เดินจงกรมหลังฟังธรรม ระหว่างเดินไม่รู้สึกง่วงหรือหน่วง แบบเวลานั่งสมาธิ แต่สังเกตว่าฟุ้งซ่านถี่กว่ามาก

การเดินจงกรม ก็คือรู้สึกร่างกายที่เดิน รู้สึกๆ รู้สึกตัว เดินจงกรมเน้นที่ความรู้สึกตัว ไม่ได้เน้นที่ระยะทาง ไม่ได้เน้นที่เวลา รู้สึกตัว พอเรารู้สึกได้สัก 3 ชั่วโมง จิตมีแรง จิตมีแรงแล้ว จิตตั้งมั่นแล้ว ก็จะเดินปัญญาได้จริง แล้วจะไม่สงสัยหรอก ว่าหลวงพ่อสอนอะไรอยู่

ในชีวิตประจำวันดูร่างกายเคลื่อนไหว ถ้าจิตตั้งมั่นจะเห็นความสุขโชยมา ถ้าใจลอยปล่อยตัวปล่อยใจจะเห็นความทุกข์โชยมาโดยไม่มีสาเหตุ

ไม่มีอะไรเกิดโดยไม่มีเหตุหรอก เวลาเราไม่มีสติจิตเราเศร้าหมองก็ทุกข์ล่ะ เรามีสติจิตมันรู้มันตื่นมันก็เบิกบาน แต่แรกๆ จะเบิกบาน พอต่อไปนานๆ มันจะเป็นอุเบกขามากกว่าเบิกบาน คนไม่เคยมีสติพอมีสติทีแรก แหม่ มีความสุขผุดขึ้นมา ผุดขึ้นมา พอฝึกไปเรื่อยๆ มันจะเป็นอุเบกขา มันรู้สึกอย่างนั้นๆ ล่ะ ไม่เห็นจะต้องหวือหวามีความสุขอะไรมากมาย มันเรื่องธรรมดา

เห็นว่าจิตมันคิดของมันเอง กายมันหายใจของมันเอง บางครั้งจิตมันจะเป็นนักพากย์ จุดนี้ต้องแก้ไขอะไรไหม

มันจะพากย์ก็ให้มันพากย์ไปเถอะ เราอย่าไปพากย์กับมันก็แล้วกัน อย่าไปหลงคิดตามมันไป แต่จิตมันจะพูด มันจะพากย์อะไรก็เรื่องของมัน รู้สึกตัว รู้สึกตัวไปตามธรรมดา อย่าเกร็งไว้ ถ้าเกร็งมันจะเกิดน้ำหนักขึ้นที่ใจ ถ้ามันมีน้ำหนักขึ้น แสดงว่าไม่ถูกแล้ว ตึงเครียดเกินไป แต่ถ้าลืมตัวเองก็หย่อนไป ตัวนี้มันเกิดจากเราอยากดี เราอยากปฏิบัติ อยากดี เราก็เลยพยายามควบคุมตัวเอง มันก็เลยทื่อๆ ขึ้นมา

รู้สึกพัฒนาขึ้นตามลำดับ จากเห็นจิตคิดเอง​ เริ่มเห็นความคิดเกิด แล้วจิตไปรู้เข้า​ เห็นครั้งแรกตกใจเพราะขัดกับที่เข้าใจมา​ เริ่มศึกษาปริยัติ​เพื่อตรวจสอบตัวเอง​

เวลาภาวนา ลืมตำราไปก่อน ดูจากของจริงนี่ล่ะแล้วค่อยไปเทียบกับตำรา ถ้าระหว่างภาวนาแล้วคิดถึงตำราไปไม่รอดหรอก ความคิดมันจะนำหน้าการรู้ตามความเป็นจริงไป มันจะคาดเดาล่วงหน้า ตำราโยนทิ้งไปก่อนตอนนี้

มีการเคลื่อนไหวเป็นวิหารธรรม แต่ยังไม่ชอบดูความทุกข์ ยังตามใจกิเลสเพื่อหนีความทุกข์ เผลอจมไปในความคิด และความกังวลบ่อยๆ

ความทุกข์เป็นสิ่งที่อยู่ชั่วคราว แล้วก็ผ่านไป เสมอกับความสุข เท่าเทียมกัน สุขก็เป็นภาระของจิต ทุกข์ก็เป็นภาระของจิต เท่าเทียมกันหรอก ฉะนั้นเราหนีทุกข์ไม่ได้หรอก เพราะกระทั่งสุขก็เป็นภาระ คือเป็นทุกข์

ปฏิบัติในรูปแบบ ได้เห็นสภาวะต่างๆ คิดว่าพอไปได้ เอาตัวรอดได้ แต่ก็ได้เห็นว่าการปฎิบัติในชีวิตจริง แพ้ไม่เป็นท่า สติไม่ทัน

มรรคผลไม่ได้ได้มาเพราะอยาก แต่ได้มาเพราะสิ้นอยาก ที่สิ้นอยากเพราะเห็นความจริงของรูปนามขันธ์ 5 ว่าไม่น่ารัก ไม่น่ายึดถือ มันก็หมดอยาก หมดอยากก็หมดยึด หมดยึดก็หมดทุกข์ แต่ถ้าอยากให้พ้นทุกข์ มีอยาก อย่างไรก็ไม่พ้น ฉะนั้นไม่ต้องไปอยากมัน ผลมันมาเอง ทำเหตุไปเรื่อยๆ แล้วผลมันเกิดเอง อย่าเร่าร้อน

ฝึกสติหลงแล้วรู้ เห็นทุกข์มากกว่าสุข มีความจริงจังในการปฏิบัติมากขึ้น ยังทำงานอยู่และมีครอบครัว ควรปฏิบัติอย่างไร

ถ้าเราภาวนาด้วยกันทั้งบ้าน โอ๊ย มีความสุขมากเลย บ้านจะสงบสุข คล้ายๆ ศีลและทิฏฐิเสมอกัน อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข ถ้าเราทำได้คนหนึ่ง อีกคนหนึ่งขวาง ไม่มีความสุข ค่อยๆ กล่อมเกลาคนรอบๆ ตัวเราให้เขาภาวนาโดยการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เขาเห็น เปลี่ยนแปลงตัวเองให้เขาเห็น ให้เห็นว่า เออ เราภาวนาแล้วเราดีขึ้น มีความสุขขึ้น เป็นการจูงใจให้คนรอบๆ ตัวภาวนาด้วย

อยู่กับความว่าง เกิดปีติ แล้วสังเกตความคิด อารมณ์ และความรู้สึก แล้วทำให้นิ่งเรียบ

อย่าไปแต่งจิตให้ว่างๆ แต่ถ้าจิตมันเคยชินจะเข้าไปว่าง ดูเลย ไอ้ว่างก็ไม่เที่ยง ไอ้ว่างนี้ก็ไม่ใช่ตัวเรา เป็นของถูกรู้ถูกดู จิตมันก็ไม่ไปติดที่ว่าง มันทวนกระแสกลับเข้ามาที่ตัวเองได้ เวลาจิตไปติดว่าง มันมีความสุข มันสงบ มันดูสะอาด แต่มันไม่เดินปัญญาต่อ มันไม่เห็นทุกข์หรอก ทุกข์มันอยู่ที่กายที่ใจเรานี้ แต่เราไปอยู่ที่ว่าง เลยมองทุกข์ไม่ออก กลับมาที่ตัวเอง

จิตนิ่งเป็นสมาธิ เป็นแบบนี้บ่อยๆ บางครั้งเวลานอนภาวนา จะคล้ายนอนไม่หลับ รู้สึกตัวทั้งคืน บางครั้งรู้สึกตัวเบา ลอยๆ ชาๆ

พวกที่ติดสมาธิ มันจะขี้โมโห เพราะตอนอยู่กับสมาธิ มันอยู่ในโลกของตัวคนเดียว ไม่มีใครมายุ่ง พอต้องมากระทบอารมณ์ โทสะมันจะขึ้นปรี๊ดเลย เป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นตอนที่ออกจากสมาธิ พิจารณากายลงไปเลย ร่างกายเราตั้งแต่หัวถึงเท้า เท้าถึงหัว พิจารณาขึ้น พิจารณาลง ดูไปเรื่อย มีแต่ของไม่สวย มีแต่ของไม่งามจริง มีแต่ของสกปรก ไม่น่ารัก ไม่น่าหวงแหน เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา

ช่วงนี้มีปัญหาที่ทำงาน มีการเปลี่ยนสายงาน ติดใช้โทรศัพท์มือถือ บางทีนั่งสมาธิในรูปแบบ แต่ใจคิดไปเรื่องอื่นๆ จนหมดแรงและนอนหลับไป

เวลามีงานมากๆ ที่ต้องคิด มีปัญหาชีวิตที่ต้องแก้อะไรอย่างนี้ จิตมันจะออกข้างนอก ห้ามมันไม่ได้ พอมันออกนอกไปแล้ว ถึงเวลาที่เรามีเวลาที่จะเบรก มีเวลาของเราเอง กลับมารู้สึกที่กายไว้ ถ้ากลับมารู้สึกกาย เดี๋ยวจิตจะได้มีแรงขึ้นมา เอาไปสู้กับชีวิตได้อีก เราไม่ได้ฝึกเพื่อหนีโลก ศาสนาพุทธไม่ใช่ศาสนาของคนหนีโลก แต่เป็นศาสนาที่เราจะเรียนรู้โลก จนกระทั่งวันหนึ่งจิตใจเราอยู่เหนือโลก โลกก็วุ่นวายอยู่อย่างนั้น แต่จิตใจเราอยู่เหนือแล้ว มันก็ไม่วุ่นวายไปด้วย

Page 2 of 78
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 … 78