ ถือพัดทั้งวัน ทำกรรมฐาน เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เคลื่อนไหวแล้วรู้สึก เพราะอากาศร้อน ลมมาปะทะ ลมเย็น มันรู้สึกกระทบ มีความสุข รู้สึก พอใจ รู้สึก เห็นไหม แค่นี้ แค่ขยับพัด ทำกรรมฐานได้ตั้งเยอะตั้งแยะแล้ว

รู้ทันจิต รู้กายเคลื่อนไหว แต่ยังไม่เห็นเกิดดับตลอด ที่ปฏิบัติอยู่ขึ้นวิปัสสนาได้แล้วหรือยังคะ

จงใจเยอะไป ปฏิบัติไป มีสติไว้ เวลาทำวิปัสสนา มันไม่ทำตลอดเวลา มันจะทำไปช่วงหนึ่ง แล้วมันจะพลิกเข้ามาเป็นสมถะ เป็นทุกคน เป็นปกติ ไม่มีใครทำวิปัสสนารวดยาวๆ ฉะนั้นเราไม่ต้องกังวล เรามีสติรู้กายรู้ใจไป ถึงเวลาที่ดูใจไม่ออกก็ดูกาย ดูอะไรไม่ออก ก็กลับมาอยู่กับพุทโธ กับลมหายใจอะไรของเราไป เดี๋ยวมีกำลังก็กลับไปเจริญปัญญาได้

เห็นจิตคิดเองรู้ปุ๊บ เรื่องที่คิดดับ โลภ โกรธ หลง น้อยลง เดินจงกรมรู้สึกเหมือนอาการวูบ เหมือนตกหลุมอากาศ แต่ไม่ได้ล้ม

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์แล้ว ความทุกข์เกิดทุกที ดูไปเรื่อย มันกระเทือนขึ้นมา คนกระเทือนแรงรู้สึกเจ็บเลย เห็นถูกแล้ว อดทน ทำแล้วทำอีก ใจเราจะค่อยคลายออกจากโลก ทุกข์จะน้อยลง ทุกข์จะสั้นลง วันหนึ่งก็ถึงจุดที่มันไม่ทุกข์ มันเห็นโลกตามความเป็นจริง

จิตไม่ค่อยเป็นกลางกับสภาวะที่เกิดขึ้น ชอบมีอาการแทรกแซง ใช้จิตเดินปัญญานำสมาธิ แต่จิตชอบฟุ้งซ่าน

ทำสมถะแล้วจิตไม่สงบ อย่าไปอยากให้มันสงบ ทำกรรมฐานไปเรื่อยๆ สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง แต่ทำมันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวมันสงบเอง จิตมันยังฟุ้งอยู่ มันเดินปัญญาไม่ได้ดีเท่าไรหรอก ฉะนั้นเพิ่มความสงบของจิต ทำกรรมฐานไป แต่เวลาทำ ตั้งใจไว้แค่ว่าเราจะทำกรรมฐาน สงบหรือไม่สงบ ไม่ใช่เรื่องของเรา เรามีหน้าที่ทำเท่านั้นเอง สงบ ไม่สงบ เป็นผลของการกระทำ ช่างมัน ทำเหตุ แล้วผลมันเป็นเอง

ภาระทางโลกมาก เลี้ยงลูกเล็กวัยกำลังซน 2 คน บวกทำงานรับราชการ แต่ก็พยายามจัดสรรเวลาทำในรูปแบบ

เราอยู่กับโลก เรามีหน้าที่ต่อโลก เลี้ยงลูกแล้วเรา เฮ้อ เมื่อไรจะเลิก เมื่อไรจะว่างสักที รีบๆ เลี้ยง ให้มันรีบนอนๆ ไป เราจะได้มาภาวนา อันนี้เข้าใจผิดแล้ว ฉะนั้นเลี้ยงลูกก็ภาวนาได้ ลูก วันนี้ป้อนข้าว แหม มันกินดี เราดีใจรู้ว่าดีใจ วันนี้มันไม่ยอมกินเสียที แล้ววันนี้มันไม่ยอมนอนสักที มันจะเล่นอย่างเดียว ชักโมโห รู้ นี้คือการปฏิบัติทั้งหมดเลย รวมการปฏิบัติเข้ามาในชีวิตเราจริงๆ แล้วมันทำได้เยอะ มันไม่ใช่ว่าต้องรอให้ลูกหลับแล้วถึงจะภาวนาหรอก

ต้องทำเนื้อหาคอนเทนต์และใช้โซเชียลมีเดียเพราะเป็นอาชีพ กิเลสมักเกิดจากอัตตาตัวตนสูง เมตตาน้อย

วิปัสสนามันไม่ได้เกิดตลอดเวลาหรอก เกิดสลับกับสมถะ บางครั้งจิตมันก็รู้สึกอยู่เฉยๆ บางครั้งมันก็มองไตรลักษณ์ เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวิปัสสนา 24 ชั่วโมง ไม่มีหรอก ที่ฝึกอยู่ใช้ได้ ดีแล้วตั้งใจไว้อย่างเดียวเราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ตั้งสัจจะกับตัวเองไว้ข้อนี้ เราจะไม่ทำร้ายคนอื่น ฉะนั้นเวลาทำอะไรในโซเชียลในอะไร มันจะไม่ทำร้ายคนอื่นด้วยวาจาด้วยการคีย์ ตัวนี้ฝึกแล้วเราจะเจริญ รับรอง นี่แสตมป์ให้เลย

Page 1 of 19
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 19